โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 2-2 นอนไม่หลับ

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-2 นอนไม่หลับ

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 12:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-2 นอนไม่หลับ
แบบอักษร

​“อ่า…”

“เอาเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้วน่า ที่ผ่านมาทุกคนก็ทำงานหนักกันใช่ไหมล่ะ ตอนนี้หนี้มันก็เกือบหมดแล้ว ตั้งแต่เดือนที่แล้วพี่ๆ ก็เป็นคนจัดการหนี้ส่วนที่เหลือเองนี่ พ่อเองก็ดูจะเข้าที่เข้าทางแล้วเหมือนกัน ทีนี้ฉันก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องห่วง สบายใจแล้วก็หมดภาระ ดังนั้นเลิกขอโทษฉันได้แล้ว”

มีโซคีบหนังหมูชิ้นที่สุกพอดีวางบนถ้วยของพี่สาวทั้งสองคน ปิดท้ายด้วยการคีบให้ส่วนของตัวเธอเอง ซึ่งมีทั้งเห็ดและกระเทียมย่างรออยู่ในถ้วยเรียบร้อย

“เธอก็ต้องกินเนื้อเยอะๆ นะ ฮึก”

“ใช่ กินเยอะๆ ไปเลย มีโซ เธอผอมขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย”      

“ช่วงนี้ฉันกำลังไดเอตอยู่ เวลาไปงานปาร์ตี้กับท่านรองนะ อาหารพวกนั้นชิ้นเล็กๆ ก็จริงแต่แคลอรี่นี่เยอะไปหมด กินนิดเดียวน้ำหนักก็พุ่งแล้ว น่ากลัวจะตาย จริงๆ ฉันน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาตั้งห้าร้อยกรัมแล้วนะเนี่ย เพิ่มมากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ ฮ่าๆๆ”

คนผอมจนแทบจะหาไขมันหรือเนื้อส่วนเกินจากตรงไหนไม่ได้เลยกำลังบอกว่าไดเอตอยู่ แถมยังบอกว่าจะอ้วนกว่านี้ไม่ได้แล้ว พูดพร้อมยิ้มร่าอีกต่างหาก ใบหน้าของพิลนัมและมัลฮีที่มองหน้าท้องแบนราบของมีโซถูกความอ่อนใจพาดผ่าน มีโซกล้าพูดหลายเรื่องที่ฟังดูน่าแปลก และทั้งหมดมันเริ่มตั้งแต่เข้าทำงานในยูอิลกรุ๊ปเมื่อเก้าปีก่อนจนกลายเป็นนิสัยติดตัวเธอ

มัลฮีผู้มีชีวิตอยู่ด้วยคติว่า ‘น้ำหนักขึ้นอีกก็ได้’ มาทั้งชีวิตมีสีหน้าเลื่อนลอยก่อนจะใช้ปลายตะเกียบชี้ถามอย่างจริงจัง

“สงสัยมานานแล้ว เธอน่ะมีโซ ตามเจ้านายไปงานปาร์ตี้ด้วยเหรอ”

มีโซที่นั่งมองเห็ดอย่างครุ่นคิดว่าควรกินหรือไม่อยู่สักพัก สุดท้ายก็ดื่มน้ำอึกใหญ่แล้วพยักหน้าตอบคำถามของคนเป็นพี่สาว

“อื้อ บางที่ก็ต้องมีพาร์ทเนอร์ไปด้วยไง จริงๆ เรียกว่าไปด้วยกันจะถูกกว่าตามไปนะ”

“พาร์ทเนอร์เหรอ”

พาร์ทเนอร์ที่ว่าคงไม่ได้มีความหมายแบบนั้นใช่ไหม ระหว่างที่ใช้สายตาชำเลืองมองกันและกันสีหน้าของพิลนัมกับมัลฮีก็ดูเคร่งขรึมและเข้มขึ้นกว่าเดิม

“โอ๊ะ นี่! เดี๋ยวจะลืมไปซะก่อน”

มีโซยื่นถุงช็อปปิ้งสองถุงที่ถือมาด้วยเมื่อกี้ให้กับพี่สาวคนละใบ

“อะไรน่ะ”

