เจ้าโง่_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

16th Shoot : รู้มาตั้งนานแล้ว

ชื่อตอน : 16th Shoot : รู้มาตั้งนานแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 635

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2562 18:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
16th Shoot : รู้มาตั้งนานแล้ว
แบบอักษร

16th Shoot

รู้มาตั้งนานแล้ว

พี่ศร’s Part

                “พี่ศรครับผมหิวน้ำ”

                น้ำเสียงงอแงของเจ้าเด็กร่วมห้องที่ผมพามาเที่ยววันนี้ร้องบอก สภาพการจราจรที่ไม่เป็นใจกับการออกไปไหนเลยของกรุงเทพฯทำให้ผมกับเด็กนี่ตัดสินใจเดินกลับหอพักเพราะไม่มีแท็กซี่ให้นั่ง ถ้าจะให้บอกจริงๆผมไม่ชอบบรรยากาศที่มีผู้คนเดินเบียดเสียดกัน แย่งอากาศ แย่งทางเดินกันอย่างตอนนี้เลย แต่ในเมื่อมันเป็นทางเดียวที่จะกลับหอพักได้ผมก็คงต้องยอม

                “ข้างหน้ามีร้านสะดวกซื้ออยู่ เดี๋ยวกูแวะซื้อให้”

                “ขอบคุณครับ” น้ำเสียงดีใจกับรอยยิ้มไร้เดียงสาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกคน

                เด็กจริงๆด้วยสินะ ทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าโดนคนอื่นเดินชนตั้งหลายรอบแล้วยังยิ้มได้อยู่ ถ้าเป็นคนอื่นคงโกรธคนที่มาชนไปแล้ว คงจะเด็กจริงๆนั้นแหละ เด็กซื่อบื้อด้วย ถ้าไม่ซื่อบื้อก็คงไม่ลงทุนมาที่นี่เพราะเหตุผล…ที่มันเขียนไว้ในสมุดโน๊ตหรอก

                “เหวอ!”

                “…” นั้นไงคิดได้ไม่ทันไรก็สะดุดจะล้มอีกแล้ว ถ้าผมไม่ดึงแขนไว้ก่อนเด็กนี่คงได้ลงไปกองกับพื้น ถ้าเจ็บตัวขึ้นมางอแงร้องไห้ลำบากผมอีก

                “เดินยังไงไม่ระวังเลย”

                “ขอโทษครับ ผมมัวแต่มองดูของกิน”

                “ดูทางด้วยอย่ามัวแต่ห่วงของกิน อ้วนจะเป็นหมูแล้ว”

                “อือ…ไม่ใช่สักหน่อย น้ำหนักผมอยู่ในเกณฑ์ต่างหาก” อีกคนทำหน้ายู้เถียง 

                “น้ำหนักอาจะผ่าน แต่ส่วนสูง…” ผมแกล้งช้อนสายตามองอีกคนตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่ผ่าน”

                “พี่ศรอะ!”

                “หึ!”

                ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเสพติดการแกล้งเด็กนี่โดยไม่รู้ตัว อยากแกล้ง อยากทำให้อีกคนหน้ามุ่ยใส่ อยากเห็นอีกคนทำสีหน้าไม่ชอบใจแบบเอ๋อๆที่มันชอบทำ คงเป็นเพราะว่ามันทำให้ผมรู้สึกเหมือน…สนิทกันมากขึ้นละมั้ง ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบที่เด็กนี่ทำท่าทางอึดอัดกับผม ไม่ชอบที่มันทำท่าทางเหมือนกลัวผมตลอดเวลา มันเหมือนมีระยะห่างระหว่างเราสองคน

                ถ้าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องคนอื่น ความสัมพันธ์ที่มีระยะห่างแบบนั้นอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่อยากให้ระหว่างผมกับไอ้ปุณย์เป็นแบบนั้น

