กอบเพลิง / พรรณพชร
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : EP.2 เพื่อนบ้าน

คำค้น : ลุ้นรักวิวาห์ร้อน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 873

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ม.ค. 2562 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP.2 เพื่อนบ้าน
แบบอักษร

:: ๒ ::

เพื่อนบ้าน

            เมื่อรู้สึกตัวในเช้าวันใหม่ฉันก็เจ็บแปลบ ๆ ที่ช่วงล่าง ปวดเมื่อยไปทั้งเนื้อทั้งตัวราวกับไปวิ่งในสนามรบกู้ชาติช่วยพี่น้องชาวบางระจันมาซะอย่างนั้น ภาพความฝันเมื่อคืนยังคงตามหลอกหลอนไม่เลิก ฉันฝันว่ามีอะไรกับนายฟีฟ่าหน้าหล่อ มันคือฝันร้ายที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลยค่ะ โชคดีเป็นเพียงแค่ฝันไม่งั้นฉันคงจะกลายเป็นผู้หญิงที่โชคร้ายที่สุดในโลกเพราะเสียตัวให้กับผู้ชายพรรค์นั้น

            “อื้อ...จะลุกไปไหนครับน้องจอย”

            หืออออ!!!

            ฉันเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เสียงทุ้มดังอยู่ใกล้หูมากจนหัวใจเต้นระส่ำ เพราะคำว่าน้องจอยยังคงดังก้องจากฝันเมื่อคืนนี้ ยังตามมาหลอกมาหลอนถึงในตอนเช้าอีกงั้นเหรอนี่

            ไม่จริงใช่ไหม...มันเป็นไปไม่ได้!

            “กรี๊ดดดด!!!”

            เมื่อหันไปมองข้าง ๆ ก็เจอกับภาพอุจาดลูกตา นายฟีฟ่านอนเปลือยกายล่อนจ้อนแถมน้องชายยังตั้งโด่จนเป็นภาพติดตาฉันไปแล้ว หันมามองตัวเองก็พบว่าอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างไว้แล้วเอามือปิดหน้าด้วยความตื่นตกใจ ส่งเสียงกรีดร้องดังปานจะมีใครมาฆ่าซะอย่างนั้น

            “เกิดอะไรขึ้น! อ้าว! ยัยตัวแสบทำไมเป็นเธอเนี่ย”

            “นายนั่นล่ะเข้ามาได้ยังไง นี่มันห้องที่ยัยน้ำเปิดไว้ให้ฉันนะ” ฉันหันขวับไปมองหน้าเขาอยากจะฆ่าให้ตายเสียตรงนี้ จากนั้นพยายามยกขาถีบให้อีกฝ่ายลงจากเตียงไป

            “นี่มันห้องฉัน! ไอ้ต๋องมันจ้องไว้ให้เว้ย เธอนั่นล่ะเข้าห้องมาผิดแล้ว แล้วจะมาถีบฉันทำบ้าอะไรเธอนั่นล่ะเป็นคนผิด” เขาบ่นแต่ก็ยอมลงไปจากเตียงโดยดี ใช้มือทั้งสองข้างปิดที่กลางกายไว้แต่กลับไม่สามารถปกปิดไว้ได้หมด แถมยังหน้าด้านยืนมองฉันอยู่อย่างนั้นไม่ยอมรีบไปใส่เสื้อผ้า

            “ไม่จริง! ยัยน้ำมาส่งฉันที่ห้องนี้ก่อนหน้านายจะมาด้วยซ้ำ แล้วจะมายืนแก้ผ้าโชว์ฉันทำไมเนี่ย หน้าด้านซะเหลือเกิน”

            เขาทำหน้าเหลอหลาราวกับกำลังเขินอายเมื่อโดนว่าให้อย่างนั้น จากนั้นรีบก้มลงหยิบกางเกงบ็อกเซอร์ขึ้นมาสวมใส่

            “นี่ไงกุญแจที่ไอ้ต๋องให้ฉันมา ไม่งั้นฉันจะเข้าห้องนี้ได้ยังไงกัน” เขาชูกุญแจห้องให้ดูเป็นหลักฐาน

            นั่นสิ! ถ้าไม่มีกุญแจมันก็เข้าไม่ได้หรือว่าพี่ต๋องให้กุญแจมาผิดอัน

            “แล้วไง! นายมีสิทธิ์มาปู้ยี่ปู้ยำฉันอย่างนี้เหรอไอ้บ้า นายมันสารเลว ไอ้คนระยำ” ฉันหยิบหมอนที่วางอยู่บนเตียงปาไปที่เขาด้วยความโมโหขั้นสุด

