แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 25

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 177

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 16:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 25
แบบอักษร

​ร.ต.อ.หวู่ เกาเฉ่ง มองดูเด็กหญิงในชุดผ้าแพรสีแสดที่วิ่งล่กๆไปหลังบ้านไม่วางตา จนกระทั่งความสนใจของเขาถูกเบี่ยงเบนด้วยจอกน้ำชาลายคราม ซึ่งอดีตอาจารย์ของเขาเป็นผู้ยื่นให้ 

“ลมอะไรหอบเธอมาถึงนี่ได้เล่า” 

“นั่นเป็นเรื่องที่ผมอยากพูดกับอาจารย์อยู่พอดี” ชายหนุ่มยิ้มพลางรับจอกมาจิบพอเป็นพิธี “ประมาณสองเดือนที่แล้ว ผมเห็นขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวเคลื่อนออกจากหน้าบ้านอาจารย์ เลยสงสัยว่าใครออกเรือนไปหรือครับ” 

“อ๋อ คนรับใช้ของฉันเอง” ชายวัยกลางคนหลุดปากหลังจากที่ใช้เวลาตรึกตรองมาแล้วครู่หนึ่ง “แล้วเธอล่ะแต่งงานหรือยัง” 

นายร้อยตำรวจเอกเงียบไปแวบหนึ่ง 

“ยังครับ คนอย่างผมวันๆคิดแต่เรื่องงาน” 

“นึกแล้วเชียว ผู้กำกับโรงพักจิมซาโจ๋ยเขาก็พูดถึงเธอแบบนี้” คนเปิดประเด็นเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น “พักนี้งานการเป็นอย่างไรบ้าง” 

“สาหัสอยู่ครับ งานที่ซาถิ่นเยอะไม่แพ้ที่นี่ เพียงแต่เป็นคดีความคนละประเภทกัน ที่นู่นไม่ค่อยมีพวกนักเลงเจ้าถิ่นอย่างที่นี่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นคดีค้ามนุษย์ จำพวกซ่องโสเภณี แรงงานผิดกฎหมาย หรือไม่ก็...” 

ชายผู้เป็นศิษย์หยุดพูดพร้อมกับชำเลืองดูร่างแบบบางที่เดินถือส้มสองผลกลับมา เขาส่งตะกร้าให้เธอทำการแลกส้มมงคลซึ่งถือเป็นเคล็ดว่าส่งมอบโชคลาภแก่กัน โดยฝ่ายเจ้าบ้านจะต้องรับส้มจากผู้มาเยือนไว้สองผล และนำส้มของตนมาให้อีกฝ่ายสองผล เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ 

ความสนเท่ห์จะเบียดปะทะเข้ามาในห้วงคำนึง เกาเฉ่งรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยเจอเด็กผู้หญิงคนนี้มาก่อน แต่ครั้นพยายามนึก เขาก็ยิ่งนึกไม่ออก ราวกับมีกำแพงก่อตัวขึ้นในหัวสมอง ปิดกั้นความคิดไม่ให้ลื่นไหลดังที่ควรจะเป็น 

“น้องสาวคนนี้เป็นใครครับ” เขาตัดสินใจถามในที่สุด 

“สาวใช้ของฉันเอง” หนุ่มใหญ่คลึงถ้วยชาในมือ “ชื่อ ‘เหล่ฟั้น’ เป็นเด็กดี ขยันขันแข็ง ทำงานเรียบร้อย ไม่มีขาดตกบกพร่อง” 

“ยินดีกับอาจารย์ด้วยครับที่มีบริวารยอดเยี่ยมแบบนี้” 

“เสียอยู่อย่างเดียวคือแกไม่ค่อยกินเส้นกับลูกเมียฉัน” ผู้สูงวัยพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความอ่อนใจ “ว่าแต่ว่าเธอถามทำไมหรือ” 

“ผมรู้สึกคุ้นหน้าเด็กคนนี้มาก” เกาเฉ่งงึมงำและพินิจโครงหน้าเด็กหญิงที่กำลังจ้องเขาตาแป๋ว “แต่พอได้ยินชื่อแล้วกลับไม่รู้สึกคุ้น ผมคงจำผิดเอง” 

