I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 2 (โจวลี่XหลิวฟางXซงเหวิ่น)

ชื่อตอน : อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 2 (โจวลี่XหลิวฟางXซงเหวิ่น)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 868

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2563 16:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 1,055
× 9,000
แชร์ :
อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 2 (โจวลี่XหลิวฟางXซงเหวิ่น)
แบบอักษร

อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 

2 

(โจวลี่XหลิวฟางXซงเหวิ่น) 

 

เวลาผ่านไปแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น? 

หึ...ไร้สาระสิ้นดี 

หลิวฟางคิดพลางเหลือบมองไปยังร่างสูงในชุดสูทหรูยี่ห้อดังสีเทาที่กำลังยิ้มแย้มพูดคุยกับแขกเหรื่อและนักข่าวด้วยความเป็นมิตรแล้วอดเบ้ปากไม่ได้ หน้ากากแบบนั้นเห็นทีไรก็หยี๋สุดๆ ไม่รู้ว่าโจวลี่เคยเมื่อยปากบ้างหรือเปล่าที่ต้องยิ้มบ่อยๆแบบนั้น หลิวฟางส่ายหัวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากให้น้ำสีอำพันไหลเข้าสู่ร่างกายอึกใหญ่ 

กรี๊ดดดดด! 

พลันเสียงกรี๊ดวี๊ดว้ายของกลุ่มหญิงสาวในชุดราตรีสุดหรูกลุ่มหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักพอใจ ทำให้หลิวฟางหันไปมองอย่างสนใจแต่พอเห็นร่างสูงในชุดสูทสีดำกำลังเล่าเรื่องคุยโม้กับหญิงสาวกลุ่มใหญ่ด้วยใบหน้าระรื่น หลิวฟางจึงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แล้วยกแก้วขึ้นดื่นน้ำสีอำพันอีกครั้ง 

พวกบ้า! 

งานเลี้ยงนี้ก็บ้า! บ้าบอน่าเบื่อไร้สาระ! 

หลิวฟางยกแก้วดื่มน้ำสีอำพันจนหมดแก้วแล้ววางลงบนโต๊ะจนเกิดเสียง ก่อนจะลุกเดินออกที่ระเบียงเพื่อสูดอากาศด้านนอกระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในตอนนี้ 

โรงน้ำชาหรือ....โรงเลี้ยงนกสองหัวเสียมากกว่า! ไอ้ห้างสรรพสินค้าที่เขาเคยแพลนเอาไว้ล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะไอ้ข้อมูลบ้าๆที่สองคนนั้นอยากจะใช้มาขายข่าวให้คู่ค้า ทั้งๆที่เขาเกลี่ยกล่อมได้สำเร็จแล้วแท้ๆเรื่องการยกเลิกกลุ่มอินทรีพิฆาตบ้าบออะไรนั่น ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่แคล้วล้มเลิกแต่ยังเป็นสายข่าวที่คอยขายข่าวให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลอยู่ดี 

เมื่อไหร่กันที่ความโลภของพวกนั้นจะหมดลงเสียที....... 

โดยเฉพาะป๊าเขา ไม่ต้องมานั่งอธิบายก็พอรู้ได้ว่าทำไมโจวลี่หรือซ่งเหวิ่นถึงเปลี่ยนใจไม่ทำห้างสรรพสินค้าฯ แน่นอนว่าเป็นเพราะป๊าของเขา... 

ตืดดดด ตืดดดด 

เสียงโทรศัพท์ดังแทรกเข้ามาในภวังค์ความคิดหลิวฟางจึงหยุดคิดถึงเรื่องราวยุ่งๆที่ผ่านมาแล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ออกมาดู พอเห็นว่าเป็นข้อความอีเมลล์จากตะวันกล้า หลิวฟางจึงกดเข้าไปอ่านอย่างไม่รีรอ ไล่สายตาอ่านสักพักจึงนิ่งคิด 

ร่วมงานวันเกิดหรอ 

*?.........* 

ลูกของตะวันกล้ากับเต๋อหัวซินะ............ 

“ดูอะไรอยู่” เสียงทุ้มแหบอันเป็นเอกลักษณ์ของซ่งเหวิ่นทำให้หลิวฟางพ่นลมหายใจออกมาแล้วขยับตัวห่างจากร่างสูงที่มายืนชิดจนแทบจะสิงเขาอยู่แล้วอย่างเคืองๆ 

“มาใกล้อะไรนักหนา” บ่นเสียงขุ่น 

“เห็นนายสีหน้าไม่ดีเลยนึกว่าหึง” 

หลิวฟางถลึงตาใส่ซ่งเหวิ่นแล้วเบือนหน้าหนีแววตาวาววับของอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ คนคนนี้คิดเข้าข้างตัวเองตัวเองได้ตลอดจริงๆ 

เอาเถอะ...เขาเองก็หึงอยู่นิดหน่อย ที่พูดมาก็ไม่ผิดนักหรอก 

“ว่าแต่...อ่านอะไรอยู่ นายยังไม่บอกฉันเลย” 

“ข้อความจากตะวันกล้า” 

ซ่งเหวิ่นเลิกคิ้วเฉียงเข้มของตัวเองขึ้นนิดมองใบหน้าเรียวของหลิวฟางแล้วกดเสียงถาม “นายยังติดต่อกับคนพวกนั้น?” 

“ฉันกับเขาเป็นเพื่อนกัน!” ถามเหมือนการที่เขาจะคบใครสักคนเป็นเรื่องผิดอย่างนั้นแหละ 

“กับพวกเขาเนี่ยนะ” 

“กับตะวันกล้าแค่คนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว...” 

“ไม่คิดว่านายกับเขาจะเข้ากันได้” หลิวฟางดูเป็นคนไม่สนใจใครในขณะที่ทางตะวันกล้าดูจะเข้าอกเข้าใจคนอื่นและห่วงใยผู้อื่น 

“แล้วไง” 

ซ่งเหวิ่นยักไหล่ไม่ยี่หระ แล้วถามต่อ “เขาส่งข้อความมาหาทำไม หรือจะชวนนายไปไหน” ถามไปพลางขมวดคิ้วไปด้วยความไม่ชอบใจ หลายปีมานี้หลิวฟางยอมอ่อนข้อให้พวกเขามากกว่าแต่ก่อน เช่นเดียวกันกับเขาที่พึ่งยอมญาติดีกับโจวลี่ได้มากกว่าเมื่อก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขึ้นมากตามลำดับ หากมีส่วนที่ไม่ดีคงจะเป็นทางญาติๆของพวกเขาละมั้งที่ชอบสอดมือเข้ามาทำให้พวกเขาต้องคอยว้าวุ่นใจ 

ล่าสุดที่หลิวฟางโกรธให้พวกเขาก็ช่วงนี้...แถมร่างเพียวยังทำท่าราวกับไม่อยากจะใกล้ชิดกันเหมือนแต่ก่อน เขากลัวว่าช่วงที่หลิวฟางกำลังโกรธอยู่นี้จะมีใครมาทำให้เจ้าตัวหนีห่างพวกเขาไป 

“จมูกไวจริงนะ ถูกแล้ว...เขาส่งข้อความมาชวนฉัน” หลิวฟางตอบเสียงเรียบ 

“ไม่ต้องไป!” 

หลิวฟางหรี่ตามองท่าทางฮึดฮัดของซ่งเหวิ่นจึงยกยิ้มมุมปาก แกล้งเย้าอีกฝ่ายต่อ “ฉันจะไป และนายก็ห้ามฉันไม่ได้ด้วย” 

ซ่งเหวิ่นจ้องเขม็งมองคนตรงหน้านิ่งนึกอยากจะคว้าร่างเพียวเข้ามาใกล้แล้วบดขยี้อีกฝ่ายให้สาแก่ใจจนลุกไม่ขึ้นไปไหนไม่ได้แต่เขาต้องข่มใจไว้เพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะหนีเตลิดไปใหญ่ 

“ฮึ...ตลกว่ะ! ทำอย่างกับกลัวว่าฉันจะหนีไป ที่จริง...ฉันไปแล้วไม่ได้แปลว่าจะไม่กลับสักหน่อย” ตลกจริงๆนะ พอเห็นสีหน้าซีดเผือดบนใบหน้าเจ้าเล่ห์ของซ่งเหวิ่นแล้วทำให้หลิวฟางชอบใจพิกล ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อซาดิสต์จากโจวลี่มาหรือเปล่า ไม่รู้ละ แต่เขาชอบสีหน้าของซ่งเหวิ่นมาก....สีหน้าที่แสดงถึงความกลัวว่าเขาจะทิ้งไป...มองแล้วได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองอย่างดีใจ ว่าดีจริง...ที่มีคนรักเขามากเพียงนี้ 

ซ่งเหวิ่นคลายสีหน้าเป็นกังวลลง “หมายความว่าไง” 

“ตะวันกล้าส่งข้อความมาหา...ชวนฉันไปร่วมงานวันเกิดของลูกเขา แน่นอนว่าต้องชวนพวกนายไปด้วย” 

“ลูกของตะวันกล้า?” 

