greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 27 : ไม่ว่าเมื่อไหร่

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 : ไม่ว่าเมื่อไหร่

คำค้น : เสี่ยวหลิว, หย่งเหวิน, ภรรยาที่ดี, ภรรยาที่ดีไม่ได้มีแค่คุณธรรม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.8k

ความคิดเห็น : 100

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ม.ค. 2562 01:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 : ไม่ว่าเมื่อไหร่
แบบอักษร



ตอนที่ 27 : ไม่ว่าเมื่อไหร่



สัมผัสบางเบาที่หน้าผากอุ่นตัดกับลมเย็นของเครื่องปรับอากาศในห้อง ส่งผลให้เสี่ยวหลิวรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างผิดเวลา

"อือ”

เด็กหนุ่มส่งเสียงครางในลำคอแผ่วเบาจนดูน่ารังแก   หวังหย่งเหวินต้องหักห้ามใจเคลื่อนใบหน้าออก เปลี่ยนตำแหน่งไปยังข้างใบหู  จากนั้นกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม อ่อนหวานหาความแข็งกระด้างไม่เจอราวกับกำลังอยู่ในห้วงฝัน

“เฮียไปทำงานก่อนนะ”

เขาลูบกลุ่มผมสีอ่อนไร้ประกายในความมืด  ยิ่งเมื่อเห็นว่าริมฝีปากเล็กคลายจากการเบะด้วยความรำคาญเป็นคลี่ยิ้มอย่างไม่รู้สึกตัวกับความสบายที่ได้รับ หัวใจของเขาก็ยิ่งพองโตจนแทบระเบิดออกมา

บางทีหวังหย่งเหวินก็อยากเป็นแค่ผู้ชายธรรมดา เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่เข้างานตอนแปดโมงเช้า

อย่างน้อยถ้ามีเวลาได้เห็นรอยยิ้มของคนบนเตียงนานขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย

ชายหนุ่มทอดสายตามองภรรยานอนหนุนหมอนใบนุ่มด้วยความรักใคร่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากลาอย่างอาลัยพร้อมกับกระเป๋าทำงานหนังราคาแพง หวังหย่งเหวินในชุดสูทลงลิฟต์เดินออกมาจากใต้คอนโด เปิดประตูรถหรูที่มาจอดรอตามเวลาตีสี่อย่างทุกวัน

“อรุณสวัสดิ์ครับบอส”

ซิ่นเฉิงกล่าวทักทายเขาด้วยน้ำเสียงแข็งขัน

“ออกรถ”

คนเป็นนายยกแก้วกาแฟที่ลูกน้องซื้อมาเตรียมไว้ให้ ดื่มมันพลางมองวิวที่เคลื่อนผ่านกระจกด้านข้าง

หลังจากที่เขาได้รับโอกาสจากภรรยาในวันนั้น พลังชีวิตที่หดหายไปก็ฟื้นกลับอย่างรวดเร็ว โลกสีดำแสนหม่นหมองที่เคยอาศัยนานแรมเดือนคืออะไรคล้ายจะจำไม่ได้  

รอยยิ้มของเสี่ยวหลิวยังตราตรึงอยู่ในหัวใจเขา     

โอกาสสุดท้ายที่เขาได้รับ และโอกาสสุดท้ายที่เสี่ยวหลิวจะได้เป็นอิสระ

กระนั้นภรรยาของเขาก็เลือกสละอิสระภาพของตัวเอง เพื่อความรักที่ตนไม่สามารถมั่นใจได้

เสี่ยวหลิวแม้ตอนนี้จะไม่ได้ลดกำแพงทั้งหมดลง แต่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเริ่มต้นใหม่ เมื่อผู้เป็นภรรยาให้ความร่วมมือ การปรับความเข้าใจกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ปัญหาที่ค้างคาอยู่ถูกคลี่คลายด้วยความจริงจากปาก 

เสี่ยวหลิวได้รับคำตอบว่าทำไมหวังหย่งเหวินถึงไม่ติดต่อหรือส่งข่าวเรื่องอาการกลับมาบ้าง จากที่คิดว่าอีกฝ่ายเบื่อจะแสดงละครแล้ว กลับกลายเป็นว่าแท้จริงผู้เป็นสามีแค่อยากให้ภรรยาได้ใช้ชีวิตตามความต้องการ ไม่อยากเอาเรื่องมารบกวน ไม่อยากทำให้รำคาญใจหรือต้องใจอ่อนเพราะเห็นแก่อาการป่วย ตั้งใจว่ารักษาตัวเสร็จก็จะกลับไปหา  

‘ไม่อยากทำให้รำคาญ แต่ก็ทำให้เป็นห่วงมากรู้ไหม’ ดวงตาเรียวสวยคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ผิดกับคนบนเตียงที่ยิ้มหน้าบาน 

เสี่ยวหลิวเป็นคนดี... ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังมีนิสัยแบบนั้น คนไม่คู่ควรอย่างเขาต้องรักษาสิ่งที่เสี่ยวหลิวมอบให้ไว้ 

ดังนั้นนับต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หวังหย่งเหวินจะไม่ปล่อยให้เสี่ยวหลิวห่างจากกายอีกแล้ว เขาจะทุ่มเทความพยายามทั้งชีวิตเพื่อให้เสี่ยวหลิวกลับมาเชื่อใจอีกครั้ง



