อาราญา

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามงานเขียนของ อาราญา มาโดยตลอดนะคะหากมีข้อผิดพลาดอยากจะติหรือท้วงติงขอให้นักอ่านโปรดวิจารย์ได้เลยนะคะ จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่อๆไปค่ะ ขอบคุณค่ะ ><"

ตอนที่ 1 แรกพบสบตา 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 แรกพบสบตา 100%

คำค้น : ตราบาปมารทมิฬ อาราญา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2558 13:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 แรกพบสบตา 100%
แบบอักษร

ตอนที่ 1 แรกพบสบตา

               

                อัญญาดา...สาวมั่นทันสมัยในชุดเดรสรัดรูปตัวสั้นโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งสมส่วนดูเย้ายวน ใบหน้าหวานแต่งแต้มเครื่องสำอางแต่พอดีแต่กลับขับให้หน้าสวยดูเซ็กซี่น่าหลงใหล ในขณะที่หญิงสาวกำลังออกวิ่งด้วยความรีบร้อนบนร้องเท้าส้นเข็มที่สูงเกือบหกนิ้ว พร้อมทั้งหอบหิ้วแฟ้มงานพลุงพลังมาเต็มวงแขน

                เพราะเช้านี้เธอดันตื่นสายทั้งที่วันนี้มีนัดประชุมสำคัญ แถมประธานบริษัทคนใหม่ก็เข้ามาทำงานวันนี้เป็นวันแรก จะให้เธอนั่งวินมอเตอร์ไซค์มาก็กระไรอยู่ก็ข้าวของพลุงพลังมากมายขนาดนี้ เลยจำใจต้องโบกแท็กซี่มา แต่นั่นแหละที่ทำให้เธอรู้ว่าเธอคิดผิดถนัด เมื่อเป็นที่รู้ๆกันดีอยู่แล้วว่าถนนในเมืองกรุงนั้นรถติดมากขนาดไหนแต่เมื่อเห็นตึกสูงใหญ่เป็นสง่าของแพรพรรณดีไซด์กรุ๊ปตั้งอยู่ไม่ไกล หญิงสาวจึงตัดสินใจจ่ายค่าแท็กซี่ก่อนจะโอบอุ้มหอบเอาแฟ้มงานมากมายพลางเปิดประตูลงรถกลางถนนที่มีรถติดยาวเป็นเทือก

                หญิงสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างรีบร้อนกว่าจะมาถึงหน้าบริษัทได้ก็แปดโมงยี่สิบเข้าไปแล้ว...อีกสิบนาทีการประชุมก็จะเริ่มขึ้น แต่เธอยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ให้ตายเถอะ!!

                “แย่แล้วอัญ แย่แล้ว...แกตายแน่!!” อัญญาดาวิ่งไปบ่นไปพลางจิตนาการถึงหน้าตาของประธานคนใหม่ที่เขาว่ากันว่าเป๊ะทุกระเบียบนิ้ว...ก็คงจะเป็นคุณลุงจอมเหี้ยมหวีผมเรียบแป้ ส่วมสูทเนี๊ยบกริบ...เฮ้อ!! หวังว่าคงจะไม่โหดขนาดนั้นหรอกนะ มาทำงานวันแรกคงจะหยวนๆบ้างแหละน่า

                หญิงสาวหยุดวิ่งก่อนจะถอดรองเท้าส้นสูงของตัวเองออกเพื่อจะได้สะดวกและไม่เสี่ยงต่อการล้มหน้าทิ่ม เธอหยิบรองเท้าขึ้นมาถือไว้ข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็หอบแฟ้มงานพลุงพลังตามเดิม เริ่มใจชื้นขึ้นมาเมื่อเห็นทางขึ้นบันไดทรงพีระมิดซึ่งเป็นทางเข้าหลักของบริษัทอยู่ใกล้แค่เอื้อมจึงตัดสินใจออกตัววิ่งสุดกำลังอย่างรีบร้อน นึกเพียงแต่ว่าต้องไปให้ทันก่อนการประชุมจะเริ่มเท่านั้น โดยไม่ทันสังเกตรถยนต์คันหรูที่แล่นเข้ามาจากอีกทางอย่างรวดเร็ว

                เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นดังลั่นเมื่อคนขับต้องเหยียบเบรกกะทันหัน ทำให้หญิงสาวตกใจจนล้มฟุบลงไปกับพื้น ปล่อยข้าวของที่อยู่ในมือตกกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ก่อนจะค่อยๆพยุงตัวเองลุงขึ้นนั่งอย่างโอดโอยเมื่อความเจ็บจากแผลถลอกที่เข่าสวยเริ่มทำงาน

                “โอ๊ย!!...นี้มันวันอะไรเนี่ย ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้นะ!!

                “นี่เธอ!! อยากตายรึไงถึงได้วิ่งตัดหน้ารถแบบนี้น่ะ หะ!!” เสียงเข้มดังขึ้นเมื่อคนขับเดินลงมาจากรถอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างบางที่นั่งอยู่ที่พื้น               อัญญาดาถือโอกาสกวาดตามองเขาไล่ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดูจากการแต่งตัวแล้วผู้ชายคนนี้รสนิยมดีใช้ได้ ชุดที่เขาสวมใส่อยู่ออกแนวกึ่งสูทกึ่งแฟชั่นที่หาดูได้ยากแต่กลับดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทรงผมสีดำขำถูกเซตอย่างลวกๆตามแบบฉบับวัยรุ่นยุคใหม่ ดูรวมๆแล้วราวกับนายแบบชั้นนำของต่างประเทศยังไงยังงั้น...นี่มันเทพบุตรชัดๆ...แต่ความคิดนั้นก็ต้องถูกสลัดทิ้งเมื่อเสียงเข้มๆของคนที่ถูกจ้องดังขึ้น พร้อมทั้งร่างสูงที่ถอดแว่นกันแดดสีชาของเขาออกแล้วมองมายังเธออย่างเซงๆ

                “นี่แม่คุณ!!...จะมองอีกนานไหม!! คนกำลังรีบ นี่ต้องมาเสียเวลาก็เพราะเธอเนี่ย มันใช่เรื่องไหม...ให้ตายเถอะ!!

                ...เทพบุตรอะไรกัน หมอนี่มันมารชัดๆ...

                “นี่คุณรีบเป็นคนเดียวรึไง ฉันก็รีบเหมือนกันนั่นแหละ...ขับรถไม่ดูตาม้าตาเรือ ซื้อใบขับขี่มารึไงยะ!!” หญิงสาวตอกกลับอย่างไม่อย่างลดละก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามร่างกายออกแล้วหันไปเก็บแฟ้มเอกสารที่กระจายอยู่ตามพื้นโดยไม่สนใจคนที่ยืนทำหน้าเหวออยู่

                ...นี่หล่อนหาว่าเขาซื้อใบขับขี่มางั้นเหรอ!! เหอะ!!...

                “นี่คุณ!! ถ้าไม่มีน้ำใจจะช่วย ก็กรุณาไสก้นไปไกลๆได้ไหมคะ...เกะกะ!!” อัญญาดาเอ่ยขึ้นพลางก้มเก็บแฟ้มที่หล่นอยู่ตรงปลายเท้าของชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะถอยหลังออกห่างจากเธอสองสามก้าวอย่างคนกำลังระงับอารมณ์ที่กำลังจะเดือด แต่หญิงสาวก็ทำเป็นไม่สนใจทั้งที่ได้ยินเขาบ่นด่าเธอสารพัด

                ...ทั้งยัยบ้า...

                ...เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอ...

                ...แน่ใจเหรอว่าเป็นผู้หญิง...