                “พี่ศรผมอยากกินหมูปิ้ง” คนที่บ่นหิวน้ำเมื่อห้านาทีก่อนตอนนี้กำลังตาลุกวาวมองไปทางร้านหมูปิ้งที่อยู่ถัดไปไม่ไกล

                “กินอะไรของมึง ไม่กลัวอ้วนหรือไง”

                “ไม่ครับ กินแค่ไม่กี่ไม้เองไม่อ้วนหรอกครับ” ได้ยินแบบได้ผมทำได้แค่ส่ายหน้ากับถอนหายใจ เถียงคำไม่ตกฟากจริงๆ ลืมไปหรือเปล่าว่าตัวเองเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาอยู่นะ ถึงปีหนึ่งจะไม่ได้ลงเรียนวิชาเฉพาะทางอะไรมากนักแต่ก็ควรจะรู้ไหมว่าอาหารพวกนี้มันไม่ดีต่อสุขภาพ

                “เถียงเก่ง”

                “พี่ศร ดีดหน้าผากผมอีกแล้วนะ” แล้วก็เป็นไปตามคาด อีกคนทำหน้ามุ่ยใส่ผมอย่างที่คิดไว้ ยกมือขึ้นถูกหน้าผากที่ถูกผมดีดนิ้วใส่เหมือนลูกหมาเลย

                “เอานี่”

                “อะไรครับ”

                “เงินไง เอาไปซื้อสิ เมื่อกี้บอกว่าอยากกินหมูปิ้งไม่ใช่หรือไง”

                “เฮ้ย! ไม่เป็นไรครับ ผมซื้อเองก็ได้ แค่นี้ก็เกรงใจพี่มากแล้ว”

                “จะเกรงใจทำไม ก็บอกแล้วไงว่าวันนี้จะพามาเที่ยว ตอนนี้ยังไม่หมดวันเลยกูก็ต้องเลี้ยงสิถึงจะถูก”

                “แต่…”

                “ไม่ต้องแต่แล้ว เอาไป” ผมยัดเงินใส่มือของเด็กปุณย์ไป ถ้าไม่ทำแบบนี้อีกคนก็คงไม่หยุดเถียง ขนาดยอมที่จะรับเงินไปแล้วยังทำหน้ามุ่ยเหมือนจะร้องไห้อีก

                “คือผม…”

                “ถ้าเงินเหลือก็ซื้อมาเผื่อกูด้วยแล้วกัน กูจะกินกับมึงด้วย ถือซะว่าซื้อมากินด้วยกันแบบนี้โอเคไหม”

                “โอเคครับ” อีกคนยิ้มกว้าง ถ้าพูดง่ายๆแบบนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่โดนดีดหน้าผากหรอก

                “ซื้อเสร็จแล้วมารอกูที่หน้าร้านสะดวกซื้อนั้นนะ” ผมชี้ไปทางร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกล “เดี๋ยวกูเข้าไปซื้อน้ำรอ”

                “ครับ” ไอ้ปุณย์พยักหน้ารัวรับคำก่อนจะก้าวเท้าวิ่งไปร้านหมูปิ้งที่ตัวเองอยากกิน “พี่ศรครับ” แต่ในระหว่างนั้นอีกคนเลือกที่จะหยุดวิ่งแล้วหันกลับมาตะโกนบอกบางอย่างกับผม "ขอบคุณพี่มากๆเลยนะครับสำหรับวันนี้" พูดเสร็จก็หันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปร้านหมูปิ้งต่อ

                “กูสิต้องขอบคุณมึง ขอบคุณที่มึงเข้ามาในชีวิตของกู ขอบคุณที่เขามาเป็นกำลังใจให้กูไม่เดินหนีตัวเอง ขอบคุณนะ…ปุณย์”  คำพูดที่ใครอีกคนคงไม่ได้ยิน ผมยืนพูดอยู่ที่เดิม สายตาเฝ้ามองใครอีกคนกำลังยืนเลือกหมูปิ้งอย่างดีใจ