ภายในถุงเต็มไปด้วยกล่องของแบรนด์เนม ทั้งเครื่องสำอางและน้ำหอมราคาแพง แล้วก็มันจะต้องมีกระเป๋าสตางค์อยู่ในนั้นด้วยอย่างแน่นอน

“ฉันได้มาจากท่านรองประธาน พี่ๆ เอาไปใช้เลย”

“นี่คือลียองจุนซื้อให้หมดเลยเหรอ”

มีโซกะพริบตาปริบๆ อยู่พักหนึ่งเพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำถามยากๆ จากปากของพิลนัมอย่างไรดี

ทุกๆ ครั้งที่ต้องให้ของขวัญหรือซื้อของให้ใครเป็นการส่วนตัว ยองจุนมักจะสั่งรายการพร้อมให้เครดิตการ์ดกับมีโซเป็นคนไปจัดการเสมอ แล้วมันก็จะมีของที่อยากซื้อให้มีโซด้วยทุกครั้งเหมือนติดเป็นนิสัยไปแล้ว

แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก แม้มีโซจะช่วยทำงานทุกงานด้วยรอยยิ้มหวานละมุน แต่มีสองครั้งที่เผลอหงุดหงิดโวยวายใส่ยองจุนเช่นกัน ซึ่งครั้งที่สองคือจุดเริ่มต้นของการติดนิสัยซื้อของขวัญให้เธอของยองจุน

วันนั้นมีโซเลือดกำเดาไหล เธอทำงานล่วงเวลาต่อเนื่องและยาวไปจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ แถมยังตรงกับช่วงประจำเดือนอีกเลยยิ่งทำให้เข้าใกล้อาการวิงเวียนได้ง่ายกว่าปกติ มีโซใช้เวลาพักใหญ่เพื่อตามหาคาราเมลนำเข้าที่หายไปจากลิ้นชัก และส่งกลิ่นตลบอบอวลจนสร้างปัญหาให้ยองจุน โดยต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดมันก็เพราะเขานั่นแหละ เขาเป็นคนสั่งให้เธอซื้อคาราเมลเป็นของขวัญให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง หลังจากวันนั้นยองจุนที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามีโซจะโมโหร้ายแล้วกรีดร้องขึ้นมาด้วยสาเหตุจากแค่คาราเมลกล่องเล็กๆ กล่องเดียวก็เปลี่ยนวิธีเป็นซื้อของและให้ค่าขนมด้วยแทน

“ให้เล่ารายละเอียดก็คงยาวไป เอาเถอะ ยังไงก็คือได้มานั่นแหละ ถูกแล้ว ท่านรองประธานซื้อให้”

สีหน้าที่เคร่งเครียดลงเรื่อยๆ ของเหล่าพี่สาวก็ยิ่งเข้มขึ้นไปอีกขั้น แต่มีโซยังคงยิ้มหวานและพูดด้วยน้ำเสียงสดใสต่อราวกับได้เล่าเรื่องราวดีๆ ให้ทุกคนได้ฟัง

“ที่ผ่านมาฉันเอาไปขายต่อในเว็บมือสองเปลี่ยนเป็นเงินสดไว้ใช้ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นแล้ว พี่ๆ เอาไปใช้เลย มันแพงแล้วก็ดีมากหมดเลยนะ”

พิลนัมและมัลฮีมีสีหน้ายุ่งยาก ทั้งสองมองหน้ากับร่างกายของมีโซอย่างใส่ใจ

“แล้วทุกคนทำไมถึงเงียบแบบนี้ล่ะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”

“มีโซ เธอ…”

ใบหน้ายิ้มละไมของมีโซเคร่งขรึมขึ้นทันทีแล้วถามขึ้นอย่างใจเสียหลังพูดทุกอย่างด้วยความสบายใจอยู่ครู่นึง

“หรือว่าตอนนี้ก็ยังลำบากอยู่มากเหรอ งั้น... ฉันไม่ลาออกดีไหม”

“อะไรนะ เธอจะลาออกจากบริษัทเหรอ”

“อื้อ บอกไปแล้วเมื่อวานว่าจะลาออกน่ะ เดี๋ยวคงเริ่มประกาศหาพนักงานใหม่พรุ่งนี้ แต่ใจหายเหมือนกันนะเนี่ย ทำงานมาตั้งเก้าปีแล้ว”

