I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 3 (คิมสันXหลิ่งหยู๋)

ชื่อตอน : อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 3 (คิมสันXหลิ่งหยู๋)

คำค้น : คิมสัน หลิ่งหยู๋

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 655

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2563 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 790
× 6,500
แชร์ :
อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 3 (คิมสันXหลิ่งหยู๋)
แบบอักษร

 

อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 

3 

(คิมสันXหลิ่งหยู๋) 

 

หนังสือพิมพ์ตีข่าวสละตำแหน่งประธานโรงน้ำชาของโจวลี่และซ่งเหวิ่นดังไปทั่วฮ่องกง สื่อประโคมข่าวกันเมามันส์ ซ้ำยังเชิดชูโจวลี่ และซ่งเหวิ่นอย่างออกนอกหน้าถึงความกตัญญูรู้คุณบิดา อ่านแล้วก็ได้แต่ยกยิ้มหยันแล้วส่ายหน้าไปมาเบาๆ ใครจะรู้เล่าว่าความกตัญญูที่ว่าบิดาเหล่านั้นล้วนไม่ต้องการ... 

คิมสันหัวเราะในลำคอเบาๆ กดปิดแท็บหน้าจอข่าวออกไปที่อีเมลล์ส่วนตัวแล้วพิมพ์ข้อความหาฮั้นตี้เพื่อรายงานข่าว หลังทำภารกิจเสร็จร่างสูงก็พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วกดปิดไอแพดราคาแพงในมือ เอนตัวพิงเบาะด้านหลังอย่างเหนื่อยล้า ทำงานไม่ได้พักมาหลายเดือน ถึงเวลาได้พักเสียที 

คิมสันนวดขมับตัวเองเบาๆ แล้วหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เครื่องกำลังจะลงจอดบนรันเวย์สนามบินฟลอเรนซ์และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เขาจะได้พบหลิ่งหยู๋แล้ว.... 

เมืองฟลอเรนซ์ 

หลายปีมานี้เขาทำงานกับฮั้นตี้และได้ทุนมาเรียนที่อิตาลีเพื่อเรียนสถาปัตยกรรมวิชาที่เขาใฝ่ฝันถึงมาตลอดว่าอยากลงเรียนดูสักครั้ง แต่ก่อนไม่มีโอกาสและหมดหวังจะทำตามที่ฝัน มาวันนี้ฝันเป็นจริงหลิ่งหยู๋ที่เคยทำหน้าไร้ความรู้สึกเปลี่ยนเป็นยิ้มทุกวันกว่าที่เคย 

“เขากำลังมา นายไม่รีบไปรับหรือ” ลิโน่เอ่ยถามขณะตายังคงง่วงอยู่กับเครื่องปั้นในมือ 

หลิ่งหยู๋ไม่ตอบเขาเพียงเร่งทำงานในมืออย่างขะมักเขม้นหลังจากแกะสลัดเครื่องปั้นออกมาได้ตามต้องการ เขาถึงเงยหน้าขึ้นแล้วเปิดปากพูด 

“เขามีขาน่า ยังไงก็คงกลับไปรอที่ห้องพักนั่นแหละ” 

“กลัวแต่จะมารอนายที่หน้าตึก....พนันกันไหมละ” 

ลิโน่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลิ่งหยู๋อย่างท้าทาย แววตาวาววับเจ้าเล่ห์ของเพื่อนทำให้หลิ่งหยู๋ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่คุ้มเสี่ยง” เพราะมีเปอร์เซ็นต์มากที่ลิโน่จะทายถูกยังไงละ 

“ถูกแล้วที่นายไม่พนันกับลิโน่....นั่นไง เขามารอที่หน้าตึกจริงๆ” พาร่าเดินถือดินเหนียวถังดินเหนียวเข้ามาในห้องพลางพยักเพยิดให้หลิ่งหยู๋เดินมามองที่หน้าต่าง 

หลิ่งหยู๋ส่ายหัวไม่เดินไป เพียงแต่ลุกขึ้นเก็บของแล้วนำเครื่องปั้นของตนไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วเขียนโน้ตติดเอาไว้ “ขอบใจที่บอกนะ ไปละ!” 

“ให้ตายซิ....อิจฉาคนมีแฟนจริงๆ” พาร่าบ่นเบาๆตามหลังหลิ่งหยู๋ ส่วนลิโน่เพียงยกยิ้มขื่นแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ...นั่นซิ...น่าอิจฉาจริงๆ 

พาร่ามองสีหน้าของลิโน่แล้วพ่นลมหายใจออกมา แม้เจ้าตัวจะเก็บอาการมากแค่ไหน แต่อย่าคิดว่าเธอจะมองไม่ออก ลิโน่น่ะ...เก็บอาการเก่งแค่กับหลิ่งหยู๋เท่านั้นแหละ 

ตึก ตึก ตึก 

หลิ่งหยู๋วิ่งลงบันไดมาอย่างรีบร้อนพอเห็นร่างสูงยืนสูบบุหรี่พิงรถเช่าของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งอยู่จึงยกยิ้มก้าวเท้ายาวๆเข้าไปหา 

“คิมสัน!” 