                ขอบคุณที่ฟ้าส่งรอยยิ้มบนใบหน้าซื่อบื้อนั้นมาให้ผม

                “สิบหกบาทคะ”

                ผมหยิบเงินยื่นให้พนักงานร้านสะดวกซื้อตามจำนวนที่เขาแจ้ง ตอนเข้ามาก็ลืมถามไอ้ปุณย์ไปเลยว่าจะกินน้ำอะไร สุดท้ายก็เลยเลือกน้ำเปล่านี่แหละง่ายและดีต่อสุขภาพที่สุดแล้ว วันนี้ตอนกินข้าวก่อนดูหนังก็เห็นกินน้ำอัดลมไปตั้งหลายแก้วแล้ว ต้องให้กินน้ำเปล่าบ้างละ แก้มย้วยเป็นหมูแล้วยังชอบมาเถียงว่าตัวเองไม่อ้วนอีก

                กระชับจับขวดน้ำในมือไว้แน่น ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้อีกครั้ง แค่นึกว่าว่าเด็กนั้นจะต้องทำหน้าแบบไหนถ้ารู้ว่าผมซื้อน้ำเปล่าให้มันก็น่าสนุกแล้ว

                “อ๊ะ!”

                แต่พอออกมาจากร้านสะดวกซื้อภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ขวดน้ำในมือผมหล่นลงพื้นเสียดัง ภาพที่ผมเห็นคือกลุ่มผู้ชายสองสามคนกำลังยืนรุมล้อมไอ้เด็กปุณย์อยู่ คนตัวเล็กกำลังนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดเพราะถูกหนึ่งในกลุ่มผู้ชายพวกนั้นบีบเข้าที่ข้อแขนเต็มแรง

                “มึงบอกกูมาว่ามันอยู่ไหน” เสียงผู้ชายคนเดิมที่บีบแขนเด็กปุณย์ไว้ร้องตวาดเสียงดัง

                “ไม่รู้ โอ้ย!” เหมือนคำตอบของไอ้ปุณย์จะยังไม่ถูกใจของพวกนั้นมันถึงได้ออกแรงบีบหนักขึ้น

                “จะเอายังไงกับมันดีวะ” อีกคนนึงในกลุ่มถาม

                “มันไม่ยอมพูดก็สั่งสอนแม่งเลย”

                หมับ!

                ผมรีบเข้าไปคว้าข้อมือของไอ้ชั่วที่กำลังง้างขึ้นจะต่อยไอ้เด็กปุณย์ไว้ ได้มองหน้าไอ้พวกอันธพาลพวกนี้ชัดๆถึงจำได้ว่ามันคือคนเดียวกับที่จะกระชากกระเป๋าผู้หญิงในห้างก่อนหน้านั้น

                ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าคนที่พวกนี้คาดคั้นถามหาจากไอ้ปุณย์ก็คือ…ผม

                “มึง!” และในจังหวะเดียวกัน ไอ้อันธพาลคนนั้นเองก็เหมือนจะจำผมขึ้นมาได้เหมือนกัน

                “อะไรวะมึง” อันธพาลอีกคนถาม

                “ก็ไอ้เหี้ยนี่แหละที่เข้ามาขัดจังวะกู”

                “พี่ศร…” เสียงเรียกที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดของคนที่ตัวเล็กกว่าใครในที่นี้ เด็กนั้นกำลังมองมาทางผมสายตาละห้อย ผมเหลือบไปเห็นหยดน้ำตาที่หางตาของอีกคน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตอนนี้เด็กนี่คงเจ็บมาก

                แขนเล็กๆแบบนั้นจะทนแรงบีบของไอ้พวกอันธพาลพวกนี้ได้ยังไง

                “ปล่อยเด็กซะ” ผมยื่นคำขาด

                “ทำไมมึงห่วงมันมากหรือไง”