เจ้าของผมสีบลอนด์ขาวยืนเหม่อลอยในขบวนรถไฟฟ้าใต้ดิน ร่างโคลงเคลงไปตามการสั่นสะเทือนด้านใต้ ปล่อยสมองให้ความทรงจำเมื่อเช้ามืดโลดแล่นแทนสติสัมปัชชัญญะ

‘เฮียไปทำงานก่อนนะ’

เสี่ยวหลิวยังจดจำคำพูดที่สว่างชัดในความมืดได้ แม้จะสะลึมสะลือแต่ก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าผากตัวเอง แก้มเนียนขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม  

ขอสารภาพว่าตอนนี้พื้นด้านใต้ยังสั่นไหวไม่เท่ากับความรู้สึกของเสี่ยวหลิวเลย

มันไม่ใช่แค่วันนี้ที่ได้รับสิ่งที่รอคอย พอลดกำแพงลงเสี่ยวหลิวก็รับรู้ได้ว่าที่ผ่านมาเฮียเหวินอ่อนโยนกับเขามากแค่ไหน เพราะว่า ‘รัก’ แล้วจริง ๆ น่ะสิ สามเดือนที่ยืนยันว่าจะไม่หย่า ตามหาเขาไปทั่วปักกิ่ง พอหาเจอก็ยืนยันที่จะอยู่ด้วย พฤติกรรมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ 

เป็นเฮียเหวินของเขาเมื่อสองปีก่อน 

นี่เขาตื่นจากฝันรึยังนะ...

หัวใจของร่างเล็กยังมีความหวาดกลัว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสุข มีความสุขมากจริง ๆ

ความสัมพันธ์ที่อยู่บนขอบเหว คงได้แต่สมน้ำหน้าตัวเองถ้าไม่เป็นอย่างที่หวัง

เสี่ยวหลิวขอให้ตัวเองตัดสินใจถูก


“ผมมาถึงแล้วครับ” 

“เดี๋ยวผมลงไปรับ- นี่คุณ ! บอกแล้วไงว่าอย่าแตะอะไรในห้อง…”

รุ่ยจินเว่ยตอบกลับมาทางโทรศัพท์ ประโยคแรกพูดกับเขา ส่วนประโยคหลังกล่าวกับใครนั้นไม่ทราบได้ ดูเหมือนว่ากำลังมีแขก เพียงไม่กี่นาทีความสงสัยของเสี่ยวหลิวถูกทำให้มลายหายไป เมื่อเห็นชายหนุ่มสองคนปรากฏตัวที่หน้าลิฟต์บริษัท 

“ซุนไป่หาน” เสี่ยวหลิวขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเจอกับเพื่อนสามีที่นี่ ครั้นความทรงจำที่รุ่ยจินเว่ยบอกเล่าให้ฟังล่าสุดก็แล่นเข้ามา ทั้งสองคนเหมือนจะเป็นศัตรู แล้วทำไมถึงได้มาอยู่ที่เดียวกันในเวลานี้

“สวัสดีเสี่ยวหลิว” ซุนไป่หานผู้มีใบหน้าเกลี้ยงเกลายิ้ม หลังจากที่ใช้รองพื้นและคอนซีลเลอร์กลบรอยแผลระหว่างการรักษา ไม่กี่เดือนต่อมาก็ผิวหน้าเนียนไร้ตำหนิก็กลับมาเป็นปกติ ซึ่งหากนับจำนวนเงินที่เสียกับสกินแคร์ระดับพรีเมี่ยมแล้วล่ะก็ คนชนชั้นกลางคงซื้อรถยนต์ดี ๆ ได้สักคันหนึ่ง

“สวัสดีครับ” 

“มาทำอะไรที่นี่ แล้วหย่งเหวินล่ะ”

เด็กหนุ่มยิ้มสุภาพ “ผมมาคุยเรื่องงานกับคุณรุ่ยเขาน่ะครับ ส่วนคุณหวังเขาไปทำงานตามปกติ”

ซุนไป่หานเหลือบตามองรุ่ยจินเว่ยแวบหนึ่ง “คุยเรื่องงานอะไรเหรอ”

“การบ้านเกี่ยวกับโครงสร้างบริษัทครับ”

“จำเป็นต้องเป็นบริษัทนี้ ? ” คิ้วเรียวเลิกขึ้น เป็นเชิงดูแคลนสถานที่อย่างเห็นได้ชัด

“บริษัทไหนก็ได้ แต่ผมเห็นว่าบริษัทคุณรุ่ยอยู่แถวนี้พอดี เลยค่อนข้างจะสะดวกที่สุด”

คนตัวเล็กไม่ได้รำคาญใจที่อีกฝ่ายถามซักไซ้ กลับกลายเป็นรุ่ยจินเว่ยซึ่งยืนฟังบทสนทนาทนไม่ไหว 

