เฌอรามิล/ษุรอยยา/วาเลนไทน์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คนมีอดีต ตอนที่ 1

ชื่อตอน : คนมีอดีต ตอนที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 429

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ค. 2562 09:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนมีอดีต ตอนที่ 1
แบบอักษร



หรัณย์พาหญิงสาวแวะซื้อของในตลาดสดหลายอย่าง กินเวลาครึ่งค่อนวัน สุดท้ายก็พาหล่อนมาทิ้งไว้ที่ร้านขายอาหารตามสั่งแห่งหนึ่ง แล้วก็หายตัวไป ตลอดเวลาเขาไม่ได้ทำรุ่มร่ามกับหล่อน ไม่ได้พูดจาส่อสื่อละลาบละล้วงอย่างที่หล่อนระแวดระวัง

“เป็นแฟนซันเหรอนางหนู”

หล่อนเงยหน้าจากอาหารที่กำลังรับประทาน ข้าวราดผัดกะเพราหมูไข่ดาวง่าย ๆ แต่อิ่มอุ่นท้องมากมายในยามหิวจัด หลังจากไม่ได้แตะต้องอะไรเลยตั้งแต่เมื่อคืน นอกจากเหล้า...

“เปล่าค่ะ... รู้จักกันเฉย ๆ” หล่อนตอบเจ้าของร้านอาหารตามสั่ง อายุคงประมาณห้าสิบกว่า ๆ หน้าตาใจดี ไม่เหมือนพวกเพื่อน ๆ ใกล้ที่พักของชายหนุ่มเมื่อเช้า

“อย่างนั้นเหรอ ถึงว่าป้าไม่เคยรู้ข่าวว่าซันมันจะมีใคร”

“ค่ะ...” หล่อนตั้งหน้าตั้งตากินต่อ ป้าเจ้าของร้านเองก็ไม่ได้ตั้งใจกับบทสนทนาอย่างเป็นทางการนัก เพราะต้องทำอาหารให้ลูกค้ารายอื่น คงชวนคุยไปตามประสา เพราะหล่อนเป็นคนเดียวที่นั่งอยู่ในร้าน และมีอีกคนยืนรอหน้าร้าน รอกับข้าวที่สั่งใส่ถุงกลับบ้าน

เสียงผู้คนจอแจในตลาดสด เสียงรถ อากาศอบอ้าว และผู้คนแออัด หล่อนไม่ได้คุ้นเคย แต่กลับรู้สึกเฉย ๆ อย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะสิ่งที่ได้เผชิญพบมาเพิ่งจะข้ามวันนั้น เลวร้ายระยำจนไม่มีอะไรเทียบได้แล้ว

“ซันเป็นคนดี ทำแต่งาน ไม่นอกลู่นอกทาง... คงจะดีถ้ามีคนสวย ๆ อย่างหนูมาช่วยกันทำมาหากิน”ป้าเจ้าของร้านหันมายิ้ม หญิงสาวชะงัก จึงวางช้อนแล้วรีบหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มก่อนจะสำลัก

“นายคนนั้นเหรอคะ... เป็นคนดี” หล่อนถามอ้อมแอ้ม อีคนดีที่ป้าว่า เพิ่งจะออกจากร้านยาดอง และคุยกันแต่เรื่องลามกไม่พ้นหว่างขาผู้หญิง แต่... มาคิดอีกที เขาก็มีมุมส่วนดีอยู่บ้างจริง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ยอมช่วยเหลือหล่อนโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากความ

“ถ้าเทียบกับไอ้พวกขี้ยา ไม่ก็เด็กแว้นแถวนี้ ซันก็เป็นเทพบุตรเลยล่ะหนู”