“ไง...นายน้อย” คิมสันพ่นควันบุหรี่ออกแล้วยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมวาวปรายตามองขึ้นไปด้านบนเห็นเงาของใครบางคนยืนมองอยู่จึงยกยิ้มเย้ยหยันครู่หนึ่งแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนโยนเมื่อมองสบใบหน้าเล็กของหลิ่งหยู๋ที่เปล่งปลั่งขึ้นกว่าแต่ก่อน 

“มาถึงเมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งข้อความมาละ ผมจะได้รีบทำงานให้เสร็จก่อนคุณมา คุณจะได้ไม่ต้องรอ” หลิ่งหยู๋รัวคำถาม 

คิมสันหัวเราะในลำคอน้อยๆ แล้วยื่นมือไปจับมือเรียวเล็กมากุมไว้ก่อนจะดันอีกฝ่ายขึ้นรถแล้วพูดอย่างมีเลศนัย “ถ้าบอกก่อนก็ไม่ทันเห็นน่ะซิ” 

“เห็นอะไรหรอ?” หลิ่งหยู๋ถามใบหน้างุนงงมองหน้าคมคร้ามของคิมสันอย่างมีคำถาม แต่คิมสันกลับส่ายหัวเบาๆ แล้วตอบว่า “เปล่า ไม่เห็นอะไรหรอก แค่พูดเล่นน่ะ” ซะเมื่อไหร่...ที่เขามาถึงแล้วไม่บอกหลิ่งหยู๋ เพราะเขาอยากจะเห็นไอ้หน้าเหม็นที่รับโทรศัพท์หลิ่งหยู๋แล้วบอกกับเขาว่ามันกับหลิ่งหยู๋รักกันปานจะกลืนกินนั่นต่างหาก 

เหอะ! ไอ้หนูจะสู้กับฉันเรอะ! ยังเร็วไปสิบชาติ!! 

“ไปกินข้าวที่ XX กันเถอะ ผมหิวแล้ว” หลิ่งหยู๋เอ่ยชวนเมื่อเห็นอีกคนขึ้นมานั่งบนรถแล้ว 

คิมสันเลิกคิ้ว กดเสียงถามคนข้างกายเสียงเข้ม “อย่าบอกนะว่าไม่ได้กินข้าวเที่ยง?” 

“เอ่อ.....” 

“Shit! ถ้าขืนยังเป็นแบบนี้ ฉันจะบอกฮั้นตี้เรื่องยกเลิกทุนเรียนต่อของนาย” 

“ไม่! คุณอย่าทำนะ! ผม...ผมสัญญาต่อจากนี้ผมจะกินข้าวเที่ยง” หลิ่งหยู๋รับปากเสียงอ่อยๆ 

คิมสันส่ายหน้าเอือมระอา เขาสตาร์ทรถแล้วขับออกไปตามองถนนตลอดเวลาและไม่พูดอะไรอีก หลิ่งหยู๋เห็นสีหน้าหงุดหงิดของคิมสันแล้วตนไม่สบายใจแต่ด้วยความเป็นคนพูดน้อยและอยู่ในกรอบมาโดยตลอดหลิ่งหยู๋จึงไม่พูดอะไรออกไปนอกจากนั่งอยู่ในรถเงียบๆ 

คิมสันถอนหายใจเหลือบเห็นใบหน้าเหงอหงอยของอีกฝ่ายจึงรู้สึกผิด “ฉันว่าไปร้านแถว XX ดีกว่าที่นั่นน่าจะอร่อยกว่า” 

หลิ่งหยู๋ชะงัก หันไปมองหน้าคิมสันแล้วยกยิ้มกว้าง “ครับ” 

