เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

60.3 ปฏิเสธความตาย

ชื่อตอน : 60.3 ปฏิเสธความตาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2562 13:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
60.3 ปฏิเสธความตาย
แบบอักษร

ฝ่ามือเปลวเพลิงสีเขียวใสพุ่งตัดผ่านอากาศหมายประชิดปักษาน้อย เรไรหยักคิ้วนุ่มพลันสะบัดหน้าหันหลัง ด้วยระยะใกล้เอื้อมแตะลำคอ เรไรมิทันระวัง รู้สึกตัวอีกคราพลั่งเกือบโดนฝ่ามือมรณะจู่โจม “!!”

          ฟิ้ว---

          เหนือฟากฟ้ามีสายพิรุณและเปลวเพลิงสีดำลุกโชติช่วง ปลายหอกทมิฬพุ่งวาบจากฟากฟ้าเทาทะมึน ตัดสะบั้นแขนวิญญาณร้ายและปักติดตรึงใต้แผ่นดิน

          ตูม!!!

          “ว้าย”

          เศษดินปลิวกระจุยกระจาย เรไรกรีดร้องพร้อมยกแขนป้องกันฝุ่นควัน ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นมีหยดฝนโปรยปราย ปักษาน้อยโดนลมผลักล้มกลิ้งเป็นลูกตัวนิ่มถอยข้างหลัง ทิ้งระยะจากจุดเดิมมากโข นางปิดตาและค่อยๆลุกยืน ยามนี้มิรู้เกิดเรื่องอะไร กระนั้นนางกล้าพอลืมตามองความจริงที่ชวนตะลึงในบันดล “พวกเจ้า” เรไรพึมพำ วาจาแฝงคำถามที่ต้องการคำอธิบาย ภาพที่นางเห็นคือหนึ่งวิญญาณร้ายร่างเปลวเพลิงกำลังลอยเหนือยอดหญ้า อีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตปริศนาที่ไม่นางมิรู้จัก กระนั้นมันมีร่างกายราวเงาทมิฬ ทุกอณูแผ่ไอดำประปรายราวผ้าคลุมวิญญาณ

          “ชิ เกะกะ”

          สัมผัสกลิ่นไออัปมงคล ดอกลิลลี่สีเริ่มหม่นหมอง เสียงน้ำไหลแรงดังระงม ยอดหญ้าฉีกขาดชุ่มน้ำฝน หมู่นกกาหลบซ่อนใต้หลังคาอย่างประหวั่นพรั่นพรึง เรไรยืนหน้าเซ่อมิเข้าใจเรื่องราวใดๆ นางยืนทึ่มทื่อประหนึ่งตัวประกอบที่มีบทเสริมและช่วยขับบรรยากาศเรื่องราวของสองสิ่งมีชีวิตลี้ลับ ขณะที่ความคิดนางยังมิตกตะกอน เจ้าสิ่งมีชีวิตปริศนาเริ่มเคลื่อนไหวอย่างว่องไว มันหยิบหอกทมิฬที่ปลายคมปักลึกฝังเนื้อดิน หยิบและชูขึ้นฟ้าพลางเหวี่ยงเป็นกระบวนท่าสังหารไร้ปรานี

          ระบำหอกสวยงามราวนักร่ายระบำเปี่ยมด้วยไอมรณะเข้มข้นและมืดมิดดุจดั่งก้นมหาสมุทร

          วิญญาณร้ายเผยใบหน้าบิดเบี้ยว เม้นปากเคียงแค้น มันเร่งพลังวิญญาณอย่างรวดเร็วพลันพุ่งใส่ศัตรู

          ฟิ้ว— ฟิ้ว— ฟิ้ว—

          สะบัดหอกปลายแหลมไปข้างขวา หมุนเท้า ย่อเข่า เบี่ยงเอว และตวัดหอกฟาดฟัน ประกายคมสีฟ้าครามอาบไอมรณะส่องประกายคมกริบเป็นลำแสงวูบวาบสว่างไสว วิญญาณร้ายประเมินพลังศัตรูต่ำเกินไปทำให้เจ้าวิญญาณเพลี่ยงพล้ำในเวลาไม่นาน “ชิ ดันมีตัวเกะกะซะได้” เจ้าวิญญาณลั่นวาจาอย่างโกรธา เมื่อรู้มิอาจสู้ศัตรูไหว มันเปลี่ยนแผนและพยายามหลบหนี

          “..”

