โซซอล
facebook-icon

ซอลลี่นำความสนุกจากซีรีส์เกาหลีสุดฮิต 'What's Wrong with Secretary Kim' มาให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบตัวอักษรกันแล้วค่า~

ตอนที่ 1-2 เลขาคิมมีโซผู้ละมุนละไม

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-2 เลขาคิมมีโซผู้ละมุนละไม

คำค้น : เลขาคิม นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 09:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-2 เลขาคิมมีโซผู้ละมุนละไม
แบบอักษร

เสียงของนักโทษอย่างผู้ดูแลฝ่ายการตลาดดังลั่นออกมาถึงนอกห้อง ฟังดูสยดสยองจนน่าขนลุก

“เข้าใจผิดดดดดครับ! มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด! ฟังผมเถอะนะครับ อ๊ากกกก!”

พูดครึ่งสลับกับกรีดร้องอีกครึ่งจนแทบฟังไม่รู้เรื่องว่าต้องการพูดอะไรออกมา แต่เสียงโวยวายก็ถูกตัดด้วยเสียงตะโกนดังกึกก้องของยุนซอง

ชายหนุ่มผู้ร้องโวยวายอยู่ข้างในตอนนี้คือกรรมการผู้จัดการบง ซึ่งปีนี้จะมีอายุครับสามสิบสามปี หากไม่นับยองจุนและผู้อำนวยการพัคคยูชิกแล้ว เขาคือผู้บริหารที่มีอายุน้อยที่สุดของบริษัท

เจ้าของความผิดให้การว่าต้องการปลอบใจตัวเองที่ทำโปรเจกต์ใหญ่ไม่ได้ตามใจคิดสักอย่างจึงไปสถานบันเทิงผิดกฎหมาย แต่สถานที่แห่งนั้นกลับถูกตำรวจตรวจสอบในช่วงที่เขากำลังรับบริการคอร์สใหญ่เต็มพิกัด ซ้ำร้ายยังเป็นเวลางานอีกต่างหาก ถึงจะบอกว่าความผิดพลาดส่วนตัว แต่เรื่องก็ใหญ่จนถึงสื่อมวลชน และมันก็สายเกินแก้เสียแล้วกับการพบเห็นผู้บริหารระดับสูงในสถานที่ผิดกฎหมายย่านกังนัม! ร้อนถึงหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ต้องวิ่งวุ่นปิดชื่อ ‘ยูอิล’ ที่ติดเข้าไปในข่าวจนต้องนอนพักนิ่งอยู่ในออฟฟิศตอนนี้

จริงๆ มันไม่แปลกหากจะมีใครถูกเรียกไปห้องผู้บริหาร แต่วันนี้ยองจุนใส่ใจกับการพิพากษานักโทษเป็นพิเศษ เห็นได้จากการที่เขาลงมาถึงห้องของผู้ดูแลฝ่ายการตลาดด้วยตัวเอง อาจเพราะผมหงอกที่เพิ่งพบเมื่อเช้าก็เป็นได้เลยส่งผลให้อารมณ์ไม่ดีขนาดนี้

“เลขาคิม!”

เสียงเรียกเธอดังลั่นขึ้นจากด้านใน ในที่สุดการพิพากษาคงจะจบลงแล้วหลังจากที่รอคอยมาเนิ่นนาน

“ค่า!”

เลขาคิมตอบรับอย่างรวดเร็วก่อนหันกลับมายิ้มหวานเตือนเลขาของกรรมการผู้จัดการบงอย่างแผ่วเบา

“ห้ามเข้าข้างกรรมการผู้จัดการต่อหน้ารองประธานนะคะ”

เลขากรรมการผู้จัดการจินตนาการถึงเรื่องราวด้านในห้อง เธอมองเลขาคิมด้วยสีหน้ากังวลพร้อมถามขึ้น

“ทำ…ทำไมล่ะคะ”

เลขาคิมยิ้มสดใสราวกับคนตรงหน้าถามเรื่องง่ายๆ ที่น่าจะรู้กันอยู่แล้วก่อนจะตอบคำถามกลับไป

“อยากถูกฝังในสุสานตาม​กรรมการผู้จัดการไหมคะ”

“ไม่…ไม่ค่ะ”

เลขาของกรรมการผู้จัดการบงกลืนน้ำลายดึงเอื๊อกพร้อมกับกระสับกระส่าย แล้วก็ต้องตาโตอีกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดของเลขาคิม

“เข้าไปจัดการกรรมการผู้จัดการบงให้เรียบร้อยนะคะ ที่เหลือฉันจะดูเองค่ะ”

“คะ?”

