แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 24

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 193

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2562 13:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24
แบบอักษร

ทักษะทางกีฬารักบี้ของบุตรชายสมาชิกสภาบริหารรุดหน้าไปด้วยดี ถึงแม้จะมีคำเยาะเย้ยถากถางจากบรรดาเพื่อนร่วมทีมเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง หากความกรุณาของผู้ฝึกสอนซึ่งเผื่อแผ่ให้กับลูกทีมทุกคนอย่างเสมอภาค ก็เป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ไหว่เชิงพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วจนตามคนอื่นทัน

“ความอุตสาหะไม่เคยทรยศใคร” อาจารย์แมคโกแวนยื่นมือไปตบบ่าเด็กชายขณะพักดื่มน้ำ “เธอไปถามโค้ชกีฬาชนิดไหนๆก็ได้ว่าระหว่างคนเก่งกับคนขยันเขาจะเลือกอะไร บอกได้เลยว่าโค้ชที่ดีร้อยทั้งร้อยต้องเลือกคนขยันมาก่อนคนเก่งเสมอ ฉันเองก็เป็นคนศรัทธาในพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์ เชื่อฉันเถอะว่าในทุกๆเรื่องท้ายที่สุดแล้วคนไม่เก่งแต่ขยันจะประสบความสำเร็จกว่าคนเก่งแต่ขี้เกียจ”

ครั้นพูดจบ ครูก็ก่อนขยิบตาให้อย่างมีเลศนัย ซึ่งผู้เป็นศิษย์พอจะเดาได้ว่าส่วนที่ครูละไว้คือตัวอย่างของคนทั้งสองประเภทในทีม...ไหว่เชิงนับว่าเริ่มต้นจากศูนย์โดยแท้ แต่ในเวลานี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าเขาสามารถวิ่งฝ่าด่าน แย่งลูก รวมทั้งตะลุมบอนได้ดีกว่าเพื่อนอีกหลายคนที่มีพื้นฐานดีแต่ไร้วินัยเสียอีก

คงไม่เลยเถิดจากความจริงนัก หากจะกล่าวว่าช่วงเวลานั้นทุกจังหวะชีพจรของไหว่เชิงมีแต่รักบี้ กีฬาสุภาพบุรุษได้กลายมาเป็นสรณะของเขาทั้งยามหลับและยามตื่น...ขณะเรียนในห้องเรียน เด็กชายก็นึกถึงแต่การตะลุมบอนอันเร้าใจ พอตกเย็นหากยังไม่ถึงเวลาซ้อม เขาก็จะไปหมกตัวอยู่ในห้องเกียรติยศเป็นเวลานานเพื่อมองดูภาพถ่ายทีมรักบี้โรงเรียนซึ่งเรียงรายริมทางเดินด้วยความเลื่อมใสและฟุ้งฝันว่าสักวันหนึ่งรูปถ่ายของเขาจะได้รับการประดับในห้องนี้เหมือนกับพี่ชายของเขา

และทุกครั้งหลังเอนกายลงนอน ไหว่เชิงจะต้องหยิบภาพถ่ายขาวดำที่เขาพกติดตัวขึ้นมาดูเรียกกำลังใจเสมอ – ภาพของคุณชายใหญ่แห่งตระกูลหมั่นซึ่งซีดเซียวไปตามกาลเวลา แต่รอยยิ้มยิงฟันในภาพยังปรากฏเด่นชัดประหนึ่งเด็กหนุ่มในภาพยังมีชีวิต แม้ความเป็นจริงจะหาไม่แล้วก็ตาม

“พี่ชายใหญ่ครับ ถ้าพี่ได้ยินผม โปรดส่งแรงใจให้ผมด้วย ผมอยากเป็นนักรักบี้ทีมโรงเรียนเหมือนพี่ชายใหญ่ ผมอยากพิสูจน์ตัวเองให้เพื่อนๆยอมรับ และให้คุณพ่อว่าผมคู่ควรแล้วที่จะเป็นทายาทสืบทอดตระกูลของท่าน” เด็กชายมักตั้งจิตอธิษฐานดังนี้ แล้วจึงหลับตาลงอย่างเปี่ยมสุข


