Minchol

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 36 ผมขอโทษ

ชื่อตอน : บทที่ 36 ผมขอโทษ

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 196

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2562 23:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 36 ผมขอโทษ
แบบอักษร

        จูไฉ่หงเดินออกจากลิฟต์มุ่งตรงจะกลับไปที่ห้อง ระหว่างทาง เธอเดินสวนกับบริกรที่เข็นรถเข็นอาหาร บนรถเข็นมีจานชามหลายใบแล้วยังมีถังใส่แชมเปญด้วย ในแว่บแรกเธอนึกประหลาดใจ เพราะในทิศทางที่บริกรเดินผ่านมาก็จะมีแต่เพียง ห้องของจูอี้หลง ห้องของเธอและห้องของถังซันเท่านั้น ปากไวเท่าความคิด เธอเรียกบริกรหยุดแล้วถามว่า เป็นอาหารที่ห้องไหนสั่ง จึงได้คำตอบว่าเป็นอาหารที่ห้องของจูอี้หลงสั่งตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้ แล้วตอนนี้ได้โทรศัพท์สั่งอาหารเช้ามา เขาจึงเข็นรถอาหารเช้ามาส่งแล้วเอารถเข็นที่เอามาส่งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนกลับไปด้วย จูไฉ่หงมองดูถ้วยจานที่วางบนรถเข็น เห็นจำนวนก็รู้ว่า ไม่ใช่อาหารสำหรับคนคนเดียว แถมยังมีแชมเปญด้วย เธอจึงเพียงแค่ยิ้ม กล่าวขอบคุณ แล้วเดินจากมา     

        นี่แสดงว่าไป๋อวี่ยังไม่ได้กลับ เขาจะอยู่ต่อได้ยังไง ถังซันอยู่ที่ปักกิ่ง จะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว วูบหนึ่งเธอรู้สึกโกรธจูอี้หลงขึ้นมา ที่เขาปล่อยให้ไป๋อวี่อยู่ค้างอีกหนึ่งคืน ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอก็หยุดหน้าห้องของจูอี้หลง แล้วเคาะประตูห้องก่อนที่จะยับยั้งชั่งใจได้ ไม่มีใครเดินมาเปิดประตู เธอจึงเคาะซ้ำอีกครั้งหนึ่งแรงขึ้นกว่าเดิม พอประตูเปิดออก เธอก็เห็นจูอี้หลงที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วยืนขวางอยู่    

        จูไฉ่หงยกมือทั้งสองข้างขึ้น ผลักจูอี้หลงกลับเข้าไปในห้องอย่างแรง แล้วตัวเธอเองก็ก้าวพรวดผ่านเขาเข้าไปในห้อง จูอี้หลงดึงประตูห้องเปิดออกจนสุด แล้วหมุนตัวมองตาม หัวคิ้วขมวดมุ่น สายตาแสดงความไม่พอใจ    

        จูไฉ่หงกวาดสายตาสำรวจทั้งห้อง มองไม่เห็นไป๋อวี่ ที่เตียง ผ้าห่มก็ถูกปูคลุมเตียงไว้อย่างเรียบร้อย เธอก้าวพรวดไปเปิดประตูห้องน้ำ ในนั้นก็ไม่มีคนอยู่ บริเวณโต๊ะรับแขกมีอาหารเช้าที่ยังไม่ได้ทานวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ เป็นอาหารเช้าสำหรับหนึ่งคน เธอหันไปสบตากับจูอี้หลง ทั้งสองคนจ้องหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างมีใบหน้าบึ้งตึง แสดงความไม่พอใจอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วจูไฉ่หงก็ก้าวพรวดๆออกจากห้องไป โดยไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว 

        วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ทีมงานจะอยู่ที่ซิดนีย์ วันนี้นอกจากจะต้องลงเรือไปถ่ายรูปในอ่าวแล้ว ยังจะต้องไปสวนสัตว์ เพื่อถ่ายแบบสำหรับ Photo Album อีกด้วย ตอนช่วงหัวค่ำก็จะมีงานเลี้ยงเพื่อขอบคุณทีมงานทางออสเตรเลีย ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นเครื่องกลับปักกิ่ง ในตอนเช้ามืดของวันใหม่     