“ใช่...ลูกของตะวันกล้ากับเต๋อหัว” หลิวฟางอธิบายเพิ่ม พลางยื่นโทรศัพท์ให้ซ่งเหวิ่นเอาไปอ่านในนั้นมีข้อความจากตะวันกล้าและภาพเด็กแฝดชายหญิงคู่หนึ่งฉีกยิ้มให้กล้องด้วยใบหน้าเลิ่กลั่กเพราะถูกแอบถ่ายในนั้นมีภาพเต๋อหัวนั่งอยู่ด้วย เต๋อหัวกำลังนั่งหน้านิ่วซ่อมรถยนต์ของเล่นอยู่ไม่ไกล 

“ไม่เหมือนเต๋อหัวเลยสภาพอย่างนั้น” 

“อืม” 

“พอเห็นแบบนี้แล้วฉันก็อยากจะไปดูด้วยตาของตัวเอง” คงตลกพึลึก... 

ซ่งเหวิ่นคืนโทรศัพท์ให้หลิวฟางไปพลางลอบมองใบหน้าเรียวตาเป็นประกายของร่างเพียวบางไปด้วยที่ว่าอยากจะไปเห็นคงอยากเห็นจริงๆซินะ ตาเป็นประกายเชียว 

“มาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ ไม่ไปช่วยฉันรับแขก” เสียงทุ้มนุ่มโพล่งขึ้นพร้อมกับใบหน้าหล่อละมุนในคราบชุดสูทสีเทา 

หลิวฟางหน้างอ “ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งย่ามกับธุรกิจของพวกนาย รับแขกอะไรนั่นทำไปสองคนเถอะ” 

โจวลี่มองหลิวฟางแล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ บทจะดื้อแล้วหลิวฟางเรียกได้ว่าไม่ยอมก้มหัวอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย “คงไม่ได้...วันนี้แขกเหรื่อเยอะแยะนายจะไม่ออกไปพบเจอพวกเขาไม่ได้” โจวลี่พยายามทำใจเย็นอธิบายเหตุผลกับร่างเพียว 

หลิวฟางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเย้ยหยัน “มันเป็นธุรกิจของพวกนายสองคน ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย จำเป็นหรอที่ฉันจะออกไปต้อนรับ” พูดจบสะบัดหน้าหนีมองไปทางอื่น 

“อย่าเพิ่งมาเอาแต่ใจตอนนี้ได้ไหม ที่ฉันต้องให้นายออกไป....” 

“เอาแต่ใจ? นี่นายหาว่าฉันเอาแต่ใจตัวเองงั้นหรอหวังโจวลี่! ถ้าฉันเอาแต่ใจจริงป่านนี้งานนี้มันพังไปแล้ว!” หลิวฟางเถียงกลับหน้าแดง ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มแน่นมองหน้าโจวลี่อย่างโกรธเคือง สองมือกำแน่นเข้าหากันอย่างดื้อดึง 

ซ่งเหวิ่นเห็นสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มไม่ค่อยเข้าทีจึงเข้ามาไกล่เกลี่ย “ใจเย็นก่อนเถอะ อย่ามาทะเลาะกันที่นี่ เดี๋ยวแขกได้ตกใจหนีหายกันหมด” 

“ก็ดีซิ! ธุรกิจนี่มันจะได้ล่ม!” หลิวฟางสวนขึ้นเสียงดัง 

“หลิวฟาง!” โจวลี่ปรามเสียงเข้ม มองร่างเพียวที่ยกแขนเรียวขึ้นกอดอกสะบัดหน้าหนีเขาอย่างไม่ยอมแพ้แล้วนึกอ่อนใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ดูเหมือนหลิวฟางจะยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน...ไอ้นิสัยไม่ยอมใครเนี่ย 

“ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ....โจวลี่ นายบอกหลิวฟางไปเถอะก่อนที่หลิวฟางจะโกรธพวกเรามากไปกว่านี้...ไม่ต้องเซอร์ไพรส์อะไรแล้ว” แค่โกรธจนไม่นอนกับพวกเขามาสามวัน นี่ไม่นับว่าแย่แล้วหรอ เข้าขั้นวิกฤตเลยด้วยซ้ำ 

“เซอร์ไพรส์อะไร” หลิวฟางถามเสียงห้วน แต่พอมองเห็นสีหน้าลำบากใจของทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมา “พวกนายแอบไปทำอะไรลับหลังฉันอีกแล้วใช่ไหม!” 

“ชู่วววว! ลดเสียงลงหน่อย....” ซ่งเหวิ่นบอกเสียงร้อนรนยกนิ้วชี้ขึ้นจุ๊ปาก “...ถ้าอยากรู้ไม่สู้นายไปกับพวกเรา ไปกล่าวต้อนรับแขกบนเวทีด้วยกัน” 

หลิวฟางมองผู้ชายสองขั้วตรงหน้าสลับไปมาอย่างไม่ไว้ใจ ทว่าสัญชาตญาณของเขาบอกว่าเรื่องที่ทั้งคู่ทำไม่ใช่เรื่องร้ายต่อเขา หลิวฟางจึงตัดสินใจพยักหน้าตกลงในที่สุด 

“ถ้าทำอะไรไม่ดีละก็.....ฉันจะกลับไปนอนที่คอนโดของฉัน!” นี่ไม่ใช่คำขู่แต่พูดจริงทำจริง! 

พูดจบหลิวฟางก็เดินผละจากไปตามเลขาชายคนสนิทของโจวลี่ที่ยืนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้วไปที่เวทีทิ้งให้สองหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกปนหวาดหวั่นอยู่เล็กน้อย 

“นายคิดว่าความคิดนี้ดีแล้วจริงหรอ” บอกตามตรงว่าเขาเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วซ่งเหวิ่นคิด 

หากหลิวฟางกลับไปอยู่คอนโดนั่นไม่เท่ากับว่าพวกเขาต้องลำบากคอยตามงอนง้อแถมไม่ได้นอนด้วยกันเหมือนแต่ก่อนหรือ 

“ดีแล้ว” โจวลี่ตอบเสียงเรียบซ่อนความกังวลภายในใจที่ไม่ต่างจากซ่งเหวิ่นเอาไว้มิด 

...แต่ซ่งเหวิ่นดูออกว่าน้ำเสียงของโจวลี่แฝงความไม่มั่นใจเอาไว้ “ต่อให้ไม่มั่นใจก็คงถอยไม่ได้แล้ว” 

โจวลี่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะตบบ่าซ่งเหวิ่นผู้ร่วมชะตาเดียวกันปุๆแล้วผละเดินไปที่เวทีตามร่างเพียวไปด้วยหวาดหวั่นอยู่นิดๆ(?) 

พอได้ยินประกาศจากพิธีกรในงานเชิญพวกเขาขึ้นเวที โจวลี่ก็เดินนำหลิวฟางและซ่งเหวิ่นขึ้นมายืนบนเวทีด้วยใบหน้าพิธีการ ที่ต้องปั้นยิ้มอบอุ่นเป็นมิตรกับทุกคนไมตรี แม้หลิวฟางจะนึกเย้ยหยันอยู่ในใจแต่เขาก็ต้องปั้นหน้ายิ้มไม่ต่างจากโจวลี่และซ่งเหวิ่น แต่แม้ยิ้มตาเรียวเฉียวกลับไม่ยิ้มตามแม้แต่นิดเดียว 

หลังจากพิธีกรคุยเล่นกับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานด้วยรอยยิ้มเสร็จก็ผายมือมาแนะนำพวกเขาทีละคนโดยสตาร์ฟเองก็ยื่นไมค์ให้พวกเขาคอยสวัสดีทุกคน จากนั้นพิธีกรจึงเชิญให้โจวลี่กล่าวอะไรสักนิดกับงานเลี้ยงฉลองเปิดโรงน้ำชา 

“สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอีกครั้ง วันนี้ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกคน...ทุกคนอาจจะยังไม่ทราบว่าทำไมผมจึงยังคงที่แห่งนี้ไว้เป็นโรงน้ำชาเหมือนครั้งที่ท่านชินเหลียงอยู่ วันนี้...ผมมีคำตอบมาให้พวกคุณในความสงสัยนั้น สาเหตุหลักๆเพราะมันเป็นความต้องการของพ่อตาผม....” หวังโจวลี่ผายมือยังที่ที่ป๊าเขานั่งอยู่...ทำให้ทุกคนในห้องโถงจัดเลี้ยงหันไปมองตามมือแกร่งเรียวคู่นั้น ส่วนพ่อของเขาหรือนั่งหน้านิ่งแต่จ้องเขม็งมาทางเขาโดยมุมปากกระตุกเป็นระยะ 

จะทำอะไรน่ะ โจวลี่... หลิวฟางคิดพลางลอบสบตากับซ่งเหวิ่นที่ยืนยิ้มอยู่ข้างกาย อีกฝ่ายมองตอบเขาแล้วยิ้มไม่พูดอะไร หลิวฟางจึงได้แต่ข่มใจยืนดูสถานการณ์ตรงหน้าต่อไปโดยไม่คิดห้าม 

เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าโจวลี่และซ่งเหวิ่นจะทำอะไร 

“ส่วนสาเหตุรองลงคือญาติๆของผมกับซ่งเหวิ่น...ฉะนั้นด้วยสาเหตุดังกล่าวผมจึงเปิดโรงน้ำชาแห่งนี้ตามความต้องการของพวกเขา....ทว่า....ไม่ใช่ผมกับซ่งเหวิ่น หรือหลิวฟางภรรยาของเราเป็นผู้บริหารแต่อย่างใด...” 

