โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 3-1 รูปเมื่อนานมาแล้ว

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-1 รูปเมื่อนานมาแล้ว

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 12:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-1 รูปเมื่อนานมาแล้ว
แบบอักษร

#3 รูปเมื่อนานมาแล้ว


วันที่สามสิบ ตุลาคม เวลาสี่โมงเย็น

เลขาในสังกัดรองประธานใช้เวลาระหว่างที่ผู้เป็นเจ้านายไม่อยู่บริษัทครู่หนึ่งในการประชุมเพื่อเลือกเฟ้นสรรหาเลขาคนใหม่

“คุณสมบัติก็ดี ดูจากในรูป ภาพลักษณ์ก็ดูคล้ายๆ กับหัวหน้า น่าจะใช้ได้อยู่นะคะ”     

“แต่เสียดายนะคะ ที่คงเลือกคนคนนี้ไม่ได้”

“ทำไมล่ะคะ”    

“เธอนามสกุลวัง* ค่ะ”

เลขาสาวทั้งสามที่นั่งล้อมรอบโต๊ะทรงกลมทำหน้าฉงน เพราะไม่เข้าใจคำพูดของมีโซ

“หมายความว่ายังไงเหรอคะ หัวหน้า”

ท้ายที่สุดแล้วมีโซจึงหยิบใบสมัครที่มีรูปสมัครงานติดอยู่ เมื่อดูจากรูปถ่ายอีกฝ่ายมีหน้าตาคล้ายเธอมากจริงๆ หลังจากจดจ้องชื่ออยู่สักพักก็เริ่มพูดต่อ

“ถึงเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเธอผ่านรอบสัมภาษณ์ ก็จะกลายเป็น ‘วังบีซอ**’ จริงไหมคะ”

“อ๋อ…”

ฟังแล้วดูยากจะต่อต้านได้

แค่จินตนาการว่าคนที่มั่นใจในตัวเองสุดๆ ในโลกนี้อย่างลียองจุนต้องเรียก ‘วังบีซอ’ ความดันก็เหมือนจะขึ้นสูงอย่างไม่มีเหตุผลแล้ว ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วย

“นามสกุลฟังแล้วดูเหยียดชนชั้นอย่างชัดเจนเลยนะคะ”

ผู้ช่วยพัคที่มีหน้าที่ดูแลงานในบริษัทพยักหน้าอย่างเห็นด้วยพร้อมพูดหยอกล้อกับประโยคก่อนหน้า

“จริงด้วย แต่ก็ต้องไม่ให้ผู้สมัครคนนี้รู้เหตุผลที่ตัวเองตกรอบเอกสารนะ”

หลังจากผู้ช่วยพัคจ้องใบหน้าประดับยิ้มหวานละมุนของมีโซอยู่ชั่วครู่ เธอก็ถามออกมาเบาๆ

“หัวหน้าคะ ทำไมถึงลาออกล่ะคะ”

“อืม…”

“มันเป็นเรื่องที่กะทันหันมาก…”

มีโซเห็นผู้ช่วยพัครู้สึกเสียใจแบบนั้นเธอจึงได้แต่ปิดปากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มสว่างจ้าตอบกลับในเวลาต่อมา

“พอเราลองวิ่งไปนานๆ อย่างไม่ได้คิดอะไร บางทีมันก็มีช่วงที่เราอยากหยุดเดินแล้วหันมองว่ารอบตัวเราเป็นยังไงบ้างจริงไหม ฉันเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็…”

ผู้ช่วยพัครวมถึงเลขาสาวอีกสองคนในห้องจดจ่อรอฟังประโยคที่ดูท่าจะยังไม่จบลงง่ายๆ ของมีโซ

“อยากหาคนบางคนให้เจอก่อนสายเกินไป”

“แล้วใครเหรอคะ คนคนนั้น”