“เทพบุตรกังฟูเพลย์บอยสิไม่ว่า” หล่อนบ่นพึมพำ ในชีวิตป้าคงไม่เคยได้ออกสู่โลกภายนอกเลยสินะ วนเวียนอยู่แค่ในตลาด ถึงไม่เคยรู้ว่าในอีกสังคมหนึ่ง คนที่เพียบพร้อมไปด้วยรูปเป็นทรัพย์ มีสมบัติกินใช้ไปสามชาติเจ็ดชาติก็ไม่หมด นั้นมีอยู่เกลื่อนกลาด ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่จะเข้ามานั่งกินดื่มในร้านป้าเลย แม้จะชายตามองตลาดนี้ในระยะสามร้อยเมตร หล่อนก็คงไม่ทำ

“คนรวย หรือจะสู้คนดีหนูเอ้ย...” ป้าพูดต่อ พูดอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย ๆ แต่ต้นประโยคกลับสะกดใจหล่อนจนไม่ได้ฟังอะไรอีกเลย

“คนดีงั้นเหรอ... ไม่เห็นจำเป็นเลย” สำหรับคนที่เพิ่งถูกสวมเขามาอย่างน่าอนาถ จะคนดี หรือคนไม่ดี จะรวยหรือไม่ มันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว...

การได้แต่งงานกับผู้ชายที่ตัวเองรัก คือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนเฝ้าฝัน รอคอย ทุ่มเท และตั้งความหวังเอาไว้เต็มที่ หล่อนก็เช่นกัน... หล่อนรอวันนี้มาสิบกว่าปี ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งเรียนจบ ทำงาน ช่วยกันเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัว จนสามารถซื้อเรือนหอราคาห้าหกล้านได้โดยไม่ต้องรบกวนครอบครัว ทุกอย่างมีพร้อม รถ บ้าน หน้าที่การงาน เหลือแต่รอเวลาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นทางการ

“วันนี้ลูกของแม่สวยมาก สวยจริง ๆ” กอบแก้ว... มารดาของหล่อนจับลูบลูกสาวด้วยความชื่นชม แววตาปริ่มตื้นตันกับวันพิเศษ ซึ่งไม่ได้มีแต่บ่าวสาวที่รู้สึกยินดี คนรอบข้างก็พลอยภาคภูมิใจไปด้วย ในสังคมสมัยใหม่ การผิดประเพณี อยู่ก่อนแต่ง หรือแม้กระทั่งท้องก่อนแต่งก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดา ต่างจากยุคสมัยก่อนที่คนในสังคมเห็นเป็นเรื่องไม่สมควร ไม่เป็นที่ยอมรับ ใครมีลูกสาวแล้วยังรักษาขนบธรรมเนียม รักษาหน้าพ่อแม่ รักษาความดีงามของลูกผู้หญิงเอาไว้จนได้เข้าพิธีอย่างสมเกียรติ

“ณธิดา เธอสวยจริง ๆ พี่ก้องโชคดี ได้แต่งงานกับคนดี ๆ อย่างเธอ” ญารตี เพื่อนเจ้าสาวในชุดสวยกล่าวสำทับด้วยรอยยิ้ม พิธีช่วงเช้าผ่านไปด้วยความราบรื่น ทั้งแขกเหรื่อและเจ้าภาพต่างชื่นมื่นราวกับชั้นบรรยากาศของโลกเป็นสีชมพู กระทั่งถึงงานเลี้ยงในช่วงเย็นก็ถูกจัดขึ้นในโรงแรมเดียวกัน เจ้าสาวจึงเปลี่ยนจากชุดไทยประยุกต์ มาเป็นชุดราตรีสีขาวฟูฟ่อง

สวย หรู ดูอย่างไรก็แพง...