“....!!!” เสียงร้องฮือฮาของแขกดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าตกตะลึงจนซีดเผือดของหลีอู่ไป๋ หวังเจี้ยงเหอ และญาติห่างๆคนหนึ่งของซ่งเหวิ่นมองมาทางพวกเขาด้วยแววตาเคร่งเครียด 

“เพราะพวกเราสามคนอยากตอบแทนบุญคุณพวกเขาจึงสร้างที่แห่งนี้ให้พวกเขาบริหารครับ....ขอเสียงปรบมือให้คุณพ่อของพวกเราด้วยครับ” 

หลังจากนั้นแขกเหรื่อก็ตบมือกันอย่างงุนงงกับเซอร์ไพรส์ที่เกิดขึ้นพอๆกับพ่อของพวกเขาที่ถูกสตาร์ฟเชิญขึ้นมาบนเวทีจากนั้นโจวลี่กระซิบบอกอะไรบางอย่างให้พิธีกรดำเนินรายการต่อ หลีอู่ไป๋พ่อของเขาเดินผ่านมาตรงหน้าเขาพร้อมกับฝากคำพูดไว้อย่างอาฆาต 

“พวกแกคิดว่าเรื่องมันจะจบง่ายๆแค่นี้หรอ!” หลีอู่ไป๋กัดฟันพูดกับหลิวฟางก่อนจะเดินผละออกไปรวมกับกลุ่มผู้บริหารงานหมาดๆของตนที่โจวลี่เป็นคนยัดเยียดให้ หลังจากนั้นหลิวฟางก็ถูกโจวลี่และซ่งเหวิ่นพาตัวลงจากเวทีเดินไปที่ด้านหลังเวทีแล้วเดินออกจากงานทางประตูหลัง รู้สึกตัวอีกทีเขาก็มานั่งอยู่บนรถโดยมีโจวลี่และซ่งเหวิ่นนั่งขนาบข้าง 

“นี่มันเรื่องอะไร พวกนายวางแผนทำอะไร” หลิวฟางรู้สึกตัวจึงเอ่ยปากถามอย่างสับสน 

โจวลี่ยกยิ้มยื่นมือมาขยับเนกไทคลายให้มันหลวมแล้วอ้าปากอธิบายด้วยท่าทางผ่อนคลาย “แผนซ้อนแผนน่ะ ทำแบบนี้เราน่าจะหลุดจากจอมบงการอย่างพ่อนายและพ่อฉันได้” 

“ให้พวกเขาได้ธุรกิจโรงน้ำชาไปส่วนพวกเราก็ไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่น กว่าจะมั่นใจทำตามแผนนี้ได้ ฉันกับโจวลี่ต้องลักลอบเก็บเงินลอบลงทุนกับที่อื่นอยู่นานกว่าจะได้จำนวนเงินที่มากพอในการเริ่มต้นใหม่” 

หลายปีที่ผ่านมานี้พวกเขาต้องทนอยู่ร่วมกับตาแก่หัวโบราณพวกนั้นอย่างกล้ำกลืน จนพอจะเข้าใจความรู้สึกของพวกเต๋อหัว ฮั้นตี้ที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองปรับเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ให้เป็นของตัวเอง ตอนแรกคิดว่าหากพวกเราอาศัยอยู่ร่วมกันปรับตัวเข้าหากันย่อมดีกว่าการทำแบบนั้นเป็นไหนๆ แต่นานวันเข้า ตาแก่พวกนั้นก็เริ่มรุกล้ำเข้ามายุ่งย่ามกับความสัมพันธ์ของพวกเขา มาเขย่าความสัมพันธ์ที่กว่าจะพันผูกกันได้ของพวกเขาจนสั่นคลอนครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงใช้ความสัมพันธ์ของพวกเขาบีบบังคับให้ทำตามใจตัวเอง มาถึงจุดนี้....ความอดทนที่มีมาย่อมลดถดถอยจนมาถึงทางแยก แต่จะจากไปโดยไม่มีอะไรติดตัวก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่แย่จนเกินไป พวกเขาจึงหลอกให้ตาเฒ่าทั้งหลายตายใจด้วยการตั้งใจทำงานตามคำสั่งโดยปิดบังเรื่องการลงทุนในจีนเอาไว้ไปด้วย....พอรวบรวมเงินได้มากพอแล้ว ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะออกเดินทางตามทางเดินของตัวเองเสียที 

พอหลิวฟางได้ฟังเรื่องทั้งหมดก็นิ่งอึ้งพูดไม่ออกมองหน้าหล่อละมุนของโจวลี่สลับกับใบหน้าหล่อเหลาแบบแบดๆดูเจ้าเล่ห์ของซ่งเหวิ่นแล้วลอบยิ้มบางเบา 

“อยากยิ้มก็ยิ้มซิ จะกลั้นไว้ทำไม” ซ่งเหวิ่นแหย่ 

“ใคร! ใครยิ้ม! ไม่มีเว้ย!” หลิวฟางเงยหน้าขึ้นมาตวาดด้วยใบหน้าแดงระเรื่อก่อนจะสะบัดหน้าหนีมองไปนอกรถ 

“หึ....ที่เราทำไปทั้งหมดก็เพื่อนายนะ...เสี่ยวหลิวฟาง” โจวลี่ยื่นมามาคว้าคอขาวของหลิวฟางดึงรั้งให้ร่างบางเอนหลังมาพิงเบาะทับแขนยาวของซ่งเหวิ่นจนถูกเกี่ยวรั้งเข้าที่เอว โดยที่บนบ่าก็ถูกคล้องไว้ด้วยลำแขนแกร่งของโจวลี่ 

“อะ....อะไรของพวกนาย! ฉันไม่ได้บังคับให้ทำซะหน่อย ทำท่าอย่างกับจะทวงบุญคุณ” หลิวฟางอึกอักมองทั้งคู่สลับไปมาแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย พอจะผละตัวขยับห่างกลับถูกกระชับเกี่ยวรั้งไว้แน่น 

“ไม่ได้ทวงบุญคุณแต่ต้องการรางวัล” ซ่งเหวิ่นยื่นมาหน้าเข้ามากระซิบบอกร่างบางจนจมูกเฉียดแก้มขาวไปนิดจนได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของอีกฝ่ายจึงลอบสูดกลิ่นนั้นอย่างหลงใหล 

“รางวัลอะไร! ไม่มีทั้งนั้นแหละ! ปล่อยได้แล้วนั่งกอดกันแบบนี้มันอึดอัดนะเว้ย!” 

“นายรู้ดีว่ารางวัลที่เราอยากได้คืออะไร....” โจวลี่ยื่นหน้ามาใกล้จนลมหายใจเป่ารดบนผิวแก้มนวลเนียนของหลิวฟางจนต้องเบือนหน้าหลบ 

“ไม่ให้โว้ย!” หลิวฟางตะโกนบอกเสียงฮึดฮัด 

“ไม่ได้!/ไม่ได้!” 

ร่างเพียวได้ยินเสียงปฏิเสธแข็งขันเด็ดขาดของทั้งคู่ก็หน้าซีดลงถนัดตา มุ่ยปากหน้าหงอยทันที ถึงมองแล้วน่าสงสารแต่อย่าหวังว่าพวกเขาจะใจอ่อน! 

นั่งรถมาได้สักพักโจวลี่จึงบอกว่าพวกเขาจะเดินทางข้ามฝั่งไปที่มาเก๊า พักผ่อนอยู่ที่นั่นสักอาทิตย์ค่อยออกเดินทางไปกว่างโจว พอรถจอดที่ท่าเรือพวกเขาก็จัดการจ่ายเงิน และใช้คนขนนกระเป๋าขึ้นเรือ ซึ่งเขามารู้อีกทีหลังว่าซ่งเหวิ่น และโจวลี่ได้เตรียมสัมภาระเอาไว้ให้ก่อนหน้านี้ถึงสองวัน รวมไปถึงการขอความช่วยเหลือจากรอนเน่เหลียนอี้คอยช่วยเบิกทางอำนวยความสะดวกให้พวกเขา ไม่ให้คนของพ่อตามพวกเขากลับไปได้ พอขนสัมภาระและติดต่อกับกัปตันเรือ เจรจาอยู่สักพักเรือก็แล่นไปบนผิวน้ำลอยห่างจากฝั่งเรื่อยๆจนมองเห็นแค่เพียงแสงเล็กๆไม่เป็นรูปเป็นร่าง 

“ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ...ฉันให้คนขนกระเป๋าไปไว้ที่ห้องให้แล้ว” โจวลี่หันไปบอกหลิวฟางที่นั่งตาปรือปรอยอยู่บนโซฟา ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับแล้วรีบเดินหาห้องนอนที่ว่า... 

...ก็ดีที่ให้มาก่อน เพราะเขาจะได้จัดการป้องกันไม่ให้สองคนนั้นเข้าห้องมาได้ หึๆ 

ลับหลังหลิวฟางซ่งเหวิ่นรินไวท์ลงใส่แก้วทรงสูงอย่างชำนาญแล้วยื่นให้กับโจวลี่แก้วหนึ่งให้ตัวเองแก้วหนึ่งแล้วทรุดตัวนั่งข้างโจวลี่ที่กำลังใช้นิ้วเลื่อนอ่านข้อความในไอแพด 

“จะดีหรอ ปล่อยไปอย่างนั้น” 

“ดีซิ...ปล่อยให้ตายใจไปก่อน” โจวลี่ตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากไอแพดมาแต่นิด 

ซ่งเหวิ่นขมวดคิ้วมองเสี้ยวหน้าโจวลี่อย่างงุนงงสักพักพอเห็นว่ามือเรียวแกร่งของคุณชายเจ้าระเบียบเข้าไปล่วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้ววางลงบนโต๊ะกระจกใส ซ่งเหวิ่นจึงยกยิ้มมุมปากแล้วหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ 

“นายนี่มันจริงๆเลยนะ” 

“ของมันต้องมี” โจวลี่บอกยิ้มๆ 

พวกเขาสองคนมองไปยังกุญแจที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยตาวาววับพลางนับเวลาถอยหลังในใจอย่างใจเย็น ไม่ว่ายังไงคืนนี้ก็ต้องจับอีกคนกินให้ได้หลังจากอดอยากมาหลายวัน! 