            “ก็คนมันเมาจะให้ทำยังไงล่ะ” ดูจากสีหน้าเขาก็เหมือนคิดหนักอยู่ไม่น้อย

            “ไม่ต้องทำยังไงหรอก แค่ไปตายก็พอแล้ว คนอย่างนายมันสมควรตายไม่ควรอยู่บนโลกใบนี้ให้เป็นเสนียดจัญไร ไปตายให้นอนแดกซะ” ฉันตะโกนใส่หน้าเสียงดังด้วยความโมโห ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครหยามฉันอย่างนี้มาก่อน รักษาความบริสุทธิ์มาทั้งชีวิต กลับต้องมาเสียให้กับไอ้บ้าคนนี้น่ะเหรอ เวรกรรมจริง ๆ เลย เฮ้อ!!!

            “ยัยบ้าเอ๊ย! ไม่มีเหตุผลเอาซะเลยแค่เสียตัวทำท่าจะเป็นจะตาย ผู้หญิงคนอื่นไม่เห็นเขาโวยวายเหมือนเธอเลย ทำอย่างกับไม่เคยซะอย่างนั้นล่ะ หยวน ๆ น่าเราเองก็มีความสุขกันทั้งคู่ไม่ใช่เหรอ” ตอนแรกสีหน้าก็ดูสำนึกผิดอยู่หรอก แต่ตอนนี้ทำหน้าระรื่นจนฉันเริ่มหมั่นไส้ขึ้นมาอีกแล้ว

            ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

            “ข้าวมึงเป็นอะไรหรือเปล่าทำไมโหวกเหวกโวยวายเสียงดังอย่างนี้”

            ได้ยินเสียงเพื่อนฉันก็หันขวับไปมองด้วยความตื่นตกใจ ไม่นะ! ต้องไม่มีใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว

            “นายรีบใส่เสื้อผ้าเลย ไม่งั้นฉันจะฆ่าให้ตายซะเดี๋ยวนี้ล่ะ”

            “ไม่ใส่จะทำไม” เขาทำหน้ากวนแล้วเดินขึ้นมานอนบนเตียงหน้าตาเฉย

            “ไอ้บ้าเอ๊ย! ถ้านายไม่ไปฉันไปเองก็ได้ ถ้ามีใครรู้ว่าเสียท่าให้นายฉันคงอกแตกตายแน่” ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ฉันจึงเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่วางเกลื่อนบนพื้น ทั้งที่ยังมีผ้าห่มผืนหนาคลุมร่างอยู่

            สวบ!!

            “ว้ายยย!! ทำบ้าอะไรเนี่ยเดี๋ยวเพื่อนฉันก็เข้ามาเห็นหรอก” กำลังจะเอื้อมมือลงไปเก็บ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับสวมกอดจากด้านหลังแล้วดึงขึ้นไปบนเตียงอีกครั้ง

            “เห็นก็ดีสิเธอจะได้อกแตกตายสมใจอยากไงล่ะ ฮ่าๆๆ ปากเก่งนักนี่วันนี้ฉันจะทำให้เธอรู้สำนึกซะบ้าง ยังไงฉันก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่นา” เขาปลุกปล้ำฉันให้นอนลงบนเตียงกับเขาอีกครั้ง พยายามดึงผ้าห่มออกเพื่อให้ตัวเองทำหน้าที่นั้นแทน

            “ปล่อยฉันนะไอ้บ้า ไอ้คนลามก” ขณะเราทั้งสองกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกมา พร้อมกับคู่บ่าวสาวมือใหม่ที่เดินเข้ามาพร้อมกัน

            แอ๊ดดดด!!!

            “อีข้าว! พะ...พี่ฟีฟ่า”

            ยัยน้ำยืนอ้าปากค้างเมื่อเห็นเราทั้งคู่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกันบนเตียง ส่วนพี่ต๋องก็มีสีหน้าไม่ต่างกันเลยสักนิด

            “ไอ้ฟ่าทำไมมึงเข้ามานอนห้องนี้ได้วะ ห้องที่กูเปิดไว้ให้อยู่ข้าง ๆ ไม่ใช่เหรอ” พี่ต๋องตะโกนถามเพื่อนเสียงดัง

            “ก็มึงไม่ใช่เหรอที่เอากุญแจห้องนี้มาให้กู”

            “อ้าว! งั้นเหรอสงสัยกูให้ผิดอัน แหะๆ” เมื่อรู้ว่าเป็นความผิดของตัวเองพี่ต๋องก็ยิ้มแหย ๆ ยกมือขึ้นเกาหลังคอแก้เขิน

            “แล้วเมื่อคืนพี่ฟีฟ่ากับเพื่อนหนูเอ่อ...”

