น้ำมิ้ม

ในเมื่อความรักที่เขาเพียรรักษา ไม่มีค่าสำหรับใครเลย คงจะไม่แปลกอะไรถ้าวันนี้เขาจะเลือก "เงิน" ดูบ้าง ..นับจากนี้พัทธ์บอกตัวเอง เขาจะเป็นฝ่ายตีราคาดูบ้างว่าความรักมันควรจะตีเป็นเงินเท่าไร

งานของเธอคือ...3

ชื่อตอน : งานของเธอคือ...3

คำค้น : บ่วงพัทธ์ , จำเลยรัก , ตบจูบ , พัทธ์ , หนึ่งนาถ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 42

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2562 08:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
งานของเธอคือ...3
แบบอักษร

แม้จะรู้ตัวมาตลอดว่างานที่ไร่คือการทำงานกลางแจ้งแน่ๆ แต่นี่มันมากกว่าที่หนึ่งนาถคิดไว้ เมื่อลุงชุ่มพาเธอมายังโรงเรือนขนาดใหญ่ที่แบ่งสัดส่วนการใช้สอยแยกเป็นสองส่วนคือ ลานดินกว้างด้านหลังที่ถูกปรับพื้นดินจนเตียนและกั้นไว้ด้วยคันดินเป็นแปลงๆสำหรับเตรียมทำปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก  และอีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนของคอกเลี้ยงวัวที่ลุงชุ่มเดินนำเธอไปพลางยิ้มกว้างขณะที่บอกเธอด้วยน้ำเสียงใจดี

“งานของหนูหนึ่งวันนี้ก็คือที่นี่แหละ ขนขี้วัวไปทำปุ๋ย”

“ขนขี้วัว? ทั้งหมดนี่เลยเหรอคะ?” หญิงสาวถามไปทั้งๆที่คาดเดาคำตอบได้ พัทธ์ไม่เคยถามด้วยซ้ำว่าเธอเรียนจบอะไรมา นั่นเพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ความสามารถในการทำงาน แต่เขาต้องการทดสอบความสามารถในการอดทนของเธอต่างหาก ดังนั้นพอลุงชุ่มบอกให้เธอขนขี้วัวไปทำปุ๋ยคอกเพื่อเตรียมไว้ใส่ต้นส้มที่ไร่วนาพงษ์ปลูกเป็นพันๆไร่ หญิงสาวก็บอกตัวเองได้ทันที ...การใช้หนี้ของพัทธ์มันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

“ปรกติที่ไร่ของเราทำเกษตรแบบอินทรีย์ เลยต้องทำปุ๋ยไว้ใช้เองตลอด มีทั้งปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์แล้วก็ปุ๋ยคอก”

ชายชราว่าพลางเดินนำหญิงสาวไปยังที่เก็บอุปกรณ์พลางหยิบพลั่วและรถเข็นปูนล้อเดียวที่หนึ่งนาถมั่นใจแน่ๆว่ามันจะกลายเป็นรถคู่ใจคันใหม่ของเธอที่ไร่แห่งนี้เพราะลุงชุ่มส่งทั้งหมดมาให้เธอพลางเอ่ยอย่างเห็นใจ

“ช่วงนี้ยังมีฝนอยู่ หนูหนึ่งต้องขนขี้วัวพวกนี้ไปเตรียมทำปุ๋ยที่โรงหลังคาตรงโน้นนะ พวกเศษฟาง เศษใบไม้ใบหญ้า เศษผักผลไม้ เดี๋ยวเราต้องไปเอาที่ไร่เกษตร ตรงนั้นจะมีคนงานคอยจะคัดพวกผลผลิตที่เสียหายแยกไว้เพื่อมาทำปุ๋ยน้ำด้วย เราก็จะได้เอามาทำพร้อมๆกันทีเดียว”

“แล้วนี่เราจะทำงานทั้งหมดนี่แค่สองคนเหรอคะลุง”

“ตอนนี้คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละหนู”

“โอเคค่ะ หนึ่งเข้าใจแล้ว งั้นลุยเลยนะคะ” 

หญิงสาวว่าพลางพับแขนเสื้อที่ยาวจรดข้อมือขึ้นถึงศอกเพื่อไม่ให้เกะกะ ก่อนจะรับถุงมือยางและรองเท้าบูทมาสวมไปพลางปลุกใจตัวเองไปพลาง ...งานหนักไม่ทำให้ใครตายหรอกน่าหนึ่งนาถ!