พี่สาวทั้งสองของมีโซมีสีหน้าสดใสขึ้นทันตาเมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น

“ดีมาก! แบบนั้นแหละ ดีเลย ทำดีแล้ว ที่ผ่านมาเธอต้องเหนื่อยเพราะพวกพี่ๆ มากเลยใช่ไหม”

มีโซยิ้มละไมแล้วพูดต่อหลังจากเห็นพี่สาวทั้งสองของเธอก้มหน้าลงอีกครั้ง

“ไม่หรอก เหนื่อยอะไรกัน โชคดีแล้วต่างหาก ความจริงอายุเท่านี้กับประสบการณ์ขนาดนี้น่ะ ไปบริษัทใหญ่ๆ ที่ไหนก็คงได้ค่าตอบแทนระดับหัวหน้าฝ่ายแล้วล่ะ ถึงงานจะเหนื่อยแต่ก็ได้สิ่งตอบแทนกลับมาเหมือนกันนะ เพราะอยู่กับคนเก่งเลยได้พัฒนาตัวเองด้วย จริงๆ ใจฉันก็ยังไม่อยากลาออกเท่าไหร่…”

“งั้นทำไมถึงจะลาออกล่ะ”

“ก็ยุ่งมากเกินไปด้วย แล้วก็ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็คงจะไม่ได้ลาออกแล้วล่ะ”

มีโซพูดต่อพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าพี่สาวทั้งสองตาโตเพราะไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเธอ

“พี่ๆ มีแฟนกันไปหมดแล้วนี่”

“งั้นสิ”

“ก่อนจะช้าไปกว่านี้ ฉันเองก็อยากมีแฟนแล้วก็แต่งงานบ้างไงล่ะ”

“เอ๋?”

จริงๆ มันควรจะเป็นจังหวะที่ได้รับทั้งการสนับสนุนและให้กำลังใจกลับมา ทว่าสีหน้าของพิลนัมและมัลฮีกลับดูยุ่งยากหนักกว่าเดิม อ่า จริงๆ มันก็น่าสงสัยกับสถานการณ์ตอนนี้ แต่ถึงจะดูน่าสงสัยแต่ก็เป็นความสดใสและบริสุทธิ์ ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรกันนะ

“ทำไมหน้าพี่ๆ เป็นแบบนั้นอะ”

“เดี๋ยวนะ มีโซ นี่เธอ…”

ช่วงเดียวกับที่มัลฮีกำลังตั้งคำถาม โทรศัพท์มือถือของมีโซที่วางอยู่บนโต๊ะก็เริ่มสั่น ชื่อบนหน้าจอปรากฏคำว่า ‘ท่านรองประธาน’ ขึ้นอย่างชัดเจน

“หืม โทรมาทำไมตอนนี้... อย่าบอกนะว่าจะให้ขับรถแทนอีก”

มีโซมองนาฬิกาที่เข็มสั้นชี้ไปเลขสิบเอ็ดพร้อมกับรับโทรศัพท์ด้วยท่าทางไม่สบายใจ

“ค่ะ ท่านรองประธาน”

‘อืมม แล้วแต่เลยย’ มีโซถอนหายใจยาวเมื่อได้ยิน ก่อนจะส่งเสียงบอกปลายสายด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มหวานละมุน

“ขอโทษนะคะ แต่วันนี้ฉันมีธุระค่ะ โทรเรียกคุณฮัน คนขับรถมาขับแทนฉันได้ไหมคะ อ่า ค่า ค่ะ ได้ค่ะ แล้วแต่เลยค่ะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าจะต้องบอกว่าไม่ได้ งั้นเอาแบบนี้นะคะท่านรอง คุณไปนอนกับผู้หญิงคนนั้นสักนึงได้ไหมคะ ไม่เหนื่อยเหรอคะ ต้องกลับบ้านงั้นเหรอคะ อ่า แป๊บนะคะ วันนี้วันพฤหัส อ๋อ คุณโอจีรันนี่เอง คุณคนนี้หุ่นดีมาก… อ๊ะ! โอเคคคค่า เข้าใจแล้วค่ะ อย่าตะโกนขึ้นมาแบบนี้สิคะ! ฉันเกือบจะเป็นลมไปแล้วนะคะ!”