“สวัสดีเสี่ยวหลิว” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายทักทายบ้าง ในใจหงุดหงิดคิดว่าจะมีวิธีไหนที่สลัดคนเจ้าสำอางข้าง ๆ ไปให้พ้น เสี่ยวหลิวอุตส่าห์นัดเขาว่าจะมาศึกษาโครงสร้างการบริหารที่บริษัท ใช้เวลาช่วงบ่ายด้วยกัน พูดคุยเรื่องงานและถามไถ่ถึงหวังหย่งเหวิน เขานั้นโชคดีมีเพื่อนเป็นภรรยาเจ้าของโรงแรม อาจจะพอถามเสี่ยวหลิวได้ว่าหลังจากที่ร่วมงานไปสักระยะ คุณหวังตัวมองบริษัทของตนอย่างไรบ้าง 

แต่ไอ้ผู้ชายหน้าสวยเจ้าสำอางค์ซุนไป่หาน…คนที่ตามติดมาหลายเดือน ไม่รู้ติดใจอะไรในตัวรุ่ยจินเว่ยหนักหนา จะว่าชอบผู้ชายก็ไม่ใช่เพราะเคยทดสอบไปแล้ว น่ารำคาญเสียจนตัวเองเกือบหลุดมาดผู้ชายอบอุ่นต่อหน้าสาธารณะชน

“สวัสดีเช่นกับครับคุณรุ่ย ขอบคุณที่ลงมารับนะครับ”

“เราขึ้นไปกันเถอะ”

รุ่ยจินเว่ยไม่สนใจบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ดันแผ่นหลังหวังเสี่ยวหลิวเข้าไปในลิฟต์

แน่นอนว่าคนหน้าด้านอย่างซุนไป่หานมองมือที่ถือวิสาสะตาถลน เขาเดินตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว

“คุณไม่มีธุระแล้วนี่ครับ เชิญกลับไปได้แล้ว”

เสี่ยวหลิวเพิ่งเคยเห็นรุ่ยจินเว่ยโหมดเย็นชาครั้งแรก จากนั้นจึงเหลือบมองซุนไป่หานซึ่งยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน ลิฟต์เปิดอ้าค้างแล้วอย่างไร ชายหนุ่มจะยืนแทรกทั้งสองเป็นกว้างขวางคอเสียอย่าง

“ผมลืมกระเป๋าไว้ที่ห้องคุณ”

“รออยู่ชั้นนี้แหละ ผมจะให้เด็กเอาลงมาให้”

ซุนไป่หานเหมือนจะไม่เห็นกรามที่กระตุกเกร็ง “ไม่เป็นไรครับ ผมว่าจะรอเสี่ยวหลิวกลับพร้อมกัน”

ภรรยาของคุณหวังไม่เข้าใจ ทำสีหน้างงงวย  “ผมกลับเองได้”

ซุนไป่หานรีบชยิบตารัว ๆ ‘เออออกับผมหน่อยน่า’ นั่นทำให้เด็กหนุ่มกระจ่าง

“อะ...อ่อ ใช่ครับ เดี๋ยวผมจะกลับพร้อมคุณหาน คุณรุ่ยคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับถ้าจะให้เขานั่งฟังด้วย”

“โครงสร้างบริษัทเป็นความลับ” เขาจะไม่เปิดเผยกับใครซี้ซั้ว ที่จะเปิดเผยต่อเสี่ยวหลิว ก็เพราะเจ้าตัวจะนำไปเป็นกรณีศึกษา

“ผมจะนั่งรอหน้าห้อง” 

รุ่ยจินเว่ยสบถด่าไอ้หน้าด้านคนนี้ในใจ ซุนไป่หานจอมลื่นไหล เขาพยายามไล่ทางอ้อมแล้ว แต่มันก็หาช่องทางได้อย่างไม่ยากเย็น  คิดแช่งชักหักกระดูกทว่าใบหน้ายังคงฉาบด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เขาไม่อยากจะทำตัวให้ดูแย่ต่อหน้าลูกแมวน้อย เสี่ยวหลิวไม่ควรเห็นเลือดสด ๆ ไหลออกมาตรงหน้า 

แต่ให้ตาย... อยากจะเอากำปั้นซัดมันจริง ๆ 



ซุนไป่หานไม่ได้ลืมกระเป๋า อันที่จริงเขาไม่มีกระเป๋าพกติดตัวมาด้วยซ้ำ แน่นอนว่ารุ่ยจินเว่ยขี้เกียจจะไล่บี้ให้เขายอมรับว่าโกหก 

รู้อยู่หรอกว่านั่นเป็นเพราะอะไร

ไอ้เจ้าของบริษัทเล็กกระจิ๊ดริดนี่กำลังทำตัวให้ดูน่าชื่นชม !

ผู้ชายอบอุ่น ใจกว้าง สุภาพ ค่อนข้างมีเงิน ถุ้ย !  ของปลอมทั้งนั้น จริง ๆ แล้วรุ่ยจินเว่ยมันก็เป็นแค่คนชั่วช้า สามานย์ และหยาบคายไม่ต่างจากเขานั่นแหละ (?)  

นับว่าดีแล้วที่ซุนไป่หานตื่นเช้ามาวุ่นวายที่ห้องทำงานหมอนี่ ก็แน่ล่ะสิ เขาเป็นเพื่อนของประธานโรงแรมต้าจี๋ฉาย ที่เมียสุดรักของมันกำลังโดนไอ้หนุ่มไม่รู้ที่รู้ทางตามจีบ 

ถ้านี่เป็นนิยายรักโรแมนติก เขาในฐานะเพื่อนพระเอกก็ต้องช่วยมันกันศัตรูออกไปให้พ้นทางจริงไหม ?