“ทำไมล้อมันชักฝืดๆเข็นไม่ค่อยไปเลยล่ะเนี่ย” เสียงบ่นงึมงำมาจากร่างเพรียวที่ขนขี้วัวรอบขึ้นที่สิบแล้ว ใบหน้านวลเริ่มเป็นสีแดงจัดจากการที่ถูกแดดเผาและมันก็ชักจะเริ่มแสบหน่อยๆเวลาที่เจ้าตัวเผลอเช็ดเหงื่อจากหน้า หากใจที่ยังสู้อยู่ทำให้เจ้าตัวกัดฟันเข็นรถขนปูนที่ตอนนี้บรรจุขี้วัวเต็มกระบะไปยังโรงหลังคาที่กั้นแนวคอกไว้สำหรับผสมปุ๋ยเรียบร้อย

หญิงสาวเข็นรถเข็นเปล่าลากกลับมายังคอกวัวด้วยอาการแทบจะลากขา ก่อนจะตัดสินใจแวะจิบน้ำนั่งพักตรงโต๊ะม้านั่งใต้ร่มต้นไม้สักเดี๋ยวระหว่างที่รอลุงชุ่มที่บอกว่าจะไปเอาปิ่นโตข้าวกลางวันมาให้  นี่ขนาดแค่ครึ่งวันยังทำเอาเธอแทบยกแขนยกขาไม่ขึ้น ตอนนี้อย่าว่าแต่เข็นรถเลยแค่จะยกพลั่วตักขี้วัวแขนเธอก็สั่นริกๆอย่างกับคนไม่มีแรงแล้ว

“จะนั่งอู้อย่างนี้อีกนานไหม?”

แม้จะไม่ต้องหันไปมองแต่หนึ่งนาถก็รู้ดีว่าใครพูด...ก็ไอ้น้ำเสียงพาลๆจ้องจะหาเรื่องแบบนี้มีอยู่คนเดียวแหละ

“ฉันว่าตอนนี้มันน่าจะเที่ยงแล้วนะคะ และถ้าตอนพักเที่ยงไม่นั่งกินข้าวคุณจะให้ฉันเดินไปกินไปหรือไง”

เพราะความเหนื่อยทำให้หญิงสาวเผลอหันไปเถียงอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง ทำเอาพัทธ์ที่ปรกติไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำหรือขัดคำสั่งหน้าตึงขึ้นอย่างโมโห แต่พอเห็นดวงหน้าเรียวสวยที่ถูกแดดเผาจนแดงจัด ชายหนุ่มจึงเพียงแค่ขมวดคิ้วเข้มก่อนจะวางปิ่นโตเถาใหญ่ลงบนโต๊ะ

“ฉันจะถือว่าเธอโมโหหิวจนลืมตัวเลยพูดจาไม่สุภาพกับฉัน แต่ถ้ามีครั้งหน้า ฉันจะหักเงินเธอ แล้วนั่นจะลุกไปไหน” เสียงห้วนถามขึ้นอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นร่างเพรียวที่ยังคงเบือนหน้าหนีเขาไม่พอยังทำท่าว่าจะลุกหนีไปอีก

“ฉันจะไปนั่งรอลุงชุ่มที่อื่นค่ะ”

“ไม่ต้องไป นั่งลงตรงนี้แหละ แล้วก็กินข้าวได้แล้ว กินเสร็จแล้วจะได้ไปทำงานต่อ”

“แล้วลุงชุ่มละคะ”

“อยู่หน้าไร่ เธอจะเลิกถามแล้วก็นั่งกินข้าวดีๆได้หรือยัง ฉันหิว” เสียงเข้มเริ่มจะห้วนขึ้นเรื่อยๆ หากหนึ่งนาถมองคนถือปิ่นโตแล้วแทบจะหายหิวขึ้นมาทันตา

“คุณทานไปเลยก็ได้ค่ะ ฉันจะรอลุงชุ่ม”

“นั่งลง! แล้วก็กินข้าวกับฉัน อย่าให้ฉันต้องคิดว่าที่เธอทำเล่นตัวไม่อยากกินนี่เพราะวางแผนไว้ว่าจะอดข้าวจนเป็นลมแล้วจะได้ไม่ต้องทำงาน”

หนึ่งนาถแทบอยากจะกรี๊ดใส่หน้าคนบ้าอำนาจแล้วก็ยังพาลใส่คนอื่นได้หน้าตาเฉย แต่ตอนนี้เธอเองสภาพไม่ต่างจากทาสในเรือนเบี้ยที่รอวันไถ่ถอนตัวเอง ดังนั้นแม้จะอยากเอาปิ่นโตเถาใหญ่ฟาดหน้าเข้มๆนั้นสักเท่าไหร่ก็ต้องอดทนไว้

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวไปล้างมือสักครู่ แล้วจะมากินข้าวตามคำสั่งค่ะ”