“พวกเธออาจจะเคยเจอกันที่ตลาดก็ได้ เพราะอาฟั้นเป็นคนซื้อกับข้าวเข้าบ้านนี้” คุณท่านคาดคะเนโดยไม่เปิดช่องให้เหล่ฟั้นได้กล่าว 

“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งไม่คุ้นใหญ่เลยครับ” 

ศิษย์เก่าส่ายหน้าอย่างขี้คร้านจะเดาสุ่มต่อ 

“เอ้า พูดต่อซิ เมื่อกี้เธอยังพูดค้างอยู่นะ” หมั่น ช่งจี ซักไซ้ด้วยความสนใจพลางรินน้ำชาเติมให้ตัวเอง “ที่เธอปราบปรามบ่อยน่ะ มีคดีอะไรอีก” 

คนถูกถามยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนถามราวกับมีลับลมคมใน 

“การค้าหมุ่ยไจ๋ครับ” ตำรวจมือปราบว่า 

คำตอบนั้นพรากเอารอยยิ้มสบายอารมณ์ไปจากดวงหน้าอิ่มเอิบของหนุ่มใหญ่ไปในพริบตา ภายในจิตใจบังเกิดความรู้สึกระแวงอย่างท่วมท้น จนไม่ได้ยินคำพูดของคู่สนทนาอีกหลายประโยค 

“เธอล้อเล่นรึเปล่า” ช่งจีพูดตะกุกตะกัก 

“ผมคงไม่บังอาจโกหกอาจารย์หรอกครับ ที่จริงก็มีไม่มากเท่าไหร่ เป็นแต่ผมคาดไม่ถึงว่าสมัยนี้จะยังมีคนค้าเด็กหญิงกันอีก ทั้งๆที่พระราชกฤษฎีกาคุ้มครองหญิงรับใช้ก็มีผลบังคับใช้มาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว” 

“ฉันจำได้ดี ตอนนั้นฉันยังหนุ่มแน่น เป็นบัณฑิตป้ายแดงที่เพิ่งคว้าใบปริญญากลับมาจากเมืองแม่หมาดๆ” 

คนสนิทท่านข้าหลวงได้ทีผลักประเด็นสนทนาให้ไกลตัว ขณะที่ผู้กองหนุ่มตั้งอกตั้งใจฟังด้วยท่าทางเสมือนเด็กฟังผู้ใหญ่เล่านิทาน 

“ยุคกระโน้นเกิดการปะทะกันทางแนวคิดและวัฒนธรรมอย่างรุนแรงชนิดที่ฉันไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ประเด็นการค้าหมุ่ยไจ๋ถูกยกขึ้นมาถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันไปถึงอังกฤษ ผู้คนในฮ่องกงแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีหมุ่ยไจ๋ต่อไปมักเป็นคนจีนโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่มองว่าเป็นการซื้อขายเพื่อการกุศล ส่วนฝ่ายที่คัดค้านการมีอยู่ของหมุ่ยไจ๋เป็นคนอังกฤษ หน่วยงานต่อต้านการค้าทาส องค์กรเรียกร้องสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงองค์การทางศาสนาต่างๆ ในช่วงแรกฝ่ายสนับสนุนหมุ่ยไจ๋ครองเสียงข้างมาก แต่เพราะฝ่ายค้านมีฐานเสียงที่ดีกว่า ในที่สุดฝ่ายสนับสนุนก็ค่อยๆเพลี่ยงพล้ำ และมีการตรากฎหมายนั้นออกมา นับเป็นจุดจบของ ‘สงครามหมุ่ยไจ๋’ ที่ฝ่ายต่อต้านเป็นผู้ชนะ...หลายคนเชิดชูนักเคลื่อนไหวฝ่ายต่อต้านว่าเก่งกล้าสามารถที่หักโค่นฝ่ายสนับสนุนซึ่งมีจำนวนมากกว่าได้ แต่ฉันคิดว่าถ้าพวกนั้นแพ้ซิแปลก เพราะขนาดนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล ที่ตอนนั้นเป็นแค่รัฐมนตรีกระทรวงอาณานิคมยังโดดเข้ามาร่วมวงด้วย” 

