โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 2-1 นอนไม่หลับ

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-1 นอนไม่หลับ

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 09:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-1 นอนไม่หลับ
แบบอักษร

​#2. นอนไม่หลับ


[ฉันจะลาออกค่ะ]

[งั้นก็แล้วแต่]


ภายในห้องนอนที่อยู่ในความมืดมิดบนเตียงที่กว้างใหญ่จนทำให้เงียบเหงา ยองจุนพลิกตัวไปพลิกตัวมาและจบท้ายด้วยการลืมตาหันไปมองเวลาจากนาฬิกา

วันที่ยี่สิบห้า ตุลาคม เวลาตีสองครึ่ง

ถึงปกติเขาจะนอนยากอยู่แล้ว แต่ทำไมวันนี้ถึงได้เป็นหนักกว่าทุกวันกันนะ ยองจุนยังคงหาสาเหตุไม่เจอ

ชายหนุ่มผู้เกลียดการพบเจอปัญหาที่ไร้คำตอบเริ่มใช้สมองอย่างหนัก จนผ่านไประยะหนึ่งแล้วก็ยังคงคิดต่อเนื่องไม่หยุด



แปดโมงเช้า

ยองจุนใช้ห้องสมุดเป็นห้องทำงานเมื่อทำงานอยู่ที่บ้าน ภายในห้องเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภทอัดแน่นทุกช่วงผนังจนแทบไร้ช่องให้สิ่งใดเข้าไปอีกนอกจากทางเข้าออก หนังสือมากมายถูกสะสมไว้เป็นกองภูเขา ส่วนด้านบนโต๊ะทำงานมีแล็ปท็อปรวมถึงอุปกรณ์ในสำนักงานหลายอย่างและสายเคเบิ้ลที่ไม่น่าจะมีเส้นไหนเข้ามาเพิ่มได้อีกแล้ว

“ขยายห้องสมุดหน่อยดีไหมคะ”

มีโซถอนหายใจแล้วเสนอขึ้นหลังจากหันมองรอบด้าน พอได้ยินยองจุนจึงเงยหน้าขึ้นจากแล็ปท็อปพร้อมกับพูดขึ้นมาลอยๆ

“งั้นเหรอ”

“แค่ทุบผนังห้องนี้ แล้วย้ายแกรนด์เปียโนจากห้องข้างๆ ไปไว้ในห้องนั่งเล่นก็น่าจะพอได้ค่ะ”

“เป็นความคิดที่ดีนะ เลขาคิมจัดการเลยแล้วกัน”

“ค่ะ งั้นตอนไหนดีคะ”

“อืม… ปลายเดือนพฤศจิกาดีไหม”

“อ่า…”

แต่ยังไม่มีคำตอบกลับมา

ยองจุนจึงเงยหน้าขึ้นมองมีโซที่แย้มยิ้มทว่าไม่เหมือนกับที่ผ่านมาแล้วถามขึ้น

“ทำไม เป็นงั้นล่ะ”

“ตอนนั้นฉันคงจะ…”

ยองจุนลูบคางพร้อมทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้หมุน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของเก้าอี้ดังขึ้น และนั่นทำให้มีโซผู้ไม่ชอบเสียงนี้รีบขยับตัวหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาและเริ่มจดบันทึกบางอย่างทันที

คงเป็นเพราะการทำงานด้วยกันมานานกว่าเก้าปี แม้จะไม่เห็นว่ามีโซเขียนอะไรลงไปในสมุดบันทึกแต่ยองจุนก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเขียนเรื่องไหน ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นคำว่า ‘ซ่อมเก้าอี้หมุนในห้องสมุด’

ต่างจากคิดไว้ที่ไหน คำพูดตามที่เขาคาดไว้ออกมาจากปากของเธอในที่สุด

“ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ในห้องสมุดด้วยแล้วกันค่ะ หลังหาเลขาคนใหม่ได้…”

“จริงจังเหรอ”

ใบหน้าของยองจุนที่ประสานมือไว้ใต้คางดูมีเสน่ห์ต่างไปจากทุกวัน แต่เขามีสีหน้าซีดกว่าปกติอาจเป็นเพราะดวงตาลึกโหลที่มองเห็นก็เป็นได้

“ถามว่าจริงจังเหรอ”

“จริงค่ะ”

เพราะคำตอบตรงไปตรงที่ได้กลับมาม ทำให้ยองจุนจ้องมองและถามกลับหญิงสาวตรงหน้าอย่างจริงจัง

“เหนื่อยใช่ไหมทำงานตั้งแต่เช้ามืด ฉันซื้อรถให้ไหม”