มีโซเท้าคางอยู่นิ่งๆ บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารของผู้สมัคร เธอเหม่อมองไปที่ไหนสักที่อย่างไร้จุดโฟกัสแล้วบ่นพึมพำอยู่กับตัวเอง

“จริงๆ ไม่รู้ว่าอยากหาคนหรือความทรงจำกันแน่ ตอนนั้นฉันเด็กมาก ถึงจะเป็นแค่บางส่วนของความทรงจำแต่ก็ไม่เคยลืมได้เลย สงสัยแทบตายมาตลอด ความทรงจำที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก…”


[อย่าร้องนะมีโซ ห้ามร้องไห้ หลับตาแน่นๆ เลย อย่าปล่อยมือพี่นะ เดี๋ยวพี่จะไปส่งที่บ้าน เราออกไปจากที่นี่ด้วยกันนะ]


มีโซตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองอย่างเหม่อลอยก่อนจะรู้สึกถึงหลายสายตาที่จดจ้องมาทางตัวเอง เธอจึงเดาะลิ้นและเริ่มพูดต่ออีกครั้ง

“ทุกคนก็น่าจะมีเรื่องแบบนี้กันนะ”

เลขาสาวทุกคนในห้องมองหน้ากันไปมาแล้วไหวไหล่ส่ายหน้าพร้อมๆ กัน

“ไม่นะคะ”

“งั้นก็ช่างเถอะ รีบทำงานต่อได้แล้ว”

มีโซยิ้มฝืนๆ แล้วเริ่มกวาดสายตาไล่เรียงเอกสารสมัครงานต่อ แต่ก็ต้องเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเพราะคำถามต่อเนื่องจากผู้ช่วยพัค

“ฉันน่ะ… นึกภาพตอนหัวหน้าฝึกงานไม่ออกเลยสักนิดค่ะ ตอนเข้ามาทำงานแรกๆ เป็นยังไงบ้างเหรอคะ”

“ตอนฉันเข้ามาทำงานช่วงแรกเหรอ”

“ค่ะ ตอนนั้นท่านรองประธานคงจะต่างจากตอนนี้ใช่ไหมคะ”

“ท่านรองประธานน่ะ เก่งมากอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าสุดยอดมากแค่ไหนน่ะเหรอ…”

ทุกคนคาดหวังกับประโยคหลังของมีโซอย่างมาก ดูได้จากสายตาที่วิบวับขึ้นมาของพวกเธอ

“ถ้าตอนนี้ท่านรองประธานอยู่ในระดับสูงสุดอย่างไดมอนด์แล้วล่ะก็ ตอนนั้นก็คงจะเป็นอัญมณีก่อนผ่านการเจียระไนล่ะมั้ง ในหลายๆ ความหมายน่ะนะ ฮ่าๆๆ”

แม้ใบหน้าของจะยังคงประดับด้วยรอยยิ้มละมุน ทว่าเธอกลับกำมือแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปนขึ้นมา



“โซฟาแข็งมากเลยอะ เปลี่ยนดีกว่าไหม”

“เพิ่งซื้อมาใหม่เอง”

“อืม… รสนิยมอะนะ… นี่จ่ายเงินซื้อมาจริงเหรอ”

“ไอ้เจ้านี่หนิ…”

แม้จะถูกพัคยูชิกคำรามขู่ในคอ แต่ลียองจุนก็นอนแผ่ยาวครองโซฟาในส่วนรับแขกห้องผู้อำนวยการด้วยท่าทางไม่ต่างจากเป็นบ้านตัวเอง

“เฮ้อ ลียองจุน ถ้านายอยากจะพักก็ไปห้องตัวเองไหมล่ะ หื้ม”

“นี่บริษัทฉัน ฉันจะอยู่ตรงไหนก็ได้”