ขณะนั่งรอคนสองคนซึ่งกำลังคุยกันอยู่ ซุนไป่หานผู้รับหลายบทบาทมาตลอดชีวิตยิ้มทะมึน ไม่พลาดปล่อยให้ภรรยาคุณหวังคลาดสายตาไปไหน ดวงตาเรียวกรีดอายไลเนอร์สีน้ำตาลธรรมชาติจดจ้องแผ่นหลังกว้างจนเจ้าของเย็นยะเยือก

การสัมภาษณ์เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง ข้อมูลที่ได้ครบถ้วนเป็นที่น่าพอใจ ตอนแรกรุ่ยจินเว่ยตั้งใจจะลงไปส่งเสี่ยวหลิว กระนั้นเลขาโทรแจ้งเข้ามาว่ามีสายด่วนจากลูกค้ารายใหญ่ ทั้งสองจึงแค่ร่ำลากันพอเป็นพิธี

เสี่ยวหลิวก้มหัวเล็กน้อยให้เพื่อนสามี  ซุนไป่หานไม่จำเป็นต้องมาอยู่คอยเขาเลย มันทำให้เขาเกรงใจ 

“หมอนั่นไม่ได้พูดหรือถามอะไรแปลก ๆ ใช่ไหม” 

ระหว่งที่เดินไปยังรถยนต์ส่วนตัว ซุนไป่หานก็ถามขึ้นมา

“แปลก ๆ ? ”

“อย่างเช่น คุณดูดีมากเลยวันนี้ ไปทานข้าวกันไหม ?  วันนี้สามีกลับมาดึกรึเปล่า ? ”

ศีรษะเล็กส่ายไปมา “เขาไม่ได้พูดหรือถามอะไรอย่างนั้นนะครับ” อีกอย่างประโยคพวกนั้นไม่เห็นแปลกตรงไหนเลยนี่

ซุนไป่หานนิ่งไป แค่เห็นใบหน้าใสซื่อของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก็รู้อยู่แล้วว่าไร้เดียงสาแค่ไหน

ไร้เดียงสาจนน่าเป็นห่วงแทนไอ้เพื่อนเวร ซุนไป่หานรู้สึกกังวล ถ้าเขามีภรรยาแบบนี้จะพาไปไว้ที่ห้องทำงานไม่ให้ไกลหูไกลตาเชียว

ตลอดทางไปยังคอนโดของเสี่ยวหลิว ทั้งสองนั่งเงียบไม่ได้สนทนาอะไรกันมากนัก เนื่องเพราะไม่ได้สนิทกันเป็นทุนเดิม ถ้าสังเกตจากสีหน้าแล้ว เป็นซุนไป่หานที่ดูจะอึดอัดใจมากกว่า

แน่ละสิ...เขาก่อวีรกรรมอะไรไว้ ทำไมจะจำไม่ได้

ก็ว่าจะขอโทษเสี่ยวหลิวตั้งหลายครั้ง แต่มันไม่มีโอกาส วันนี้โชคดีที่ได้เจอกันโดยบังเอิญ ชายหนุ่มควรจะพูดมันออกไป หลังจากจอดรถหน้าคอนโดเรียบร้อย เขาก็หันไปหาคนที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัย

“ฉันขอโทษนะ” 

“เอ๋ ? ”

“เรื่อง เอ่อ เรื่องตอนงานเลี้ยงต้อนรับนาย ที่ลองเครื่องสำอางอะไรนั่น” พูดอยู่ในลำคอฟังแทบไม่ได้ยิน “เราอาจจะรู้แล้วว่ามันเป็นแผนที่พวกฉันคิดขึ้นมา แต่ว่าที่พวกฉันทำแบบนั้นก็เพราะอยากให้ความสัมพันธ์พวกนายดีขึ้น ฉันไม่รู้ว่าที่ทำลงไปจะทำให้เรื่องมันบานปลายถึงขนาดนี้”

เสี่ยวหลิวต้องใช้เวลาอยู่หลายวินาทีกว่าจะเข้าใจ นึกย้อนไปยังจุดเริ่มต้น หนึ่งในต้นเหตุที่ผลักดันให้ตัดสินใจยอมแพ้ เด็กหนุ่มมองสบดวงตาของซุนไป่หาน รับรู้ได้ว่าเจ้าตัวรู้สึกผิดจริง ๆ แล้วถามว่าเขาล่ะโกรธไหม คำตอบคือไม่พอใจที่ตัวเองเป็นเป้าหมายของแผนการมากกว่า ที่สำคัญหวังหย่งเหวินต่างหากที่ไม่ยอมฟังคำอธิบาย ทำตัวเหมือนหมาบ้า ทำเรื่องทุกอย่างแย่ไปหมด

เขาเทความโกรธไปที่หวังหย่งเหวินเกือบหมดหน้าตัก  

ริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ เรื่องมันผ่านมาแล้ว”

ซุนไป่หานใจชื่นขึ้น “นายไม่โกรธฉันใช่ไหม”  

“ไม่โกรธหรอกครับ”

ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง เรื่องที่หนักใจมาหลายเดือนสุดท้ายก็ได้รับการปลดปล่อยเสียที เสี่ยวหลิวนี่เป็นคนดีจริง ๆ ให้ตาย