        ทีมงานทั้งหมด ยังเลือกที่จะทานอาหารเช้าในห้อง เพราะจะได้ทานไปด้วยและคุยเรื่องงานไปด้วย จูไฉ่หงกินข้าวเช้าไม่ลงจริงๆ เธอกลับเข้าห้องหลังไปเดินออกกำลังกายด้วยสีหน้าบึ้งตึง เธอตรงเข้าไปอาบน้ำปล่อยให้หลินชิงหูกับน้องๆทีมงานนั่งกินอาหารเช้ากันไป เมื่อเธอแต่งตัวเสร็จแล้วก็มานั่งจิบกาแฟกับหลินชิงหู จิบไปได้เพียงแค่ครึ่งถ้วย จูอี้หลงก็มาเคาะประตู เขาเดินเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้า ยืนสงบนิ่งอยู่อึดใจ แล้วจู่ๆเขาก็โค้งตัวลงให้หลินชิงหูแล้วก็หมุนตัวมาทางจูไฉ่หง โดยยังคงก้มโค้งตัวอยู่อย่างนั้น ทั้งห้องมีแต่ความเงียบ ตากล้องที่กำลังป้อนผลไม้เข้าปาก ต้องรีบวางส้อมลง แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเลี่ยงไปหาช่างแต่งหน้าและผู้ช่วยสไตลิสต์ ที่กำลังยกกระเป๋าออกมาวางข้างประตูห้อง 

        จูอี้หลงยังคงโค้งอยู่อย่างนั้น หัวไหล่ทั้งสองเริ่มสั่นสะท้าน ทำให้รู้ว่าเขาเริ่มร้องไห้ หลินชิงหูหายงง ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ปราดมาพยุงแล้วกอดเขาไว้ จูอี้หลงกอดหลินชิงหูไว้ แล้วร้องไห้อย่างเปิดเผยไม่อายใคร จูไฉ่หงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอลุกจากเก้าอี้ เข้าไปโอบกอดทางเบื้องหลังของจูอี้หลงไว้ สองมือของเธอยึดหัวไหล่ทั้งสองของหลินชิงหูไว้แน่น สองแขนจึงเหมือนปราการที่โอบป้องจูอี้หลงไว้ภายใน คนสามคนยืนโอบกอดกันมีสองคนส่งเสียงร้องไห้ดังฮือฮืออย่างไม่อายใคร ในขณะที่อีกคนหนึ่งกำลังพยายามกลั้นก้อนสะอื้นไม่ให้หลุดจากปาก ทีมงานอีกสามคนที่ยืนอยู่ตรงประตูห้อง ค่อยๆเปิดประตูเดินออกจากห้องไป โดยไม่เข้าใจว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น    

        สาวน้อยช่างแต่งหน้าเริ่มมีน้ำตาไหลริน    

        "มันเรื่องอะไรกัน ฮะ" หนุ่มช่างกล้องถาม    

        "ไม่รู้" เธอกล่าวตอบปนสะอื้น    

        "อ้าว ไม่รู้แล้วร้องไห้ทำไม" เขาท้วง ผู้ช่วยสไตลิสต์ตีแขนเขาดังเพี๊ยะ นัยน์ตาเธอแดงก่ำ     

        "พี่เคยเห็นจูเหล่าซือร้องไห้อย่างนี้นอกบทหรือเปล่า...." เธอถาม แล้วก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่    

        "เห็นจูเหล่าซือร้องไห้อย่างนี้ ใครจะกลั้นน้ำตาอยู่ได้...มันจะเรื่องอะไรก็เหอะ.."


        "ผมขอโทษ" จูอี้หลงเอ่ยปากในที่สุด หลินชิงหูตบที่หลังเขาเบาๆ แม้จะเดาได้ว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับไป๋อวี่ แต่เขาก็ไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด จูอี้หลงค่อยๆผละออกจากหลินชิงหู แล้วหมุนตัวออกจากอ้อมกอดของจูไฉ่หง    

        "ผมจะไม่ทำให้พี่ต้องหนักใจเพราะผมอีกแล้ว ผมต้องขอโทษด้วยที่สองสามวันมานี้ผมทำตัวเหลวไหล" เขากล่าวเรียบๆ

        "ขอถามตรงๆเลยได้ไหม อาหลง" จูไฉ่หงเริ่มต้น แต่จูอี้หลงกลับส่ายหัวปฏิเสธ เหมือนจะรู้ว่าเธอจะถามเรื่องอะไร

        "ผมยังไม่พร้อม" เขากล่าวก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างหน้า


        ตอนจูอี้หลงอยู่ในห้องน้ำ จูไฉ่หงได้โอกาสกระซิบบอกหลินชิงหู ว่าเมื่อคืนนี้ ไป๋อวี่ค้างในห้องของจูอี้หลงอีกคืนหนึ่ง แต่เมื่อเช้านี้เธอไม่เห็นเขาอยู่ในห้องแล้ว หลินชิงหูทำตาเหลือก เขาเลิกคิ้วขึ้นเหมือนจะถามว่า เธอรู้ได้อย่างไร     

