กอบเพลิง / พรรณพชร
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : EP.5 ขอแต่งงาน

คำค้น : ลุ้นรักวิวาห์ร้อน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 980

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2562 21:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP.5 ขอแต่งงาน
แบบอักษร

​**:: ๕ ::**

ขอแต่งงาน

            เมื่อถึงช่วงค่ำหลังจากทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว ป๊ากับม๊าก็นั่งดูทีวีด้วยกันในห้องนั่งเล่น ฉันจึงใช้โอกาสนี้เดินเข้าไปหา ทำทีเป็นนั่งลงบนพื้นเกาะขาม๊าแล้วซบแก้มอย่างออดอ้อน

            “ทำไมวันนี้มาแปลก ปกติไม่เห็นจะอ้อนม๊าอย่างนี้เลย” ม๊าเอื้อมมือมาลูบกลางกระหม่อมฉันเบา ๆ ในขณะสายตายังคงจ้องมองหน้าจอทีวี

            “แปลกตรงไหนม๊า หนูแค่อยากอ้อนม๊าบ้างก็เท่านั้นเอง” ฉันว่าพร้อมทั้งเหลือบตามองดูหน้าป๊าว่าตอนนี้อยู่ในอารมณ์ไหน แต่ก็ต้องตกใจจนสะดุ้งเมื่อท่านหันมามองหน้าฉันราวกับรู้ตัว

            “ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย สีหน้าแกมันมีพิรุธ บอกมาซะดี ๆ ว่าไปทำอะไรไว้”

            ได้ยินอย่างนั้นฉันก็ตัวชา หัวใจเต้นแรงจนต้องพรูลมออกจากปากเพื่อระบายความตื่นเต้น ยังคงกอดขาม๊าไว้อยู่อย่างนั้นเพราะกลัวว่าป๊าจะดุให้

            “ถ้าหนูบอกแล้วห้ามโวยวายเด็ดขาดนะ”

            “ทำไมต้องโวยวายล่ะด้วยหรือว่าแกท้อง” ว่าแล้วป๊าก็ขำเบา ๆ หันไปสนใจหน้าจอทีวีต่อ

            ฉันกลืนนี้ลายลงคืออย่างฝืด ๆ ป๊าพูดแล้วขำอย่างนี้แสดงว่าท่านคงไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับฉันจริง ๆ สินะ  รู้อย่างนี้ยิ่งกดดันเข้าไปใหญ่

            “มีอะไรก็รีบบอกมาสิอีกไม่นานป๊ากับม๊าจะขึ้นนอนแล้วนะ” ม๊าเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเช่นทุกครั้ง

            “ป๊า ม๊า คือหนู...ท้อง” ฉันตัดสินใจบอกความจริงไป ก่อนจะก้มหน้ารอรับการลงทัณฑ์จากป๊า

            สำหรับม๊าแล้วท่านใจดีไม่เคยดุด่าว่ากล่าวจึงพอยังวางใจได้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็รู้สึกผิดที่ทำให้ท่านผิดหวัง การท้องก่อนแต่งมันเป็นเรื่องเสื่อมเสียสำหรับลูกผู้หญิงอยู่แล้ว แต่ทว่าท้องกับผู้ชายที่ไม่ได้เป็นแฟนยิ่งน่าขายหน้าเข้าไปใหญ่

            “แกล้อป๊าเล่นใช่ไหม เพิ่งรู้ว่าเป็นคนตลกก็วันนี้ล่ะ” ป๊าหันมามองยังคงขำไม่หยุด

            “หนูไม่ได้ล้อเล่นหนูท้องจริง ๆ นะป๊า ท้องได้สองเดือนแล้วด้วย” ฉันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง สื่อให้ท่านรู้ว่าตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องตลกอีกแล้ว

            “แกพูดจริงเหรอข้าว!” ม๊าถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เห็นสีหน้าม๊าแล้วก็รู้สึกผิดมากเหลือเกิน