ทางด้านหลิวฟาง... 

ร่างเพียวกำลังนอนแช่น้ำในอ่างอย่างสบายอารมณ์ห้องที่นี่สะอาดและหรูหรามีระดับซ้ำยังมีรีโมทกดเปิดเพลงจากลำโพงที่เชื่อมต่อกับทีวีด้านในห้องน้ำและทีวีก็เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตด้วยเขาจึงเข้าไปในในเว็ปวิดีโอชื่อดังอย่างยูทูบแล้วกดเลือกเพลงฟังเปิดคลอเบาๆ มือเรียวยกลูบไล้ผิวกายของตัวเองอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าประดับรอยยิ้มเย้ยหยันสลับกับรอยยิ้มกว้างตามด้วยเสียงหัวเราะพอใจ 

พอคิดถึงสีหน้าของพวกผู้ใหญ่พวกนั้นแล้ว นับว่าโจวลี่และซ่งเหวิ่นเอาคืนเหล่าพวกชอบบงการได้สะใจดีเลยทีเดียว 

หลิวฟางหัวเราะในลำคอเบาๆอีกครั้ง ก่อนจะยื่นมือไปหยิบผ้าผืนเล็กมาเช็ดมือแล้วหยิบโทรศัพท์มากดตอบข้อความของตะวันกล้า 

ตกลง...ฉันจะไป... 

เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าปัจจุบันนี้เหล่าผู้หลีกหนีจากวงการมาเฟียอย่างคนพวกนั้นใช้ชีวิตกันอย่างไร... 

หลังอาบน้ำชโลมครีมตามเนื้อตัวเสร็จหลิวฟางในชุดนอนสีขาวกางเกงขายาวผ้าซาตินเรียบลื่นก็กระโดดหย็องแหย่งขึ้นไปนอนกลิ้งบนเตียงขนาดคิงไซต์แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นเกมส์ บางครั้งสายตาชำเลืองมองไปยังประตูห้องบ้างเพราะความหวาดระแวงว่าสองคนนั้นจะเข้ามาในห้องได้ แต่พอเห็นว่าตู้โชว์ขนาดใหญ่พอดีประตูไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย หลิวฟางจึงยกยิ้มพึงใจแล้วร้องเพลงฮัมในลำคอก่อนจะลุกขึ้นปิดไฟแล้วทิ้งตัวลงบนหมอนนิ่ม หลับตาลงแล้วผล็อยหลับลงด้วยความเพลียในที่สุด....... 

........ในที่สุด......... 

ในที่สุด......หงส์ขาวตัวแสบก็หลับเสียที........ 

หลับโดยที่ไม่รู้ว่าได้มีสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมลอบมองอยู่นานเพราะแอบเข้ามาตั้งแต่อีกฝ่ายอยู่ในห้องน้ำ และมาหลบที่ระเบียงอยู่นานเฝ้ามองเหยื่ออย่างใจเย็น.... 

แชะ! 

ซ่งเหวิ่นจุดไฟแช็คขึ้นแล้วต่อไฟใส่เทียนหอมสูตรพิเศษที่เขาเพิ่งสั่งมาจากอเมริกา กลิ่นหอมอวลของเทียนหอมเริ่มทำงานและส่งกลิ่นกระตุ้น จากนั้นซ่งเหวิ่นจึงส่งสัญญาณให้โจวลี่เปิดประตูระเบียงที่หลิวฟางปิดล็อคเอาไว้ พลันกลิ่นลอยตลบไปทั่วห้อง คนนอนหลับไม่ได้สติยิ่งไม่รู้ตัวว่ามีนายพรานสองนายกำลังย่างกรายเข้าหาอย่างหื่นกระหาย 

ซ่งเหวิ่นวางเทียนหอมลงบนโต๊ะใกล้เตียง ก่อนจะค่อยๆทรุดตัวลงนั่งมองคนหลับตาวาว โจวลี่ยกยิ้มมุมปาก ดวงตาวาววับเป็นประกายของอีกฝ่ายไม่ต่างกับเขาในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย หลายปีที่อยู่ด้วยกันมากว่าพวกเขาจะทำใจยอมรับสภาพนี้ได้ ไม่ง่ายเลย...เพิ่งจะเปิดใจยอมรับกันอย่างจริงจังก็เมื่อ 2 ปีก่อน หลิวฟางเองไม่ใช่คนยอมก้มหัวให้ใครด้วยแล้ว จึงไม่ง่ายที่จะขอให้เจ้าตัวมีรักกับพวกเขาพร้อมกัน พวกเขาทั้งคู่บางครั้งจึงต้องมีลูกล้อลูกชนหรือตัวช่วยเสริมมาใช้อยู่เสมอเมื่อเห็นว่าเป็นระยะเวลานานแล้ว (1 สัปดาห์) ที่พวกเขาไม่ได้ทำรักกัน โจวลี่และซ่งเหวิ่นก็จะเริ่มหลอกล่อให้เจ้าตัวแสบติดกับแล้วจับกิน ดังเช่นครั้งนี้ 

“อื้ออออ....” หลิวฟางนิ่วหน้าครางงึมงำในลำคอพลิกตัวหลบสัมผัสอุ่นร้อนบริเวณผิวกายแล้วนอนนิ่งไป ก่อนจะครางในลำคอแผ่วเบาเมื่อความอุ่นร้อนนั้นแทรกเข้ามาในโพรงปาก มันไล้วนเรียวลิ้นของเขาแล้วดูดดึงอย่างหื่นกระหาย 

“อื้มม”หลิวฟางขยับตัวยกมือเพื่อดันงูตัวนั้นออกจากโพรงปาก แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงและร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ ความง่วงงุนโจมตีหนักหน่วง แต่ความอุ่นซ่านไปทั่วกายทำให้เขาไม่สามารถข่มตานอนหลับได้อีก 

ดวงตาเรียวเฉียวสวยปรือตาขึ้นในความมืดครางแผ่วในลำคอเมื่อมีมือสองคู่กำลังฟ้อนเฟ้นไปทั่วผิวกาย ยื่นมาเค้นคลึงตรงหน้าอกแล้วดูดดึงจนเกิดเสียงดังจ๊วบจ๊าบน่าขนลุก เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนส่ายหัวครางแผ่วอย่างพอใจอยู่ลึกๆ 

สัมผัสที่โรมรันโจมตีเขาทั้งบนและล่างไม่ว่างเว้นจังหวะให้หายใจได้แม้แต่น้อย พอผละออกไปแล้วก็ขยับเบียดเสียดเข้ามาใหม่ รุมเร้าร้อนแรงและเสียวซ่านจนกลั้นเสียงครางไว้ไม่ไหว อยากปฏิเสธสัมผัสร้อนนั่นแต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองตามความต้องการ “อ๊า...อึ๊...ไม่....” 

หลิวฟางเบิกตาโพลงในความมืด ผงกหัวมองโจรชั่วที่กำลังใช้เรียวลิ้นร้อนพลิ้วครอบครองแก่นกายไม่เล็กไม่ใหญ่ของเขาเอาไว้แล้วจัดการดูดกลืนมันเข้าไปอย่างไม่รังเกลียดพอๆกับอีกที่กำลังใช้ลิ้นไล้เลียเย้าแหย่เข้าช่องแคบจนต้องนิ่วหน้าครวญครางอย่างทรมานปนสุขซ่าน 

“ฮ้า...” หลิวฟางเงยหน้าเบิกตาโพลงมองเพดาน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ เรี่ยวแรงหดหายทว่าปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั่วร่าง ริมฝีปากได้รูปส่งเสียงครางหอบแฮ่กอีกหลายหนเมื่อกายถูกจับพลิกไปมาฝ่ามือร้อนลูบไล้ฟ้อนเฟ้นไปทั่วจนขนอ่อนลุกชัน 

“พวกชั่ว!” หลิวฟางสบถด่าน้ำตาคลอขณะถูกจับพลิกตัวนอนตะแคง ซ่งเหวิ่นและโจวลี่ขนาบนอนทั้งด้านซ้ายและขวา โจวลี่ยกยิ้มไม่รู้สึกอะไรกับคำต่อว่าของร่างเพียว เขาเพียงพรมจูบไปทั่วแผ่นหลังขาวเนียนหอมกรุ่นอุ่นร้อนของหลิวฟางแล้วใช้นิ้วเข้าเบิกทางที่ด้านล่างจนร่างเพียวสะดุ้งเกร็ง.... 