ดวงตาเรียวของคิมมีโซที่เรียวอยู่แล้วยิ่งเรียวเล็กยิ่งกว่าเดิมเมื่อเธอสร้างรอยยิ้มผ่านดวงตา

“เมื่อต้นปีก็ซื้อให้ฉันแล้วไงคะ”

“ซื้อแล้วเหรอ”

“ค่ะ แต่ไปเปลี่ยนเป็นต๊อกโบกีมากินแล้วค่ะ”

“หมายถึงอะไรกัน”

“ถ้าอธิบายทั้งหมดคงยาวเกินไป แต่ฉันขายเพราะเรื่องส่วนตัวน่ะค่ะ”

“อืม”

“ขอโทษนะคะ จริงๆ ฉันควรจะบอกตั้งแต่ตอนนั้น แต่คุณก็ดูไม่ได้สนใจเท่าไหร่”

ยองจุนพยักหน้าอย่างเข้าใจหลังนั่งหน้าตึงไร้คำพูดมาสักพัก

“ไม่เป็นไร ก็มีเรื่องส่วนตัวนี่ เดี๋ยวซื้อให้อีกคันก็ได้ เลือกแบบที่ชอบได้เลย ไม่ต้องสนใจราคา”

“โอ๊ะ… ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ใช่เพราะเหนื่อยที่ต้องมาทำงานเช้าหรอกค่ะ คุณก็ทราบว่าปกติฉันตื่นเช้าอยู่แล้ว”

“แล้วปัญหาคืออะไรล่ะ”

แต่ยองจุนก็สันนิษฐานได้ทันทีหลังถามจบ ชายหนุ่มจึงยิ้มขำและพูดต่อ

“อา พอจะรู้แล้วล่ะ”

มีโซทำตาโตมองเจ้านายของเธอ ส่วนยองจุนพูดเสริมต่อด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

“ไม่ได้นอนด้วย”

“คะ?”

“ฉันบอกว่าไม่ได้นอนกับผู้หญิงคนที่เจอเมื่อวานซืน”

“หา อะไรนะคะ”

“หึงกันซะด้วย แฟนก็ไม่ใช่นะเรา”

มีโซหลุดหัวเราะลั่นจนน้ำลายกระเด็นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ทำให้คนรับผลกระทบอย่างยองจุนขมวดคิ้วจนแทบจะผูกติดกัน

“เลอะเทอะ ทำอะไรเนี่ย”

“ขอโทษค่ะ เดี๋ยวเช็ดให้นะคะ”

ยองจุนพูดเสียงแข็งปรามมีโซที่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเพื่อเช็ดเคสแล็ปท็อปของเขา

“ทิ้งไป”

“ค่ะ”

“แล้วก็พับความคิดไร้สาระไปเลยด้วย พรุ่งนี้เหมาโรงหนังแล้วไปดูด้วยกันดีไหม ไม่ได้ไปสองคนตั้งนานแล้ว”

แม้ใบหน้าเธอจะเปื้อนรอยยิ้ม แต่ยังคงดื้อรั้นเช่นเดิม

“ผู้ช่วยพัคจะประกาศหาพนักงานใหม่ระหว่างช่วงเช้าค่ะ ทางเราจะเลือกเฟ้นอย่างดีที่สุด ท่านรองประธานช่วยตัดสินใจตอนสัมภาษณ์ขั้นตอนสุดท้ายก็พอค่ะ”

ยองจุนถามขึ้นอีกครั้ง หลังจ้องมองสีหน้ายากจะเข้าใจของเลขาสาวอยู่พักใหญ่

“เพราะข่าวลือเมื่อเดือนก่อนเหรอ แต่ก็อธิบายไปแล้วนี่ สาบานตรงนี้เลยก็ได้ ไม่ได้นอนจริงๆ”

“ท่านรองคะ ฉันต้องพูดอีกกี่ครั้งคะ คุณจะนอนกับสาวๆ กี่คนต่อกี่คนจนถึงเช้าก็ได้ ไม่เป็นไรเลยค่ะ”

หน้าของยองจุนยับยู่ยี่ราวกระดาษถูกขยำเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น

“เห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ย”

“แค่ได้โปรดอย่าปลุกฉันมาให้ขับรถแทนตอนตีสามก็พอค่ะ แต่เอาเถอะค่ะ ยังไงมันไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่แล้ว”

“หรือเพราะเดือนก่อนฉันให้เธอทำงานนอกเวลาจนถึงวันเสาร์อาทิตย์ด้วยเหรอ แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เลือดกำเดาไหลนี่ อยู่ๆ ทำไมเป็นแบบนี้ไปล่ะ อ่า… ประจำเดือนมาหรือเปล่า”