“ถ้ามีเรื่องจะคุย ไว้รอเลิกงานแล้วค่อยมาดื่มกันที่บ้านก็ได้ โอนเนอร์คงเข้าใจอยู่แล้ว แต่ถ้ารอบนี้ฉันยังทำงานไม่ได้เรื่องอีก รอบหน้าตอนรายงานตัวคงโดนปาดคอ*** แน่”

พัคยูชิก เป็นหนึ่งในผู้บริหารหลักแนวหน้าของยูอิลกรุ๊ป เขาเป็นเพื่อนยองจุนสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศและเป็นชายหนุ่มอัจฉริยะผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์ขนาดที่ว่าเทียบเคียงกับลียองจุนได้ทีเดียว ซึ่งข้อยกเว้นก็มีแค่ร่างกายที่ไม่แข็งแรงนักเท่านั้น แถมยังไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยเรื่องงาน แต่ยังเป็นเพื่อนผู้ชายคนเดียวที่ยองจุนยอมพูดคุยบอกเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังอีกด้วย

“ก็บอกว่าให้โอนเนอร์พักไปแล้ว”

“ก็บอกว่ามันไม่ใช่เวลาพักไง ไม่เห็นเหรอว่าเพราะเอกสารอนุมัติอะ ฉันถึงยุ่งขนาดไหน”

“ไม่เห็น”

“ลืมตาซะ ขอร้องล่ะ ได้โปรด”

เมื่อลืมตามาเห็นโต๊ะและกองเอกสารจากอีกด้านหนึ่ง ยองจุนก็ทำสีหน้ารำคาญใจก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งแล้วบ่นพึมพำ

“เหตุผลคืออะไรกันนะ”

“อะไรนะ”

“เหตุผลที่แท้จริงของการลาออกอย่างกะทันหัน”

“อ๋อ หมายถึงเลขาคิมนี่เอง”

“อยู่ๆ เกิดอย่างจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองขึ้นมางั้นเหรอ มันฟังไม่ขึ้นจริงๆ นะ”

“อืม…”

ยองจุนลืมตาขึ้นมองเพื่อนสนิทอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงตอบรับของพัคยูชิกที่กำลังหยิบวิตามินรวมและอาหารเสริมหนึ่งกำมือจากลิ้นชักขึ้นมากินพร้อมดื่มน้ำตามลงไป

“อืมงั้นเหรอ อะไรกัน ทำท่าแบบนั้นหมายความว่าไง”

“เลขาคิมของพวกเราทำงานให้บริษัทมากี่ปีแล้วนะ”

“เก้าปี”

ยูชิกทอดมองนอกหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่งแล้วพึมพำขึ้นมาหลังได้ยินคำตอบ

“มันจริงด้วยสินะ ที่ว่าลงท้ายด้วยสาม หก เก้า”

“คืออะไร”

“ช่วงรักจืดจางไง”

“รักจืดจางเหรอ”

สีหน้าของยองจุนดูสนอกสนใจ ยูชิกจึงยิ้มขำและเริ่มพูดต่อ

“นายก็รู้นี่ว่าฉันแต่งงานหลังจากคบกันได้เดือนนึงพอดี”

สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ยูชิกตกหลุมรักสาวสวยรุ่นเดียวกันที่เรียนสาขาโมเดิร์นแดนซ์ ทั้งคู่ปลูกต้นรักหนักแน่นกันตั้งแต่ช่วงเดือนแรกที่คบหากัน ก่อนตกลงปลงใจแต่งงานเมื่อรู้จักกันได้ครบหนึ่งเดือน เป็นคู่ที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก

หลังกลับมาอยู่เกาหลีคู่รักที่ครองคู่กันเพียงสองคน ไม่มีลูก ก็ดูจะหวานชื่นเป็นปกติสุขดีทุกอย่าง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็แลกใบหย่ากันแทนของขวัญครบรอบสิบปี และปิดท้ายด้วยการทานซุปหางวัวด้วยกัน ซึ่งหลังจากยื่นใบหย่าที่สำนักงานกฎหมายเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็แยกทางกันด้วยดี