แม้จะไม่ได้รับคำอธิบายใดๆ ต่ออีก แต่เมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปด้านในก็เข้าใจทุกคำพูดของเลขาคิมได้ร้อยเปอร์เซ็น

ภายในห้องของผู้ดูแลฝ่ายการตลาดเละเทะราวกับผ่านทอร์นาโดลูกใหญ่มา

ลียองจุนนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานพร้อมท่าโพสสุดยิ่งใหญ่ ท่ามกลางเอกสารและเฟอร์นิเจอร์ที่กระจัดกระจายไปทุกทิศทาง โดยมีกรรมการผู้จัดการบงนั่งอย่างหมดสภาพอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง

เลขาผู้เคยได้ยินชื่อเสียงร่ำลือของรองประธานมองเลขาคิมอย่างอึ้งๆ หลังจากทำได้แต่ยืนอ้าปากพะงาบอยู่พักใหญ่

เลขาคิมจัดเก็บและเรียงเอกสารเป็นปึกเดียวรวมถึงพวกสิ่งของซึ่งแตกกระจัดกระจายบนพื้นลงถังขยะอย่างว่องไวราวความเร็วแสง ก่อนสายตาเธอจะเห็นว่าลียองจุนกำลังเตรียมจ่อบุหรี่บนริมฝีปาก ถึงได้ไปดึงมวนบุหรี่ออก แล้วยิ้มพร้อมพูดอย่างนุ่มนวล

“อ๊ะ ก็รู้นี่คะว่าในตึกห้ามสูบบุหรี่”

“ครั้งเดียวน่า”

“ไม่ได้ค่ะ”

“โอเค ต้องยอมเลขาคิมทุกรอบจริงๆ”

ยองจุนพูดหยอกล้อและค่อยๆ ลุกขึ้นหยิบแจ็กเก็ตที่ถอดทิ้งไว้ขึ้นสวมบนไหล่พลางขยับมันจนเข้าที่

หลังจากยองจุนหายตัวไปได้พักหนึ่ง เลขาคิมผู้จัดระเบียบทุกอย่างเรียบร้อยจึงค่อยๆ ขยับเข้าหากรรมการผู้จัดการบริษัทที่ยังคงนั่งสั่นอยู่ตรงมุมห้องแล้วย่อตัวลงเพื่อพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างเห็นใจ

“กรรมการผู้จัดการคะ”

“ฮึก… ฮือ เลขาคิม… ผ…ผม คือว่าผม…”

เลขาคิมยื่นมืออับอบอุ่นของเธอตบไหล่ของกรรมการผู้จัดการบงเบาๆ ก่อนพูดกับอีกฝ่ายเพื่อให้กำลังใจ

“เดี๋ยวฉันจะไปพูดให้อีกครั้งนะคะ ท่านรองประธานทำไปก็เพราะห่วง อย่าเสียใจไปเลยนะคะ แล้วก็อย่าคิดว่านี่เหรอห่วง เพราะสุดท้ายนี่ก็เพื่อตัวคุณทั้งนั้นค่ะ”

เธอปลอบอีกฝ่ายด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดที่มี จนผู้บริหารหนุ่มยอมเงยหน้าขึ้นจ้องเลขาคิมทั้งน้ำตานองหน้า

“ฮึก…จริง…จริงเหรอ”

“โธ่ แน่นอนค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ วันนี้กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ แล้วอย่าแวะไปที่แปลกๆ ตอนกลับบ้านอีกนะคะ คุณนายเองก็คงจะอับอายเหมือนกันค่ะ”

“จ…จริงด้วย… อ่า สับสนไปหมดแล้ว นี่ฉันไปทำอะไรที่นั่นเวลางานกันนะ”

“ค่ะ คุณต้องจำวันนี้ไว้ในใจ แล้วต่อไปอย่าทำอีกนะคะ”

“ได้ ขอบใจมากนะ เลขาคิม”

“สู้ๆ นะคะกรรมการผู้จัดการ!”

เลขาคิมยิ้มหวานและตะโกนให้กำลังใจด้วยท่าทางน่ารัก ใบหน้าของเธอดูอบอุ่นมีเมตตาราวพระแม่มารีในโบสถ์

ผู้บริหารหนุ่มลุกขึ้นหลังจากได้กำลังใจแสนอบอุ่นจากเลขาคิม จากนั้นก็ตะโกนเรียกชื่อเลขาส่วนตัวของตัวเองด้วยน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์

“มิสโอ! สู้ๆ ซ่าๆ! เรามาสู้กันใหม่อีกรอบนะ! ลุยยย!”