“ขอบคุณนะครับที่มาส่ง เดินทางปลอดภัยครับ”

ตอนที่เสี่ยวหลิวจะลงจากรถ คนขับอย่างเขาก็เพิ่งจะนึกอะไรขึ้นได้

“เดี๋ยวก่อนเสี่ยวหลิว ฉันอยากเตือนอะไรนายหน่อย”

ดวงตาเรียวสวยจ้องใบหน้าที่เคร่งเครียด 

“เรื่องรุ่ยจินเว่ย ฉันอยากให้นายระวังเขาไว้ นายอาจจะตามคนไม่ทันเลยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดไม่ซื่อ” 

“คิดไม่ซื่อ ? ”

“ใช่ มัน ฉันหมายถึงเขาไม่ได้มองนายแบบเพื่อน ถึงจะรู้ว่านายมีสามีแล้วก็ยังจะทำเรื่องผิดศีลธรรม เรื่องนี้ทำหย่งเหวินมันเครียดมากเลยนะรู้ไหม”

ไม่ใช่แค่หวังหย่งเหวินที่กลัว ซุนไป่หานเองก็กลัว เขาไม่ยอมหรอกนะ อุตส่าห์เจ็บตัวเพื่อแผนการของลู่เสียน ถ้ารุ่ยจินเว่ยจะเข้ามาทำให้มันแย่กว่าเดิม เทพเจ้าแห่งความรักอย่างเขาก็จะขัดขวางให้ถึงที่สุด 

ตั้งแต่ที่ลู่เสียนเล่าเรื่องรุ่ยจินเว่ยให้ฟังในการประชุมลับ(เป็นอีกครั้งที่ไม่ได้เชิญหวังหย่งเหวิน) ซุนไป่หานก็ไม่รีรอที่จะใช้งานจัดแสดงทางธุรกิจเข้าหาเป้าหมาย เขาเหม็นขี้หน้าเจ้าตัวเป็นทุนเดิม ถือว่าการไปกวนประสาทคือความสะใจส่วนตัวก็ไม่ผิด    

“เอ่อ เข้าใจผิดแล้วครับ คุณรุ่ยไม่ได้คิดกับผมแบบนั้น” ให้มองยังไงก็ไม่น่าใช่ อย่างมากถ้าไม่ได้มองในฐานะเพื่อน ก็คงมองในฐานน้องชาย เขาสังเกตเห็นว่าสายตาของรุ่ยจินเว่ยคล้ายคลึงกับของลู่เสียนบางครา 

ซุนไป่หานส่ายหน้า “นายคิดแบบนั้นก็เพราะกำลังโดนหลอกยังไงล่ะ เสือไม่มีทางให้เหยื่อรู้หรอกว่ากำลังถูกล่า” 

เสี่ยวหลิวไม่รู้จะแก้ไขความเข้าใจผิดยังไง  เขาทบทวนคำพูดของซุนไป่หานอีกครั้ง แล้วก็ต้องสะดุดกับชื่อของสามี ความสงสัยผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“เมื่อกี้ที่บอกว่าเฮียเหวินเครียดมาก...มันหมายความว่ายังไงเหรอครับ”  



‘หย่งเหวินกลัวว่ารุ่ยจินเว่ยจะมาแย่งนายไป ยิ่งตอนแยกกันอยู่ติดต่อหากันไม่ได้ มันแทบจะเป็นบ้าเพราะไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะเตือนนายด้วยวิธีไหน หย่งเหวินกลัวที่จะเสียนายไปมากเลยนะ’

เสี่ยวหลิวไม่คิดว่าเรื่องของเขาและรุ่ยจินเว่ยจะถูกมองไปในทางนั้น ตกใจไม่น้อยที่มีหลายคนเข้าใจผิด

โดยเฉพาะผู้เป็นสามี...ภาพหวังหย่งเหวินคุกเข่าขอร้องตอนที่เขาจะออกไปทานข้าวข้างนอก ย้อนกลับมาพิจารณา หวังหย่งเหวินคงรู้สินะว่าเขากำลังจะออกไปหาใคร เข้าใจไปว่าฝ่ายนั้นกำลังคิดอะไรกับเขาอยู่  

แบบนี้จะเป็นไปได้ไหม ว่าที่หวังหย่งเหวินไม่อยากให้เขาไปขนาดนั้น กังวลจนถึงกับร้องไห้ออกมา บางทีอาจจะเพราะว่า...หึง 

เฮียเหวินหึงหลิว 

นั่นมันใช่ความหมายอย่างที่เขาเข้าใจรึเปล่า เด็กหนุ่มละมือจากแป้นพิมพ์โน๊ตบุ๊ค กำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ใจเต้นตึกตักอย่างห้ามไม่อยู่ 

ไม่เคยคิดว่าชาตินี้เฮียจะหึงเรากับคนอื่น หวังว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกยังเป็นไปได้มากกว่า  ก็อย่างที่สงสัยตั้งแต่เมื่อเช้า ว่านี่มันคือความฝันหรือว่าความจริงกันแน่ 

หรือบางทีเขาควรจะถามเฮียเหวินไปให้รู้แล้วรู้รอดดี ถ้าได้ทราบจากปากของเจ้าตัวคงทำให้เขาเลิกตั้งคำถามไม่รู้จบแบบนี้