การฝึกซ้อมร่างกายเพื่อคัดตัวนักกีฬาของไหว่เชิงกินเวลาสี่เดือนกว่า ตลอดเวลาเหล่านั้น นายน้อยหนึ่งเดียวในบ้านตกเป็นที่สนใจของหมุ่ยไจ๋ทั้งสองซึ่งเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและพฤติกรรมของเขาอยู่ลับๆ

ทุกๆครั้งที่ไหว่เชิงกลับบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ เหล่ฟั้นสังเกตว่ารูปร่างเขาเพรียวลงจากที่เห็นเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสมอ ยิ่งกว่านั้นคุณชายน้อยของเธอยังกินขนมขบเคี้ยวน้อยลงเรื่อยๆ และหันไปบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะพอดีแทน จนนานวันเข้าก็กลายเป็นปฏิเสธของกินเล่นทุกชนิดไปในที่สุด

ครั้งหนึ่งเหล่ฟั้นอาสาอบพายแอปเปิลให้คุณชายน้อย แต่กลับถูกคุณชายน้อยต่อว่าอย่างไม่ไยดี ต่อมาเมื่อเธอเก็บกวาดครัว เธอก็ได้ยินเสียงหอบหายใจถี่ๆแว่วมาจากหน้าต่างห้องเขา ด้วยอารามตื่นตกใจว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับไหว่เชิง เด็กหญิงจึงวิ่งแจ้นขึ้นไปถึงห้อง ก็พบผู้เป็นนายกำลังยึดพื้นอย่างเอาเป็นเอาตายในชุดออกกำลังกายอันประกอบด้วยเสื้อกล้ามกับกางเกงกีฬาขาสั้น อวดร่างกายที่เริ่มจะกำยำ แลดูไม่เหลือเค้าคุณชายน้อยผู้อ้วนฉุคนเดิมอยู่เลย

และครั้งนั้นคงจะเป็นครั้งแรกที่สาวใช้สัมผัสได้ถึงคลื่นอารมณ์ที่ผิดไปจากเดิมยามมองดูเจ้านายวัยสิบสามปีเศษ - เจ้านายซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับเธอ กำลังแตกเนื้อหนุ่ม ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดีไม่ใช่เล่น...

สาวใช้จำภาพเสื้อกล้ามชุ่มเหงื่อตัวนั้นได้ว่ามันเปียกชื้นจนสามารถมองทะลุเข้าไปถึงหน้าท้องที่นูนแน่นด้วยริ้วกล้ามน้อยๆเต็มตา และจำได้ดีถึงกลิ่นประหลาดจากผิวกายของเด็กชายวัยแรกรุ่นซึ่งให้ความรู้สึกพิศวงยามดอมดม

แต่สิ่งที่เธอจำได้แม่นที่สุดก็คือ ความประหม่าขั้นรุนแรงที่บันดาลให้เธอต้องรีบเร่งออกมาจากห้องโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายออกปากไล่ ขณะที่หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกคับอกด้วยกิริยาอาการที่เธอไม่เคยเป็นมาก่อน


 “วันนี้สนุกชะมัดยาด”

สะใภ้ตระกูลหมั่นบอกด้วยเสียงที่เปลี่ยนไป เมื่อคุณนายอีกคนที่ติดรถมาด้วยก้าวลงจากรถสปอร์ตคันใหม่แกะกล่องของชายหนุ่มสัญชาติอังกฤษ และเดินออกไปไกลจนน่าจะพ้นรัศมีการได้ยินเป็นที่เรียบร้อย “ฉันไม่ได้รู้สึกกระชุ่มกระชวยอย่างนี้มานานแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่บ้านกับสามีเจ้าระเบียบและพวกสาวใช้โง่เง่า ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดอกไม้เน่าๆ ที่คอยวันเฉาตาย”

“คงเป็นเพราะคุณไม่ได้ร่วมวงสังสรรค์กับพวกเรานานหลายเดือนแล้วกระมังครับ” เจ้าของรถตอบกลางๆ

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง” หล่อนยิ้มร่า “แต่มันสำคัญที่มีคุณอยู่ด้วยต่างหาก”