“ผู้ชายสมัยนี้จะมีรักเดียวใจเดียว รอกันเป็นสิบปีกว่าจะได้แต่งงานหายากยิ่งกว่าได้เจอโคตรเพชร ได้มาอยู่ด้วยกันแล้วก็ดูแลรักษากันไว้ให้ดี ๆ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจำไว้ด้วยว่าหนูยังมีแม่เสมอ”

“ค่ะคุณแม่...” หล่อนยกมือไหว้มารดา แล้วกราบแนบไปที่อก ก่อนจะสวมกอดกันด้วยความรักอาลัย จากนี้ไป... ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง หล่อนยังเป็นลูกของแม่เสมอ หากแต่ทุกอย่างในชีวิตกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง อันที่จริงแล้วแม่ไม่ได้ชอบคนรักของหล่อนนัก แต่หากรู้เห็นมาตลอดถึงความผูกพันและการร่วมด้วยช่วยกันสร้างตัวมาตลอดหลายปี ท่านจึงปลงใจและยินดีตามประสาแม่ที่รักลูกสาวคนเดียวมาก

งานช่วงค่ำเริ่มขึ้น ในห้องจัดเลี้ยงเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข เสียงเพลง และคำอวยพรแสดงความยินดี มีการเชิญตัวบุคคลสำคัญขึ้นเวที เพื่อแสดงความยินดี บ่าวสาวมีแต่รอยยิ้มและความประทับใจ ส่งผ่านสายตาและสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้ง ส่งผ่านให้แก่กัน...

กระทั่งถึงช่วงเวลาสำคัญอีกช่วง ที่หลายคนรอคอย

นั่นคือการโยนช่อดอกไม้ หรือการโยนช่อบูเก้

เจ้าบ่าวประคองเจ้าสาวยืนอยู่หน้าเค้กแต่งงานกลางห้องจัดเลี้ยง เบื้องหน้าของพวกเขามีทั้งเพื่อนฝูงและญาติ ๆ ที่เป็นผู้หญิง ทั้งฝั่งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว มายืนออรอลุ้นช่วงนาทีสำคัญ ซึ่งเชื่อกันว่า หากหญิงสาวคนไหนได้รับช่อดอกไม้ในงานแต่งแล้วล่ะก็ จะได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไปในเร็ววัน

อนึ่ง... จุดประสงค์หลักก็เพื่อความสนุกสนานบันเทิงในงานวิวาห์ ซึ่งเป็นงานมงคลยิ่ง

“เอาล่ะครับ... ใครจะได้ไปนะฮะ ช่อดอกไม้จากคุณปลาย เจ้าสาวคนสวยของเราในวันนี้” พิธีกรกล่าว เสียงเพลงสนุกสนานบรรเลงขึ้น ฟองสบู่ลอยฟุ้ง แสงสีเฉิดฉายกะพริบวูบวาบ

“โยนเลย ๆ” เสียงแขกเหรื่อเร่งเร้า เจ้าสาวก็แกล้งเหวี่ยงแกล้งยกขึ้นยกลง แต่ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือสักที

“เลิกเล่นได้แล้วปลาย... พี่จะได้พาปลายไปเข้าหอเสียที” เจ้าบ่าวกระซิบข้างหู แล้วหอมแก้มหล่อนฟอดใหญ่ มือข้างหนึ่งกอดสะเอวหล่อนไว้ไม่ปล่อย ในขณะที่เจ้าสาวยังคงสนุกสนานกับการได้แกล้งบรรดาเพื่อนฝูงที่เตรียมตัวแย่งชิงช่อดอกไม้กันอย่างแข็งขัน

“รอมาได้สิบกว่าปี... อีกแค่ไม่กี่นาที พี่ก้องอย่าเว่อร์ค่ะ” หล่อนย้อนกลับ

“เอาน่า... เพื่อนรอกันนานแล้ว โยนเถอะ เดี๋ยวจะถอดใจกลับไปนั่งโต๊ะกันหมดเสียก่อน” ชายหนุ่มเย้า ณธิดาลอบขำ แต่ก็พยักหน้ารับทราบ หล่อนยกช่อดอกไม้ขึ้นสูงเหนือศีรษะอีกครั้ง เสียงดนตรีกระหึ่ม พิธีกรกล่าวหยอกล้อสนุกสนาน สาว ๆ ก็กรี๊ดกร๊าดเร่ง