“เธอเคยพูดไว้ตอนครบรอบแต่งงานปีที่สามว่า ‘ทำไมฉันถึงตกหลุมรักผู้ชายอย่างคุณนะ’ ส่วนตอนครบรอบปีที่หกคือ ‘แต่ได้ยินเสียงคุณจาม ฉันก็รำคาญแล้ว เห็นแค่ท้ายทอยก็อยากตีสักที ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้กันนะ’ และสุดท้าย ตอนครบรอบแต่งงานปีที่เก้า…”

ยูชิกหยุดพูดชั่วครู่ เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะต่อด้วยประโยคชวนช้ำใจ

“เธอพูดว่า ’อย่าหายใจได้ไหม มันเปลืองอากาศ’”

ยองจุนจึงย้อนถามกลับด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว 

“หัวเราะได้ไหมอะ”

“ตลกเหรอ!”

จริงๆ คือตลกมาก แต่ก็ตอบแบบนั้นไม่ได้เพราะบรรยากาศที่วนเวียนอยู่รอบตัวของยูชิก บรรยากาศเหมือนอีกฝ่ายคงร้องไห้ทันทีถ้าหากเขาหัวเราะออกมาตอนนี้

“ตอนนี้มาลองคิดดู ก็คงเป็นเพราะช่วงชีวิตคู่มันจืดจางล่ะมั้ง ใช้ข้ออ้างว่ายุ่งแล้วก็น่ารำคาญเกินไป สุดท้ายก็ทนกันไม่ได้ทั้งคู่ มันก็เป็นแบบนี้ไง เหมือนแอปเปิ้ลช้ำๆ บนชั้นเก็บของสดในตู้เย็น”

“อยู่ๆ ก็พูดถึงแอปเปิ้ลช้ำอีก หมายถึงอะไรน่ะ”

ยูชิกหยิบเครื่องดื่มโสมขึ้นมาด้วยสีหน้าซีดเซียว เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งบำรุงตัวเองด้วยอาหารเสริมเป็นกำมือ แต่ตอนนี้กำลังแกะโสมดื่มพร้อมพูดต่ออีกครั้ง

“ชั้นเก็บของสดมีผลไม้ตั้งเยอะแยะใช่ไหม แต่ในบรรดาพวกนั้นน่ะ แอปเปิ้ลช้ำลูกเดียวมันก็เห็นชัดแล้ว เห็นมันช้ำก็ไม่อยากจะกินหรอก เลยทิ้งมันไว้อย่างนั้นแล้วกินผลไม้อันอื่นที่ดีกว่าแทน แต่พอวันไหนนึกอยากหยิบกินขึ้นมา อีกด้านก็ดันช้ำตามกันไป จนตอนนี้มันกินต่อไม่ได้แล้วไง”

ยูชิกมองไปด้านนอกโดยไม่ได้โฟกัสจุดไหน เขาทิ้งซองโสมเปล่าๆ ลงถังขยะและเริ่มพูดต่อ

“ช่วงรักจืดจางหรืออาการเริ่มเบื่อ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคู่แต่งงานเท่านั้นนะ แต่ดูจากคู่รักรอบๆ ตัวเราที่เลิกกัน หรือพนักงานในบริษัทที่ลาออกน่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นทั้งนั้นแหละ สามปี หกปี เก้าปี ระยะพวกนี้มันมากที่สุดแล้ว”

ยองจุนลุกขึ้นจากโซฟาพร้อมกับถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“หรือเริ่มเบื่อแล้วจริงๆ”

“ก็ไม่แน่เหมือนกัน นายกับเลขามีโซทำงานด้วยกันแทบจะทั้งอาทิตย์นี่นา ถึงจะไม่ใช่สามีภรรยา แต่ใช้เวลาด้วยกันยิ่งกว่าคู่แต่งงานด้วยซ้ำ ก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะรู้สึกเบื่อ แล้วก็เพราะเป็นเลขาคิมเลยทนมาได้ตั้งนาน ถ้าเป็นคนอื่นสามเดือนก็คงไม่ไหวแล้ว”