“อ่า… ค่ะ… สู้…สู้…ค่ะท่าน"

เลขาส่วนตัวของกรรมการผู้จัดการบงมองแผ่นหลังของเจ้านายที่เดินออกไป ก่อนจะหันไปถามถามเลขาคิม เมื่อทั้งคู่อยู่ด้วยกันเพียงสองคน

“กรรมการผู้จัดการ…จะได้ทำงานต่อจริงๆ เหรอคะ”

“โอ้… พูดถึงอะไรกันคะ ท่านรองประธานเคยให้โอกาสกับใครเป็นครั้งที่สองด้วยเหรอคะ”

เลขาคิมย้อนถามกลับแทนคำตอบ เธอลุกขึ้นพร้อมกับรับโทรศัพท์ด้วยเสียงอ่อนหวานและเดินออกไปด้านนอก

“เลขาคิมมีโซค่ะ ฉันจัดการสถานการณ์ทางนี้เรียบร้อยหมดแล้ว ช่วยรีบเก็บโต๊ะและเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดก่อนท่านรองประธานจะลงมาดูด้วยนะคะ ให้เร็วที่สุด”

ในยูอิลกรุ๊ปมีเลขาของบรรดาเหล่าผู้บริหารอยู่มากมายหลากหลายคน แต่คิมมีโซคือยอดฝีมือของวงการเลขานุการ เธอคือมรดกทางวัฒนธรรมแห่งโลกใบนี้ เพราะจากแค่เพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น

เพราะเธอเป็นคู่หูสุดเพอร์เฟ็กของลียองจุน เข้ากันได้ดียิ่งกว่าคู่สามีภรรยา แถมยังเป็นผู้ครอบครองความสามารถในการเชือดทั้งรอยยิ้มเช่นนี้เพียงคนเดียวอีกด้วย



ช่วงกลางดึกระหว่างทางกลับหลังจบงานเลี้ยงต้อนรับ ณ สถานทูตเยอรมัน

ระหว่างที่รถหยุดเพราะติดสัญญาณจราจร ยองจุนจึงเบนสายตามองสาวสวยที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัว หลังจากเฝ้ามองวิวทิวทัศน์และรถยนต์มากมายที่วิ่งอยู่นอกหน้าต่างมาพักใหญ่

เลขาคิมมีโซอยู่ในชุดฮันบกเดรสที่ถูกดัดแปลงให้เปิดไหล่ ปล่อยผมยาวสลวยที่มักจะถูกรวบขึ้นเอาไว้ตลอดเวลา จนทำให้เธอดูสวยมีเสน่ห์ยิ่งกว่าตอนอยู่ในชุดสูททางการ

ยองจุนนึกถึงช่วงที่เขาเข้าไปพูดคุยกับคนรู้จักในงานเมื่อครู่นี้จึงต้องทิ้งที่ว่างข้างๆ เธอไป ซึ่งในระหว่างนั้นมีผู้ชายหลายคนเข้ามาเพื่อจะพูดคุยแลกเปลี่ยนบทสนทนากับเลขาของเขา และในบรรดาชายหนุ่มพวกนั้นมีสามคนที่ดูเหมือนจะเป็นคนเยอรมันอีกด้วย

“บางครั้งมีโซก็มีเรื่องให้ตกใจอยู่ตลอดนะ ฟังเยอรมันรู้เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่”

“หมายถึงอะไรคะ”

“พวกคนในงานก่อนหน้านี้ไง เหมือนเธอจะคุยกับพวกนั้นตั้งนานไม่ใช่เหรอ”

“อ๋อ คนกลุ่มนั้น”

และนั่นทำให้เธอปิดปากหัวเราะร่าขึ้นมา

“สองคนในนั้นเป็นคนเยอรมัน ส่วนอีกคนเป็นคนฝรั่งเศสค่ะ”

เลขาสาวยิ้มเชิงหยอกเย้าหลังเห็นสีหน้าตกใจของยองจุนก่อนจะเริ่มพูดต่อไปนิ่งๆ

“ฉันต้องเรียนทั้งภาษาญี่ปุ่นกับภาษาจีนที่ยากมากๆ เพราะท่านรองประธานขอไว้ แล้วฉันจะมีเวลาที่ไหนไปเรียนภาษาเยอรมันกับฝรั่งเศสล่ะคะ ใช้เซนส์ไงคะ”