            เออสิคะ สวยขนาดนี้ไม่ใช่ผู้หญิงแล้วจะให้เป็นอะไรล่ะ ผู้ชายอะไรตาถั่วชะมัด!!’ หญิงสาวบ่นอุบอิบในใจ ก่อนจะหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหารองเท้าส้นสูงคู่ใจของเธออีกข้างหนึ่งที่ยังหาไม่เจอ

                “หาไอ้นี้อยู่หรือเปล่า?

                เสียงเข้มดังขึ้นพร้อมกับหน้าหล่อๆที่มองมาอย่างคาดโทษ ก่อนที่อัญญาดาจะมองตามมือของเขาที่ชี้ไปบนกระโปรงรถคันหรูสีดำโฉบเฉี่ยว และก็พบว่ารองเท้าส้นสูงอีกข้างหนึ่งของเธออยู่บนนั้น... ปลิวขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไงกันเนี่ย...

                ...รถนี่ก็อ่อนแอชะมัด ดูสิ.. โดนแค่นี้ก็บุบซะแหละ ถลอกอีก!!บรรลัยแล้วอัญ!!...

                “รู้ไหมว่ารถคันนี้ราคาเท่าไหร่...” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียมจนอัญญาดาลอบกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะหันไปปั้นหน้าสวยพลางซีกยิ้มให้เขาพร้อมทั้งหัเราะเสียงอ่อยอย่างฝืดเคือง

                “แฮ่ แฮ่...เอ่อ คือว่า...” หญิงสาวหน้าเสียเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มไม่ขำตาม จึงฉวยโอกาสหันไปเพื่อคว้าเอารองเท้ามาแต่ก็ถูกมือหนาคว้าตัดหน้าไปถือไว้ซะก่อน ก่อนที่เขาจะชูมันขึ้นมาไว้ตรงระดับหน้าของเธอ หญิงสาวรีบคว้าเอาแต่ชายหนุ่มก็ชูมันขึ้นเหนือศีรษะซะอย่างนั้น แล้วคนตัวเล็กกว่าอย่างเธอจะไปเอื้อมถึงได้ยังไงกันเล่า ตาบ้านี้ก็สูงชะมัด

                ...นี่มันคนหรือเสาไฟฟ้า!!....

                “จะชดใช้ค่าเสียหายให้ฉันยังไง ทั้งบุบทั้งถลอก...ไม่น้อยหรอกนะจะบอกให้”

                “ฉันจะชดใช้ค่าเสียหายให้คุณแน่ๆ แต่เอาร้องเท้าคืนฉันมาก่อนสิ นี่ฉันรีบนะคุณ!!” อัญญาดาตอบกลับพลางก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง...แปดโมงสี่สิบห้า!! นี่มันเลยเวลาประชุมมาแล้วนิ...

                “นี่ฉันก็รีบเหมือนกันนะ งานของฉันสำคัญกว่าเธอแน่รู้ไว้เถอะ!!” ให้ตายสิ นี่มันวันทำงานวันแรกของเขา แต่ดูสิเพราะยายบ้านี่ เขาถึงได้สายมากขนาดนี้ แต่ไหนๆก็สายแล้วยังไงเขาก็จะต้องได้ค่าตอบแทนจากเธอให้ได้ ค่าที่ทำให้เขาเสียเวลา... อีกอย่างยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนมายืนเถียงกับเขาฉอดๆแบบนี้มาก่อนเลย

                “งั้นเอาแบบนี้ล่ะกัน เอาเบอร์ของคุณมาเสร็จงานแล้วฉันจะรีบติดต่อกลับไป รับรองว่าฉันไม่เบี้ยวแน่ๆ”

                “ฉันไม่ชอบให้เบอร์ใครก่อน” ชายหนุ่มตีหน้ามึนพูดออกไปทั้งที่แค่หมั่นไส้หญิงสาวเท่านั้นไม่วายกลับถูกเธอมองมาอย่างเอาเรื่องอีก...นี่สรุปว่าใครควรจะเอาเรื่องใครกันแน่เนี่ย!!