            “ไม่ใช่อย่างที่แกคิด ฉันกับไอ้ผู้ชายเฮ็งซวยคนนี้ไม่มีทางทำเรื่องอย่างนั้นเด็ดขาด” ใครจะยอมล่ะไม่มีทาง

            “เป็นอย่างที่น้องน้ำคิดนั่นล่ะครับ พี่กับข้าวเรามีอะไรกันแล้ว” เขาเอ่ยเต็มเสียงอย่างภาคภูมิใจ

ใช่สิ*! ได้เปิดบริสุทธิ์ฉันแล้วนี่นา*

            “ฮือๆๆๆ แกอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะเว้ยฉันอาย” ในเมื่อพยานและหลักฐานมัดตัวแน่นหนาฉันก็นั่งร้องไห้อย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่สนแล้วว่าใครจะมองยังไง เหมือนชีวิตนี้มันหมดสิ้นหนทางแล้ว

            “ข้าวแกใจเย็น ๆ ก่อนดิ ฉันไม่บอกใครแน่นอนแล้วเรื่องพี่ฟีฟ่าจะเอายังไง แกจะให้พี่เขาฟรี ๆ งั้นเหรอ” ยัยน้ำเดินเข้ามากอดปลอบใจฉัน

            “ฉันไม่ให้มันเอาฟรี ๆ หรอก” ฉันรีบยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา จากนั้นจับผ้าห่มคลุมที่เนินอกไว้แน่น ๆ แล้วยกขาถีบไปที่ท้อง จนอีกฝ่ายกระเด็นตกเตียงลงไปนอนอยู่บนพื้น

            “เชี่ย! ตีนหนักฉิบหาย”

            “ถือว่าหายกันแล้ว ถ้าเรื่องนี้มีใครรู้ฉันจะเป็นคนฆ่านายด้วยมือของฉันเอง รีบออกไปเดี๋ยวนี้เลยไอ้สารเลว! ไอ้ชาติหมา ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน”

            “อย่าลามปามถึงพ่อแม่ฉันนะยัยตัวแสบ”

            “แล้วไงพ่อแม่นายไม่ใช่พ่อแม่ฉันสักหน่อย”

            “สงสัยอยากโดนดีมั้งเนี่ย” เขาทำท่าจะเดินเข้ามาหาเรื่องฉันแต่พี่ต๋องรีบรั้งตัวไว้ได้ทันเวลา

            “ไอ้ฟ่ามึงใจเย็น ๆ ออกไปกับกูเดี๋ยวนี้”

            “ปล่อยดิวะกูจะจัดการยัยบ้านี่ก่อน”

            “เข้ามาเลยไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ไอ้เหี้ย ไอ้ชิงหมาเกิด” ฉันเองก็ไม่ยอมแพ้ยังคงก่นด่าเขาเพื่อความสะใจ

            “ฝากไว้ก่อนเถอะได้เห็นดีกันแน่” เขาชี้หน้าตะโกนเข้ามาเป็นการทิ้งท้าย ก่อนจะถูกพี่ต๋องลากตัวออกไป

            เมื่ออยู่ในห้องสองคนกับยัยน้ำฉันก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง

            “ฮือๆๆๆ ฉันจะทำยังไงดีแก พรหมจรรย์ที่ฉันรักษาไว้ได้ขาดสะบั้นลงในพริบตาแล้ว เพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวเลย” ฉันกอดยัยน้ำร้องไห้ร้องห่มเสียงดังราวจะขาดใจเสียให้ได้

            “ใจเย็น ๆ ฉันมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่มีใครรู้แน่นอน ส่วนพี่ฟีฟ่าปล่อยให้พี่ต๋องจัดการเขาเป็นเพื่อนรักกันยังไงก็ต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้มึงได้”

            “ฉันไม่ได้อยากให้มันรับผิดชอบเว้ย แค่อยากให้เรื่องวันนี้มันจบลงโดยไม่มีใครพูดถึงอีก ฉันยอมเสียศักดิ์ศรีดีกว่าต้องไปให้คนอย่างนายนั่นรับผิดชอบ”

            “เออ...ฉันเข้าใจว่าแกหวงชีวิตโสดมาก แต่เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่นะเว้ยจะให้เขาฟรี ๆ งั้นเหรอ”