“ใครจะได้มีผัวคนต่อไป มาลุ้นกันครับ!” พิธีกรกล่าวในขณะที่ดอกไม้ถูกเหวี่ยงโยนไปด้านหลังของคู่บ่าวสาว ดนตรีหยุดนิ่ง แสงไฟดับพรึ่บ... ก่อนไฟสปอตไลต์จะสว่างจ้าขึ้น ตรงจุดหญิงสาวผู้กำชัย คว้าช่อดอกไม้ไว้ได้ในมือ

“ใครวะ...” เสียงสาว ๆ ที่พลาดท่ากระซิบกระซาบกัน ซึ่งไม่ใช่เพียงพวกหล่อนหรอกที่แปลกใจ ทุกคนในงานต่างก็เขม่นจ้องมองเป็นสายตาเดียวกัน เพราะเจ้าของช่อดอกไม้คนใหม่ซึ่งอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่ไม่ใช่ชุดราตรีธรรมดา ๆ แต่เป็นชุดคลุมท้องด้วย อีกทั้งหล่อนยังไม่เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาเอาเสียเลย

ท่าทีก็เอาเรื่อง แววตาดุดันภายใต้เครื่องสำอางที่ฉาบให้ดูน่าหวั่นเกรง ทรงผมรวบเรียบปล่อยหางม้าดูมีสง่าลึกลับเผยใบหน้าสวยคมเด่นชัด หล่อนมองไปยังคู่บ่าวสาวไม่กะพริบตา และที่โดดเด่น ทำให้หล่อนกลายเป็นจุดสนใจได้โดยไม่ต้องเรียกร้องก็คือ ท้องของหล่อนซึ่งบ่งบอกอายุครรภ์ว่าคงใกล้คลอดเต็มที

“ฉันมาตามพ่อของลูก” หล่อนกล่าวขึ้นในขณะที่คู่บ่าวสาวหันกลับมาแล้ว เสียงฮือฮาก็ดังเซ็งแซ่ทั้งห้องโถง

ณธิดาหันมองหน้าซีดตะลึงงันของเจ้าบ่าว หล่อนปากคอสั่น ทำอะไรไม่ถูก เหมือนถูกไฟช็อตกะทันหัน ถูกถีบร่วงตกจากที่สูงลอยละลิ่วอยู่ในความเวิ้งว้างอยู่อย่างนั้นหาที่ยึดเกาะเกี่ยวไม่ได้

“นี่เหรอคะพี่ก้อง ที่บอกด้าว่าติดงานอยู่ต่างประเทศ... ที่แท้ก็แอบมาแต่งงานกับอีเมียน้อยนี่เอง”

“เมีย... เมียน้อยเหรอ...” ณธิดาชาหนึบไปทั้งร่าง หล่อนก้มมองชุดเจ้าสาวที่ภูมิใจนักหนาแล้วจุกเจ็บจนแม้จะเรียบเรียงคำพูดเพื่อถามคชากูล ก็ยังทำไม่ได้ หล่อนใส่ชุดแต่งงานอยู่นะเว้ย! จะไม่ให้เกียรติความแพงหน่อยเหรอ!

“ปลาย... พี่อธิบายได้  คือ...”

“มาถึงขนาดนี้แล้ว... เธอยังหน้าด้านไม่ยอมปล่อยเขาอีกเหรอ วันนี้คงได้รู้กันทั้งบาง ว่าเธอแย่งผัวชาวบ้านมาเป็นเจ้าบ่าว”

“ด้า! พอที ด้ากลับไปก่อน อย่ามาวุ่นวายที่นี่” ชายหนุ่มเดินเข้าไปขวางเมื่อแขกไม่ได้รับเชิญตรงดิ่งเข้ามาหาเขาและณธิดา แขกเหรื่อเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่ม หลายคนอยู่ในอาการช็อก ไม่ต่างจากเจ้าสาว