หลิ่งหยู๋ยกยิ้มบางสีหน้าหงอยเหงาเมื่อครู่หายวับไปทันทีที่คิมสันเอ่ยชวนเขาเช่นนั้น ชีวิตตอนนี้ของเขานอกจากคิมสันแล้วก็ไม่มีใครดีกับเขาเท่าคิมสันอีกแล้ว ช่วงเวลาในอดีตที่ผ่านมาแม้เขาจะอายุน้อยที่สุดในบรรดาหัวหน้าพรรคต่างๆ แต่ใครจะรู้ว่าเขานี่แหละที่ถูกเขี้ยวเข็ญมาตั้งแต่เด็ก ลำบากมาตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เขาถูกทั้งพ่อและปู่ฝึกร่างกายและจิตใจ จนไร้ความรู้สึก เพื่อหวังให้วันหนึ่งเขาก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้อย่างภาคภูมิ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่หวังเมื่อทุกพรรคต่างหันปลายกระบอกปืนเข้ากัน ครอบครัวของเขาถูกพวกลั่วหยางเข้าปิดล้อมและฆ่าตาย เขาเองก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่มันไม่อยากให้ใครสงสัย จึงเหลือเขาไว้เป็นหุ่นเชิดโดยมีน้องชายของเขาเป็นตัวประกัน เขาต้องใช้สมองรีดเค้นหนทางเอาตัวรอดไว้มากมาย และตัดสินใจเลือกอย่างหวาดหวั่น ภายหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาถึงได้รอดชีวิตมาได้...เพราะเขาเลือกที่จะเชื่อใจคนข้างกายดูสักครั้ง และเขาก็เลือกไม่ผิดจริงๆ 

“หลิ่งหยู๋...หลิ่งหยู๋!” 

“คะ...ครับ!” 

“ถึงแล้วนะ เหม่ออะไรอยู่” 

“อ้อ เปล่า...” 

“รีบลงมาเถอะ คนเยอะเดี๋ยวไม่มีที่นั่ง” 

หลิ่งหยู๋พยักหน้าให้คิมสันยิ้มๆ ปลดสายคาดลำตัวออกแล้วเปิดประตูรถลงไปเหยียบบนพื้นถนน ก่อนจะเดินตามแผ่นหลังกว้างของคิมสันเข้ามาในร้านอาหาร พวกเขาสองคนเลือกที่นั่งมุมร้าน สั่งอาหารมาสี่ถึงห้าอย่างแล้วพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป 

“นายปิดเทอมเมื่อไหร่” คิมสันเอ่ยถามขณะกำลังหั่นเนื้อแกะในจาน ไม่เงยหน้ามองหลิ่งหยู๋ 

“ปิดอีกทีเดือน XX ครับ” 

คิมสันเลิกคิ้วเข้มขึ้น เงยหน้าขึ้นมองหลิ่งหยู๋แล้วจิ้มเนื้อแกะเข้าปาก “ดี...ฉันจะพานายไปเที่ยวเมืองไทย” 

“เมืองไทย?” นั่น....ไม่ใช่ว่าเป็นที่ที่เต๋อหัวหลบซ่อนตัวอยู่หรือ 

“อืม ไปหาเต๋อหัวนั่นแหละ พวกเขาชวนเราไปงานเลี้ยงวันเกิด” คิมสันบอกด้วยท่าทางสบายๆ 

หลิ่งหยู๋นิ่วหน้าคิด “เขา...จะยินดีหรอถ้าผมไป” 

“ยินดีซิ เขาส่งจดหมายเชิญฉันและนายด้วยตัวเองเลยนะ....เอ้า ไม่เชื่อก็กดดู” คิมสันบอกพลางยื่นโทรศัพท์มาให้เขา 

หลิ่งหยู๋รับโทรศัพท์มาใช้นิ้วสแกนหน้าจอแล้วกดเข้าไปที่อีเมลล์ส่วนตัวของเขา ด้วยรหัสที่เป็นวันเกิดของตัวเอง ต้องใช้โทรศัพท์คิมสันทีไรเขาหน้าร้อนทุกทีไม่รู้ทำไม หลิ่งหยู๋เม้มปากแน่นอย่างประหม่าพอเข้ามาในอีเมลล์เขาได้ก็กดอ่านอีเมลล์ล่าสุด เนื้อหาในจดหมายที่ส่งมา เอ่ยชื่อเขาและคิมสันจริง 

“ไปเถอะ ที่นั่นเป็นไร่องุ่น นายจะต้องชอบ” 

หลิ่งหยู๋เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาแล้วยกยิ้มกว้าง “ครับ ผมจะไป”....ไปกับคุณ.... 