                “ปล่อยคนของกูเดี๋ยวนี้” เมื่อเห็นว่าไอ้อันธพาลพวกนั้นไม่ยอมทำตามที่ผมบอก คนที่จับแขนไอ้ปุณย์ไว้ยังออกแรงบีบหนักขึ้นกว่าเดิม ผมเองก็ออกแรงบีบมือของมันข้างที่ผมจับไว้ไม่แพ้กัน

                ตอนนี้ทั้งผมและมันจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งผมตัดสินใจปล่อยหมัดออกไปซัดหน้าหนึ่งในพวกมันจนเซถลาล้ม

                “อ๊ะ…พี่ศร” ผมรีบคว้าตัวคนที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนมายืนอยู่ข้างๆ ใช้มืออีกข้างที่เหลือโอบกอดไว้เหมือนจะปกป้องไม่ให้อีกคนได้รับอันตราย

                ผลั่ก!

                จังหวะชุลมุนที่ผมกำลังต่อสู้กับคนพวกนั้นอยู่ มีบางทีที่ผมพลาดถูกถีบ เตะ หรือต่อยบ้าง ถึงแม้จะเป็นสามรุมหนึ่งผมก็ไม่กลัว สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือต้องปกป้องเด็กนี่ไว้ให้ได้

                “พี่ศรระวังครับ”

                “อั่ก!” ผมถูกหนึ่งในพวกมันจับล็อกไว้ก่อนจะถูกต่อยเข้าที่หน้าจนรู้สึกเจ็บ สัมผัสได้ถึงรสอุ่นคาวของเลือดที่มุมปาก คอเสื้อถูกหนึ่งในพวกมันจับไว้จนคับแน่น

                “อย่าทำอะไรพี่ศรนะ”

                “โฮ้ยยย! มึงกัดกูเหรอวะ”

                ผัวะ!

                เส้นอารมณ์ของผมขาดผึ่งลงไปทันทีที่เห็นไอ้เด็กปุณย์ที่ช่วยผมด้วยการกัดแขนไอ้อันธพาลที่กำลังจะต่อยผมจนตัวเองถูกตบหน้าอย่างแรง

                “มึง!” ผมถีบอีกคนที่ล็อกตัวผมไว้จากด้านหลังจนมันเซล้มไป ไม่รอช้าผมรีบสวนหมัดต่อยหน้าอีกหนึ่งคนในกลุ่มพวกมันที่เหลือจนล้มลงไปอีกคน

                “ลุกไหวไหม” ผมรีบหันไปถามไอ้ปุณย์ เข้าไปประคองตัวอีกคนให้ลุกขึ้น

                “ไหวครับ” อีกคนตอบผมกลับอย่างเหนื่อยล้า

                “อดทนหน่อยนะ ยังวิ่งไหวไหม”

                “ไหวครับ ผมเป็นนักวิ่งนี่น่า” ผมส่ายหน้าให้ความซื้อบื่อของอีกคน ถ้าเป็นเวลาปกติจะจับเขกหัวซะให้เข็ด ขนาดโดนทำร้ายจนมีสภาพแบบนี้ยังจะมาทำเป็นเล่น

                ผมถีบและต่อยไอ้สองอันธพาลนั้นอีกครั้งเพื่อไม่ให้พวกมันตั้งหลักยืนขึ้นมาได้ ก่อนจะออกแรงดึงแขนอีกคนให้วิ่งตาม ลำพังถ้าผมตัวคนเดียวผมก็พอจะสู้มันได้เพราะไม่ต้องพะวงอะไร แต่ตอนนี้มันต่างออกไปจากนั้น ผมมีใครอีกคนที่ต้องห่วงมากกว่าตัวเอง เด็กที่อ่อนต่อโลกไปจนจะซื้อบื้ออยู่แล้วแบบเด็กนี่จะไปสู้ใครเข้าได้ ถ้าต้องสู้กับพวกนั้นไปด้วย คอยเป็นหัวไอ้ปุณย์ไปด้วยก็คงจะแย่ทั้งคู่