                “งั้นก็ช่วยไม่ได้นะ อยากเรื่องมากเอง!!” หญิงสาวพูดขึ้นพลางหยิบปากกาสีส้มจี๊ดจ๊าดที่เธอชอบออกมาจากกระเป๋าก่อนจะเปิดฝาปากกาออกแล้วเดินตรงเข้าไปล็อกแขนแกร่งของชายหนุ่มเอาไว้ในท่าที่เธอหันหลังชนกับอกกำยำโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนจะเขียนเบอร์โทรศัพท์ของเธอลงไปบนแขนเสื้อสีฟ้าอ่อนของเขาตัวใหญ่เป้ง ที่ต่อให้อยู่ไกลสิบเมตรก็อ่านออก โดยไม่ฟังเสียงร้องท้วงอย่างตกใจของคนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังคงล็อกแขนของเขาเอาไว้แน่นไม่ให้ขยับไปมา “อยู่นิ่งๆได้ไหม จะเสร็จแล้วเนี่ย...อ่ะ เรียบร้อย”

                “ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย เสื้อตัวนี้ฉันซื้อมาแพงนะยายบ้า!!ชายหนุ่มโวยลั่นอย่างเจ็บใจพลางมองเบอร์โทรตัวใหญ่ที่ถูกเขียนตั้งแต่ข้อมือยาวมาจนถึงบนแขนแกร่ง...นี่มันเสื้อตัวโปรดของเขาด้วยนะ...แต่ดูคนทำสิ หัวเราคิกคัก

                ...ตลกมากนักรึไง!!...

                “ก็ไม่รู้แหละ เขียนไปแล้วนิ...ดูไปดูมามันก็ดูดีไปอีกแบบนะ”

                “ดูดีกับผีน่ะสิ!!

                “ว้าย!! สายแล้วๆ...นี่คุณอย่าลืมโทรมาล่ะ แล้วก็รองเท้านั่นน่ะจะไม่คืนใช่ไหม...ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยคืน ตอนนี้ฉันรีบ ไปก่อนนะ บ๊าย!!” หญิงสาวพูดรัวเร็วเมื่อมองที่นาฬิกาข้อมือของตัวเองแล้วก็พบว่าเธอเลยเวลาประชุมมาครึ่งชั่วโมงแล้ว จึงรีบหอบแฟ้มงานมาอุ้มไว้ ก่อนจะรีบวิ่งเท้าเปล่าเข้าบริษัทไปปล่อยให้ ชายหนุ่มมองตามอย่างเอ๋อๆ ทำอะไรไม่ถูก

                “ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!!” ชายหนุ่มมองตามร่างบางที่วิ่งแจ้ดเข้าไปข้างในตัวอาคารสลับกับมองรองเท้าส้นสูงที่ถืออยู่ในมือ และเลยไปมองสภาพรถยนต์คันโปรดของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจฮึดฮัดออกมาอย่างเจ็บใจ พลางเดินไปเปิดประตูรถพร้อมทั้งโยนรองเท้าคู่สวยไปไว้ที่เบาะหลังอย่างไม่ใยดีก่อนจะสตาร์ทรถเพื่อขับเข้าไปจอดในที่เก็บรถ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

                ...เดี๋ยวนะ!! ยายนั่น วิ่งเข้าไปในบริษัทของเรานี่หว่า...หึหึ...เธอเสร็จฉันแน่ยายลูกกวาง...