คิมสันและหลิ่งหยู๋กินข้าวและพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มท่าทีเป็นธรรมชาติของทั้งคู่พาให้คนที่ยืนอยู่อีกฟากถนนมองด้วยความร้อนรุ่มริษยา เขายืนอยู่ตรงนี้เนิ่นนานจนมีคนมาสะกิด 

“ลิโน่ นายควรจะตัดใจ เขาเป็นคนรักกัน” พาร่าพูดเสียงเบาพลางมองไปยังภาพเบื้องหน้าแม้คิมสันจะร่างกายสูงใหญ่บึกบึนแต่ยามมีหลิ่งหยู๋ข้างกายเขาดูอ่อนโยนและอบอุ่นขึ้นเป็นกอง นั่นทำให้เขามีเสน่ห์ไม่น้อยเลย ตอนเธอเห็นเขาครั้งแรกยังแอบเพ้อ และอิจฉาทั้งคู่ที่มีเคมีเข้ากัน 

“ฉันจะไม่ยอมแพ้” 

“โถ่ววว ไม่ยอมแพ้เรอะ แหกตานายดูซะบ้าง เขารักกันขนาดนั้นนายจะไปแทรกที่ตรงไหน” 

“เธอคอยดูแล้วกัน” ลิโน่พูดเสียงเข้ม ก่อนจะเดินข้ามถนนตรงไปยังร้านอาหารที่หลิ่งหยู๋และคนรักนั่งกินข้าวด้วยใบหน้าถมึงทึง 

พาร่าเห็นท่าทางไม่ดีของเพื่อนจึงรีบเดินตามหลังของลิโน่เข้าไปในร้านอาหาร ขณะที่ลิโน่กำลังจะเดินเข้าไปทักทายทั้งคู่ เธอก็รีบเข้าไปคล้องแขนเพื่อนชายเอาไว้แล้วเอ่ยทักหลิ่งหยู๋ 

“ไง! ยู....บังเอิญจังที่นายมากินข้าวที่นี่” พาร่าส่งเสียงร้องทักด้วยใบหน้าแจ่มใสเปื้อนยิ้มแต่พอสบเข้ากับสายตาคมปลาบของคิมสันที่มองมาทำให้เธอค่อยๆหุบยิ้มลง คิดอยากจะพาลิโน่กลับซะเดี๋ยวนี้ 

หลิ่งหยู๋สะดุ้งตกใจกับเสียงร้องทักครู่หนึ่งก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างมองเพื่อนร่วมคลาสตาเป็นประกาย “นี่มาเดทกันหรอ” 

“เดท?” พาร่าทวนคำก่อนจะรีบปล่อยแขนของลิโน่ออก “ไม่ใช่เดทนะ แค่...เอ่อ...มากินข้าวด้วยกันเฉยๆ” 

“อ้อ...” หลิ่งหยู๋รับคำตาเป็นประกายบ่งบอกถึงความไม่เชื่อเต็มเปี่ยม 

“ไหนๆก็บังเอิญเจอกันแล้ว เราขอนั่งกับนายด้วยได้ไหม” ลิโน่พูดขึ้น 

คิมสันคิ้วกระตุก แล้วยกยิ้ม เมื่อเห็นว่าหลิ่งหยู๋หันมามองเขาอย่างถามความเห็น เขาจึงอ้าปากพูด “ตามสบาย ดีซะอีก จะได้พูดคุยทำความรู้จักกันอย่างจริงจัง” คิมสันพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่ดวงตากลับวาววับจนคนเสียวสันหลัง พาร่าเห็นอย่างนั้นจึงกระตุกมือลิโน่ให้พูดอะไรสักอย่างว่าพวกเขาควรจะปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่าย ทว่า... 

“งั้นดีเลย! ขอผมนั่งตรงนี้แล้วกันนะ” ลิโน่รับคำเชิญด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วทรุดตัวนั่งลงเก้าอี้ข้างหลิ่งหยู๋ 

พาร่าเห็นอย่างนั้นก็เบิกตาโต “ลิโน่! นายไม่ควรนั่งตรงนั้น!” 

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ คุณเองก็มานั่งตรงนี้เถอะ” คิมสันแย้งพลางใช้มือขยับเลื่อนเก้าอี้ให้พาร่า พาร่ายกยิ้มแห้งหันไปมองหน้าหลิ่งหยู๋ พอเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าให้เธอจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างคิมสัน หลังจากจัดแจงที่นั่งเสร็จเรียบร้อย คิมสันจึงกวักมือเรียกพนักงานมาสั่งอาหารเพิ่มขณะที่คิมสันกำลังจะยื่นมือไปรับเมนู ลิโน่กลับยื่นมือมารับเมนูปราดหน้าไปก่อน 

“ลิโน่! เสียมารยาท!” พาร่าเอ็ดเสียงดัง แต่ลิโน่ไม่สนใจเขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ 

“ไม่เป็นไร คุณลิโน่คงหิวจนใจร้อนผมไม่ถือสาหรอก” คิมสันพูดยิ้มๆ ก่อนจะหันไปพูดกับพาร่า “อยากกินอะไรสั่งได้เลย วันนี้ผมเลี้ยงเอง” 