                “เฮ้ย! พวกมึงหยุดนะเว้ย”

                “มันตามมาครับพี่ศร”

                “มึงจะทำอะไร” ผมหันมาถามเพราะไอ้เด็กปุณย์หยุดวิ่งแล้วก้มลงถอดรองเท้าของตัวเองขว้างใส่พวกอันธพาลที่วิ่งตามมา

                “ไอ้พวกบ้าตื้อไม่เลิก” สิ่งที่เด็กนี่เลือกทำคือถอดรองเท้าตัวเองแล้วคว้างอย่างสะเปะสะปะใส่พวกนั้น ทำแบบนี้มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรนอกจากจะทำให้เสียเวลาจนพวกมันตามมาทัน ผมเลยเลือกที่จะคว้าเอาข้อมือของไอ้ปุณย์แล้วออกแรงดึงให้วิ่งตาม

                “ไปทางนี้”

                ผมพาไอ้ปุณย์วิ่งลัดเข้าไปอีกทาง เป็นเพราะพวกอันธพาลนั้นยังคงวิ่งตามมาไม่หยุด ถ้าวิ่งตามถนนใหญ่คงต้องเป็นเป้าสายตาพวกมันแน่ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะต้องเลือกใช้วิธีวิ่งหลบตามซอกซอยเล็กๆพวกนี้แทน

                “ข้างหน้ามีรถตุ๊กตุ๊ก มึงขึ้นไปก่อนเลย”  พอพวกเราเลือกที่จะใช้ช่องทาหนีเป็นซอยเล็ก ปลายทางที่ซอยนั้นพามาถึงเป็นอีกด้านของถนนใหญ่ เราเจอเข้ากับรถตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมทาง

                “ไปเลยครับลุง” ขึ้นรถมาได้ผมบอกพี่คนขับให้ออกรถันที

                “ไปไหนครับน้อง”

                “ยังไม่รู้ครับช่วยออกรถไปก่อนนะครับ จะไปที่ไหนไว้ผมจะบอกอีกที”

                “เอางั้นก็ได้ งั้นหาที่เกาะแน่นๆได้เลยครับน้อง”

                ตอนนี้รถตุ๊กตุ๊กที่เรานั่งมาขับออกจากจุดที่พวกผมขึ้นรถมาได้สักพักแล้วผมถึงบอกพี่คนขับว่าให้ไปส่งพวกเราที่ไหน พอหมดอาการชาแล้วความเจ็บตามร่างกายและใบหน้าก็รู้สึกชัดเจนขึ้น ผมไม่ได้ห่วงตัวเอง แต่ผมห่วงอีกคนที่นั่งข้างๆผมอยู่ตอนนี้ เป็นเพราะเราจับมือกันตั้งแต่ตอนที่วิ่งออกมาจากพวกอันธพาลพวกนั้น เลยทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้ใครอีกคนกำลังตัวสั่นมากแค่ไหน

                “ยังกลัวอยู่เหรอ”

                “คะ…ครับ พี่ว่ายังไงนะครับ” ถามแค่นี้ก็ต้องสะดุ้ง ยังกลัวอยู่จริงๆสินะ

                “กูถามว่ายังกลัวอยู่หรือเปล่า”

                “ไม่ครับ” ผมเชยคางอีกคนให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา ทั้งๆที่ตัวสั่นอยู่แท้ๆยังจะมาโกหกว่าไม่กลัว

                “สายตามึงฟ้องว่ามึงกำลังก็โกหก”

                “…”

                “กูจะถามมึงอีกที มองตากูแล้วบอกกูอีกทีว่ายังกลัวอยู่ไหม”

                “ก็…นิดนึงครับ” อีกคนตอบเสียงแผ่วเบาอย่างกล้าๆกลัวๆ

                หมับ!