เกร็งได้ไม่นานก็อ่อนระทวยเคลิ้มไปกับสัมผัสของซ่งเหวิ่นที่กำลังเล้าโลมอีกฝ่ายอย่างเร้งเร้าจนร้อนทั่วกายเหมือนขี้ผึ้งโดนไฟ ร่างเพียวเครียดเกร็งในคราแรกจึงผ่อนคลายลงปล่อยให้นิ้วหยาบเรียวแกร่งของโจวลี่บุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามอย่างจำนนในที่สุด 

“อื้มมม อื้อออ” หลิวฟางปรือตามองสบตาคมวาวของซ่งเหวิ่นที่กำลังมองหน้าตนอย่างหื่นกระหายพอๆกับเรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดดูดดึงลิ้นของเขาอย่างพริ้วไหวจนซ่าบซ่านครางอื้ออึงออกมาอย่างพึงพอใจ เกี่ยวกระหวัดรัดกันอยู่นาน ซ่งเหวิ่นจึงผละออกอย่างเสียดาย นัยน์ตาคมวาวมองปากหยักได้รูปแดงฉ่ำจนน้ำไหลย้อยออกมาเป็นเส้นยาวเชื่อมต่อระหว่างปากของเขากับหลิวฟาง สัญชาตญาณบางอย่างถูกปลุกให้ตื่นจนต้องรั้งตัวเข้าไปตะครุบเหยื่อที่นอนหอบหายใจอย่างดุดัน ประเดี๋ยวรุนแรงร้อนผ่าวประเดี๋ยวอ่อนโยนละมุนกาย พอจูบจนหนำใจ จึงโน้มหน้าลงไปดูดคลึงเม็ดแตงสีหวานแล้วครางเสียงต่ำพร่าอย่างพอใจกับเนื้อหวานตรงหน้า 

“ฮ้า...อื้ออ โจว...อ๊ะ......” นิ้วเรียวของโจวลี่ขยับเข้าออกเนิบนาบจนเสียดร้อนไปทั่วทั้งโพรง กล้ามเนื้อบีบคลายเป็นจังหวะจนต้องร้องครวญครางออกมาอย่างสุขสมจากความเสียวซ่านที่อีกฝ่ายมอบให้ 

โจวลี่มองหน้าเรียวสวยของหลิวฟางแล้วยกยิ้มบางเบาร่างสูงใช้อีกข้างที่ว่างจับใบหน้าเรียวสวยนั้นหันให้มาประกบริมฝีปากเข้ากับตนแล้วดูดดึงกินน้ำหวานในโพรงปากของหลิวฟางอย่างเอาแต่ใจแบบค่อยเป็นค่อยไป เสียงดูดดึงขบเม้มผิวกายดังจ๊วบจ๊าบฟังแล้วชวนกระตุ้นให้ร่างกายอุ่นร้อนกว่าเดิม หลิวฟางถูกปรนเปรอทั้งบนและล่าง ทั้งหน้าและหลังไม่นานก็ปลดปล่อยความสุขล้นออกมาเป็นสาย 

“ฮ้า...อ่าห์!” หลิวฟางครางลั่นปลดปล่อยสายธารออกมาอีกครั้ง นอนหอบอย่างอ่อนแรงมองสองร่างแกร่งแนบเข้ามาประชิดทั้งหน้าหลังในท่าตะแคงเตรียมสอดประสาน ตอนนี้สติเลือนรางหลิวฟางได้ยินเสียงทุ้มพร่าของซ่งเหวิ่นเหมือนพูดอยู่ไกลๆว่าโจวลี่ก่อน พลันร่างเพียวแข็งเกร็งขึ้นอีกครั้งเมื่อกายแกร่งจ่อมาประชิดช่องทางด้านหลัง หลิวฟางขยับหัวส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย ก่อนจะกัดริมฝีปากล่างแน่นเมื่อท่อนยักษ์อันคุ้นเคยแทรกเข้ามาเนิบช้าแต่เจ็บเสียดไปหมด 

“โอ้ย...” หลิวฟางนิ่วหน้าร้องโอดโอยออกมา พลันมือแกร่งร้อนของใครสักคนยื่นมาบดขยี้เม็ดแตงจนแข็งเป็นไต พร้อมกับริมฝีปากอุ่นร้อนเข้ามาขบเม้มดูดดึงจนคิ้วเรียวได้รูปคลายออกช่องทางด้านหลังจึงถูกทะลุทะลวงเข้ามาในที่สุด 

ปึก! 

“อ๊ะ!!”/ “อ่าห์....” 

โจวลี่ครางเสียงต่ำพร่ายื่นหน้าซุกลงหลังคอขาวขบเม้มดูดกลืนเนื้อผิวลื่นเนียนพลางพร่ำบอกรักร่างเพียวซ้ำๆตามแรงกระแทกกระทั้นเข้าออกเสียดสีจนกล้ามเนื้อเดี๋ยวบีบเดี๋ยวรัดเป็นจังหวะข้างในนี้ทั้งอุ่นร้อนอ่อนนุ่มโอบอุ้มดูดกลืนแก่นกายเขาเสียมิดแม้หลิวฟางทำท่าปฏิเสธแต่โพรงเล็กนี้กลับทำตรงข้ามมันกลับขมิบตอดยินดีปรีดาเสียจนเขาหน้ามืดจับร่างเพียวกระแทกกระทั้นรัวเร็ว 

“แฮ่ก...เบา....อ๊ะ!..อ่าห์!” หลิวฟางพยายามร้องห้าม แต่โจวลี่ไม่แม้แต่จะสนใจฟัง เขาหน้ามืดตามัวกับเรือนร่างนวลเนียนของอีกฝ่ายจนยากจะถอนกายออกห่างแล้ว 

ซ่งเหวิ่นเห็นใบหน้าทรมานปนสุขของหลิวฟางแล้วเขาไม่อยู่เฉย ร่างสูงโน้มหน้าลงไปประกบปากหยักได้รูปสวย ดูดกลืนกินอย่างหื่นกระหากยิ่งเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นเป็นจังหวะอารมณ์ของเขาก็ฉุดไม่อยู่ด้วยเหมือนกัน มือยาวแกร่งได้รูปจึงยื่นมือไปจับแก่นกายของหลิวฟางเข้ามาชิดขยับเสียดสีอีกฝ่ายตามแรงกระแทกกระทั้นจากด้านหลัง เขากอบกุมแก่นกายร้อนขนาดใหญ่กว่าของหลิวฟางแนบชิด แล้วปล่อยให้มันเสียดสีกันไปมาจนครางเสียงทุ้มต่ำโน้มหน้าลงไปทำรอยรักไว้บนแผ่นอกขาวอย่างหวงแหน 

ปึก ปึก ปึก 

เสียงคราวครางลั่นห้องสลับกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อเป็นจังหวะ ทุกช่วงจังหวะกระแทกก่อให้เกิดการเสียดสีระหว่างแก่นกายของหลิวฟางและซ่งเหวิ่น ใบหน้าเรียวแหงนเงยครวญครางบ้างถูกจับให้ไปประกบจูบกับโจวลี่ ผละออกมาก็ถูกจับจูบกับซ่งเหวิ่น กายเนื้อแนบชิดจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว อารมณ์ร้อนรุ่มพวยพุ่งห้ามไม่อยู่พวกเขาครวญครางเสียงแหบพร่าปนกันฟังแล้วทั้งน่าอายและเพิ่มแรงกระตุ้น หลิวฟางหน้าร้อนแดงกร่ำ ส่ายหน้าไปมาแล้วครางเสียงดังลั่นเมื่อแรงกระแทกกระทั้นรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆพอๆกับมือแกร่งของซ่งเหวิ่นที่กำลังจับรูดแก่นกายของพวกเขาไว้ด้วยกันรัวเร็วตาม “อ่าห์ อ่าห์ อ่าห์!!!” ไม่นานความสุขสมก็ถูกพ้นออกมาเป็นสาย ร่างกายทั้งสามกระตุกเกร็งสองสามทีก่อนสงบไปนอนหอบกอดก่ายกัน 

นอนพักอยู่ครู่หนึ่งพลันร่างกายก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีก หลิวฟางปรือตาขึ้นมอง ขยับริมฝีปากร้องห้าม แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่สนใจอะไรนอกจากกลืนกินร่างกายของเขา 

หลิวฟางจนใจจะร้องโวยวาย เขาหมดแรงไปมากจะถูกจับทำอะไรเวลานี้คงต้านเอาไว้ไม่อยู่แล้ว 

“อึ๊! อื้อ!” 

“ชู่ววว...เดี๋ยวก็ดี” ซ่งเหวิ่นกระซิบบอกข้างหูเสียงพร่าก่อนขยับกายสอดประสานจนมิดแล้วแช่ค้างเอาไว้ โจวลี่รู้หน้าที่ปลอบประโลมเล้าโลมให้หลิวฟางผ่อนคลาย 

ซ่งเหวิ่นไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปเขาใช้จังหวะนี้เริ่มขยับตัวโยกคลอนร่างเพียวจากด้านหลัง กล้ามเนื้อบีบรัดเป็นจังหวะจนเขาครางเสียงทุ้มพร่าออกมาอย่างเสียวซ่าน แม้ถูกทะลวงไปแล้วรอบแรกแต่ดูเหมือนว่าโพรงเล็กคับแคบนี้จะไม่ย่อหย่อนกำลังลงเลย 

“อื้มมม หลิวฟาง” 

“ฮ้า...อ๊ะ...อ๊ะ...” 

โจวลี่โน้มหน้าลงไปจูบซับเหงื่อบนแก้มขาวของหลิวฟางจากนั้นขยับกายเสียดสีจนแนบชิด ร่างกายเหมือนถูกำไฟฟ้าสถิตขึ้นมาอีกครั้ง หลิวฟางครางเสียงแผ่วในลำคอ ตัวอ่อนระทวยปล่อยให้ซ่งเหวิ่นกระแทกกระทั้นเข้ามาในโพรงที่ตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำเฉอะแฉะเหนียวกาย แรงสีเสียดก่อเกิดความร้อนรุ่มโอบบีบรัดเอาไว้เป็นจังหวะพากระสันไปทั่วร่าง ครางผะแผ่วไม่หยุด 

“อ่าห์!” 