“อวดรวย!” พาร่ายังไม่ทันอ้าปากพูดลิโน่ดันพูดแทรกขึ้นมาซะก่อน ตนจึงรีบพูดแย้งขึ้นทันที “เขาเรียกว่ามารยาท! ไม่ใช่อวดรวย และที่แกทำอยู่เขาเรียกว่าเสียมารยาทนะลิโน่” พาร่าเอ็ดคำโตด้วยไม่อยากให้เพื่อนทำอะไรน่าขายหน้าไปมากกว่านี้ 

“หึ...ผมคิดว่าเขาคงเสียมารยาทจึงเคยชิน คุณเตือนเขา เขายังไม่สำนึกเลย” คิมสันบอกเสียงเข้ม เขาเองอายุไม่ใช่น้อยๆจะให้มาทะเลาะต่อยตีแย่งหลิ่งหยู๋กับมันน่ะหรือ ลืมซะเถอะ! จะเป็นมันเองนั่นแหละที่จะไม่รอด อีกทั้งเรื่องนี้ไม่ว่ายังไงเขากับหลิ่งหยู๋ก็พูดคุยกันเข้าใจมาก่อนแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปสนว่าจะมีสุนัขตัวไหนเข้ามาคาบลูกไก่ไป ในเมื่อหลิ่งหยู๋เองก็ไม่ใช่ลูกไก่ที่มันจะคาบไปกินได้ง่ายๆ 

“มึงว่าใคร!?” 

“ผมมองหน้าคุณอยู่จะให้ว่าใครที่ไหนนอกจากคุณ” คิมสันพูดเสียงเย็นหน้าตาเครียดเขม็ง 

“มึง!” 

“คนที่รับโทรศัพท์คนอื่นโดยไม่ขออนุญาต แล้วยังสร้างสถานการณ์ให้คนอื่นเข้าใจผิดกันนี่ละเรียกว่าอะไร” 

“ใคร? ใครทำ! ใครมันจะไปทำแบบนั้น!” 

“หึ!” 

“ลิโน่....พอเถอะ....” หลิ่งหยู๋พูดขึ้นเสียงอ่อน ขืนให้เจรจากับคิมสันนานกว่านี้ คงมีแต่จะยั่วให้คิมสันหมดความอดทนมากขึ้นเท่านั้น 

“ยู แต่ว่า...” 

....เขาไม่ได้เป็นอย่างที่มันว่าสักหน่อย 

หลิ่งหยู๋ถอดหายใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าลิโน่คิดกับเขาอย่างไร แต่อีกคนเป็นเพื่อนเพียงไม่กี่คนในฟลอเรนซ์ที่เขาสนิทด้วย เพราะกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วเพื่อนจะเสียใจ และเขาจะเสียเพื่อนไปด้วย หลิ่งหยู๋จึงไม่อยากพูดออกมา ทำได้เพียงเว้นระยะห่างออกมาแต่พองามเท่านั้น และพยายามไม่แสดงการกระทำอะไรที่ทำให้อีกคนคิดเกินเลย แต่พอเห็นท่าทางลิโน่เริ่มก้าวก่ายชีวิตของเขาแบบนี้ เขาคิดว่าเรื่องที่คิมสันคุยกับเขาก่อนหน้านี้ว่าควรทำอะไรให้มันเด็ดขาด มันคงจะได้ผลมากกว่า 

“ฉันว่าเราควรแยกกันตรงนี้ เพราะฉันกับคิมสันมีเรื่องที่จะต้องไปทำต่อน่ะ” หลิ่งหยู๋บอกเสียงเบา พอเห็นหน้าหงอยของลิโน่แล้วเล่นเอาเขารู้สึกผิดจนคิดคำพูดไม่ออก 

“ไม่บอกมันไปตรงๆละว่าให้เลิกหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” คิมสันพูดขึ้นเสียงนิ่ง แววตาเย็นเยียบมองลิโน่อย่างเฉยชา ไม่ได้มีท่าทีเย้ยหยัน แต่ลิโน่กลับคิดไปแล้วว่าอีกคนกำลังเย้ยหยันเขา! 