“เซนส์เหรอ”

“ถ้าส่งสายตามาพร้อมกับแชมเปญ ก็หมายถึง ‘รบกวนสักครู่ได้ไหมครับ’ ถ้าพูดไปมองหน้าต่างด้านนอกไปด้วย ก็คือพูดถึงดินฟ้าอากาศ ตรงนี้จะไม่ฟังก็ได้ค่ะ ถ้าพูดแล้วมองท่านรองฯ เก้าในสิบก็คือการชื่นชม ดังนั้นจึงต้องยิ้มพร้อมพยักหน้าไปด้วย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องงาน ก็แค่เอามือซ้ายจับต่างหูไว้”

บนนิ้วนางข้างซ้ายของเลขาคิมมีแหวนดีไซน์ธรรมดาๆ ถูกสวมเอาไว้อยู่ แหวนทอง ของขวัญที่ได้รับจากงานแข่งกีฬาภายในบริษัทเมื่อสองปีก่อน

“เซนส์คือฟรีพาสที่ดีที่สุดค่ะ เพราะมันจะทำให้คุณก้าวผ่านทุกอย่างได้ ไม่ใช่แค่กำแพงภาษาค่ะ”

แม้จะพูดถึงเรื่องจริงจัง แต่ใบหน้าของเลขาคิมยังคงประดับด้วยรอยยิ้มละมุนไว้ตลอดเวลา

“สุดยอดเลยแฮะ”

“จริงเหรอคะ”

“ใช่”

“อันนี้คือ… ชมอยู่เหรอคะ”

“ไหนว่าเป็นคนเซนส์ดี ถูกชมยังไม่รู้ตัวเลยเหรอเนี่ย”

ยองจุนแกล้งบ่นพร้อมยิ้มขำ นั่นทำให้เลขาคิมปรบมือรัวด้วยความยินดี

“โอ้โห อยู่มาตั้งนานในที่สุดก็มีวันที่ฉันได้รับคำชมจากท่านรองแล้วค่ะ”

“ฉันก็ไม่ใช่คนหวงคำชมซะหน่อย ปัญหาคือไม่ค่อยมีเรื่องให้ชื่นชมมากกว่า”

ถึงจะเป็นคำพูดสุดเย่อหยิ่งโอหัง แต่คิดลึกๆ ลงไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจได้ยากสักหน่อย สำหรับคนอย่างยองจุนแล้วจะมีสักกี่คนกันเชียวที่เป็นสุดยอดสำหรับเขาได้

“เพราะท่านรองประธานทั้งหมดเลยค่ะ”

“งั้นเหรอ”

“แน่นอนค่ะ”

ยองจุนถามเธอขึ้นหลังจากนึกได้ว่าเขามัวแต่ยุ่งกับงานพักใหญ่จนแทบไม่ได้ดูแลใส่ใจเลขาส่วนตัวของตัวเองเลย

“ทำงานได้ดีมากเลยนะวันนี้ อยากได้อะไรไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“ฉันต่างหากที่ต้องพูดว่าไม่เป็นไร ไหนว่ามา”

“เมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งซื้อกระเป๋าแพงๆ ให้เองนะคะ”

“รอบก่อนซื้อกระเป๋าให้เหรอ ไม่ใช่รองเท้าหนังหรอกเหรอ”

“โอ๊ย ตายแล้วค่ะ คิดว่าแล้วคุณต้องจำไม่ได้แน่ๆ”

หญิงสาวยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเรียกผู้เป็นเจ้านายด้วยเสียงอ่อนโยน

“ท่านรองประธานคะ”

“ว่าไง”

“คุณคงต้องประกาศรับสมัครงานแล้วค่ะ”

“อะไรนะ”

“รับสมัครงานค่ะ”

เลขาคิมยิ้มหวาน ยิ้มหวานอย่างละมุนละไม ยิ้มแล้วยิ้มอีกพร้อมกับพูดต่อ

“ฉันจะลาออกค่ะ”

“ทำไมล่ะ อยู่ดีๆ”

“เหตุผลส่วนตัวน่ะค่ะ”

“ต้องลาออกอย่างเดียวเลยเหรอ”

“ค่ะ”

ยองจุนไหวไหล่อย่างสบายๆ ครั้งหนึ่งหลังจ้องมองหญิงสาวอยู่สักพัก ก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมน้ำเสียงสุดชิค

“งั้นก็แล้วแต่”

ความคิดเห็น