“อื้มมม” 

ปึก ปึก ปึก 

หลิวฟางขยับปากเม้มแน่น อารมณ์พุ่งทะยานสูงขึ้นยามร่างหนาเร่งเร้าเสียดสี ร่างกายเริ่มเบาหวิวเหมือนลอยได้ก่อนจะปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นออกมา แล้วทิ้งกายลงซบกับแกร่งของโจวลี่ หลิวฟางนอนหอบฟังเสียงเนื้อกระทบเนื้ออีกสองสามครั้งแล้วรับน้ำอุ่นร้อนที่ไหลทะลักออกมาเปื้อนขาเต็มไปหมด พวกเขานอนกอดก่ายฟังเสียงหอบของกันและกันสักเพียงหลิวฟางก็รู้สึกว่าร่างกายถูกจับให้เปลี่ยนท่า 

“ไม่! ไม่....พอแล้ว....อึก” หลิวฟางบอกเสียงแหบแผ่ว ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างหวาดหวั่น 

“อื้มมม...อีกรอบเดียว สัญญาครับ” โจวลี่กระซิบบอกเสียงแหบพร่า พรางโน้มหน้าเข้ามาบดจูบกับริมฝีปากบวมแดงฉ่ำของหลิวฟางอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วผละออก ช่วยซ่งเหวิ่นจับท่าสอดใส่ที่เหมาะสม 

“ฮึก...ไม่เอา....” หลิวฟางปฏิเสธทั้งน้ำตา มือพยายามดันหน้าอกของโจวลี่เอาไว้ แต่ก็ถูกซ่งเหวิ่นที่คุกเข่ายืนซ้อนจากด้านหลังจากมือเขาออกไปประสานกันไว้แน่น 

โจวลี่ยกยิ้มอบอุ่นมองหลิวฟางตาปรือปรอยปากแดงฉ่ำขับให้ใบหน้าเรียวสวยดูเย้ายวนเสียจนน่าขย้ำ คิดแล้วไม่รอช้า โจวลี่รอให้ซ่งเหวิ่นสอดใส่แก่นกายเข้าโพรงแคบก่อน หลิวฟางครางรับอื้ออึงในลำคอ พยายามดิ้นหนี แต่ขยับตัวไม่ได้มากนัก จึงถูกซ่งเหวิ่นจับตรึงร่างให้ยืนเขานิ่งและกางขาออกเพื่อให้โจวลี่สอดใส่เข้าไปได้ โจวลี่ชโลมแก่นกายด้วยเควายเรียบร้อยก็ขยับตัวเข้าไปบดเบียดชิดแผ่นอกขาวเนียนของอีกฝ่ายก่อนจะจัดการสอดใส่แก่นกายแทรกตามเข้าไปในโพรงแคบจนมิดด้าม 

“โอ้ยยยย ฮึก ไม่เอา...เอาออกไป...” หลิวฟางร้องห้ามเสียงสั่นดันแผ่นอกแกร่งของโจวลี่แล้วทุบตีอย่างขัดใจ 

“ชู่ววว เดี๋ยวก็ดีครับ...” โจวลี่กระซิบบอกเสียงพร่ายื่นมาขบริมฝีปากบวมฉ่ำของหลิวฟางอย่างปลอบโยน ก่อนจะส่งสัญญาณให้ซ่งเหวิ่นขยับตัว 

พอเล้าโลมปลอบร่างบางจนอีกฝ่ายหยุดสะอื้นซ่งเหวิ่นและโจวลี่จึงเริ่มขยับแก่นกายร้อนเข้าออกโพรงแคบ 

ปึก ปึก ปึก 

“อื้อ...อ๊ะ...อ๊ะ...” หลิวฟางครางเสียงแผ่วใช้แขนคล้องคอโจวลี่เอาไว้ส่วนเอวบางถูกซ่งเหวิ่นกอดเอาไว้แน่น ร่างกายร้อนผ่าวสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว ช่วงล่างกระแทกกระทั้นเป็นจังหวะเดียวกันจนร่างกายเสียวซ่านเบาหวิวตั้งแต่เท้าจรดหัว หลิวฟางรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อบินวนในท้อง สมองขาวโพลนคอยสอดรับแรงกระแทกนั้นอย่างสุขสม ไม่นานพวกเขาก็ปลดปล่อยความสุขเหล่านั้นออกมาเป็นสายธารสีขาวขุ่นพร้อมกัน หลิวฟางถอนหายใจซบหน้าลงไปกับแผงอกแกร่งเปื้อนเหงื่อของโจวลี่ คิดว่าบทรักนี้คงจบแล้ว ทว่าซ่งเหวิ่นกลับพลิกตัวเขานอนหงายทับอกแกร่งของซ่งเหวิ่นทั้งที่แก่นกายยังอยู่ในโพรงไม่ผละจาก ตามมาด้วยโจวลี่ทาบทับจากด้านบนลงมาอีกครั้ง จากนั้นเสียงครวญครางจึงเริ่มดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อ นานเท่าไหร่ไม่รู้ได้ แต่ที่รู้คือหลิวฟางหมดสติไปแล้วแต่ทั้งคู่ก็ไม่ยอมผละออกไปเสียทีเมื่อไหร่นะ...ค่ำคืนนี้จะผ่านไปเสียที หลิวฟางคิดก่อนพ่นลมหายใจออกมาแล้วครางเสียงต่ำแผ่วออกมาเมื่อร่างกายถูกเสียดสีอีกครั้ง...และอีกครั้ง... 

ผ่านพ้นคืนร้อนมาได้ร่างกายของหลิวฟางปวดระบมไปหมดแม้แต่เปลือกตายังหนักอึ้งเกินกว่าจะยกมันขึ้นมา หลิวฟางครางเสียงแหบในลำคอแล้วปล่อยน้ำตาไหลออกมาเพราะความปวดระบมไปทั่วร่าง ร่างบางสะอื้นไห้อยู่บนเตียงจนทำให้คนเฝ้าสะดุ้งตื่นรีบเข้าไปหา 

“ตื่นแล้วหรอ...อย่าเพิ่งขยับนะ โจวลี่ไปตามหมอมาอยู่” 

“ฮึก ฮึก ไม่ต้องมาใกล้...” หลิวฟางพูดแต่เสียงนั้นเบาแหบจนแทบไม่ได้ยิน ตาเรียวเฉียวปรือปรอยคลอเบ้ามองซ่งเหวิ่นแล้วเบ้ปาก “พวกนายมันเลว...” บ้าที่สุด ใช้วิธีการบ้าๆ และรังแกเขาทั้งคืน 

ซ่งเหวิ่นพ่นลมหายใจออกมาแล้วเดินเข้าไปหาร่างบาง โน้มตัวลงไปโอบหลิวฟางให้อยู่ในท่านั่งพิงอกโดยมีหมอนวางรองก้นอยู่ “กินน้ำหน่อยนะ น้ำอุ่นๆฉันเตรียมไว้ให้” 

“อึก...ไม่กิน” หลิวฟางปฏิเสธเสียงแข็งสะบัดหน้าหนีอย่างงอนๆ 

“หลิวฟาง!” 

“ฮึก...ออกไป...ฮึก...” ปวดก็ปวด เจ็บก็เจ็บ เขาเป็นผู้ถูกกระทำแท้ๆยังจะมาต่อว่าเขาอีก ผู้ชายพวกนี้นี่มันยังไง 

“โอเคๆ ออกไปครับออกไป แต่นายกินน้ำอุ่นก่อนนะ แล้วฉันจะออกไป” ซ่งเหวิ่นกล่อมเสียงอ่อนก่อนจะยื่นแก้วน้ำเข้าไปจรดใกล้ริมฝีปากบวมแดง 

หลิวฟางเม้มปากแน่น แล้วกลืนน้ำลายลงคอพอกลืนแล้วรู้สึกเจ็บจึงนิ่วหน้า จากนั้นจึงยินยอมดื่มน้ำอุ่นที่อีกฝ่ายเตรียมให้ น้ำใสอุ่นร้อนลื่นไหลลงคอจนชุ่มอุ่น หลิวฟางจึงดื่มหมดแก้วแล้วครางพอใจเสียงแผ่ว 

“ดีขึ้นไหม” 

“....” หลิวฟางไม่ตอบ แค่ถลึงตามองซ่งเหวิ่นอย่างเคืองๆ 

ซ่งเหวิ่นไม่พูดอะไร เขาแค่ลอบยิ้มอบอุ่น แล้วพยุงร่างเพียวนอนบนเตียงอย่างระมัดระวัง หลังจัดท่านอนให้หลิวฟางเสร็จ โจวลี่ก็พาหมอเข้ามาตรวจร่างเพียวที่หน้างอง้ำอยู่บนเตียง หลิวฟางไม่โวยวายอะไร ยอมนอนนิ่งให้หมอตรวจและจ่ายยาให้ พอได้ฟังประโยควินัจฉัยของแพทย์ที่สั่งห้ามให้ว่างเว้นจากกิจกรรมอย่างว่าจึงหลุดยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ดี...ว่างเว้นไปนานๆยิ่งดี! 

พอหมอตรวจเสร็จก็ขอลากลับ ซ่งเหวิ่นจึงเดินไปส่งหมอ ส่วนโจวลี่เข้ามาทรุดนั่งลงบนเตียง หลิวฟางจึงสะบัดหน้าหนีพลิกตัวหันหลังให้โจวลี่อย่างแสนงอน โจวลี่อมยิ้มมองแผ่นหลังเปล่าเปลือยแล้วจึงโน้มหน้าลงไปจูบพรม 

“อื้ออ อย่าทำ!” 