 

ห้องประชุมใหญ่

                “อัญ ทำไมถึงมาสายนักล่ะ”

                “มีเหตุขัดข้องนิดหน่อยน่ะริษา” อัญญาดาตอบคำถามของเพื่อนรักคนสวยอย่างอริสรา ที่ถามขึ้นมาทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามาในห้องประชุม ทั้งๆที่ผู้บริหารและพนักงานที่เกี่ยวข้องก็อยู่กันครบหมดแล้ว จะเหลือก็แต่หัวโต๊ะสำหรับประธานบริหารเท่านั้นที่ยังว่างอยู่

                หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้มาสายเพราะยังมีคนที่สายกว่าเธออีก คิดแล้วก็แอบเซงไม่ได้ นี่เธอรีบจนขาแทบจะพันกันเพื่อจัดการกับเสื้อผ้าหน้าผมที่กระเซอะกระเซิงให้เข้าที่และเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ที่เก็บสำรองไว้ที่โต๊ะทำงาน โชคดีไม่น้อยที่เธอเป็นคนรอบคอบในระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงได้เดินเท้าเปล่าเข้าห้องประชุมเป็นแน่

                “นี่ท่านประธานคนใหม่ยังไม่มาอีกเหรอริษา” อัญญาดาหันไปกระซิบถามเพื่อนสาวเสียงเบา เมื่อยังไม่เห็นแม้แต่เงาของท่านประธานที่ใครๆต่างก็อยากเจอและหนึ่งในนั้นต้องไม่ใช่เธอแน่ ก็มันเรื่องอะไรที่เธอจะต้องอยากเจอคนของ เลิศไพศาลกูล!!

                “ยังเลยอัญ ท่านคงติดภารกิจอย่างอื่นอยู่น่ะ”

                “อาจจะตื่นสายก็ได้นะอัญว่า” สิ้นเสียงพูดทีเล่นทีจริงของอัญญาดาทั้งสองสาวเพื่อนซี้ก็แอบหัวเราะคิกคักกันอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะชะงักลงเมื่อประตูใหญ่ของห้องประชุมถูกเปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มน่าตาดีสองคนเดินเข้ามา พร้อมกับอัญญาดาที่มองผู้มาใหม่ตาไม่กระพริบ

                ...ตาบ้านั่น!!..

                หญิงสาวเบ้หน้า ก่อนจะพินิจมององหนุ่มที่ก้าวเดินตรงไปยังหน้าห้องประชุมอย่างมั่นคง ใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่เรียบเฉยแววตาเด็ดเดี่ยวยากที่จะคาดเดา อายุอานามของทั้งสองคนดูๆแล้วไม่น่าจะเกินสามสิบเสียด้วยซ้ำ แต่การแต่งตัวของพวกเขากลับดูภูมิฐานและน่าเชื่อถือ แม้ว่าการแต่งตัวของไอ้บ้าคนนั้น เอ่อ หมายถึง ผู้ชายคนแรกจะมีดีไซด์ที่แปลกตาราวกับไม่ใช่สูททางการที่เหมาะแก่การใส่เข้าประชุมเท่าไหร่นัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชุดของเขาดูดีไม่หยอกเลยทีเดียว

                ...นี่ก็แอบไปเปลี่ยนชุดใหม่มาแล้วด้วยสินะ เหอะ! หมั่นไส้ชะมัด!...

                สองหนุ่มหยุดยืนอยู่ที่หัวโต๊ะประจำตำแหน่งของประธานบริหาร ทำให้อัญญาดาที่มองตามอยู่ถึงกับตากระตุก รับรู้ได้ถึงรางสังหรณ์บางอย่างที่เริ่มคืบคานเข้ามา ซึ่งผู้ชายคนนั้นก็หันมาสบตากับเธอชั่วครู่ก่อนที่เขาจะแสยะยิ้มออกมา ยิ่งเพิ่มให้ใบหน้าหล่อเหลานั่นดูเย็นชาขึ้นมาอีกไม่น้อย ต่างจากใบหน้าเซ็งโลกของเขาเมื่อตอนที่เจอกันก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

                “นี่คือคุณกฤตยชญ์ เลิศไพศาลกูล ประธานบริษัทคนใหม่ของแพรพรรณดีไซด์กรุ๊ปครับ” เสียงเข้มเรียบนิ่งของหนุ่มหล่อข้างกายของกฤตยชญ์พูดขึ้นเพื่อแนะนำเจ้านายคนใหม่ให้ทุคนให้ที่ประชุมได้รู้จัก ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยทักทายอีกรอบครั้งด้วยใบหน้านิ่งเฉย ดูน่าเกรงขามอยู่ในที