เสียงแตะคีย์การ์ดและประตูที่ถูกเปิดออกดึงความสนใจให้หันไปมอง เป็นสามีที่กลับมาจากการทำงาน ร่างสูงในชุดสูทดูดีเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

จะบังเอิญอะไรขนาดนี้ นึกถึงได้ไม่ทันไรก็ได้เจอตัวเป็น ๆ

คนตัวเล็กแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ก้มหน้าพิมพ์งานต่อ พวกเขาคืนดีกันได้ไม่กี่วันเอง จะให้เขาเปลี่ยนตัวเองกลับไปเป็นเสี่ยวหลิวที่น่ารักมันก็ออกจะประหม่า จากภรรยาแข็งกระด้างเป็นหลิวของเฮียที่อ่อนโยน จะบอกว่าเขาไม่อยากเสียฟอร์มก็คงใช่

“กลับมาแล้ว”

หวังหย่งเหวินมีสีหน้าผ่อนคลาย เขารอคอยเวลานี้มาทั้งวัน เข้าใจแล้วว่าทำไมพนักงานถึงอยากกลับบ้านทันทีที่หมดเวลางาน สัจธรรมคือใคร ๆ ก็อยากกลับมาหาคนที่ตนรักกันทั้งสิ้น ขนาดเขาต้องประชุมทั้งวัน เหนื่อยล้าจนอยากนอนพักแค่ไหน เพียงได้เห็นภรรยากำลังนั่งรออยู่บนโซฟาก็หายเป็นปลิดทิ้ง

เสี่ยวหลิวพยักหน้าให้ ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น จริง ๆ แล้วเขาควรจะทำตัวเป็นภรรยาที่ดี เมื่อสามีกลับมาก็ควรจะรินน้ำเย็นเตรียมเอาไว้ จากหางตาเห็นว่าร่างสูงขยับตัว คิดว่าเฮียน่าจะเดินเข้าห้องไปอาบน้ำนอน  

สงสัยคงต้องเอาไว้ถามเรื่องนั้นทีหลัง

“ท-ทำอะไร” 

เสี่ยวหลิวตกใจ จู่ ๆ หวังหย่งเหวินกลับวางกระเป๋าทำงานไว้บนพื้น ขยับเข้ามาย่อตัวคุกเข่าสองข้างตรงหน้า 

“จูบเท้าภรรยา” 

พูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกระตือรือร้น เสี่ยวหลิวได้ยินดังนั้นก็รีบชักเท้าขึ้นมาขัดสมาธิไว้บนโซฟา ทันก่อนที่มือใหญ่จะเลื่อนมากอบกุม

ลืมไปเสียสนิทว่าเคยออกคำสั่งอะไรไว้บ้าง หวังหย่งเหวินเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลเมื่อคืนก่อน ระหว่างที่รักษาตัวก็ไม่ได้ ‘แสดงความเคารพ’ อย่างที่อยากทำ 

เสี่ยวหลิวลืมแต่ไม่ได้หมายความว่าหวังหย่งเหวินจะลืมหรอกนะ

หวังหย่งเหวินใจเสียเล็กน้อยที่เห็นปฎิกิริยาตรงกันข้าม คิดว่าตนทำอะไรผิดไปหรือเปล่า 

“เฮียไม่ต้องจูบเท้าหลิวแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า  พอไม่ได้ฝืนวางอำนาจก็รู้สึกอายขึ้นมา เขาออกคำสั่งน่าขายหน้าไปตอนนั้นก็เพราะอยากจะให้สามีเลิกเล่นละคร ไม่ได้กะจะให้ทำไปตลอดชีวิต

หวังหย่งเหวินยังคงสงสัย “ทำไมล่ะ โกรธอะไรเฮียรึเปล่า” ถ้ามีก็อยากให้บอกเขาตรง ๆ 

“เปล่า หลิวแค่คิดว่ามันไม่จำเป็น”

“จำเป็นสิ เฮียต้องแสดงให้เสี่ยวหลิวเห็นว่าเฮียรักและเคารพเรามากแค่ไหน”

เสี่ยวหลิวหลบสายตาอ่อนโยนที่มองมาแทบไม่ทัน ใจเต้นตึกตักกับประโยคแฝงการบอกรัก 

ข้างในคนตัวเล็กกำลังตีกันยุ่งเหยิง ใจหนึ่งอยากเหลือเกิน อยากจะโผเข้ากอดเฮียเหวินเสียตอนนี้ บอกว่าเขาดีใจแค่ไหนที่ได้ยินคำว่ารักจากปากอีกฝ่าย แต่อีกใจก็อยากสงวนท่าที เขาได้แต่ทำอะไรไม่ถูกเหมือนตอนที่รู้ตัวว่าชอบอีกฝ่ายครั้งแรก 

ต้องพยายามมากแค่ไหนถึงจะกดรอยยิ้มให้จมหายไป

“ก็บอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องทำแล้ว หลิวไม่อยากให้ทำ เฮียไปอาบน้ำนอนนะ” ใช้เสียงที่จริงจังขึ้นมาอีกระดับ เฮียเหวินไปเร็ว ๆ สิ อย่าให้หลิวต้องหมดความอดทนเลย   