            “ใช่! แค่ครั้งเดียวถือว่าทำทานให้สัตว์ไป แกห้ามเล่าเรื่องนี้ให้อีโบ๊ทฟังนะเว้ย แกก็รู้ว่ามันเก็บความลับไม่อยู่”

            “เออ ๆ ฉันไม่บอกมันแน่ไว้ใจได้ แกรีบอาบน้ำใส่เสื้อผ้าก่อนเถอะจะได้รีบกลับบ้าน”

            “อื้ม ขอบใจมากแล้วนี่แกจะกลับแล้วเหรอ”

            “ก็ใช่น่ะสิกำลังจะกลับพอดีเลยแวะมาหาแกก่อน แล้วก็เจอแจ๊คพอตเข้าให้ซะงั้น”

            “ถ้างั้นแกรีบกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันก็จะกลับเหมือนกัน”

            “จะดีเหรอฉันกลัวว่าแกจะคิดสั้นน่ะสิ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าแกจะออกไปจากห้องก็แล้วกัน”

            “คนอย่างฉันเนี่ยนะจะฆ่าตัวตายเพราะผู้ชาย ไม่มีทางย่ะเรื่องแค่นี้จิ๊บ ๆ”

            “อีห่าแล้วเมื่อกี้ใครร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือดกันยะ”

            “ก็แค่นั้นล่ะทุกอย่างมันจบลงแล้ว ถ้ามัวแต่ร้องไห้ชีวิตก็ไปต่อไม่ได้สิยะ ฉันทำใจได้แล้วช่างแม่ง”

            “เออ...เห็นอย่างนี้ฉันก็สบายใจขึ้น งั้นฉันกลับละนะถึงบ้านแล้วโทรหาด้วย”

            “อือๆ เดี๋ยวโทรหา”

            เมื่อยัยน้ำเดินออกไปจากห้องแล้วฉันก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาจนหมดเพราะนับจากนี้ฉันจะไม่เสียน้ำตาให้กับเรื่องบ้า ๆ นี้อีกแล้ว

o:::::o o:::::o o::::o

          ขับรถมาเกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุดก็ถึงบ้านเสียที บ้านปูนสองชั้นซึ่งปลูกในหมู่บ้านจัดสรรย่านชานเมือง ตั้งแต่จำความได้ฉันก็เติบโตขึ้นในบ้านหลังนี้แล้ว มันมาจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อกับแม่เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มสาว เพิ่งผ่อนหมดเมื่อห้าปีที่แล้วนี่เอง เมื่อหมดภาระเรื่องบ้านครอบครัวฉันก็เริ่มมีงานเก็บมากขึ้น ตอนนี้พ่อมีโครงการจะซื้อบ้านไว้อีกหลัง เผื่อในอนาคตเมื่อฉันกับน้องเป็นฝั่งเป็นฝาจะได้ไม่อยู่กันอย่างคับแคบจนเกินไป

            ลงจากรถแล้วกำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน ก็ได้ยินเสียงอันไม่พึงประสงค์ดังมาจากข้างบ้าน ใช่แล้ว! บ้านหลังที่ว่าคือบ้านนายฟีฟ่านั่นเอง

            “มึงรดน้ำต้นไม้ยังไงให้น้ำกระเซ็นมาถูกต้นไม้บ้านกูวะ”

            “ไอ้ห่าแค่น้ำกระเซ็นมึงก็มาหาเรื่องกูเหรอวะ ปัญญาอ่อนว่ะ”

            “มึงนั่นล่ะปัญญาอ่อน! นี่บ้านกูกูมีสิทธิ์จะว่ามึง แต่มึงไม่มีสิทธิ์ทำอะไรข้ามฝั่งมาบ้านกู จำใส่หัวเอาไว้”

            “ไอ้ห่าเอ๊ย! เรื่องแค่นี้มึงแม่งทำให้เป็นเรื่องใหญ่ กูไม่รู้ว่าพูดยังไงกับคนไม่มีเหตุผลอย่างมึงแล้ว”

            “แหม....ทำเป็นมาว่ากูไม่มีเหตุผลแล้วมึงล่ะมีเหตุผลนักรึไง คราวก่อนแค่หมากูเดินผ่านหน้าบ้านมึงยังด่าหมากูเลย”

            นั่นคือการโต้เถียงที่ฉันได้ยินเป็นประจำ ไม่รู้เกลียดกันมาแต่ชาติปางไหนถึงได้หาเรื่องทะเลาะกันเกือบทุกวัน จนฉันชินซะแล้วล่ะ