“ทำไมคะ! พี่ก้องจะแต่งงานกับอีนั่น แล้วด้ากับลูกจะอยู่ยังไง มันควรได้รู้ว่าพี่มีเมียมีลูกแล้ว จะได้รู้ตัวว่าต้องอยู่ในฐานะไหน” ดูเหมือนแม่ของลูก ฝั่งผู้เป็นเจ้าบ่าวจะไม่ยอมง่าย ๆ ทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชาก อยู่อย่างนั้นโดยไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซง ด้วยต่างก็ไม่รู้ที่มาที่ไป

“พอ! พอได้แล้ว หยุดทั้งสองคนนั่นแหละ”

“...” คราวนี้ทั้งงานหันสายตาไปทางเจ้าสาว ซึ่งเหมือนจะตั้งสติได้ และก้าวตามมายืนด้านหน้าทั้งสอง

“ว่าไง อีเมียน้อย... แค่ได้ใส่ชุดแต่งงานอย่านึกว่าจะเหนือนะ เพราะฉัน... เป็นแม่ของลูกพี่ก้อง”

“โธ่... ทุเรศว่ะ หน้ามียางอายไหมแม่คุณ ถึงขั้นหอบท้องไม่มีพ่อมาในงานแต่งคนอื่น ยังกล้าประกาศปาว ๆ ว่าตัวเองเหนือ” ทั้งงานเงียบกริบ

 เจ้าสาวถลกชายกระโปรงขึ้น แล้วถอดรองเท้าส้นสูงขว้างทิ้งข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างถือไว้ในมือ เร็วกว่าที่ใครจะคาดคิด...

“โอ๊ย!” คชากูลหน้าหันไปตามแรงรองเท้าที่ฟาดใส่อย่างจัง โดยมีแม่ของลูกเข้าประคอง และอยู่ในอาการตกใจ

ใครจะคิดว่าเจ้าสาวที่เพิ่งถูกทำลายงานแต่ง... จะเด็ดถึงเพียงนี้

“ด่าคนอื่นปาว ๆ ว่าเมียน้อย สำเหนียกดูตัวเองบ้างเถอะ ว่าอยู่ในสภาพไหน เชิญลากกันไปกินในน้ำตามสบาย คนอย่างฉันไม่ลดตัวต่ำลงไปแย่งผู้ชายกับใครหรอก และถ้าฉันเป็นเธอ... ฉันจะไม่เสียศักดิ์ศรีหอบลูกในท้องตรากตรำตามผู้ชายชั่ว ๆ มาถึงงานแต่งนี่หรอก มันไม่คูล! แต่ก็ต้องขอบใจที่เธอคิดต่าง หวงก้าง แล้วก็ดั้นด้นมาในวันนี้” หล่อนหายใจหอบ แต่แววตาไม่เหลือความเศร้าแม้แต่น้อย

“ปลาย... ปลายกำลังเข้าใจพี่ผิดนะ คือ...” คชากูลเอามือลูบหน้าที่ประทับตรารองเท้าเจ้าสาวเต็ม ๆ

“เข้าใจผิดอะไรเล่า! มันด่าด้าปาว ๆ พี่ก้องยังจะพูดดีกับมันเหรอ”

“ไม่เข้าใจผิด ไม่เข้าใจถูกใครทั้งนั้น ไม่แต่งแล้วโว้ย! ถ้าปลายยังเชื่อพี่ ยังจะแต่งงานกับพี่ ปลายก็คงต้องเปลี่ยนอาชีพไปไถนาแทนควายแล้วล่ะ หมดเวรหมดกรรมกันวันนี้ก็ดี ถือว่าปลายยังมีบุญอยู่ พวกผีพวกเปรตเลยดึงลงไปร่วมในนรกไม่ได้”

ณธิดาร่ายยาวฉอด ๆ จนคนฟังแทบหายใจไม่ทัน หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างคชากูลกรี๊ดขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าถูกด่าเต็ม ๆ แล้วพุ่งเข้าใส่เจ้าสาว

“นางปลาย แก!”