สีหน้าของยองจุนที่มองยูชิกเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจเลยสักนิด

“เดี๋ยว ทำไมอะ ผู้หญิงตั้งหลายคนอยากเข้าหา อยากเฉียดผ่านตัวฉันสักครั้งกันทั้งนั้น แล้วทำไมถึงบอกว่าจะทนได้แค่สามเดือน"

ยุนชิกทำหน้าเหนื่อยหน่ายมองยองจุนที่พูดด้วยความมั่นใจ ก่อนจะถอนหายใจแล้วพยักหน้าออกมา

“อ่าครับ มันก็ใช่ครับ”

ถึงยองจุนจะไม่เข้าใจความรู้สึกที่เพื่อนพูดออกมาเลยสักนิด แต่ด้วยสมองอันชาญฉลาดทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างได้ก็เลยลุกขึ้นพูดพร้อมปัดเสื้อไปด้วย

“อย่างที่ว่า คนเราต้องแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยสนทนา”

“ตามนั้น”

“ช่วยได้ไม่เบา ผู้เชี่ยวชาญพัค”

“เลิกเรียกผู้เชี่ยวชาญพัคอะไรแบบนั้นสักทีเถอะ ช่วยเรียกด็อกเตอร์พัค ไม่ก็ผู้อำนวยการพัค ไม่งั้นก็เรียกชื่อเฉยๆ พอ”

“จะเก็บไว้พิจารณานะ ผู้เชี่ยวชาญพัค”

ยองจุนพูดขึ้นอย่างดื้อดึงก่อนจะออกจากห้องด้วยด้วยการก้าวเดินแบบเนิบๆ โดยไม่รู้ว่าเพราะตั้งใจหรือไม่

ยูชิกยืนมองยองจุน เขายอมรับในความมีเสน่ห์ของคนเป็นเพื่อน มีเสน่ห์ถึงแม้จะเป็นผู้ชายกันเองมอง ก่อนจะนึกบางอย่างได้เลยเรียกอีกฝ่ายให้หยุด

“เฮ้ย เดี๋ยว! ลียองจุน!”

“อะไร”

ยองจุนหันกลับมามองข้างหลังโดยที่ยังไม่ปล่อยมือจากลูกบิดประตู ยูชิกหัวเราะเบาๆ พร้อมถามขึ้น

“ไม่หาคำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างแผนการหน่อยเหรอ”

“อ่า”

หลังจากยองจุนยกมือขึ้นลูบผมก็พูดขึ้นมาด้วยความมั่นใจ

“คงไม่ถามเจ้าคนที่สร้างแผนการดีๆ ไม่ได้จนต้องหย่าหรอกน่า”

“หือ…”

ยูชิกมองประตูถูกปิดลงดังปังอย่างงงงัน แล้วก็ ‘ว๊ากกก’ ส่งเสียงตะโกนประหลาดขึ้นมาทันที หัวใจเต้นแรงจนต้องรีบหยิบอะไรบางอย่างออกมาดื่ม นั่นคือยาจีนระงับประสาทนั่นเอง                 


* คำว่า วัง (왕) ภาษาเกาหลีแปลว่าพระราชา

** วังบี (왕비) แปลว่า พระราชินี ส่วนบีซอ (비서) แปลว่าเลขาฯ ; พอนำมาเรียกรวมว่า วังบีซอ (왕비서) ซึ่งจริงๆ แล้วแปลว่า เลขาฮวัง แต่ก็แปลได้อีกความหมายเป็นการเรียกชื่อตำแหน่งพระราชานีนั่นเอง

*** ไล่ออก

ความคิดเห็น