“ผมดีใจที่บทสรุปเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าทุกวันนี้ยังมีหมุ่ยไจ๋ยังเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เด็กหญิงนับหมื่นคงไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” 

“มันก็ไม่เสมอไปหรอก เกาเฉ่ง คนหนุ่มอย่างเธอมีสติปัญญาก็จริง หากหูตายังไม่ยาวไกลนัก จึงมองโลกแต่เพียงด้านเดียว” ผู้อาวุโสติติง 

“ผมขอประทานโทษอาจารย์ด้วย แต่ถึงยังไงผมก็ไม่มีทางเข้าใจคนรุ่นเก่าที่เห็นด้วยกับการค้าขายหมุ่ยไจ๋จริงๆ” 

“เธอพูดได้เพราะพวกเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว” ถึงตอนนี้ช่งจีค่อยยิ้มออก “ที่ฉันกลับจากอังกฤษใหม่ๆฉันก็มีความคิดโอนเอนไปทางเดียวกับเธอ ตอนนั้นฉันมีปากเสียงกับพ่อเรื่องหมุ่ยไจ๋เพราะทนไม่ได้ที่เห็นพ่อแม่ใจดำบางคนขายลูกสาวตาดำๆเพื่อมาทำงานรองมือรองตีนคนอื่น เป็นสาวใช้บ้าง โสเภณีบ้าง แต่พ่อฉันก็แย้งว่าไม่ใช่หมุ่ยไจ๋ทุกคนที่จะมีชีวิตอย่างนั้น เพราะอย่างน้อยหมุ่ยไจ๋ที่พ่อฉันเลี้ยงดูเกือบยี่สิบคนในขณะนั้นก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มันทำให้ฉันได้คิดว่าในทุกๆเรื่องก็มีด้านดีของมันอยู่ จะไปปักธงต่อต้านแบบสุดลิ่มทิ่มประตูก็ไม่ถูก” 

“ขอบพระคุณสำหรับคำชี้แนะครับ ผมสัญญาว่าต่อไปจะคิดทบทวนให้มากกว่านี้” ผู้กองหวู่กล่าวและอดที่จะตั้งข้อสังเกตว่าอาจารย์เข้าข้างระบบหมุ่ยไจ๋พิกล “ยังไงก็ตาม ณ ตอนนี้หมุ่ยไจ๋ก็เป็นสิ่งผิดกฎหมายของฮ่องกงแล้ว ผมก็คงต้องไล่ล่าจับกุมผู้ค้าและผู้ครอบครองหมุ่ยไจ๋ต่อไป” 

“เธอทำถูกแล้ว ฉันภูมิใจที่มีลูกศิษย์อย่างเธอ” 

ผู้ครอบครองหมุ่ยไจ๋ตีหน้าตาย ระหว่างที่นักเรียนเก่าของเขาขยับตัวลุกขึ้น คว้าตะกร้าคล้องแขน พร้อมกับหยิบซองใส่เงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ 

“ผมคงต้องลาไปก่อน ซองนี้ผมฝากให้ลูกชายอาจารย์ด้วยนะครับ กรุณาอย่าเกี่ยงผมเลย คิดเสียว่าให้ตามธรรมเนียมเถอะครับ” นายร้อยตำรวจเอกไม่วายพูดดักคอด้วยรู้ทันว่าอาจารย์ผู้มั่งมีของเขาไม่กล้ารับเป็นแน่ “ส่วนเธอ...” อาคันตุกะกวักมือเรียกเด็กหญิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างเก้าอี้ และใส่ธนบัตรสิบดอลลาร์ใส่ซองเปล่า “ซองนี้ฉันให้เธอ ขอบคุณมากที่มาบริการฉันนะ” 

เหล่ฟั้นโค้งคำนับขอบคุณพลางรับซองแดงใส่มือ – เธอนึกอยากโพล่งออกไปว่าเธอคือเด็กหญิงที่เขาเคยให้ความช่วยเหลือเมื่อหกปีก่อนด้วยซ้ำ หากสิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้นคือเอ่ยคำขอบคุณด้วยความอัดอั้นใจ 

“ให้อาฟั้นไปส่งไหม” คุณท่านถามขึ้นอย่างห่วงใย 

"ไม่ต้องหรอกครับ ผมกลับเองได้” 