มีโซที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มเสมอมาค้นพบว่าเส้นเลือดในร่างกายของเธอกำลังเดือดปุดๆ

“ตายแล้ว ประหลาดจริงนะคะ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาเฉยเลย ฮ่าๆ เอาล่ะค่ะ สำหรับเรื่องการสัมภาษณ์ เดี๋ยวฉันจะเลือกวันที่ท่านรองประธานสะดวกที่สุดนะคะ”

ยองจุนทอดสายตามองมีโซอยู่สักพักแล้วเปลี่ยนสีหน้าจนกลายเป็นเย็นเยียบก่อนพูดขึ้น

“เธอจัดการมาแล้วกัน คนจะไปก็ไม่มีเหตุผลต้องรั้ง”



ป้ายขนาดใหญ่มีแสงไฟสว่างขึ้นคำว่า ‘ไปซะ ก๊อบเดกี*’

ร้านหนังหมูย่านชานเมืองถูกตั้งชื่ออย่างง่ายๆ ราวกับคุณป้าเจ้าของร้านต้องการเก็บงำความสามารถและอารมณ์ศิลป์ไว้ภายใน แต่มันกลับไร้ซึ่งความน่าสนใจ ภายในร้านดูเงียบเหงากว่าครั้งก่อนที่มาเยี่ยมเยียน มีโซมองรอบร้านก่อนจะยิ้มหวานละมุนออกมาเมื่อเห็นพี่สาวทั้งสองคนของเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะและชวนให้เธอทานอาหารด้วยกัน

“ขอบใจนะ มีโซ”

“มากินข้าวด้วยกันสิ มีโซ”

“ฉันอิ่มแล้ว ว่าแต่ทำไมพี่ๆ ถึงได้ดูหน้าซูบเซียวกันแบบนี้ โทรมยิ่งกว่าตอนเจอช่วงปีใหม่อีก ตอนนี้ก็ยังลำบากกันอยู่เหรอ”

สีหน้าของพี่สาวหัวปีท้ายปีของเธอทั้งสองดูซีดเซียวลงมากกว่าตอนที่เจอกันเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามาก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอีกด้วย

พิลนัมคือพี่สาวคนโตของมีโซ เธอมีรูปร่างเล็กและผอมบาง ดวงตาใหญ่โตสะโหลสะเหลภายใต้แว่นกลม เธอเป็นคนหัวใจอ่อนแอและมักจะติดพูด ‘ขอโทษ’ ไว้ก่อนอยู่เสมอ จบการศึกษาทางด้านวิสัญญีแพทย์และปัจจุบันทำงานโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์เอกชนในชนบทที่ตัวเธอเรียนจบมา

“เมื่อวานฉันหยุด ก็เลยทำพาร์ทไทม์กะดึก ยังไม่ได้นอนน่ะ…”

“พี่อะ แค่เรียนก็เหนื่อยแล้วก็ยุ่งมากพอแล้ว ตอนกลางคืนควรจะได้พักผ่อนสิ มัวแต่ทำอะไร”

“มัลฮีต้องเก็บเงินไว้สำหรับเปิดกิจการ…”

หลังจากที่เฝ้ามองพิลนัมคีบเนื้อด้วยสีหน้าซีดเซียวและท่าทางอ่อนแรง แวบหนึ่งใบหน้าของมีโซเต็มไปด้วยความสงสาร

“พี่! จะบอกเรื่องนั้นกับมีโซทำไมล่ะ!”

มัลฮีพี่สาวคนที่สองของมีโซตะโกนลั่นและกระแทกโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังหมูจนสั่นขึ้นมา           

มัลฮีผู้เป็นเจ้าของร่างท้วมและไม่สูงมาก เป็นนักศึกษาแพทย์เช่นเดียวกับพิลนัม แต่เธอเลือกจะไม่เรียนเฉพาะทางต่อเพราะด้วยสาเหตุจากฐานะการเงินของทางบ้าน ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลในชนบทแห่งหนึ่ง

“มีโซ ไม่ต้องคิดมากหรอก ต่อไปพวกเราจะทำงานทุกอย่างของพวกเราให้ดีด้วยตัวเอง ตอนนี้เธอไม่ต้องกังวลอะไรแล้วนะ เอ้า กินข้าวกัน วันนี้ฉันเลี้ยงเอง กินให้เต็มที่เลย ลุงคะ! โต๊ะนี้เพิ่มอีกที่นึงค่ะ”