                “ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน ก่อนอื่นผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ทุกท่านต้องรอ ทั้งที่วันนี้เป็นวันแรกของผมแต่กลับมีเหตุการณ์ให้ต้องมาสายอย่างเลี่ยงไม่ได้” กฤตยชญ์พูดเสียงนิ่งไม่ต่างจากแววตาที่เรียบเฉยดุดัน ชายหนุ่มกวาดสายตามองทุกคนที่กำลังมองมายังเขาเป็นตาเดียว ก่อนที่สายตาคมจะปะทะเข้ากับดวงตากลมโตที่ยิ่งโตเข้าไปอีกเมื่อสาวเจ้ากำลังเบิกตากว้างด้วยท่าทางตะลึงงัน

                หึ! อยู่ใกล้ตัวแบบนี้ก็ดี จะได้เรียกร้องให้สะใจกันไปข้าง!

                “หลังจากที่ทุกคนต้องรอผมในวันนี้ หลายคนก็คงไม่ชอบ เพราะมันก็ทำให้เราเสียเวลาที่มีค่าโดยใช่เหตุ ฉะนั้นคนคนเดียวไม่ควรทำให้ใครหลายๆคนต้องเสียเวลา การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญ เข้าใจไหมครับ!

                อัญญาดาหน้าเสียคิ้วสวยขมวดเป็นปมแน่น เมื่อกฤตยชญ์จงใจเน้นย้ำพร้อมทั้งมองมาทางเธอ แม้ว่าชายหนุ่มจะทำเหมือนกับว่ากวาดตามองไปทั่วแต่เธอก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นที่จะดูไม่ออกว่าเขากำลังแอบจิกกัดเธออยู่!

                “ผู้ชายอะไร คิดเล็กคิดน้อยชะมัด” หญิงสาวบ่นพึมพำ แต่เพื่อนสาวอย่างอริสรากลับยื่นหน้าเข้ามาถามเมื่อคิดว่าเธอกำลังพูดด้วย

                “อัญว่าไงนะ...”

                “อ๋อ...เปล่าจ้ะ! อัญก็บ่นนั่นนี่ไปเรื่อยอ่ะ อย่าสนใจเลย”

                สิ้นเสียงของอัญญาดาอริสราก็พยักหน้ารับงึกงักอย่างน่ารักก่อนจะหันไปฟังเจ้านายคนใหม่ที่ยังคงพูดอยู่ ในขณะที่อัญญาดานั้นได้แต่นั่งตีหน้ามึน ฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา

                “เพื่อเป็นการไถ่โทษที่วันนี้ผมทำให้ทุกคนต้องรอ กลางวันนี้ผมก็เลยสั่งอาหารจากภัตตาคารมาให้ได้ทานร่วมกัน และสุดท้ายนี้ผมสัญญาว่าจะบริหารแพรพรรณดีไซด์กรุ๊ปให้ดีที่สุด พนักงานทุกคนคือครอบครัว เราจะเดินไปด้วยกันอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ขอบคุณครับ”

                กฤตยชญ์โค้งตัวลงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมทั้งเสียงปรบมือดังระงมที่ดังไล่หลังมาไม่ขาดสาย พนักงานทุกคนต่างโห่ร้องอย่างสดใสในความเป็นกันเองก็เจ้านายคนใหม่ที่เป็นกันเองและไม่ถือตัวแม้ว่าในบางครั้งสีหน้าท่าทางของเขาจะดูดุดันและเย็นชาไปบ้างก็ตาม โดยเฉพาะพนักงานสาวๆที่ดูจะกรี๊ดกร๊าดและตื่นเต้นเป็นพิเศษ ก็นานๆทีจะมีอาหารตามาให้ได้แทะโลมถึงที่ขนาดนี้นี่นา จะมีก็แค่หญิงสาวหน้าสวยสุดเซ็กซี่ที่มีดีกรีเป็นถึงนักดีไซเนอร์หน้าใหม่ไฟแรงพ่วงท้ายด้วยตำแหน่งเจ้าแม่แฟชั่นแห่งแพรพรรณ อย่างอัญญาดาเท่านั้นที่นั่งทำหน้าเบื่อโลกท่ามกลางเสียงเฮฮารอบกาย