“เชิญ” คนถูกว่าประชดนอกจากจะไม่อนาทรแล้วยังเลิกคิ้วเข้มๆนั้นอย่างยียวนพอๆมุมปากที่ยกยิ้ม พลางจัดแจงแกะปิ่นโตรอระหว่างที่หญิงสาวเดินตรงไปยังก๊อกน้ำข้างๆคอกวัว สีหน้ายิ้มเยาะของพัทธ์ค่อยคลายลงเมื่อเห็นอาการเหนื่อยล้าของหญิงสาว ร่างเพรียวระหงยังคงจัดแจงล้างมือล้างหน้าที่เจ้าตัวแอบสะดุ้งเมื่อต้องวักน้ำแตะโดนผิวหน้าที่เห่อแดงจากการถูกแดดเผา พาลทำให้คนที่จับตาดูอยู่ได้แต่เผลอบ่นไปอย่างหงุดหงิด

“แล้วก็ไม่รู้จักหาหมวกหาผ้ามาคลุม...”  เสียงห้าวบ่นงึมงำกับตัวเองในขณะที่สายตายังคงไม่ละจากใบหน้าผุดผาดที่ตอนนี้อิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จนพาลทำให้คิ้วเข้มขมวดหากันโดยไม่รู้ตัว ความหงุดหงิดอึดอัดในหัวที่ตีกันอย่างยุ่งเหยิงทำให้เจ้าตัวต้องถอนหายใจออกมาหนักๆ ทั้งๆที่บอกกับตัวเองว่าเจ้าหล่อนและครอบครัวสมควรที่ต้องได้รับบทเรียนจากเขาอย่างสาหัสสากรรจ์เช่นกัน แต่ลึกๆในใจเขาเองก็คิดไม่ต่างจากเอกลักษณ์...หนึ่งนาถเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนเลยแต่เขาก็ยังพาลใส่เธอ...เขาไม่ได้ทำมากเกินไปใช่ไหม?

ชายหนุ่มนั่งจ้องอีกฝ่ายพลางครุ่นคิดในใจอย่างสับสน แต่ครั้นพอร่างเพรียวเดินกลับเข้ามาใกล้ พัทธ์ก็เลิกคิดที่จะหาคำตอบที่ดีแต่จะทำให้เขาปวดหัวไปเปล่าๆ บางทีทั้งเรื่องของตัวเขาและหนึ่งนาถเองอาจจะยังต้องการเวลามากกว่านี้

บรรยากาศของมื้อกลางวันดูเหมือนจะอึมครึมกว่าเมื่อเช้ามาก เพราะต่างฝ่ายต่างกินไปเงียบๆและก็เป็นหนึ่งนาถที่อิ่มก่อนเช่นเคย หากพัทธ์ไม่ยอมให้อีกฝ่ายลุกหนีไปดื้อๆอีก

“นั่งลงอยู่เป็นเพื่อนฉันกินก่อนไม่ได้หรือไง”

“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเดี๋ยวจะมีคนมาหาว่าฉันนั่งอู้อีก”

“เห็นเธอกระตือรือร้นอยากทำงานขนาดนั้น ฉันไม่ขัดก็ได้ ทั้งๆที่ฉันอุตส่าห์จะใจดีจะพาเธอไปเยี่ยมยายที่โรงพยาบาล”

คราวนี้หนึ่งนาถยอมหันมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายแต่โดยดีและยอมวางฟอร์มทุกอย่างลง

“คุณพูดจริงนะคะ ฉันอยากไปหายายที่โรงพยาบาลค่ะแต่ไม่รู้จะไปยังไง”

คนหน้าเข้มที่ตอนแรกแค่อยากจะแกล้งอีกฝ่ายเล่นเฉยๆ แต่พอเห็นสีหน้าที่กังวลและเสียงใสที่วิงวอนอย่างไม่เหลือมาดที่พยศใส่เขาเมื่อครู่ สุดท้ายชายหนุ่มก็อดรับปากไปไม่ได้

“งั้นพรุ่งนี้เช้า เธอเตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน แล้วฉันจะแวะมารับ”

“ได้ค่ะ ฉันจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่ให้คุณต้องรอนานแน่ๆค่ะ ขอบคุณนะคะ”

ใบหน้าคร้ามคมค่อยคลายคิ้วขมวดลงเมื่อหญิงสาวเผลอตัวยอมพูดกับเขาดีๆพร้อมกับรอยยิ้ม แม้จะไม่ได้เป็นรอยยิ้มกว้างสดใส แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนตั้งใจวางมาดเข้มทำใจแข็งไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง

“กินข้าวเสร็จแล้วก็เอาปิ่นโตวางไว้ตรงนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะให้คนมาเก็บเอง ฉันจะไปสั่งงานคนงานที่ท้ายไร่ก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะแวะกลับมาตรวจงานเธออีกที”

“ได้ค่ะ”

หนึ่งนาถรับคำพร้อมรอยยิ้มพราวอย่างมีแรงฮึดขึ้นอีกครั้ง จนคนตัวสูงที่เดินห่างออกไปแอบโล่งใจ ที่เจ้าตัวเองยังไม่กล้าหาคำตอบให้กับตัวเองด้วยซ้ำว่าเขา...โล่งใจเพราะอะไร

.........................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น