                “พี่ศร พี่จะทำอะไรครับ”

                “ก็กอดมึงไง”

                “…”

                “กอดไว้จะได้หายกลัว”

                “แต่…”

                “ขอกอดได้ไหม” เกิดความเงียบขึ้นระหว่างพวกเราอีกครั้ง เราสองคนสบตากันด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง ผมมองตาอีกคนด้วยความรู้สึกที่กำลังจะตัดสินใจบางอย่าง ส่วนอีกคนมองผมกลับด้วยความรู้สึกตื่นกลัวอย่างที่อีกคนชอบเป็น

                “ถามว่ากอดได้ไหม” ผมถามย้ำ กระชับอ้อมกอดแน่ขึ้น

                “ผม…ผมไม่รู้” ไอ้ปุณย์หลบสายตา ก้มหน้ามองต่ำอย่างเขินอาย

                หึ! เด็กซื้อบื้อ

                “เจ็บไหม” ผมค่อยๆใช้นิ้วลูบไล้ตามแขนและข้อมือของอีกคนที่มีแต่รอยแดงและฟกช้ำ ค่อยๆไล่สัมผัสบนแก้มนิ่มที่ขึ้นริ้วแดงจากการถูกพวกอันธพาลนั้นทำร้ายจนมีเลือกออกตรงมุมปาก

                “เจ็บครับ” อีกคนเงยหน้าขึ้นตอบ ยังเห็นคราบน้ำตาที่แห้งไปแล้วบนหางตาของอีกคน

                “ขอโทษนะ…ที่พามาเจอเรื่องอะไรแย่ๆแบบนี้”

                “ไม่เป็นไรครับ” อีกคนส่ายหน้า “ไม่ใช่ความผิดของพี่สักหน่อย พวกนั้นน่ะมันคนอันธพาลเองนี่น่า”

                “ทำหน้ามุ่ยอีกแล้ว”

                “ก็มันจริงนี่ครับ พวกนั้นน่ะคนไม่ดี ถ้าคนพวกนั้นไม่ตามมาหาเรื่องพี่ก็คงจะไม่เจ็บตัว”

                “กูน่ะไม่เท่าไหร่หรอก จะห่วงก็แต่มึง กู…ไม่อยากให้มึงต้องมาเจ็บตัวไปด้วย”

                “ขอบคุณพี่มากนะครับพี่ศรที่ช่วยผมไว้ แล้วก็ขอโทษที่ผมช่วยอะไรพี่ไม่ค่อยได้เลยแถมยังจะทำตัวเป็นภาระให้พี่ด้วย”

                “กูบอกเหรอว่ามึงเป็นภาระ” ผมยีหัวอีกคนเบาๆ อยากเห็นอีกคนำหน้ามุ่ยไม่ชอบใจแบบที่มันชอบทำ

                “ก็…ผมเป็นแบบนั้นจริงๆนี่น่า” อีกคนพูดเสียงเบาลงอย่างคนน้อยใจ เปลี่ยนอารมณ์เร็วจริงๆนะไอ้เด็กบ๊อง

                “ขอบคุณมึงด้วยนะ”

                “ครับ? ชอบคุณผมเรื่องะไรเหรอครับ”

                “ก็…ขอบคุณที่กูมีมึงอยู่ข้างๆ”

                “แน่นอนสิครับ ก็ผมเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งของพี่นี่น่า” พูดจบไอ้ปุณย์ก็ทำท่าอุลตร้าแมนปล่อยแสงแบบทีมันชอบทำ ดูเหมือนเด็กปัญญาอ่อนไม่มีผิด แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะห้ามหรือบอกให้อีกมันหยุดทำเลย