            “จริงค่ะม๊า ฮึก หนูขอโทษหนูผิดไปแล้ว หนูไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น” ฉันก้มกราบแทบเท้าม๊าขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น

            “ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร ห๊ะ! บอกฉันมาเดี๋ยวนี้” ป๊าลุกตึงตังขึ้นจากโซฟาจ้องเขม็งมายังฉันด้วยความโมโหร้าย ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเห็นท่านโกรธหนักขนาดนี้มาก่อน

            “ฮึก...หนูไม่อยากพูดถึงเขาอีกแล้ว หนูตัดสินใจจะเลี้ยงลูกเอง” ฉันตอบกลับด้วยน้ำตา

            “นังลูกไม่รักดีแค่ท้องก่อนแต่งก็น่าอับอายมากพอแล้ว นี่ยังท้องไม่มีพ่ออีกงั้นเหรอ มันน่าฆ่าให้ตายเสียจริง ๆ” ว่าแล้วป๊าก็เดินตรงมาหาฉันแต่ทว่าม๊ารีบลุกขึ้นมาขวางไว้เสียก่อน

            “ใจเย็น ๆ สิคะคุณอย่าทำอะไรลูกเลยนะ ตอนนี้ข้าวมันกำลังท้องกำลังไส้อยู่นะ เด็กในท้องก็หลานคุณนะคะ” แม่พยายามหาเหตุผลมาอ้างเพื่อให้ป๊ายอมลดดีกรีความโมโหลงบ้าง แต่ทว่ากลับไม่ทำให้ท่านใจเย็นลงเลยสักนิด

            “มันท้องแล้วยังมีหน้ามาปกป้องผู้ชายคนนั้นอีก จะไม่ให้ฉันโกรธได้ยังไงกัน” ป๊าพยายามผลักตัวม๊าออกให้พ้นทาง

            “ม๊าหลีกไป! หนูทำผิดก็ต้องโดนลงโทษ” ฉันยังคงนั่งอยู่ที่เดิมรอรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น

            “แกรีบขึ้นห้องไปก่อนเร็ว ม๊าไม่ยอมให้แกต้องเจ็บตัวเด็ดขาด”

            “จะปกป้องมันทำไม มันทำให้ตระกูลเราขายขี้หน้าขนาดนี้”

            “พี่ข้าวเกิดอะไรขึ้น!” เจ้านายรีบวิ่งลงมาจากชั้นบนเมื่อได้ยินเสียง จากนั้นรีบเข้าไปห้ามป๊าไว้อีกคน “ป๊าจะเย็น ๆ สิครับ”

            “จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงกันก็พี่สาวแกมันท้องไม่มีพ่อ” ป๊าชี้นิ้วมาที่ฉันราวกับเป็นผู้ต้องหาคดีร้ายแรงซะอย่างนั้น

            “ท้อง! พี่ข้าวท้องได้ไง” เจ้านายตะลึงเมื่อรู้ความจริง

            “ฮือๆๆ จะฆ่าจะแกงก็เอาเลยค่ะป๊า แต่หนูจะไม่ยอมบอกว่าพ่อของเด็กคือใคร หนูจะเลี้ยงลูกด้วยตัวของหนูเอง” ฉันยังคงยืนยันคำพูดเดิม แสดงจุดยืนที่ชัดเจนให้ป๊ารู้

            “ถ้าแกไม่บอกก็ไม่ต้องเรียกฉันว่าป๊าอีก ถ้าแกเห็นผู้ชายคนนั้นดีกว่าคนที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็เอาเลย ให้ชาวบ้านชาวช่องเขานินทาว่าไอ้ป้อมันเลี้ยงลูกไม่ได้เรื่อง จนท้องไม่มีพ่ออย่างนี้” เมื่อเห็นน้ำตาป๊าฉันก็ยิ่งรู้สึกผิด ป๊าไม่เคยอ่อนแอให้เห็นแต่มาวันนี้ฉันเป็นคนทำให้ท่านร้องไห้ ฉันมันเลวเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ

            “ป๊าหนูขอโทษ ฮือๆๆ ที่ไม่อยากบอกเพราะหนูกลัวว่าถ้าป๊ารู้แล้วจะยิ่งเสียใจกว่านี้อีก” ฉันยอมบอกเหตุผลให้ท่านรู้ ว่าต้องปิดเรื่องพ่อของลูกเพราะกลัวว่าท่านจะไม่สบายใจ แต่มาถึงตอนนี้แล้วการจะบอกหรือไม่ ผลก็ไม่ต่างกันเลยสักนิด ท่านมีสิทธิ์จะรู้ความจริงเพราะฉันคือลูกสาวของท่าน

            “จะมีอะไรที่ทำให้ฉันเสียใจไปมากกว่านี้อีกงั้นเหรอ ถ้าแกไม่บอกแสดงว่าแกรักมันมากกว่าฉันรู้ไว้ด้วย”

            “บอกมาเถอะข้าวอย่างน้อยป๊ากับม๊าจะได้อุ่นใจว่าแกไม่ได้ไปมั่วผู้ชายจนตั้งท้อง”

            “ผู้ชายคนนั้นคือ...คือ...” ฉันไม่อยากเอ่ยชื่อนี้ให้ป๊าได้ยินเลย เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น

            “คือใครก็รีบบอกมาสิวะ หรือต้องให้ฉันก้มลงกราบขอร้องแกห๊ะ!”

            “นายฟีฟ่าลูกชายเฮียกรไงล่ะป๊า!!!” ฉันกลั้นใจหลับตาแล้วตะโกนบอกทุกคนในบ้าน จากนั้นก็หลั่งน้ำตาออกมาเป็นสาย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยร้องไห้หนักหน่วงอย่างนี้มาก่อนเลย

            “วะ...ว่าไงนะ! ลูกไอ้กรงั้นเหรอ แกไปชอบพลอกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่” เมื่อรู้ว่าเป็นนายฟีฟ่าป๊าก็แทบล้มทั้งยืน

            “มันเป็นอุบัติเหตุน่ะป๊า  มีอะไรกันแค่ครั้งเดียวตอนไปงานแต่งเพื่อน หนูเมาเขาก็เมาเลยเกิดเรื่องขึ้น ก็หนูบอกแล้วไงว่าไม่อยากบอกรู้แล้วป๊าก็โกรธหนักเข้าไปใหญ่”

            “ฉันไม่ยอมให้ไอ้ลูกบ้านนั้นมาหยามเกียรติลูกสาวฉันฟรี ๆ แน่” ว่าแล้วป๊าก็เดินดุ่ม ๆ จะออกไปนอกบ้าน

            “คุณจะไปไหนคะนั่น” แม่ตะโกนถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

            “ก็จะไปเอาเรื่องไอ้สารเลวนั่นยังไงล่ะ” เราสามคนมองหน้ากันแล้วรีบเดินตามหลังออกไปโดยเร็ว ว่าแล้วไงต้องมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น

            เดินออกไปก็พบว่าตอนนี้ป๊ากำลังยืนอยู่รั้วบ้านเฮียกรแล้ว ตะโกนเสียงดังจนเพื่อนบ้านในละแวกได้ยินกันถ้วนหน้า ป๊าจะประจานลูกสาวตัวเองหรือไงคะเนี่ย แง ๆ เวลาโมโหก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

            “ไอ้กรมึงโผล่หัวออกมาจากบ้านเดี๋ยวนี้ เอาไอ้ลูกชายตัวดีมึงออกมาด้วย มึงได้ยินไหมวะไอ้กร!”