“โชคดีมีชัยตลอดปีนะ ขอให้ได้เลื่อนยศจากผู้กองเป็นสารวัตรเร็ววัน” เจ้าของบ้านอวยพรส่งท้าย “อ้อ แล้วลูกเมียน่ะก็รีบมีได้แล้ว สองสิ่งนี้พอแก่ตัวไปมันมีได้ไม่ง่ายเหมือนตอนหนุ่มๆนะเออ” 

ไม่ว่าวันเวลาจะนานสักเท่าไหร่ ไหว่เชิงก็คงไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันประกาศผลคัดเลือกผู้เล่นรักบี้เจ็ดคนประจำทีมโรงเรียนได้ลง…นักเรียนชั้นมัธยมต้นเกือบสามสิบคนยืนหน้าดำคร่ำเครียดใต้แสงแดดจ้า ขณะที่อาจารย์พละกางแผ่นกระดาษรายชื่อในมือช้าๆ เพ่งพิศข้อความทุกบรรทัดครั้งแล้วครั้งเล่าราวจะตรวจทานความถูกต้อง ก่อนขานชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งแปดคนอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

คุณชายน้อยแห่งเกาลูนยังจำภาพที่ตัวเองเหลือบตามองเพื่อนนักกีฬาทุกคนไม่รู้ลืม แต่ละคนมีสีหน้าหมองคล้ำเหมือนนักโทษที่กำลังรอฟังคำตัดสินจากปากผู้พิพากษาด้วยใจระทึก มีเพียงคู่แค้นของเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยิ้มย่องอย่างเปิดเผย เนื่องจากมันเป็นคนเดียวที่ ‘นอนมา’ เรียกว่าไม่ต้องขยันซ้อมอย่างคนอื่นๆ แค่ได้เห็นทักษะการเล่นอันสูงส่งของมัน โค้ชก็พร้อมจะใส่ชื่อมันในโผโดยดุษณี 

ผิดกับตัวเขาและเพื่อนฝูงอีกหลายสิบคนที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง...เด็กชายฝืนใจกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก พลางสดับฟังเสียงพูดของอาจารย์แมคโกแวนด้วยความกระวนกระวายที่ยากจะอธิบายเป็นถ้อยคำ 

“รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งแปดคนอยู่กับฉันแล้ว พวกเธอคนใดที่มีรายชื่ออยู่ในนี้ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่สำหรับใครที่ไม่มีรายชื่อ ฉันก็ขอแสดงความเสียใจ และอยากส่งมอบกำลังใจเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเธอฮึดสู้ต่อไป ทีมโรงเรียนไม่เคยปิดประตูโอกาสใส่ผู้ที่มีมานะ แม้ปีนี้เธอจะผิดหวัง แต่พวกเธอก็สามารถกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้ได้ในปีการศึกษาต่อๆไป” 

อดีตนักกีฬาทีมชาติที่ผันตัวมาเป็นครูพละเริ่มออกชื่อแรกด้วยเสียงอันดัง “ลำดับที่หนึ่ง...จอห์น เอ็ดเวิร์ด แกรนแธม” 

จอห์นลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก ตามมาด้วยเพื่อนอีกคน และอีกคน ไปเรื่อยๆทีละลำดับ...เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีและเสียงร้องครวญด้วยความเสียใจที่ดังระงมสนามให้ความรู้สึกขัดแย้งกันอย่างประหลาด 

ความตื่นเต้นทวีขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อการประกาศชื่อลุมาถึงลำดับสุดท้าย บรรดาเด็กชายพากันลุ้นจนตัวโก่งว่าผู้โชคดีรายนั้นจะเป็นใคร 

“และลำดับสุดท้าย” แมคโกแวนสบตาเจ้าของชื่อ “หมั่น ไหว่เชิง” 

“เป็นไปไม่ได้” จอห์นตะโกนสวนเสียงฮือฮา ยกมือขึ้นคัดค้านทันที “ประทานโทษครับครู ครูไม่ได้อ่านผิดใช่มั้ยครับ” 