มีโซพูดกับปลายสายต่อด้วยสีหน้ามีรอยยิ้มไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

“แต่ว่านะคะท่านรอง จริงๆ แล้วน่ะ ถึงคุณกลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่ได้มีใครรออยู่ที่บ้าน ไม่ได้มีคนรอบ่นอยู่สักหน่อยนี่คะ ทำไมถึงได้อยากกลับบ้านขนาดนั้นล่ะคะ นอนนอกบ้านสักคืนค่อยกลับก็ได้ค่ะ ถึงท่านรองจะไม่ได้กลับมานอนบ้านก็ไม่มีใครว่าเลย...”

หลังจากนั้นมีโซก็หยีตาลงพร้อมดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู เพราะปลายสายอีกฝั่งอย่างลียองจุนกำลังตะโกนจนเสียงดังลั่นออกมา

มีโซมองโทรศัพท์เงียบๆ อยู่สักพักและเมื่อได้ยินว่าปลายสายเริ่มเงียบลง เธอก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะฉีกยิ้มละไมแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง

“เดี๋ยวฉันจะนั่งแท็กซี่ไปเลยค่ะ รอแป๊บนึงนะคะ แล้วก็เลิกดื่มเหล้าได้แล้วค่ะ”

สีหน้าของพิลนัมและมัลฮีที่เฝ้ามองท่าทางของมีโซที่กดวางสายโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นยืน ดูสับสนและวุ่นวายใจมากกว่าเดิม

“พี่ๆ ฉันขอโทษนะ แต่กลับบ้านกันก่อนได้เลย เดี๋ยวฉันส่งท่านรองประธานที่บ้านแล้วจะกลับทันทีนะ นี่กุญแจ… อ๊ะ! ยิ่งยุ่งๆ อยู่ยังจะหล่นอีก”

มีโซก้มตัวลงเพื่อหยิบกุญแจที่หล่นจากกระเป๋า แต่อยู่ๆ เธอก็ผวาตกใจขึ้นมาอย่างรุนแรงพร้อมกับถอยกรูดไปด้านหลัง

“โอ๊ยยยยแม่! แมงมุม!”

ทั้งพิลนัมและมัลฮีรีบลุกตัวปลิวไปไล่จับแมงมุมทันทีหลังจากได้ยินน้องสาวร้องออกมาด้วยความกลัว

“มีโซ นี่เธอยังไม่หายกลัวแมงมุมอีกเหรอ”

ความสั่นกลัวและใบหน้าซีดเผือกของมีโซทำให้เธอยืนเหม่อลอยมองพี่สาวทั้งสอง ก่อนจะถามคำถามบางอย่างขึ้นมา

“พี่ ตอนเด็กๆ ฉันไม่เคยหลงทางจริงๆ เหรอ ตอนประมาณสี่ห้าขวบน่ะ”

“พูดอีกแล้วเด็กนี่ ก็บอกว่าไม่เคยไงล่ะ”

มีโซเหม่อลอยและตกอยู่ในภวังค์ความคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับมายิ้มสดใสโบกมือลาแล้วออกจากร้านไป

พิลนัมมองเฝ้าดูแผ่นหลังของมีโซที่รีบร้อนวิ่งจากร้าน จากนั้นก็เริ่มเปิดปากพูดหลังเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง

“นี่ คิมมัลฮี”

“อะไร”

“เธอคิดยังไงกับความสัมพันธ์ของมีโซกับลียองจุน”

“ฉันก็คิดเหมือนพี่”

“ใช่ไหม จะพูดยังไงดี…”

“มันคลุมเครือใช่ไหมล่ะ”

“จริงๆ คิดตั้งแต่แรกแล้วว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบนั้นหรือเปล่า ถึงน้องเราจะสวยบางผอมเพรียวจนเทียบชั้นดาราได้ แต่ก็จบแค่มัธยมปลายเท่านั้น แถมยังไม่มีประสบการณ์อะไรสักอย่าง แค่ได้งานตอนแรกก็น่าสงสัยแล้ว แต่นี่มาจนถึงตอนนี้ทำงานมาเก้าปี อยู่ด้วยกันเกือบทั้งวันตลอดเวลาแบบนั้น ไหนจะซื้อรถกับพวกของแพงๆ ให้อีก เห็นทำให้กันแบบนี้แล้วมันก็…”