            ‘เฮียป้อ’ คือชื่อของพ่อฉันเองค่ะ พ่อเปิดร้านขายข้าวขาหมูในตลาด ซึ่งห่างจากบ้านฉันไม่ไกล ส่วนคู่กรณีที่กำลังโต้เถียงกันคือ ‘เฮียกร’ พ่อของนายฟีฟ่า เปิดร้านขายข้าวมันไก่ในตลาดเดียวกัน ไม่รู้ว่าเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาแต่ชาติปางไหน ทำอะไรก็ไม่เคยพ้นหน้ากันสักที

            “ป๊ากลับเข้าบ้านเถอะไม่อายชาวบ้านชาวช่องเขาหรือไง” ฉันเดินเข้าไปหาพ่อพยายามเกลี้ยกล่อมให้เข้าไปในบ้าน

            “มาก็ดีแล้วพาป๊าเอ็งไปเช็กสมองซะบ้าง ชอบเห่าหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว”

            “มึงนั่นล่ะชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว มึงนั่นล่ะบ้า”

            “มึงนั่นล่ะบ้า” อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างไม่มีใครยอมใคร

            “พอได้แล้ว! จะทะเลาะกันให้ได้อะไรคะ ถ้าไม่เหนื่อยก็ทะเลาะกันทั้งวันเลยคะ หนูไปล่ะ” ฉันตะเบ็งเสียงออกไปอย่างเหลืออด นั่นเพราะคิดถึงเรื่องก่อนหน้าด้วยล่ะ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดมากกว่าปกติ

            เดินออกมาจากตรงนั้นแล้วก็ปรากฏว่าได้ผล ไม่มีเสียงทะเลาะดังขึ้นให้ได้ยินอีก จริง ๆ แล้วการทะเลาะกันของคนทั้งสองไม่เคยถึงขั้นลงไม้ลงมือเลยสักครั้ง เหมือนกับว่าถ้าไม่ได้ทะเลาะกันต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกขาดอะไรไปสักอย่างอะไรเทือกนั้น

            เข้ามาในห้องแล้วฉันก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หยิบเจ้าโอโม่ซึ่งเป็นตุ๊กตาหมีตัวโปรดมากอดไว้  มันคือสิ่งเดียวที่คอยเป็นเพื่อนเวลาเหงาหรือมีเรื่องไม่สบายใจ ฉันพูดคุยกันมันได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะนำความลับไปบอกใคร

            ปึง! ปึง!

            เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากหน้าต่างฉันจึงหันขวับไปมอง หน้าต่างกระจกใสยังคงอยู่ในสภาพเดิม ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ฉันจึงลุกขึ้นเดินตรงไปดูว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่

            “ก็ไม่มีอะไรนี่นา”

            ฉันเปิดหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปดูก็ไม่พบความผิดปกติ สงสัยคงเป็นนกบินมาชนกระมัง นั่นคือทางเดียวที่น่าจะเป็นไปได้

            “ทางนี้ยัยบ๊อง” หันไปมองต้นเสียงก็พบนายฟีฟ่าโผล่หน้ามาจากทางหน้าต่างนั่นเอง

            ช่างกล้าเนอะ ปกติแทบไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นอย่างนี้ อยากจะมาเยาะเย้ยกันหรือไงที่ได้แอ้มฉันแล้ว

            “บ๊องบ้านนายสิ” ฉันเบะปากใส่แล้วทำท่าจะปิดหน้าต่าง เพราะเห็นหน้าแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที

            “เดี๋ยวๆๆ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

            “แต่ฉันไม่มี”

            “ฉันตั้งใจจะมาขอโทษเรื่องนั้น ถ้าเธอจะให้ฉันรับผิดชอบก็บอกมานะ ฉันยินดีอย่างน้อยเราก็...” อีกฝ่ายยกยิ้ม นั่นทำให้ฉันรู้แล้วว่าเขาต้องการมาแกล้ง

            “หุบปาก! แล้วไม่ต้องเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีกเด็ดขาด ไปรับผิดชอบผู้หญิงของนายเถอะ ฉันจะถือซะว่าทำทานให้หมาขี้เรื้อนละกัน”

            ปึง!

            ฉันรีบปิดหน้าต่างแล้วดึงม่านมาบังไว้เพื่อไม่ให้เห็นหน้าเขาอีก ผู้ชายบ้าอะไรจะหน้าตัวเมียอย่างนี้ มาล่วงเกินฉันแล้วยังมีหน้ามาเยาะเย้ยอีก ฉันไม่เคยเกลียดใครเข้ากระดูกดำอย่างนี้มาก่อน อย่าให้มีวันของฉันบ้างละกันจะเอาคืนให้สาสมเลยคอยดู

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น