“จุ๊บ...งอนอะไรนักฮึ...ที่ทำนั่นยังไม่ถึงครึ่งของความรักที่พวกเรามีให้นายเลยนะหลิวฟาง” 

ไม่ถึงครึ่ง? 

บ้าไปแล้ว! 

“อย่าทำมาเป็นพูดดี!” เพราะโกรธจึงลืมตัวหันไปถลึงตาใส่โจวลี่ที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ 

โจวลี่ยกยิ้มกริ่ม “พูดจริง ไม่ใช่พูดดี....” พอเห็นหน้าเรียวสวยเริ่มบิดเบ้ไม่พอใจเหมือนจะร้องไห้ เขาจึงรีบพูดต่อ “ต่อจากนี้จะผ่อนแรงลงดีไหม....ไม่ทำแรงๆแล้ว” 

เชื่อก็บ้าแล้ว! 

“ไม่! ไม่ให้ทำแล้ว!” 

“เพราะนายยืนกรานแบบนี้พวกเราถึงต้องใช้วิธีขี้โกง...” โจวลี่บอกอย่างใจเย็น 

หลิวฟางเบ้ปาก มองหน้าโจวลี่น้ำตาคลอ “ฮึก.....ทุกครั้งที่ทำมันเจ็บ” เพราะปวดระบมไปทั่วร่าง ซ้ำหัวยังปวดตุบๆ พอมีคนมาพูดขัดใจ ความรู้สึกจึงอ่อนไหวง่ายกว่าปกติ 

โจวลี่พ่นลมหายใจออกมา แล้วพยุงตัวร่างเพียวเข้ามากอดปลอบลูบแผ่นหลังเปลือยเปล่านั่นเบาๆแล้วตบปลอบเบาๆ 

“ทำบ่อยๆก็ไม่เจ็บแล้ว จะชินยิ่งกว่าเดิมอีก” 

“มักมาก! ทะลึ่ง!” หลิวฟางต่อว่าเสียงแข็ง แทนที่จะสำนึกโจวลี่กลับหัวเราะชอบใจ แล้วบอกว่ายอมรับๆ 

“....เพราะมีอะไรกับใครไม่ได้นอกจากนาย พวกเราเลยหื่นมากผิดปกติไปหน่อย” 

ความผิดของเขาหรือไง! 

หลิวฟางเม้มปากแน่นกำลังจะอ้าปากต่อว่าต่ออีกสักประโยค แต่พอนึกได้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเหตุมาจากตนจึงหุบปากลง แล้วซุกหน้าถูไถกับแผงอกแกร่งของโจวลี่อย่างออดอ้อนลืมตัว เป็นเขาเองที่ไม่ยอมให้ทั้งคู่ไปมีใครนอกจากเขา แล้วแบบนี้จะโทษซ่งเหวิ่นและโจวลี่อยู่ฝ่ายเดียวได้ยังไง 

เรื่องมีอะไรกันน่ะเขาไม่ว่าอะไรหรอก เพียงแต่เขาแค่หวาดหวั่นเพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ร่ำไป มันไม่ใช่วันสองวันหายเจ็บ มีอะไรกันทีต้องใช้เวลาหายดีเกือบอาทิตย์ เพราะแบบนี้เขาถึงขยาด 

“ถ้ายังไม่หายโกรธ นายอยากทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ฉันกับซ่งเหวิ่นจะตามใจเต็มที่” 

หลิวฟางได้ยินอย่างนั้นตาจึงเปล่งประกายวาววับ พอเห็นคนในอ้อมกอดเงียบไป โจวลี่จึงก้มหน้าลงมอง หลิวฟางจึงเงยหน้าขึ้นจนจมูกเล็กรั้นชนเข้าไปกับจมูกโด่งของโจวลี่ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน 

“สัญญานะ” 

อ่า....ดูเหมือนว่าเขากำลังตกหลุมพรางเจ้าหงส์ตัวแสบอย่างยากปฏิเสธเสียแล้วซิ 

ไม่คิดว่าสิ่งที่หลิวฟางต้องการ จะเป็นเพียงการทำสิ่งนี้..... 

“มัวยื่นเซ่ออะไร รีบเข้า! หนังกำลังจะฉายแล้ว” หลิวฟางหันมาเร่งก่อนจะสาวเท้าเดินตามฝูงชนจำนวนหนึ่งนำหน้าพวกเขาไป 

โจวลี่และซ่งเหวิ่นหันหน้าสบตากันเงียบๆแล้วไม่พูดอะไร พวกเขาเพียงเดินถือป๊อปครอนถังใหญ่และน้ำอัดลมเดินตามหลิวฟางเข้าไปในโรงหนัง 

หลิวฟางอารมณ์ดีกว่าที่เคย....วันนี้เขาพาทั้งคู่มาเดทอย่างที่คู่รักอื่นๆเขาทำกัน เขาเคยเข้าอินเตอร์เน็ตอ่านกระทู้เคล็ดลับการเดทต่างๆ มันน่าแปลกที่เขา โจวลี่ และซ่งเหวิ่นไม่เคยทำแบบนี้เลย พอมีโอกาสเป็นอิสระจากการงานเลวๆพวกนั้น เขาจึงชวนทั้งคู่ออกมาเดทกันอย่างที่คู่รักวัยรุ่นเขาทำกัน 

พอหนังเริ่มฉายหลิวฟางจึงยื่นมือหยิบป๊อปคอร์นในมือโจวลี่มาหยิบกิน เคี้ยวก๊วมๆแล้วดูหนังอย่างสบายอกสบายใจ.....แถมยัง...สบายเกินไปจนหลับ! 

โจวลี่นั่งนิ่งจดจ่ออยู่หนังรู้สึกน้ำหนังบนไหล่จนหันไปมองก่อนจะยกยิ้มขำเมื่อคนชวนมาดูหนังดันมาหลับกลางหนังเสียเอง 

ซ่งเหวิ่นที่ลอบมองอยู่ก่อนแล้วยกยิ้มกว้างยื่นมือมาบีบแก้มนุ่มๆเบาๆหวังก่อกวนปลุกให้ตื่นแต่กลับถูกปัดออกอย่างไม่ใยดี เห็นแบบนั้นแล้วหมั่นเขี้ยวเขาจึงยื่นหน้าไปบดจมูกลงกับแก้มนุ่มของอีกคนแทน ชวนมาเที่ยวเองแท้ๆ แต่ไกด์ดันหลับเองซะงั้นใช่ได้ที่ไหน 

“น่ารัก....” ซ่งเหวิ่นพึมพำเสียงเบา ยื่นมือกับมือเรียวของหลิวฟางมาประสานมือกันไว้ แล้วผละสายตาหันไปดูหนังต่อ 

โจวลี่ยกยิ้มเห็นด้วยกับคำชมนั้นของซ่งเหวิ่น เขายื่นจมูกลงไปหอมหัวทุยแล้วผละออกก่อนไปจดจ่อกับหนังตามเดิม 

หลังจากดูหนังจบ หลิวฟางก็เดินหน้าบึ้งนำโจวลี่และซ่งเหวิ่นออกมาจากโรงหนังอย่างหัวเสีย เขาอับอาย! อับอายมาก อับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี! 

“กลับกันเถอะ!” หลิวฟางเอ่ยชวนหน้าบึ้ง 

“หืม เพิ่งมาทำไมรีบกลับ นายยังไม่ได้พาพวกเราไปที่ร้านไอศกรีมขึ้นชื่อของที่นี่เลยนะ” โจวลี่ถามเสียงนุ่ม 

“ไม่ไปแล้ว!” เมื่อกี้พามาดูหนังแท้ๆ แต่ตัวเขาดันหลับให้หนังดูเสียได้! เสียฟอร์มชะมัด 

ซ่งเหวิ่นเห็นท่าทางหงุดหงิดน่ารักของหลิวฟางก็หัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะยื่นมือไปโยกศีรษะของอีกฝ่ายเบาๆ 

“ไหนๆก็มาทั้งที ไปกินไอศกรีมที่นายว่ากันเถอะ” 

“แต่...” 

“เถอะน่า....พวกฉันอยากจะกินไอศกรีมกับนายนะ หรือว่า? นายอยากจะกลับไปกินไอศกรีมที่ห้องแทน” ซ่งเหวิ่นถามเสียงหื่น พลางแลบลิ้นออกมาเลียปากอย่างยั่วเย้า 

หลิวฟางถลึงตาใส่ซ่งเหวิ่น ก่อนจะดันหน้าคมที่ยื่นเข้ามาใกล้ออก “เออ! อยากกินก็ตามมา!” หลิวฟางตอบตกลงแล้วกระแทกเท้าเดินนำร่างสูงของซ่งเหวิ่นและโจวลี่ไปยังร้านไอศกรีมชื่อดังที่หมายมาดเอาไว้ 

ใครจะกลับไปกิน ไอศกรีมบ้าๆนั่น ไม่เห็นอร่อยเลย! 