“ฉันไม่ได้หวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” ลิโน่พูดด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก พาร่าเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี กำลังจะลุกขึ้นไปหาลิโน่แต่ถูกคิมสันดึงให้นั่งลงตามเดิม 

“ไหนๆก็มีโอกาสได้คุยกันแล้ว ก็คุยกันให้จบๆไปเลย...แค่ตอบฉันคำถามเดียว นายชอบหลิ่งหยู๋ตรงไหน ถ้าคำตอบนั้นทำให้หลิ่งหยู๋พอใจฉันจะถอย” 

พาร่ามองหน้าหลิ่งหยู๋ที่นั่งนิ่งอยู่ข้างลิโน่อย่างอ้อนวอน ช่วยบอกแฟนนายให้หยุดเสียที บรรยากาศแบบนี้มันน่าอึดอัดเกินไปแล้ว ทว่าเหมือนหลิ่งหยู๋จะไม่สนใจมองเธอสักนิด เพราะเจ้าตัวเพียงนั่งนิ่งด้วยใบหน้าเฉยชาฉายความกังวลใจพาดผ่านแววตาเท่านั้น 

ลิโน่จ้องตากับคิมสันอย่างแน่วแน่ ก่อนจะยื่นมือไปคว้าจับมือเรียวของหลิ่งหยู๋มากุมไว้ แล้วสารภาพอย่างจริงใจ “ฉันชอบหลิ่งหยู๋ที่มีน้ำใจ และอ่อนโยน ซ้ำยังใจดีกว่าใคร....” ....เขาไม่เคยมองฉันเป็นตัวประหลาดเหมือนคนอื่นๆในคลาส 

คิมสันได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจ มองเด็กหนุ่มที่โตแต่ตัวแล้วไม่รู้จะพูดอะไรเพราะจนปัญญา เขาจึงพยักเพยิดให้หลิ่งหยู๋พูดแทน 

“ลิโน่” หลิ่งหยู๋เรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยกมือขึ้นมากุมทับมือเรียวของลิโน่แล้วยิ้ม “ขอบคุณมากสำหรับความรู้สึกดีๆที่นายมีให้ฉัน แต่ฉันคงรู้สึกแบบที่นายรู้สึกไม่ได้” 

ลิโน่ค่อยๆหุบยิ้ม เขามองหน้าหลิ่งหยู๋แล้วรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา อารมณ์ความไม่พอใจก่อกวนให้ใจมันร้อนรุ่มจนเขาสะบัดมือของหลิ่งหยู๋ออกให้ห่างตัว “ทำไม! หรือนายคิดว่าฉันน่าสมเพชเหมือนคนพวกนั้นเลยมาทำดีด้วย!” 

พาร่าอ้าปากค้างมองเพื่อนหนุ่มที่แสดงอาการเหมือนเด็กแล้วคิดถึงเรื่องเล่าของเพื่อนคนอื่นที่เคยเรียนกับลิโน่บอกว่าประหลาดมีอารมณ์ไม่มั่นคง จึงไม่ค่อยมีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย มาตอนนี้เธอเข้าใจแจ่มแจ้งเลยทีเดียว 

“ลิโน่ ฉันพูดสักคำหรือยังว่านายน่าสมเพช.....” 

“......นายไม่พูดแต่สีหน้านายแสดงออกแบบนั้น!” ลิโน่ยังดื้อดึง 

“สีหน้าฉัน? นายเข้ามานั่งในหัวฉันหรือไง ถึงรู้ว่าฉันคิดอะไร” หลิ่งหยู๋พูดอย่างใจเย็น “นายชอบคิดแทนคนอื่นตลอดเวลาแบบนี้ ทำให้ฉันลำบากใจนะ” คิดแทนบ้างก็ดีอยู่หรอก แต่มากไปก็กลายเป็นหวาดระแวง ตีความไม่ถูกก็เข้าใจแบบผิดๆไป 

“ฉัน....” 

“ฉันไม่ได้ว่านายน่าสมเพช ฉันแค่อยากจะบอกนายว่าฉันไม่ได้รู้สึกกับนายแบบนั้น ที่ฉันทำดีกับนายก็เพราะนายเป็นเพื่อนคนหนึ่งของฉัน และไม่ใช่แค่ฉันหรอกนะที่ทำแบบนี้กับนาย เพื่อนคนอื่นก็เหมือนกัน” 

“ไม่! ไม่เหมือน คนอื่นไม่ทำกับฉันเหมือนนาย” ลิโน่ปฏิเสธเสียงแข็ง 

หลิ่งหยู๋ถอนหายใจแล้วพูดต่อ “เหมือนซิ แค่นายไม่สังเกตเห็น และมัวแต่ปลายปลื้มกับความประทับใจแรกพบระหว่างฉันกับนาย นายถึงมองข้ามความหวังดีของคนอื่นไป......” 