            “ใครมันมาโหวกเหวกโวยวายเสียงดังหน้าบ้านกูวะ อ้อ! ไอ้เหี้ยป้อนี่เอง ค่ำมืดดึกดื่นมึงยังตามมาหาเรื่องกูอีกเหรอวะไอ้หมาบ้า” เฮียกรเดินออกมาพร้อมกับลูกเมียอย่างพร้อมหน้า

            หนึ่งในนั้นก็คือนายฟีฟ่าที่เอาแต่จ้องมองมาที่ฉันเชิงตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นฉันร้องไห้ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่

            “ไอ้ลูกชายตัวดีมึงอยู่ไหน!”

            “ป๊าพอได้แล้วหนูอายชาวบ้านจะแย่แล้ว” ฉันเดินเข้าไปดึงแขนป๊าให้ออกห่างจากรั้วบ้าน

            “ไอ้คนบ้านนี้สิควรอาย ทำลูกคนอื่นท้องแล้วไม่รับผิดชอบ มึงยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่าวะ” พ่อชี้หน้านายฟีฟ่า

            นั่นทำให้เขาหน้าเหวอทันที ขมวดคิ้วจนเป็นปมจ้องมองมาที่ฉันอย่างงงวย

            “มึงว่าไงนะลูกกูไปทำใครท้องงั้นเหรอ หรือไอ้ยูโรไปทำไอ้เจ้านายท้อง ฮ่าๆๆ” เฮียกรยังคงพูดติดตลกเพราะไม่เชื่อสิ่งที่ป๊าพูด ท่านคงคิดเหมือนอย่างที่ป๊าฉันคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้  เพราะบ้านเราไม่ถูกกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

            “กูขอเอาเลือดปากมึงออกก่อนเถอะ ยังจะมาพูดเป็นเรื่องตลกอยู่อีก” ป๊าสลัดแขนฉันแล้วจะปีนรั้วบ้านเข้าไป

            “ป๊าพอได้แล้ว พอสักทีเถอะ ฮือๆๆ” ฉันกับน้องชายพยายามดึงตัวท่านไว้

            “ฉันต้องลากคอให้มันมารับผิดชอบแกให้ได้ ไอ้หน้าตัวเมียทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ”

            ประโยคนั้นทำให้เขารีบเดินมาเปิดรั้วบ้าน แล้วเดินตรงมาหาฉันทันที คงรู้ตัวแล้วสินะว่าทำอะไรไว้บ้าง แต่จะให้โทษเขาฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้เพราะวันนั้นเราเองก็เมากันทั้งคู่

            ผั๊วะ!

            “ป๊าอย่า” เมื่อจับตัวนายฟีฟ่าได้ป๊าก็ซัดหมัดเข้าที่ใบหน้าเต็มแรง

            “มึงต่อยลูกกูทำไมวะ!”

            “ก็ลูกชายมึงทำลูกสาวกูท้อง มึงได้ยินไหม”

            เฮียกรเริ่มขำไม่ออกหันขวับไปมองหน้าลูกชายตัวเอง “มันเป็นอย่างที่เขาพูดไหม”

            “ผม...ผมไม่รู้ว่าขวัญข้าวท้อง เพิ่งรู้ก็ตอนนี้ล่ะป๊า” เขาว่าพลางส่งสายตามองมาที่ฉันราวกับต่อว่าที่ไม่ยอมบอกเขาด้วยตัวเอง

            “แล้วแกมั่นใจใช่ไหมว่าเด็กในท้องเป็นลูกแก”

            “อ้าว! ทำไมพูดจาหมาไม่แดกอย่างนี้วะ ลูกสาวกูไม่ได้มั่วเหมือนลูกชายมึงนะเว้ย” ป๊าเริ่มไม่พอใจอีกครั้งจะทะยานตัวเข้าไปหาเรื่อง แต่ฉันกับน้องยังคงรั้งตัวไว้ได้ทันการ

            ฉันเองก็ลุ้นว่านายนั่นจะตอบยังไง หากเขาบอกไม่ใช่หรือไม่แน่ใจฉันจะเกลียดผู้ชายคนนี้ไปตลอดชีวิต ไม่มีทางจะญาติดีกันแน่นอน