“ฉันอ่านถูกต้องแล้ว และกระบวนการคัดตัวทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของฉันเพียงผู้เดียว” หัวหน้าหมวดพลศึกษาตอกกลับ 

“ทำไมครูถึงได้เลือกมัน แล้วไม่เลือกแกรี่” เด็กชายผิวขาวทักท้วงพร้อมกับชี้มือไปยังเพื่อนในกลุ่มตนซึ่งหลุดโผไปอย่างที่เขาคาดไม่ถึง 

“ฉันบอกแล้วไงว่าคัดตัวทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของฉัน ไม่ใช่เรื่องที่เธอสามารถคัดค้านได้ตามใจชอบ” อาจารย์แมคโกแวนหน้าเข้ม 

“ไอ้เจ๊กนี่มีดีกว่าแกรี่ตรงไหน” 

จอห์นระเบิดเสียง ขณะที่แกรี่โดดผลุงเข้าห้าม 

“จอห์น พอที” มิตรรักฉุดแขนหลานชายข้าหลวงไว้ “อย่าวู่วามนักเลย นี่นายกำลังก้าวร้าวใส่ครูที่นายเคารพอยู่นะ ฉันยอมรับว่าฉันขาดวินัยในการฝึกซ้อมเอง โดดซ้อมก็บ่อย ก็ถูกแล้วที่ครูจะเลือกคนขยันอย่างไหว่เชิง” 

“จริงของเขา” เด็กชายผู้ได้รับเลือกคนหนึ่งสนับสนุน “ไหว่เชิงเป็นคนขยันที่สุดในรุ่นพวกเรา เขามาซ้อมทุกวัน ไม่เคยขาดซ้อมสักครั้ง ฝีไม้ลายมือก็พัฒนาก้าวหน้าขึ้นทุกวันๆ สมควรแล้วที่ครูเลือกเขา” 

“ฉันเห็นด้วยนะ เดี๋ยวนี้ไหว่เชิงเก่งขึ้นมาก เล่นได้หลายตำแหน่งด้วย น่าจะเป็นประโยชน์กับโรงเรียนเรา” เพื่อนอีกคนออกความเห็น 

จอห์นกราดสายตาไปยังคนอื่นๆอย่างจะหาพวก แต่ก็ไม่มีผู้ใดเลยที่ยอมสบสายตากับเขา ประจวบกับแกรี่พูดขึ้นพอดี “เปิดใจหน่อยเถอะจอห์น อย่างน้อยไหว่เชิงก็ไม่เคยทำอะไรให้นายสักครั้ง มีแต่นายแหละที่คอยกลั่นแกล้งเขาอยู่นั่น” 

เด็กชายชาวเมืองแม่ฮึดฮัด มองดูคนอื่นๆด้วยสายตาขุ่นเคือง 

“เข้าใจแล้วใช่ไหมจอห์น ฉันรู้ดีว่าพวกเธอมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน แต่ตอนนี้ก็เท่ากับว่าพวกเธอลงเรือลำเดียวกันแล้ว จากนี้ไปฉันอยากเห็นพวกเธอลดทิฐิมานะ และร่วมแรงร่วมใจกันสู้เพื่อโรงเรียนและฮ่องกงของเรา” 

แฮโรลด์ แมคโกแวน หันมาพูดกับเด็กชายชาวจีนซึ่งขณะนี้กำลังยืนยิ้มด้วยความตื้นตันในความมีน้ำใจของเพื่อนฝูง 

“เธอมีอะไรจะพูดกับเพื่อนทุกคนบ้างไหม ไหว่เชิง” 

“ขอบคุณทุกคนมาก ขอบคุณจริงๆ” คนสกุลหมั่นพึมพำด้วยน้ำตาที่พรั่งพรู “ผมสัญญาว่าผมจะไม่ทำให้ใครต้องผิดหวังในตัวผม และผมก็จะสู้เต็มที่เพื่อเกียรติยศโรงเรียนของเรา ตลอดจนศักดิ์ศรีของชาวฮ่องกงทุกคน...” 

ไหว่เชิงยกมือทาบอก 

“ครั้งหนึ่งพี่ชายของผมเคยช่วยให้ทีมคว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และคราวนี้ผมจะทำให้ได้เป็นครั้งที่สอง” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น