พาร่าไม่พูดอะไรแต่พยักหน้าเห็นด้วยสุดแรง ในสายตาลิโน่มีแต่หลิ่งหยู๋จริงๆ เขามองไม่เห็นหัวคนอื่น และหวาดระแวงผู้คนอยู่ตลอด เพื่อนในคลาสจึงไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขา 

“ดูอย่างพาร่าซิ เขาเป็นเพื่อนนายคนหนึ่ง เธอมีสีหน้าสมเพชนายหรือไง พวกเราปฏิบัติต่อนายเหมือนกันทั้งนั้น เป็นความห่วงใย และหวังดีแบบเพื่อน” 

“หลิ่งหยู๋พูดถูก.....ลิโน่....นาย....ลิโน่!!” พาร่าร้องเรียกเสียงดังเมื่อร่างสูงผอมของเพื่อนลุกขึ้นเดินออกไปจากร้านอาหารอย่างรีบเร่งหน้าตาซีดเผือดของเขาทำให้พาร่าเป็นกังวลจึงรีบลุกตามชายหนุ่มไปด้วย 

.....กลัวว่าความผิดหวังอย่างรุนแรงของลิโน่จะทำอะไรไม่ดีต่อตัวเองได้ 

คล้อยหลังทั้งคู่วิ่งออกไปคิมสันหันไปพูดกับหลิ่งหยู๋เสียงเรียบ “ไม่ตามไปหรอ” 

หลิ่งหยู๋ส่ายหน้ายกยิ้มมุมปาก “ถ้าผมตามไป เขาจะยิ่งเข้าใจผิด” 

“พูดตามตรง หมอนั่นควรไปพบจิตแพทย์” คิมสันบอกพลางก้มหน้าหั่นสเต็กในจานตัวเองไปด้วย 

“ผมก็ว่าอย่างนั้น เคยหลอกล่อเขาไปครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบและสั่งห้ามผมไม่ให้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้” 

“ฉันไม่กังวลหรอกนะเรื่องที่เขาชอบนาย โชคดีที่เป็นเขามาชอบด้วยซ้ำ เพราะถ้าเป็นคนอื่นที่แข็งแกร่งกว่าฉัน ฉันคงต้องคิดหนักแล้ว” 

หลิ่งหยู๋เลิกคิ้วแล้วยกยิ้มกว้าง “ไม่เห็นต้องคิดหนักอะไร เพราะยังไงผมก็ไม่ชอบคนอื่นนอกจากคุณ” 

คิมสันเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลิ่งหยู๋ก่อนจะหัวเราะในลำเบาๆอย่างพอใจ พลางคิดสงสารไม่น้อยกับการที่ลิโน่มาชอบหลิ่งหยู๋ ใจดี? อ่อนโยน? น่ะหรอ นั่นมันแค่ด้านหนึ่งของคนคนนึงเท่านั้นแหละ หมอนั่นพูดแต่ด้านดีๆของหลิ่งหยู๋ไม่พูดถึงข้อเสียของหลิ่งหยู๋เลยแม้แต่น้อย แบบนี้เขาเรียกว่าลุ่มหลงแล้ว ไม่ใช่ความรักอะไร เพราะเขาน่ะ....นอกจากด้านดีๆแล้ว ด้านไม่ดีของหลิ่งหยู๋ เขาก็ชอบมันทั้งหมด.... 

“กินข้าวเถอะ....” 

“อืม....” 

...กินข้าวแล้วรีบกลับไปนอนที่ห้องพักกันเถอะ...... 

 

หลังกินข้าวเย็นเสร็จพวกเขาก็ขับรถชมเมืองชั่วโมงหนึ่งแล้วถึงกลับมาที่ห้องพัก หลิ่งหยู๋อาบน้ำเสร็จแล้วคิมสันก็เข้าไปอาบน้ำต่อ ร่างเล็กที่เริ่มขยับขยายมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นนิดหน่อยกำลังยืนเช็ดผมอยู่ในชุดนอนสีขาวเรียบรื่น ตามองออกไปนอกระเบียงชมวิวของเมืองฟลอเรนซ์ยามค่ำคืน พอยืนนานก็นึกเมื่อยเขาจึงนั่งลงบนพื้นหน้าโซฟาตัวใหญ่ที่ใช้สำหรับนอนอ่านหนังสือ 

พูดกันตามตรงแล้วเขากับคิมสันไม่ใช่คนรักที่มีความสัมพันธ์หวือหวาอะไร พวกเขาใช้ชีวิตเรียบง่าย และให้เกียรติกัน ตอนแรกเขากังวลใจมากในการคบหากับอีกฝ่าย เพราะกลัวว่าคิมสันจะเบื่อเขาที่เฉยชา และเรียบเรื่อยแบบนี้ แต่ไปๆมาๆทาสแท้ของอดีตทหารรับจ้างกลับเปิดเผยว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนหวือหวาอะไร พวกเราเลยเข้ากันได้ดี.... 