          “..”

          ลมวายุพัดหยาดฝนซัดสาด วิญญาณร้ายหันหลังพลันกระโดดหนี เจ้าสิ่งมีชีวิตปริศนาหยุดยืนนิ่งชั่วขณะ มันลืมตาสีฟ้าเปลวเพลิงสีน้ำเงินพลางกำหอกทมิฬในมือแน่น รวบรวมแรงและขว้างหอกใส่ผู้หลบหนี “!!” ห้วงเวลาประหนึ่งโดนบีบอัดและระเบิดเป็นพลังขับเคลื่อนรุนแรงราวแรงปะทุขลมหายใจพญามังกร หอกปล่อยหลุดจากฝ่ามือ พุ่งทะยานราวลำแสงพิฆาตจากสรวงสวรรค์

          สายลมแตกเป็นวงคลื่นพัด ใบหลิว และหยาดฝนไปข้างหลัง ครั้นหอกพุ่งเข้าเป้าแทงทะลุกลางหลังวิญญาณร้าย

          “อ๊ากกกกก”

          เจ้าวิญญาณร่างฉีกขาด มันกรีดร้องเสียงแหลมฟังสยดสยอง ด้วยโดนไอมรณะแผดเผา มันจึงรีบใช้มือเกาะผนังและปีนหนีอย่างนักโทษหนีทหารหัวซุกหัวซุน

          ครึ่งท่อนหลังร่วงตกพื้นและแตกสลาย

          การลอบจู่โจมเหยื่อครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อพลังวิญญาณมันมหาศาล น่าเจ็บใจนัก เจ้าวิญญาณร้ายคิดอย่างมารร้าย

          “..จบแล้วหรือ”

          ครั้นวิญญาณร้ายหนีรอดเงื้อมมือผู้พิพากษา หมู่เมฆเทาบนฟากฟ้าให้คลี่คลายขยับเคลื่อนที่จากเมืองแห่งความลับ ปรากฏแสงอาทิตย์อีกครั้ง เจ้าสิ่งมีชีวิตปริศนายืนตระหง่านใต้ละอองอรุณอย่างเดี่ยวดายราวนักรบผู้เหลือรอดคนสุดท้าย ก้าวสู่สนามรบ เข่นฆ่าศัตรู และต้องยอมรับความตายของมิตรสหาย มันยืนหันหลังให้เรไร ทั่วสรรพางค์กายช่างว่างเปล่าดุจแก้วใสไร้มลพิษ แม้รูปร่างแตกต่างผิดแปลกจากมนุษย์และปักษาโดยสิ้นเชิง กระนั้นบรรยากาศรอบกายมันเสมือนมนุษย์และคนธรรมดาอย่างน่าอัศจรรย์

          ไอมืดแตกสยายเป็นละอองดุจเศษเนื้อผ้าขาด ผ้าคลุมยาวพลิ้วกระเพื่อมอย่างเศร้าอาดูรแลแล้วหวนนึกอาลัย

          มันบังเอิญเจอเรไรกำลังโดนลอบทำร้ายจากเงื้อมมือวิญญาณ หากเป็นอดีต นางแค่กะพริบตาก็สามารถลบล้างมันได้ แต่ตอนนี้นางมิอาจ..

          “ตอบแทนหนี้บุญคุณในวันนั้น..”