            “ผมมั่นใจว่าเด็กในท้องเป็นลูกผมครับป๊า ผมจะรับผิดชอบขวัญข้าวกับลูกด้วยการแต่งงานครับ” เขาตอบเต็มเสียงอย่างไม่ลังเลจนฉันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

            นี่ฉันหูฝาดหรือเปล่า นายนั่นบอกว่าจะรับผิดชอบโดยการแต่งงานกับฉันงั้นเหรอ ไม่มีทาง! ฉันไม่ยอมแต่งงานกับนายเด็ดขาด กำลังจะอ้าปากปฏิเสธไปแต่ทว่าป๊ากลับชิงตัดหน้าก่อน

            “มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะฉันไม่ยอมให้ลูกสาวเสียตัวฟรี ๆ หรอก”

            “ป๊า! หนูไม่แต่งก็บอกแล้วไงว่าจะเลี้ยงลูกเอง เราสองคนไม่ได้รักกันแต่งไปก็ต้องเลิกกันอยู่ดี” ฉันเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง ตอนแรกเข้าใจว่าจะมาด่าไม่นึกว่าป๊าจะเห็นดีเห็นงามด้วย

            “ไม่ได้! ยังไงหนูข้าวก็ต้องแต่งเพราะฉันไม่มีทางให้หลานตกเป็นของไอ้ป้อเพียงฝ่ายเดียวแน่ แต่งแล้วหนูข้าวต้องย้ายมาอยู่บ้านฉันทันที” เฮียกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

            “ไม่ได้แต่งแล้วไอ้ฟีฟ่ามันต้องย้ายเข้ามาอยู่บ้านกู”

            “ต้องมาอยู่บ้านกูสิวะเป็นสะใภ้ต้องมาอยู่บ้านผัวถูกต้องแล้ว”

            “ไม่ได้! ลูกมึงต้องมาอยู่บ้านกู” ป๊าเถียงกลับ

            “ลูกมึงต้องมาอยู่บ้านกูสิวะ”

            “พอได้แล้วครับ! เรื่องนี้ผมกับข้าวขอคุยกันเองทุกคนแยกย้ายกลับไปก่อน” นายฟีฟ่ายุติการวิวาทด้วยการจูงมือฉันออกจากตรงนั้น

            “นายจะพาฉันไปไหนเนี่ย ไม่ไป!!” ฉันพยายามแกะมือเขาออกแต่อีกฝ่ายไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่าย ๆ

            “เฮ้ย! มึงจะพาลูกสาวกูไปไหนวะ” ป๊าตะโกนตามหลังมา

            “ตามมาเถอะน่าถ้าไม่ทำอย่างนี้มีหวังได้ทะเลาะกันทั้งคืนแน่” เขาหันมาถลึงตาใส่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด จนฉันต้องเม้มปากแน่นยอมรับเหตุผลที่เข้าท่านั่นอย่างจำยอม

            นายฟีฟ่าลากตัวฉันมาจนถึงสวนสาธารณะของหมู่บ้าน ค่ำมืดอย่างนี้แทบไม่มีคนเลยด้วยซ้ำ บรรยากาศวังเวงอย่างบอกไม่ถูก ยังดีที่มีเสาไฟส่องสว่างข้างทางอยู่เป็นระยะ พอให้อุ่นใจได้บ้าง

            “จะปล่อยฉันได้หรือยังเนี่ย” เมื่อเดินมาถึงใต้ต้นจามจุรีริมหนองน้ำแล้วฉันจึงเริ่มแกะมือเขาออก

            “จะเอายังไงว่ามา” เขายอมปล่อย ยืนกอดอกมองหน้าฉันอย่างเอาเรื่อง

            “ไม่เอายังไง ตามที่ฉันพูดยังไงก็ไม่มีทางแต่งกับนายแน่นอน”