                “กรี๊ดดด พ่อเทพบุตรของเจ้ คนอะไร ทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งเก่ง ใจดีอีกต่างหาก เอาใจไปเลยแบบนี้!!” เกศรินทร์ หรือ เก๋ ผู้ช่วยดีไซเนอร์กรี๊ดกร๊าดขึ้นพลางทำหน้าฝันหวาน มองตามประตูที่ปิดลงไปแล้วตาเยิ้ม จนอริสราที่นั่งข้างถึงกับหลุดขำออกมาในท่าทางของหญิงสาวรุ่นพี่

                “อะไรจะขนาดนั้นคะพี่เก๋”

                “โธ่! ริษา บริษัทเราร้างหนุ่มหล่อแบบนี้มานานแล้วนะ ให้พี่ได้เพ้อกับเขาบ้างเถอะ”

                “เทพบุตรเหรอ มารชัด หมอนั่นมันลวงโลก!” เสียงอัญญาดาดังแทรกขึ้นก่อนที่ร่างบางจะลุกพรวดออกจากเก้าอี้ด้วยหน้าตาไม่สบอารมณ์แล้วเดินออกจากห้องประชุมไปโดยมีอริสราและเกศรินทร์มองตามอย่างงงๆ

                “อ้าว แม่คนนี้ เป็นอะไรของเขารอบเดือนขาดรึไงกัน!

                “เอ่อ...เรื่องนี้ริษาก็ไม่ทราบนะคะ” อริสรากระพริบตาปริบๆอย่างเด๋อด๋า ไม่เข้าใจอารมณ์ที่แปรปรวนของเพื่อสาวคนสนิทเหมือนกัน ก่อนที่จะหันไปชักชวนเกศรินทร์ให้ออกจากห้องประชุมตามอัญญาดาไปบ้าง

 

ห้องผู้บริหารแพรพรรณดีไซด์กรุ๊ป

                “เรื่องที่นายให้ผมตามสืบเมื่ออาทิตย์ก่อนได้แล้วนะครับ นี่เป็นประวัติและรูปถ่ายครับ” ธันวา หนุ่มหล่อมาดเข้มเลขาคนสนิทของกฤตยชญ์พูดขึ้นพร้อมทั้งวางซองเอกสารสีน้ำตาลที่พึ่งได้มาลงบนโต๊ะทำงานของเจ้านาย

                “ขอบใจ นายมีอะไรก็ไปทำเถอะ”

                “ครับ” ธันวาโค้งตัวให้เจ้านายเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงกฤตยชญ์ที่นั่งมองซองเอกสารที่อยู่ตรงหน้านิ่งงัน

                ...ต้นเหตุแห่งความร้าวฉานและความเจ็บปวด อยากจะรู้จริงๆว่าคนประเภทนี้มันหน้าตาเป็นยังไง!!...

                ไวเท่าความคิด มือหนาคว้าซองเอกสารมาเปิดออกก่อนจะหยิบรูปถ่ายหลายสิบใบออกมา ดวงตาคมนิ่งมองรูปถ่ายทีละใบทีใบอย่างช้าๆ ก่อนที่ริมฝีปากหยักสวยจะแสยะยิ้มเลือดเย็นออกมา แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างที่ใครๆได้เห็นเป็นต้องหนาวเหน็บไปจนสุดขั้วหัวใจ

                “เหอะ! โลกมันกลมดีนะ...อัญญาดา!!

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น