                จะหยุดทำไมในเมื่อมันทำให้ผมยิ้มได้ทุกที

                “ปุณย์” ผมสอดประสานนิ้วมือที่เกาะกุมมืออีกคนไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนจะตัดสินใจพูดคำนี้ออกมา “ขอบคุณนะ ขอบคุณที่เลือกชอบกู ชอบกูทั้งที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน ถ้ามึงไม่ตัดสินใจมาที่นี่ ไม่ตัดสินใจมาหากูชีวิตกูก็คงไม่มีวันนี้”

                “พี่ศร…”

                “มึงทำให้กูหันกลับมาสนใจตัวเองอีกครั้ง ทำให้กูไม่วิ่งหนีปัญหาและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน ก็จริงอย่างที่มึงพูดนั้นแหละ สำหรับกูแล้วยิงธนูคือชีวิต คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำรับกู แต่ตอนนี้กูคิดว่ากูมีอะไรที่สำคัญเพิ่มเข้ามาอีกอย่างแล้ว กูไม่รู้ว่าเขามาสำคัญกับกูตอนไหน กูรู้แค่ว่ากูเป็นห่วงเขาตลอดเวลา กูไม่ชอบเวลาเห็นเขาร้องไห้ ไม่ชอบเวลาคนอื่นเข้าใกล้เขา กูมีความสุขและยิ้มออกมาได้เองอย่างไม่รู้ตัวทุกครั้งเวลากูอยู่กับเขา แล้ววันนี้กูก็มั่นใจแล้วว่าเขา…คืออีกอย่างที่สำคัญกับชีวิต สำคัญกับหัวใจกูไม้แพ้ยิงธนูเลย”

                “…”

                “เขาคนนั้นคือมึงนะ”

                “เอ่อ…พะ…พี่ศร”

                “กูรู้ว่ามันอาจจะเร็วไป แต่…คบกับกูไหม”

                “…”

พอพูดออกไปแล้วผมยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่ผมก็คงจะอธิบายไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะบอกได้ก็คือผม…โคตรจะมีความสุขมากๆเลย

“เงียบทำไมละ เลิกหน้าแดงแล้วก็ตอบมาได้แล้ว”

“อะไรเล่า” อีกคนมองค้อนเพราะถูกจับได้ว่าแอบหน้าแดง “ผมก็แค่…ยังตั้งตัวไม่ทัน” 

“คนที่ยอมลงทุนลงมาหากูเพราะแอบชอบกูจากหน้าทีวีแบบมึงมีตั้งตัวไม่ทันด้วยเหรอวะ”

“พะ…พี่รู้เหรอ” ถูกจับได้แบบนี้ไอ้เด็กปุณย์ตัวแสบถึงกับทำหน้าไม่ถูก

“อืม รู้แล้ว รู้มาตั้งนานแล้วด้วย”

“พี่รู้ได้ยังไง”

“กูเห็นสมุดบันทึกของมึงแล้ว เขียนว่ายังไงนะ วันนี้พี่ศร…”

“พอแล้วไม้ต้องพูด” อีกคนลืมอาการเจ็บตัวไปเลย พอจะถูกแซวก็รีบยื่นมือมาปิดปากผมอย่างลืมตัว

“หึ! สรุปจะคบกันได้ยัง”

“ไม่! ผมโป้งพี่แล้ว พี่มาแอบอ่านสมุดบันทึกผมได้ยังไง” อีกคนทำหน้ามุ้ยแถมยังทำตาขวางใส่ผมอีก

“แอบอ่านที่ไหน ก็มึงเก็บไม่เป็นที่จนมันหล่นลงมาเอง กูอุตส่าห์ช่วยเก็บให้แท้ๆ”

“ก็นั้นแหละ ถ้าพี่รู้แล้วพี่ก็ควรจะบอกให้ผมรู้ตัวสิ ผมก็กลัวแทบแย่เลยรู้ไหม กลัวว่าพี่รู้แล้วพี่จะเกลียดผม”