ร้านไอศกรีม 

BB 

หลิวฟางเดินเข้ามาในร้านก็แทบจะมองไม่เห็นที่นั่งว่างๆ ดีที่พนักงานเดินมาผายมือเชิญพวกเขายังมุมหนึ่งของร้านติดกับกลุ่มผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง พอพวกเขาเดินเข้าไป พวกเธอก็หันหน้ามามองพวกเขาเป็นตาเดียว ไม่ซิ! ต้องบอกว่ามีผู้หญิงมองพวกเขาตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านแล้ว แถมยังจ้องส่งสายตาให้ไม่หยุดด้วย 

“เปลี่ยนร้านไหม” พอทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ หลิวฟางจึงกระซิบถามโจวลี่และซ่งเหวิ่นด้วยน้ำเสียงห้วนๆ 

“หืมม ทำไมละ” โจวลี่ถามเสียงซื่อ 

หลิวฟางขมวดคิ้ว ลอบสอดสายตามองไปทั่วร้าน แล้วถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ คงนั่งไม่นาน” 

“สั่งเมนูกันเถอะ นายอยากกินอะไร” ซ่งเหวิ่นรับเมนูจากพนักงานสาวคนหนึ่งมาเปิดอ่าน 

“เอามานี่! ฉันสั่งเอง!” หลิวฟางกระแทกเสียงบอกพลางยื่นมือไปแย่งเมนูจากซ่งเหวิ่นมาถือไว้เอง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองพนักงานสาวเขม็งอย่างไม่พอใจ เหอะ! ไม่รู้อะไรซะแล้วอีหนู! 

หลิวฟางเปิดเมนูอ่านเห็นโปรโมชั่นคู่รักจึงกระแอมไอเรียกสติของพนักงานแล้วเอ่ยปากเสียงดังลั่นหวังให้ ‘พนักงานสาว’ ได้ยินชัดเต็มสองรูหู 

“เอา Couple Lover และน้ำเปล่าสามแก้ว” 

“....” 

“นี่! ได้ยินที่ฉันสั่งไหม!” 

“เอ่อ ค่ะ! อย่างเดียวหรอคะ?” 

“ใช่!” สั่งทำไมหลายอย่าง จะกินด้วยกันมีปัญหาอะไรไหม? 

“เอ่อ ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวโค้งให้ด้วยสีหน้าเจื่อนๆแล้วเดินผละจากไป 

ซ่งเหวิ่นและโจวลี่ลอบสบสายตากันเห็นท่าทางหงุดหงิดของหลิวฟางแล้วพวกเขาอยากจะขำก็ขำไม่ออก เพียงรู้สึกว่าพอใจอย่างสุดซึ้งที่ร่างเพียวแสดงอาการหวงพวกเขามากขนาดนี้ 

“ใจเย็นๆน่า” >>>ซ่งเหวิ่น 

“อย่าหงุดหงิดเลย” >>>โจวลี่ 

ทั้งคู่คว้ามือของหลิวฟางคนละข้างมาคลึงบีบไว้บนมือของตัวเอง พอสาวๆที่ลอบมองอยู่เห็นอย่างนั้นจึงรีบถอนสายตาออกไป แล้วหันไปซุบซิบกันบ่นว่าเสียดายเบาๆ....เบามากจ้า ได้ยินทุกคำเลยละ! 

“พวกนายเป็น ‘ของฉัน’ นะ ฉันไม่ชอบ!” ให้ใครมอง! หลิวฟางจงใจกระแทกเสียงไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป พวกผู้หญิงพวกนั้นเลยรีบก้มหน้าก้มตาหนีสายตาอาฆาตของเขาทันที 

โจวลี่เท้าคางมองหน้าหลิวฟางแล้วยกยิ้มพอใจ นานๆทีจะเห็นหลิวฟางมองพวกเขาแฮะ... 

พอไอศกรีมมาเสิร์ฟ หลิวฟางก็สั่งสองหนุ่มช่วยกันให้หมดภายในห้านาทีเพราะตนเองไม่อยากจะนั่งอยู่ในร้านนี้นานมากไปกว่านี้แล้ว! 

“ไม่เอาแล้ว! คราวหลังฉันจะไม่พาพวกนายมาทำอะไรแบบนี้อีก” พอขึ้นมานั่งบนรถได้หลิวฟางก็พ่นคำบ่นออกมาไม่หยุด 

โจวลี่สั่งคนขับรถให้ขับกลับไปที่โรงแรมเลยไม่ต้องแวะที่ไหนตามโปรแกรมที่ตั้งเอาไว้แล้ว คนขับรถขานรับแล้วออกรถให้แล่นไปบนท้องถนน 

ซ่งเหวิ่นมองใบหน้าเรียวสวยที่ตีหน้ายุ่งยับเสียจนน่าเอ็นดูแล้วจึงยื่นจมูกไปหอมแก้มนุ่มนั่นแรงๆอย่างหมั่นเขี้ยว 

“อยากตายเรอะ คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่” หลิวฟางถลึงตาพูดเสียงขุ่น 

“น่ารัก....” 

“ซ่งเหวิ่น!” 

“ครับๆ” 

โจวลี่ยกยิ้มแววตาอ่อนแสงลงมือแกร่งยื่นมือไปลูบหัวเล็กปลอบเบาๆ “นายน่ารักจริงๆนี่นา หึงได้น่ารักมาก” 

“หะ...หึงได้น่ารักอะไรกัน...” หลิวฟางพูดเสียงอ่อยยอกแขนขึ้นกอดอก “...ไม่ได้น่ารำคาญหรอกหรอ” เขาทำตัวงี่เง่าแท้ๆอ่ะ 

“ไม่/ไม่” 

“.........” 

หลิวฟางได้ฟังอย่างนั้นสีหน้าดีขึ้น คิ้วคลายลงมองหน้าโจวลี่และซ่งเหวิ่นที่มองมายังตนด้วยแววตารักใคร่ก็อดเขินแก้มแดงระเรื่อไม่ได้ “ก็....ก็ดี...” ดีแล้ว....ดีจัง... 

“ไม่ว่านายจะเป็นยังไง แบบไหน....เราก็รักนายทั้งหมดที่นายเป็นนั่นแหละ....” ซ่งเหวิ่นพูดเสียงเรียบจริงจัง ขยับกายเข้าไปใกล้ร่างเพียวแล้วแล้วกุมมือข้างหนึ่งของหลิวฟางมาสอดประสานให้ความอบอุ่น 

“นายมีแค่คนเดียวในโลก....แค่หลิวฟางคนนี้เท่านั้นที่เราจะรัก” โจวลี่บอกเสียงนุ่มพลางยื่นมาบีบจมูกเล็กเบาๆ 

หลิวฟางอมยิ้มใจเต้นระรัวด้วยความสุขมองทั้งคู่แล้วพยายามปั้นหน้านิ่งชวนคุยเปลี่ยนเรื่อง ทั้งคู่ยกยิ้มรู้ทันยอมเปลี่ยนหัวข้อสนทนากันตามใจคนปากแข็งแต่ขี้เขิน เขินจนหน้าแดงแล้วแท้ๆแต่พยายามตีหน้านิ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น มองแล้วน่ารักน่าขย้ำเป็นบ้า แต่พวกเขาต้องอดทนเอาไว้.... 

“จะว่าไป...พวกนายได้ข่าวเรื่องนั้นบ้างไหม พวกพ่อน่ะ...” 

“อืม...ได้ข่าวซิ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก” โจวลี่บอกยิ้มๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเขาได้เลือกแล้วและจะไม่มีวันกลับไป 

“จากนี้ไปพวกเราจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน ใช้ชื่อแซ่ใหม่ด้วย ดีไหม” ซ่งเหวิ่นถาม 

“อืม...ดีซิ.....” หลิวฟางพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะก้มหน้าพูดบางอย่างออกมาจนคนฟังหัวใจพองโต “ไม่ว่าพวกนายจะทำอะไรล้วนดีทั้งหมดนั่นแหละ” แม้เสียงพูดจะเบาจะทั้งคู่ได้ยินชัดจึงยกยิ้มเสียจนแก้มปริ 

“คุณลุง ขับให้ถึงโรงแรมเร็วๆทีพวกเราอยากเข้าห้องหอ” ซ่งเหวิ่นตะโกนสั่งคนขับรถ 

หลิวฟางจึงเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ซ่งเหวิ่น “ไอ้พวกบ้า! ลามก!” ซ่งเหวิ่นและโจวลี่หัวเราะออกมาพร้อมกัน แม้หลิวฟางจะฮึดฮัดใส่พวกเขา แต่บรรยากาศรอบกายกลับหวานล้ำไปด้วยความรักจนล้นปรี่...ต่อจากนี้พวกเขาสามคนเป็นครอบครัวเดียวกันที่จะไม่พรากจากกันไปไหนตามคำยุยงของใครอีกและจะอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า..... 

“จัดไปครับ” คนขับรถบอกพลางเหยียบคันเร่งรถเสียจนคนนั่งต้องหัวเราะและส่งเสียงห้ามไปพร้อมกัน...พวกเขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อนะเฟ้ย! 

ความสุข....ไม่ใช่เงินทอง แต่การอยู่ด้วยกันต่างหากคือความสุข.....พ่อพวกเขาน่ะ...คิดผิดเสียแล้วละแบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าความสุขที่แท้จริง 

END For Love 3P 

================================================================== 

เป็นตอนที่เขียนยากมาก ไม่ถนัดเขียนความรักของทั้งสามคนมากๆ และไม่รู้จะสื่อออกมาอย่างไร ชอบไม่ชอบอย่างไรเม้นบอกกันนะคะ^^ รอติดตามคู่ต่อไปจ้า คิมสันXหลิ่งหยู๋ สมาคมกินเด็กแบบเดียวกันกับเอียนนั่นเอง^^ 

 

ความคิดเห็น