“แต่พอได้ยินที่คุยกันแล้วก็เหมือนไม่ใช่อีก”

“ก็นั่นน่ะสิ”

“มันแปลกจริงๆ นะ”

“แต่ว่านะพี่ จริงๆ ฉันนึกอะไรได้บางอย่างตอนได้ยินสองคนนั้นคุยโทรศัพท์กัน”

“เธอด้วยเหรอ”

“อื้อ”

ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะตะโกนออกมาพร้อมกัน

“คู่สามีภรรยาวัยห้าสิบที่แต่งงานมาแล้วสามสิบปี!”

“คู่สามีภรรยาวัยห้าสิบที่รักกำลังจืดจาง!”



ถ้าไม่นับเสียงเครื่องยนต์แล้วภายในรถก็เงียบสงัด

หลังจากนอนพิงเบาะที่นั่งข้างคนขับในท่าทางหลับตาแหงนหน้ามองเพดาน ยองจุนก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วเปิดปากถาม

“ตอนนั้นทำอะไรอยู่”

“ไม่นอนเหรอคะ”

เสียงติ๊กต่อกของเข็มชี้บอกทิศทางดังขึ้นราวกับเสียงนาฬิกาหลังถูกขยับลง ยองจุนมองท้ายทอยที่วันนี้ดูไม่เคยคุ้นของมีโซที่กำลังมองกระจกฝั่งซ้ายอย่างตั้งใจแล้วถามขึ้นเป็นครั้งที่สอง

“ถามว่าอยู่กับใคร”

“ไม่รู้สิคะ”

เมื่อมีโซเลี่ยงจะให้คำตอบ ยองจุนจึงจ้องมองเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถามขึ้นอีกหลังจากนั้น

“จะลาออกนี่มีที่ใหม่แล้วเหรอ”

“หมายถึงบริษัทเหรอคะ”

“ใช่สิ”

“ยังค่ะ”

“ยังอยู่โซลต่อใช่ไหม”

“นั่นก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ”

“งั้นจะลาออกทั้งๆ ที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรง่ายๆ พวกนั้นเลยเหรอ”

หลังจดจ้องบนถนนนอกหน้าต่างรถมาสักพัก มีโซจึงยิ้มหวานพร้อมกับให้คำตอบ

“ตอนนี้ฉันก็จะไปค้นหาชีวิตของฉันเหมือนกันค่ะ”

ภายในรถเต็มไปด้วยความเงียบสงัดอีกครั้ง

และเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ ความเงียบถูกทำลายด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแข็งกร้าวของยองจุน

“อยู่ๆ ทำไมถึงพูดจาไร้สาระเหลวไหลขึ้นมาล่ะ”

“เอ๊ พูดแรงไปนะคะเนี่ย”

“แล้วฉันล่ะ”

“อ้าว แล้วอยู่ๆ กลายเป็นเรื่องท่านรองได้ยังไงกันล่ะคะ”



วันที่ยี่สิบหก ตุลาคม เวลาห้านาฬิกา ณ บ้านของลียองจุน

เสียงเรียกชวนรำคาญใจเริ่มดังสอดแทรกขึ้นภายในห้องนอนที่ยังคงมืดมิดในช่วงเช้ามืด เป็นมอร์นิ่งคอลจากแม่บ้าน

วันนี้กลับต่างออกไป เตียงนอนหลังใหญ่ที่สะอาดสะอ้านกลับว่างเปล่า แทนที่ด้วยเงาคนที่ทอดยาวบนหน้าต่างรอบด้าน คนๆ นั้นก็คือยองจุนที่ปกติยังคงนอนอยู่แล้วรับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

“ทำไม…กันนะ”

มอร์นิ่งคอลสำหรับตอนเช้าผ่านไปได้ครู่ใหญ่แล้ว แต่ชายหนุ่มยังคงมองตัวเลขบนนาฬิกาอย่างไม่ไหวติง จ้องเขม็งราวกับมีบางสิ่งอยู่ในนั้นพร้อมกับพูดพึมพำขึ้นมา

“ทำไมถึงนอนไม่หลับแบบนี้”

ความคิดเห็น