            “ทำอย่างกับฉันอยากแต่งกับเธอนักล่ะยัยตัวแสบ”

            “ไม่อยากแต่งแล้วทำไมต้องพูดอย่างนั้นด้วยล่ะ ชอบสร้างภาพให้ตัวเองดูดีหรือไง ถ้าไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่ง ต่างคนต่างอยู่เพราะถึงยังไงบ้านเราก็ไม่ถูกกันอยู่แล้ว ชัดเจนไหม” ทำไมรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันคือเรื่องโกหก

            “ถึงไม่อยากแต่งแต่ฉันก็มีความรับผิดชอบพอ ยังไงซะตอนนี้เธอก็ท้องลูกของฉันแล้ว ฉันไม่มีทางยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ หรอก” น้ำเสียงเขาจริงจังจนรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

            “คิดเหรอว่าฉันจะยอมนายง่าย ๆ”

            “แล้วคิดเหรอว่าฉันจะยอมง่าย ๆ เหมือนกัน ถ้าไม่เห็นแก่หน้าป๊าม๊าก็นึกถึงลูกบ้าง โตขึ้นมาแล้วไม่มีพ่อเหมือนคนอื่นจะรู้สึกยังไง ถ้าลูกเป็นเด็กมีปัญหารู้ไว้ด้วยนั่นเป็นเพราะเธอคนเดียว”

            “ฉันจะเลี้ยงเขาให้ดี ไม่ให้เป็นเด็กขาดความอบอุ่น”

            “ทำไมดื้อจังวะ เกิดมาเคยยอมใครบ้างไหมเธออ่ะ”

            “นี่ล่ะตัวตนของฉันนายเองก็รู้ เอาเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก” กำลังจะหมุนตัวเดินกลับไป แต่ทว่าเขากลับรั้งมือฉันดึงเข้าไปสวมกอดไว้แน่น ซบใบหน้าคมลงที่ซอกคอแล้วค้างไว้อย่างนั้น

            ตึกตึก! ตึกตึก!

            ทำไมหัวใจถึงได้เต้นแรงอย่างนี้นะ นายต้องการเล่นตลกอะไรกับฉันอีกงั้นเหรอ

            “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” เมื่อได้สติฉันก็พยายามดันตัวเขาออก แต่ทว่าอ้อมกอดนั้นช่างแน่นหนาเสียเหลือเกิน

            “เธอไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ แล้วทำไมหัวใจเธอเต้นแรงอย่างนี้ล่ะ ตื่นเต้นหรือไงที่โดนฉันกอด” เขาเอ่ยด้วยโทนเสียงนุ่มละมุนหู สร้างความประหลาดใจให้ฉันเป็นที่สุด

            นายจะมาไม้ไหนอีกเนี่ย

            “คะ...ใครตื่นเต้น รังเกียจต่างหากล่ะ ปล่อยฉันได้แล้วไอ้บ้า เดี๋ยวยามก็คิดว่าเป็นเด็กวัยรุ่นใจแตกมาพลอดรักกันหรอก” น้ำเสียงฉันอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะไม่เคยโดนผู้ชายกอดอย่างนี้มาก่อน ทำไมถึงได้รู้สึกอบอุ่นอย่างนี้ ราวกับมีใครสักคนที่พร้อมจะปกป้องเราได้ทุกเมื่อประมาณนั้น

            “แล้วไงใครแคร์ เราเป็นผัวเมียกันแล้วไม่เห็นจะสนใจอะไรเลย รู้ไหมทำไมฉันถึงกอดเธออย่างนี้”

            “เพราะนายเป็นคนลามกยังไงล่ะ ชอบหาเศษหาเลยกับผู้หญิงไปทั่ว”