“เช็ดแบบนั้นเมื่อไหร่จะแห้ง” เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะครู่หนึ่งก็ยื่นมือมาแย่งผ้าผืนเล็กในมือของหลิ่งหยู๋ไปถือไว้และลงมือเช็ดผมให้อย่างเบามือ 

หลิ่งหยู๋ไม่พูดอะไรเขาเพียงฉีกยิ้มกว้างแล้วเอนตัวพิงโซฟาให้อยู่ระหว่างขาของคิมสันที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง ปล่อยให้อีกคนเช็ดผมเขาโดยไม่ต่อว่าอะไร ดีซะอีก แบบนี้สบายดีออก 

“อีกไม่นานก็จะจบแล้ว นายคิดไหมว่าจะทำอะไรต่อ” 

หลิ่งหยู๋ขมวดคิ้ว “ไม่เลย” 

“นายจะกลับไปฮ่องกงหรือเปล่า” คิมสันถามต่อ 

หลิ่งหยู๋ถอนหายใจ “ไม่รู้ซิ ผมคิดว่าผมอาจจะลองหาลู่ทางทำงานที่ได้เรียนมา ส่วนจะไปอยู่ที่ไหนคงต้องดูอีกที คุณว่าไง...” หลิ่งหยู๋เงยหน้าขึ้นถาม ตัวเขาเองมีความรู้สึกไม่อยากกลับฮ่องกงที่นั่นแม้จะมีน้องชายเขา และครอบครัวอยู่ แต่ว่า....กรอกและกฎเกณฑ์ที่นั่นทำให้เขานึกขยาด 

“ตามใจนาย ต่อให้อยู่ไกลกว่านี้ฉันก็จะไปหานาย” คิมสันบอกเสียงทุ้มแววตาอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อมองใบหน้าหมดจดของหลิ่งหยู๋ 

“คุณไม่กลัวว่าเราห่างกันเกินไปหรอ” เพราะเขาเองก็แอบกังวลอยู่ไม่น้อย 

“ไม่....” 

“จะ....จริงหรอ” 

เห็นสีหน้าหงอยลงเหมือนแมวไม่มีใครเล่นด้วย คิมสันจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วใช้นิ้วบีบจมูกเล็กรั้นของหลิ่งหยู๋เบาๆ “จริง...” 

“........” 

“ไม่กังวลก็เพราะฉันเชื่อใจนาย และนายต้องเชื่อใจฉันให้มากๆ ต่อให้อยู่ไกลแค่ไหน เราก็ไม่มีวันห่างกัน” 

“คุณ...ดีจัง....” ดีกับเขามาตลอด แม้ว่าเขาจะเคยลอบทำร้ายทำให้เสียความรู้สึกแต่คิมสันไม่เคยท้อในตัวเขาเลย หลิ่งหยู๋มองหน้าคิมสันแล้วรู้สึกตาร้อนผ่าว ร่างสูงพอเห็นคนตรงหน้าน้ำตาคลอก็ขมวดคิ้วไม่สบายใจ ยื่นมือออกไปกุมแก้มอุ่นนุ่มเบาๆ 

“อย่าร้องไห้” 

“มันดีใจ” ไม่มีใครทำดีกับเขา คิดถึงแต่เขาแบบนี้มาก่อน 

“ดีใจก็ยิ้มซิ จะร้องไห้ทำไม” คิมสันยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากแนบชิดกันและจมูกชนกันอุณหภูมิในร่างกายถ่ายทอดให้กันและกัน 

“อื้ม....ถ้ายิ้มแล้วคุณต้องจูบนะ” 

“ได้ จะจูบจนถึงเช้าเลย” 

ไม่รอให้คิมสันประกบปากลงมาหลิ่งหยู๋ก็ยื่นริมฝีปากไปประกบเสียก่อน จูบหวานเนิบได้เริ่มขึ้นและเปลี่ยนเป็นร้อนแรง เพียงไม่กี่นาทีต่อมาพวกเขาก็เปลือยกายต่อกัน และหลิ่งหยู๋ก็ถูกคิมสันจูบจนถึงเช้าจริงๆ 

จูบทั้งตัวเลยด้วย! 

“อื้อ...เช้าแล้ว....” 

“เปลี่ยนใจแล้ว จูบถึงเย็นเลยละกัน จุ๊บ...” 

“อ๊า....” 

ผู้ชายคนนี้เป็นคนเรียบง่ายก็จริง แต่บนเตียงกลับไม่เรียบง่ายอย่างนั้นเลย... หลิ่งหยู๋ไม่พูดอะไรเขาเพียงแต่ยื่นมือไปคล้องลำคอแกร่งเอาไว้แล้วซุกหน้าลงกับไหล่กว้างครวญครางความสุขในลำคอ 

แค่คนคนนี้เท่านั้น....ที่ดีที่สุดแล้ว.... 

==================================== 

END For Love LingYu 

ความคิดเห็น