        "ฉันรู้สึกโมโห ที่พวกเขาสองคน ทำอะไรไม่รู้จักคิด ก็เลยเข้าไปในห้องเขาเมื่อเช้านี้ แต่ไม่พบไป๋อวี่อยู่ในนั้น จูเหล่าซือคงจะโกรธฉันมาก แต่เขาก็คงจะรู้ว่า ฉันก็โกรธเขามากเหมือนกัน"    

        "แล้วเธอคิดว่าต่อไป เรื่องมันจะเป็นยังไง ฮะ"    

        "จากที่จูเหล่าซือพูด ฉันคิดว่า เขาคงจะรู้คิดแล้ว ถึงยังไงเรื่องของเขากับไป๋อวี่ มันก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่รีบตัดใจถอนตัวออกมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็จะมีแต่ผลร้ายสำหรับทั้งสองฝ่ายเท่านั้น"    

        "ที่จริงมันก็ไม่ได้มีแต่เขาสองคนเท่านั้น เธอก็รู้นี่นาไฉ่หง ดาราที่มีความรู้สึกแบบนี้ แล้วแอบทำอะไรตามใจตัวเอง ก็มีอยู่"     

        "ไม่ได้" จูไฉ่หงกระชากเสียงห้วนๆ     

        "ใครจะแอบลักลอบทำอะไรฉันไม่สนใจ แต่จูอี้หลง จะต้องไม่ลักลอบทำอะไรที่เสียหายทั้งนั้น" นัยน์ตาของเธอลุกวาว ใบหน้าเริ่มส่อแววโกรธเกรี้ยว เธอหันมาเผชิญหน้าหลินชิงหู    

        "พี่คิดยังงั้นได้ยังไง.... แค่ฉันคิดว่า ไป๋อวี่เอามือมาแตะต้องลูบคลำจูเหล่าซือ ฉันก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว"     

        "เขาเป็นดาราที่อยู่ในความดูแลของเรานะ เขาไม่ใช่ลูกชายหรือน้องชายของเธอสักหน่อย" ถึงตอนนี้ จูไฉ่หงก็เริ่มร้องไห้อีกแล้ว จังหวะนั้นจูอี้หลงก็เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี จูไฉ่หงลุกพรวดขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในห้องเล็กของเธอ     

        เธอไม่ได้รังเกียจเขาหรือไป๋อวี่ แต่เธอกลัว คนค่อนประเทศก็คงไม่สามารถยอมรับความสัมพันธ์แบบนี้ได้ ถึงเธอเองตอนนี้จะรู้สึกปวดใจแทนจูอี้หลงจนแทบกระอัก แต่เธอก็จะไม่ยอมให้สังคมมาประนาม ว่าร้าย หรือตั้งข้อรังเกียจเขาเพราะเรื่องของไป๋อวี่ แบบนั้น เธอคงจะปวดใจยิ่งกว่า...    


        "หา อะไรนะ" หลินชิงหูส่งเสียงประหลาดใจลั่น ทำให้จูไฉ่หงต้องเปิดประตูออกมาดู เห็นเขาลดเสียงลง ตอบครับครับครับกับโทรศัพท์ พอวางหูเขาก็หันมามองจูอี้หลงกับจูไฉ่หง แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ทำท่าเหมือนไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี    

        "ผู้จัดการทั่วไปโทรมา...." เขาเว้นระยะ    

        "ตำรวจจับได้แล้ว.... เอ่อ ที่ถูกแทงน่ะ.... เอ่อ..." ปากหลินชิงหูแห้งไปหมด จูอี้หลงเซไปด้านหลังเล็กน้อย ภาพของไป๋เทียนจ้าวที่สนามบินผุดขึ้นมาในหัว 

        "เฉินม่าน..." หลินชิงหูกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก นัยน์ตาจ้องจูอี้หลงอยู่

        “เจ๊ใหญ่?” จูไฉ่หงถามเสียงสูง เธอหันไปมองจูอี้หลงที่ค่อยๆทรุดลงนั่ง


        ในหัวจูอี้หลงว่างเปล่าขาวโพลน .... ไม่ใช่ไป๋เทียนจ้าว... ไม่ใช่พ่อของไป๋อวี่.... จูอี้หลงหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูหยามหยัน แล้วจู่ๆเขาก็หัวเราะดังขึ้น น้ำตาไหลพรากจนกลบสองแก้ม .... แล้วมันจะต่างกันตรงไหน ..... เขาถามตัวเอง ค่อยๆลุกขึ้นยืน ส่งสายตาผ่านม่านน้ำตาที่ไหลไม่หยุด มามองจูไฉ่หงกับหลินชิงหู

   “ผมคงเป็นตัวหายนะสำหรับไป๋อวี่จริงๆ” เขากล่าวผ่านรอยยิ้มที่ดูเลื่อนลอยบิดเบี้ยว

   “นี่... ผมจะขอโทษเขายังไงดี...” 

        ........

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}