“เอ้า! จะร้องไห้ทำไม เดี๋ยวคนเขาก็หาว่ากูรังแกมึง” จากมองค้อน ทำตาขวาง ตอนนี้กลายเป็นตาแดงจะร้องไห้ซะงั้น ผมเลยเปลี่ยนจากการกุมมือเป็นดึงตัวอีกคนเข้ามากอด ค่อยๆยกมือขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำตาของเด็กขี้แงออกให้

“ขี้แยแบบนี้ยังคิดจะปิดความลับไว้ได้อีกเหรอ”

“ก็พี่อ่ะ…” อีกคนทำท่าจะเถียง ดิ้นขลุกอยู่ในอ้อมกอดผม

“ไม่สำคัญหรอกว่ากูจะรู้เรื่องตอนไหนหรือรู้ได้ยังไง แต่ตอนนี้กูก็รู้แล้วนี่ไง แล้วกูก็ตอบตกลงนะ”

“ตกลงอะไรของพี่”

“ก็ตกลงให้มึงชอบกูได้ไง แล้วกูก็จะชอบมึงกลับด้วย”

“ขี้ตู่”

“เอ้า! ทีมึงจะยังชอบกูได้เลย แถมยังลงมาหา มาอยู่กับกูถึงที่อีก ตอนนี้ก็หายกันแล้วนะกูชอบมึงกลับแล้วนี่ไง”

“ไม่เอาแล้วผมโกรธพี่แล้ว โป้ง!”

“จะดิ้นทำไม”

“พี่นั้นแหละปล่อยผมเลย ผมอายนะ”

“อายใคร”

“ก็อายลุงคนขับไง” ไอ้ปุณย์พูดเสียงเบาจนเหมือนกระซิบ

 หึ! ท่าทางคงจะอายจริงๆ

“ไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่ม ตามสบายกันเลยนะ ลุงไม่เห็นหรอกลุงต้องมองทาง” เสียงคุณลุงคนขับตะโกนกลับมาทำให้ผมต้องแอบยิ้ม

“เห็นไหม ลุงแกไม่ว่าอะไรหรอก”

“ยังไงผมก็ไม่คบกับพี่อยู่ดี”

“ได้ยังไงละ ทีมึงยังชอบกูก่อนได้เลย”

“ก็ผมน่ะแค่ชอบ ผมไม่ได้ขอพี่คบสักหน่อย พี่จะคบกับผมได้ยังไงพี่ยังไม่ได้จีบผมเลยนะ”

“งั้นหมายความว่าถ้ากูจีบมึง มึงจะยอมคบกับกูใช่ไหม”

“ไม่รู้ ผมไม่บอก”

“งั้นก็ตกลงตามนั้น”

“พี่ศร พี่พูดเองเออเองทั้งนั้นเลยนะ”

“ก็มึงบอกว่ากูยังไม่จีบกูก็จะจีบแล้วนี่ไง แต่กูจะจีบมึงด้วยกติกาพิเศษนะ”

“ยังไง”

“ก็ในระหว่างที่กูจีบมึง ห้ามใครเข้าใกล้มึง ห้ามใครแตะเนื้อต้องตัวมึงแล้วก็ห้ามใครจีบมึงด้วย โอเคไหม”

“ไม่ ผมไม่โอเคอะไรทั้งนั้น”

                พอผมยอมคลายแรงกอด เด็กดื้อที่งอแงเพราะผมไปรู้ความลับที่ตัวเองไม่เคยจะปกปิดให้เป็นความลับอะไรเลยสักนิดเข้าก็ทำหน้ามุ่ยหน้างอไม่ยอมคุยกับผม จะยังไงก็ตามผมอยากจะชอบคุณคนบนฟ้าหรืออะไรก็ตามที่ส่งเด็กคนนี้เข้ามาในชีวิตของผม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผมอยากให้เขารู้ไว้ว่าเขาได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตผมแล้ว




____________________________

จะจบเรื่องอยู่แล้วพี่ศรพึ่งจะขอน้องคบเนี่ยนะ ^^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}