มัลฮีพูดจาดูมั่นใจกว่าพิลนัม เธอส่งเสียงดังพร้อมบอกให้กินเต็มที่มื้อนี้เจ้าตัวจะเลี้ยงเอง ส่วนมีโซมองพี่สาวคนรองด้วยสายตาอ่อนโยนก่อนจะสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว

“คุณลุงคะ เพิ่มหนังหมูสองที่ เนื้อซี่โครงอีกสองที่ค่ะ ขอโค้กขวดนึงด้วยนะคะ”

หลังสั่งเพิ่มบรรยากาศบนโต๊ะระหว่างรออาหารของสามสาวพี่น้องเงียบสนิท

“ขอโทษนะ มีโซ ที่พี่สาวคนโตอย่างฉันดันไม่คิดจะดูแลน้อง เอาแต่คิดถึงแต่ความต้องการของตัวเอง เลยทำให้เธอ… ฮึก”

พัลนิมร้องไห้ขึ้นมาหลังพูดจบ มัลฮีเองก็ก้มหน้าลงพร้อมกับกลั้นสะอื้นเช่นกัน

“ไม่ใช่หรอกพี่ ถ้าตอนนั้นฉันไม่ซิ่วสอบเข้ามหา’ลัยใหม่ ก็คงไม่ทำให้คนเรียนเก่งที่สุดในพวกเราสามพี่น้องอย่างมีโซต้องหางานทำ แล้วไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยหรอก…”

“ขอโทษนะ ฮึก ขอโทษจริงๆ นะ มีโซ”

มีโซจมูกแดงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เธออาจจะอยากร้องไห้ตามพวกพี่สาว แต่หลังจากควบคุมอารมณ์ได้มีโซก็ยิ้มหวานละมุนอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร ยังไงพี่ๆ ก็ตอบแทนด้วยการทำงานหนัก แล้วอย่างน้อยก็ไม่ได้สร้างเรื่องแบบพ่อด้วย”

และประโยคนั้นก็ทำให้พี่สาวทั้งสองเบิกตาโพลง

“สร้างเรื่องเหรอ”

“อื้อ ฉันไม่ได้บอกพี่ๆ เลยไม่รู้กันใช่ไหมล่ะ จริงๆ ช่วงต้นปีพ่อสร้างหนี้จากพวกเงินกู้ไว้ แล้วรู้สึกผิดกับพวกเราเลยไม่ยอมบอก”

มีโซเห็นพี่สาวทั้งสองตกใจ เธอเลยอดไม่ได้ที่จะพูดออกไป

“เท่าไหร่น่ะ”

“ประมาณสามสิบล้านวอน”

“อะไรนะ สามสิบล้านน! มีเรื่องขนาดนี้ทำไมเธอถึงไม่บอกล่ะ”

“พูดไปก็มีแต่จะทำให้กังวลกันเปล่าๆ พี่สาวคนโตก็ยุ่งสายตัวแทบขาด ส่วนพี่สาวคนรองก็ต้องทำพาร์ทไทม์ เพราะโรงพยาบาลที่ทำงานประจำปิดไปอีก”

“อ่า…”

ใบหน้าของมีโซยังประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน แม้พี่สาวทั้งสองจะกำลังหนักช็อกจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“แล้วตอนนั้นยังตรงกับช่วงต้องใช้เงินกู้ยืมของพี่พิลนัมอีกต่างหาก ไม่มีโอกาสไหนจะพูดได้เลย อึดอัดสุดๆ ไปเลยขอบอก ฮ่าๆๆ”

“แต่คลี่คลายหมดแล้วใช่ไหม”

“อื้อ ขายรถไปน่ะ ป้องกันไว้ได้อย่างหวุดหวิดเลย”

“รถเหรอ รถอะไร เธอมีรถด้วยเหรอ”

“อื้อ ฉันพลาดบัสเลยไปทำงานสายสิบนาที ท่านรองประธานเลยซื้อให้ ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานน่ะ แต่ได้ใช้แค่อาทิตย์เดียวก็ขายแล้ว เฮ้อ รู้งี้ไม่ติดฟิล์มกระจกซะก็ดี กลายเป็นเงินจ่ายให้พ่อแทนไปซะงั้น มันจะพอดีอะไรขนาดนี้ เหลืออยู่ประมาณแสนสามพันวอนได้มั้ง ให้เป็นเงินค่ารถพ่อกลับบ้านไปแสนวอน แล้วที่ท่ารถมันเหงาอะ อีกสามพันวอนเลยซื้อต๊อกโบกีกิน”

เรื่องจริงนั้นไร้ซึ่งความสุดยอดแบบเป็นศูนย์ แต่เต็มไปด้วยพลังแห่งการใช้ชีวิตอย่างมหาศาล


* หนังหมู

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น