          สิ่งมีชีวิตปริศนาหรืออีกหนึ่งนาม “ปฏิเสธความตาย” เอ่ยซุ่มเสียงราบเรียบราวธรรมชาติแห่งมิติสี่เหลี่ยม[มิโดไซส์] แต่ละวาจาที่เรไรไม่เข้าใจว่าหมายถึงสิ่งใด หนี้บุญคุณ? วันนั้น? นางเคยช่วยเหลือมันด้วยรึ เป็นไปไม่ได้ ปักษาน้อยหรี่ตาจ้องปฏิเสธความตายด้วยแววตาแข็งกร้าวระคนหวาดระแวง นางจำได้ทั้งชีวิตมิเคยเจอมัน และยิ่งมันมีลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ยากลืมเลือนเช่นนี้ นางมิมีทางลืมเด็ดขาด “เจ้าเป็นใคร”

          “..”

          มันใช้ความเงียบแทนคำตอบประหนึ่งหลวงพ่อผู้ดูแลสุสาน เรไรแอบรวบรวมพลังมาโฮไว้ที่ฝ่ามือเผื่ออีกฝ่ายมีท่าทีคุกคาม กระนั้นผิดจากที่นางคิด มันเจตนาทำร้ายปักษาน้อย “ลาก่อน” ปฏิเสธความตายทิ้งวาจาอำลาไว้เบื้องหลังพลันกระโดด ทะยานไปยังบริเวณหลังคาอาคาร ปลายเท้าเหยียบกระแทงกำแพงและกระโจนไปยังอีกกำแพงราวบัญญัติเพชฌฆาต มันกางฝ่ามือดึงหอกที่ปักฝังผนังอาคาร และหายลับไปอย่างความลับที่ซ้อนเร้นในหมอกมายา

          ละอองไอมือสาดกระเซ็น

บางสิ่งที่เรไรรู้คำตอบ แต่นางก็เหมือนมิรู้

          “เดี๋ยวก่อน”

          ปักษาน้อยอยากรู้มันหมายถึงอะไร เรไรมิชอบเลย นางอึดอัดยามที่นางอยากรู้แต่นางไม่สามารถรู้เนี่ย รอบตัวนางมีแต่คนที่ฉลาดและกุมความลับทั้งหมดไว้ ทั้งนารี ทั้งเมรัย หมอผีน้อยและดวงดาวน้อยมักทำเหมือนปักษาน้อยเป็นนกน้อยที่ยังบินไม่เก่ง นางไม่ใช่นะ “..”

          ใต้แสงสว่างปรากฏร่างปักษาน้อยยืนมือกุมอก ท่าทางเศร้าซึมเมื่อโดนแม่สั่งห้ามกัดตุ๊กตา

          “เหมียว”

          “….โธ่ เอ้ย!!”

          หัวเรไรระเบิดบึ้ม ปักษาน้อยโมโหตนเองนัก โกรธเมรัย โกรธนารี ทำไมตอนนี้ไม่ว่านางจะมองอะไรก็ให้เดือดดาลนะ ปักษาน้อยปรายตาเย็นชาใส่เจ้าเหมียวที่เมื่อครู่วิ่งหนีไปไหนไม่รู้ พอเรื่องจบก็เดินส่ายก้นกลับมาอ้อนต่อเฉย เรไรทนมิไหวต้องหาที่ระบาย ก้มลงใช้อุ้งมือขย้ำ นวดพุงแมวเสียเลย “น่าโมโหนัก ทำไมมีแต่เรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ” นางไม่อยากรอแล้ว นางอยากรู้ทั้งเรื่องอดีตเมรัย ทั้งเรื่องของตนเอง

          “เฮ้อ ถ้าข้าเมะให้ได้อย่างพวกเมรัยคงดี”

          ก็อยากง่าปากเมรัยหรอกนะ แต่มีหวังโดนหมอผีน้อยจับทุ่มแน่ๆ..คิดแล้วก็กลัว

          --

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น