“ด้าพอแล้ว! พี่บอกให้หยุด!” คชากูลทั้งรั้งทั้งดึง เพื่อนเจ้าสาวที่อยู่รอบ ๆ ก็เข้ามาช่วยในสถานการณ์คับขันนั้นด้วย ณธิดาดึงเอาช่อดอกไม้จากมือผู้ก่อกวน แล้วชี้หน้าด้วยช่อดอกไม้

 “ถ้ายังไม่หยุดแล้วลากผัวเธอกลับไป อย่าหาว่าไม่เตือน ท้องก็ตบ! จำไว้ด้วย เอาไปแล้วก็ล่ามไว้ให้ดี ระวังจะออกมาเพ่นพ่านผสมพันธุ์ไม่เลือกเหมือนที่ทำกับเธออีก ไม่ต้องห่วงฉันจะเอาคืน ฉันไม่ได้อดอยากปากแห้งเหมือนอย่างเธอ คนสวย ๆ เพียบพร้อมอย่างฉัน หาผู้ชายใช้เป็นของตัวเองได้ ไม่ต้องสมสู่ร่วมกับใคร ไม่นิยมจำด้วย!” หล่อนขว้างช่อดอกไม้ใส่หน้าหญิงสาว แล้วถลกกระโปรงเดินเร็วออกไปจากงาน โดยมีเพื่อน ๆ และญาติสนิทวิ่งตามติดด้วยความเป็นห่วง

“ปลาย... ไหวไหม”

“ไหวสิวะ... แค่นี้เอง แต่ขออยู่คนเดียวสักพักนะ” หล่อนยังไม่ยอมหยุดเดิน

“ไม่ได้ เวลาแบบนี้มึงจะอยู่คนเดียวได้ไง”

“ได้สิ... ต่อไปนี้กูต้องอยู่คนเดียวให้ได้ พวกมึงไม่ต้องห่วงหรอก กูดูแลตัวเองได้ โอเคนะ” หล่อนหยุดและหันมาบอกเพื่อน ๆ พลางถอนหายใจลึก แล้วปล่อยออกยาว ๆ

“แล้วมึงจะไปไหน กลับบ้านเหรอ กูไปส่งเอง...” พารี...เพื่อนสาวคนหนึ่งของหล่อนอาสา

“กูจะออกไปขับรถตากลมเล่น... ไหน ๆ ก็เช่ามาแล้ว ไม่ได้ใช้กูเสียดาย” หล่อนบอก ในขณะที่ก้าวเท้าเดินอีกครั้ง เร่งความเร็วมาจนถึงด้านหน้าโรงแรม ซึ่งมีรถสปอร์ตคันหรูที่เช่าไว้ใช้ในงานแต่ง

“อันตรายนะมึง... กูเป็นห่วง”

“ถ้ากูอยู่นี่ จะอันตรายกว่า กูสัญญาว่าจะไม่เป็นอะไรเด็ดขาด กูแค่ขอเวลาสงบสติอารมณ์ กูช็อก กู...” หล่อนพยายามอธิบาย ประกอบท่าทาง ซึ่งทั้งหมดมันออกมาจากอินเนอร์ล้วน ๆ

“โอเคปลาย... แต่มึงสัญญากับพวกกูแล้วนะ ว่าจะกลับมาเป็นปลายคนเดิม”

“สัญญาเพื่อน กูจะรักษาสัญญาครั้งนี้ให้แน่วแน่กว่าครั้งไหน ๆ ฝากบอกคุณแม่ด้วยนะ ไม่ต้องเป็นห่วง อ้อม... ดูแลแม่แทนพี่ด้วย แค่ไม่นาน...” เมื่อรับปากกับเพื่อนเป็นดิบดี แล้วจึงหันไปสั่งลูกพี่ลูกน้องที่ยืนน้ำตาคลอหน่วยมองไม่วางตา

            ณธิดาเปิดรถ ขึ้นไปนั่งประจำที่นั่งคนขับ แล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ขับออกไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองหลังอีกเลย

ความคิดเห็น