หวังหย่งเหวินไม่ขยับตัว ซ้ำกล่าวประโยคใจความเดิม

“ขอจูบก่อนได้ไหม”

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน “ก็บอกไม่ให้ไงครับ” ทำไมเฮียถึงพูดไม่รู้เรื่อง อยากเห็นเขาตอนโกรธจริง ๆ สินะ

“ที่ปาก”

สิ้นคำเสี่ยวหลิวพลันรู้สึกเหมือนลูกโป่งที่ทนแรงดันอากาศเข้ามาไม่ไหว ในที่สุดก็ระเบิดกระจายไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าเล็กขึ้นสีแดงเรื่อ ดวงตาเบิกกว้างตกใจ 

หวังหย่งเหวินเห็นภรรยาทำอะไรไม่ถูกก็รู้สึกเอ็นดู ใช้จังหวะนั้นเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กว่าเดิม เสี่ยวหลิวของเฮียทนสบตาไม่ไหวอีกแล้ว เขินจนต้องปิดหน้านับหนึ่งถึงร้อยในใจ 

“เสี่ยวหลิว... ขอเฮียจูบเราได้ไหม” สามีที่แสนดี แม้แต่จะจูบภรรยายังต้องขออนุญาต หวังลึก ๆ ว่าคงได้ แต่ถ้าเสี่ยวหลิวไม่อยากเขาก็จะไม่บังคับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนตัวเล็ก 

เสี่ยวหลิวรับรู้ได้ว่าระยะห่างระหว่างพวกเขามันน้อยลงจนน่าใจหาย มือที่ปกปิดสีแดงบนใบหน้าถูกนำออกอย่างเชื่องช้า ไม่มีที่ให้ซ่อนจากดวงตาคู่คม

“จู่ ๆ มาขอกันแบบนี้...” พึมพำเสียงเบา สัมผัสที่เฮียจับรู้สึกร้อนไม่ต่างจากการโดนเปลวไฟหลอมละลาย “คิดจะแกล้งกันเหรอ” 

“ไม่ได้แกล้งเลย…” เงียบคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ใคร่ครวญมาก่อนแล้ว “แค่เพราะที่ผ่านมาการจูบของพวกเราไม่ได้เป็นความทรงจำที่ดีเท่าไหร่ ขอโทษนะที่ทำให้รู้สึกแย่ตั้งหลายครั้ง” ใบหน้าหล่อเหลายังคงอยู่ในระดับเดียวกัน กุมมือของภรรยาไว้หลวม ๆ 

ก่อนหน้านี้เมื่อริมฝีปากได้สัมผัสกัน ก็มีแต่เสี่ยวหลิวที่แสดงออกถึงความรัก ส่วนครั้งที่สองเขาปฏิเสธด้วยการทำอีกฝ่ายบาดเจ็บ เขาตอบกลับเสี่ยวหลิวด้วยความเกลียดชัง จินตนาการไม่ออกเลยว่าภรรยาจะรู้สึกแย่แค่ไหน

“อนุญาตเฮียนะ”

น้ำเสียงเว้าวอนและแววตาใส่ใจทำเอาใจอ่อนยวบไปหมด

แล้วคิดว่าคนที่รักอีกฝ่ายมาตลอดอย่างเขาจะอดทนได้อีกเหรอ

เสี่ยวหลิวไม่ได้เอ่ยตอบ เขาดึงมือออกจากการกอบกุม คราแรกหวังหย่งเหวินคิดว่าคงหมดโอกาส ถอดใจเตรียมจะลุกขึ้น จนวินาทีถัดมาถึงได้ทราบว่าเข้าใจผิด

ผิดจากที่คาดไว้...เกินไป

มือของภรรยาวางลงบนไหล่กว้างทั้งสองข้าง ใช้เป็นหลักยึดออกแรงดึงให้ถึงระยะที่ใบหน้าอยู่ห่างเพียงลมหายใจกั้น ร่างสูงไม่มีเวลาพอสำหรับการตั้งสติ ความเขินอายอย่างไร้เดียงสาช่างพร่าเลือน ประสาทสัมผัสทั้งหมดถูกหลอมรวมไว้ที่จุด ๆ เดียว

สัมผัสที่ประทับลงบนริมฝีปากหยักหนานุ่มนวลราวกับปีกผีเสื้อที่วาดผ่านผิวน้ำ เสี่ยวหลิวเอียงใบหน้าปิดเปลือกตาลง ถ่ายทอดความรู้สึกซึ่งถูกเก็บไว้ออกมาจนหมด ส่งความคิดถึงผ่านน้ำหนักที่กดย้ำ โหยหาคนตรงหน้าจนขอบตาสองข้างร้อนผ่าว

หลายเดือนที่แยกกัน แสดงความรักที่ไร้การคงอยู่อย่างเสแสร้ง มันถูกพิสูจน์อย่างแน่ชัดด้วยเหตุการณ์ในผับคืนนั้นแล้ว 

ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีแค่สัมผัสจากเฮียเท่านั้นที่เขาต้องการ

หวังหย่งเหวินหัวใจพองโต เลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง การกระทำของเสี่ยวหลิวเกือบทำเอาขาดสติ มือใหญ่ค่อย ๆ ประคองใบหน้าหวาน กดหลังลำคอขาวเข้ามา บดเบียดกันและกันจนแทบหลอมรวมเป็นหนึ่ง 