            “นั่นเป็นนิสัยฉันส่วนนึง แต่ที่กอดเพราะอยากให้เธอรู้ว่าการมีใครคอยอยู่ข้าง ๆ ให้กำลังใจกันและกันมันดีกว่าการต้องเลี้ยงลูกคนเดียว เธออาจจะกอดลูกได้ทุกวันทุกเวลาเมื่อลูกต้องการ ลูกได้รับความอบอุ่นจากเธอไม่เคยขาด แล้วเธอล่ะจะมีใครคอยกอดให้ความอบอุ่นใ ห้กำลังใจอย่างนี้บ้าง เธอก็รู้ว่าการเลี้ยงลูกมันเหนื่อย ยกตัวอย่างม๊าของเธอหรือม๊าของฉันสิ ถ้าไม่มีป๊ามาช่วยท่านคงจะเหนื่อยมากแน่ ๆ” ฉันเพิ่งรู้ว่าเขาสามารถพูดโน้มน้าวคนอื่นได้ดีอย่างนี้ ดีจนฉันเริ่มคล้อยตามแล้ว

            พูดจบเขาก็คลายอ้อมกอดผละตัวออกมายืนจ้องหน้าฉันแทน

            “...” ฉันยังไม่กล่าวอะไรออกไปเพราะกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ

            “แต่งงานกันนะเพื่อลูกของเรา เพื่อครอบครัวเราจะได้เป็นดองกัน เธอไม่อยากเห็นป๊าของเราดีกันงั้นเหรอ”

            “ก็....อยาก” ทำไมฉันจะต้องยอมศิโรราบให้เขาด้วยนะ แค่สายตาคมที่ส่งมาให้ทำไมมันมีอำนาจมากมายขนาดนั้น

            “งั้นแต่งงานกันเพื่อครอบครัวของเรา ฉันสัญญาว่าจะทำตัวเป็นพ่อและเป็นสามีที่ดี”

            “ฉันยอมแต่งก็ได้ แต่นายจะมีสถานะเป็นแค่พ่อของลูกเท่านั้น”

            “หมายความว่าไง?” เขาขมวดคิ้วมองฉันด้วยความฉงน

            “เราจะแต่งงานกันแค่ในนาม เพื่อให้ครอบครัวเราสบายใจ ส่วนฉันกับนายจะเป็นแค่คนรู้จักกันเหมือนเดิม ห้ามนายล่วงเกินฉันเด็ดขาด”

            “อ้าว! ทำไมพูดอย่างนั้นแล้วจะแต่งไปทำไม” เขาโวยวายเสียงดัง     

            “แสดงว่านายแต่งงานเพราะเรื่องอย่างว่างั้นเหรอ”

            “เปล๊า!! ถ้างั้นเอาตามที่เธอต้องการละกัน แต่ฉันก็มีข้อแม้เหมือนกัน”

            “ว่ามา”

            “เราต้องไปซื้อเรือนหอหลังใหม่แล้วย้ายไปอยู่ด้วยกัน เพราะถ้าอยู่บ้านหลังใดหลังหนึ่ง มีหวังป๊าเธอกับป๊าฉันได้ทะเลาะกันหนักขึ้นแน่ ๆ”

            “ก็ได้ฉันตกลง ส่วนบ้านที่จะซื้อใหม่ให้ตกเป็นสมบัติของลูกโอเคไหม”

            “นั่นล่ะสิ่งที่ฉันจะพูดต่อ งั้นกลับกันตอนนี้เลยหรือว่าเธอจะอยู่พลอดรักกับฉันต่อ” ว่าแล้วก็ยิ้มกวน ๆ น่าตบสักฉาดสองฉาดให้หายซ่า

            “เชิญอยู่พลอดรักกับผีเถอะฉันไปแล้ว”

            ฉันรีบเดินนำหน้าไปแต่ทว่ายังคงเว้นระยะห่างไว้เพียงเล็กน้อย นั่นเพราะรู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ทางครอบครัวจะสนับสนุนหรือไม่ แต่ฉันกับเขาจะต้องทำให้มันผ่านพ้นไปด้วยดีให้ได้ เพราะมันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น