ไม่ทันไรคนที่เริ่มกลับกลายเป็นฝ่ายตาม แค่จูบกันเพียงผิวเผินไม่อาจพอต่อความต้องการผู้ร้องขอ ภายนอกกลีบปากเล็กทั้งนุ่มทั้งหวาน หลงใหลจนอยากลิ้มรสให้มากกว่านี้ อยากมอบความรักให้มากกว่านี้

มือเล็กขย้ำกำเสื้อสูทแน่นจนเนื้อผ้าเสียดสีกับข้อนิ้ว เช่นเดียวกับขาที่ขัดสมาธิอยู่ถูกร่างกายสูงใหญ่แทรกดัน บังคับให้เอนตัวแยกเข่าออกกว้าง แนบชิดเสียดสีเข้ากับพนักโซฟาด้านหลัง   

ความโหยหาของสามีไม่ได้น้อยไปกว่าผู้เป็นภรรยา หลักฐานคือการบอกรักด้วยลิ้นร้อนและฟันคม ขบเม้มดูดดุนเรียวปากร้อนจนเจ่อแดง เสียงน่าอายดังพอ ๆ  กับคำว่ารักซึ่งกระซิบชิดริมฝีปาก 

“หยุดก่อน” เสี่ยวหลิวหายใจหอบ รีบโกยอากาศเข้าปอดเมื่อเป็นอิสระ กายสั่นสะท้านกับความใจร้อนของอีกฝ่าย ตาลายจนมองใบหน้าหวังหย่งเหวินไม่ชัด เขาเหมือนกำลังจะตาย  

“ขอโทษ” ผู้เป็นสามีกล่าวตอบอย่างจนปัญญา หากเริ่มแล้วจะหยุดได้อย่างไร เขาอยากสัมผัสเสี่ยวหลิวให้เท่ากับความใจร้ายที่เคยกระทำ อยากจะจูบให้อิ่มหนำทดแทนช่วงเวลาสามเดือนอันแสนว่างเปล่า 

หวังหย่งเหวินไม่อาจหักห้ามใจ เขาใช้จังหวะที่เสี่ยวหลิวเผยอปากส่งความอุ่นชื้นเข้าไปเป็นครั้งแรก         

...รู้สึกดีจนแทบบ้า

เสียงคำรามต่ำในลำคอกระตุ้นให้คนถูกเกี่ยวรัดเสียววาบ ประสบการณ์แปลกใหม่เข้ามาทักทายอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะขยับลิ้นหนียังไงก็ถูกดักไปเสียทุกทาง สุดท้ายก็ต้องยอมจำนน เขาเริ่มตอบรับไปตามความรู้สึกที่มี ซึ่งนั่นสร้างความพอใจให้กับร่างสูงอย่างมาก 

หวังหย่งเหวินดีใจที่ตนเองยังเป็นที่ต้องการ

สองแขนเรียวยกโอบลำคอคนตรงหน้า เผลอตัวหยัดกายขึ้นไล่ตามความร้อนแรงที่บางคราก็ห่างออกไปตามการเคลื่อนไหว หายใจไม่ทัน แต่ก็ไม่ยอมผละจากออกไป   

หวังหย่งเหวินดึงสะโพกเพรียวมาแนบชิด ลากมือลงผ่านบั้นท้าย เมินเฉยต่อปราการชิ้นบางอย่างกางเกงนอน กดนิ้วร้อนลงบนขอบทางอ่อนนุ่ม   

ถึงตอนนี้เสี่ยวหลิวได้ลืมสิ่งที่เรียนจากตำราจนหมดสิ้น  


อย่างที่เขาว่ากัน ภาคทฤษฎีไหนเลยจะเหมือนภาคปฏิบัติ









-------------------------------------------------------------------------------------

กลับมาอัพแล้วค่ะ ขอโทษจริง ๆ ที่ก่อนหน้านี้หายไปนานนะคะ เราได้แจ้งไว้ในตอนล่าสุดว่าต้องสะสางงานหลายตัว แต่ว่าหลังจากนั้นเราแจ้งแค่ในทวิตว่าต้องเตรียมตัวสอบช่วงธันวาคมต่อ คนที่ไม่ได้ติดตามช่องทางนั้นเลยไม่ได้รับข่าวสาร จากนั้นพอสอบเสร็จเราก็หมดแรง พักสมองไปช่วงปีใหม่ พอกลางเดือนมกราคมถึงได้กลับมาเขียนจริง ๆ จังอีกรอบ ซึ่งก็ต้องนั่งแงะสำนวนตัวเอง TT หลายคนอาจลืมเนื้อเรื่องไปแล้ว แต่ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามกันอยู่นะคะ คิดถึงนักอ่านมากจริง ๆ   

ส่วนเรื่องที่จะมาอัพจนจบไหม เราจะมาอัพจนจบแน่นอนค่ะ อาจมาช้าบ้างแต่ไม่ทิ้งแน่นอน เพราะอีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยฮืออออ 

ถึงอย่างไรนักเขียนขอสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะคะ ขอให้นักอ่านทุกท่านมีความสุข สมหวังสิ่งที่ปรารถนาทุกประการค่ะ.

ความคิดเห็น