ชายหนุ่มวางมือลงบนต้นขาของหญิงสาวเบาๆ

“นับเป็นโชคดีของเราที่คุณนายผ่องแกขอติดรถกลับมาด้วย ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ได้มาดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็นกับคุณแบบนี้” สแตนลีย์ออกความเห็น มือที่ซุกซนลูบไล้ไปมาปานจะทักทายเนื้อเนียนที่อยู่ใต้กระโปรงผ้าแพร

“นั่นซินะ” หยิงโถวหุบยิ้ม พลางคะนึงถึงข้อครหาที่หล่อนต้องเผชิญหากจอมแส่ทั้งหลายรู้ว่าหล่อนไปไหนมาไหนกับชายอื่นสองต่อสอง

“คุณคิดอะไรอยู่หรือเปล่า”

“เปล่าหรอกค่ะ” หล่อนกลบเกลื่อน “คุณรู้อะไรไหมคะ สแตนลีย์ คุณมีความสำคัญกับฉันเหลือเกิน ถ้าไม่ได้รับคำชมจากคุณตอนที่นั่งดูงิ้วด้วยกัน ฉันคงไม่กล้าแบกหน้าที่มีรอยแผลเป็นมาพบเจอใครอีก”

“ที่ผมพูดว่าคุณสวยอยู่เสมอน่ะหรือ” เขาแตะนิ้วลงที่โหนกแก้มของหล่อนซึ่งยังปรากฏร่องรอยบาดแผลน้ำร้อนลวกจางๆ “ถ้ามันทำให้คุณมีกำลังใจ ผมก็ยินดี แต่ผมอยากบอกให้คุณรู้ไว้ว่าประโยคนั้นผมพูดจากใจจริง”

“ถ้าฉันเป็นผึ้ง ฉันคงเลือกตอมแต่ปากคุณ”

หยิงโถวหยอกเย้าพลางสูดอากาศบริสุทธิ์บนผาสูงชัน

“ดูนั่น” นิ้วเรียวของหนุ่มฝรั่งชี้ออกไป “พระอาทิตย์ตกแล้ว”

พอภรรยานักการเมืองเหม่อมองตาม หล่อนก็ต้องตะลึงพรึงเพริดกับทิวทัศน์เบื้องหน้า ดวงอาทิตย์ยามเย็นลอยเด่นเหนือเวิ้งน้ำ สาดแสงอัสดงไปสุดลูกหูลูกตา ดูปานกับว่าเมืองทั้งเมืองถูกระบายด้วยสีจากปลายพู่กันของจิตรกรชั้นเอก

“สวยเหลือเกิน มันสวยมาก”

หยิงโถวพึมพำอย่างครึ้มใจ แต่สีหน้ากลับไม่สดใสเช่นน้ำเสียง

“สวยเหมือนกับความฝัน แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่อาจเก็บพระอาทิตย์มุมนี้ไว้ชมเล่นได้ เพราะที่บ้านของฉันมองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึกเก่าสกปรก”

สแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ กุมมืออีกฝ่ายด้วยความทะนุถนอม

“เห็นทีผมคงต้องพาคุณไปคอนโดมิเนียมของผมที่ว้านไจ๋ วิวที่นั่นอาจจะสวยสู้วิวบนผานี้ไม่ได้ แต่ก็สวยไม่น้อยหน้าตึกใดๆในเกาะฮ่องกง”

“พูดเป็นเล่นไป” แม่ลูกหนึ่งหัวเราะ มือกุมมืออีกฝ่ายแน่น “เกิดฉันติดใจวิวห้องคุณขึ้นมา ฉันยึดห้องคุณเป็นของฉันไม่รู้ด้วยนะ”

“ผมเต็มใจมอบวิวจากหน้าต่างห้องผมให้คุณครอบครอง” น้ำเสียงของชายหนุ่มฉายแววสุจริตใจ “และผมขอรับประกันว่าสามีคนคร่ำครึและเหล่าสาวใช้จอมจุ้นจ้านของคุณไม่มีวันตามไปกวนใจคุณถึงที่นั่นได้แน่”


นอกจากคนที่คอนแวนต์แล้ว อีกคนหนึ่งซึ่งเหล่ฟั้นคิดถึงอย่างจับใจก็คือ ‘หมวดหวู่’ นายตำรวจหนุ่มที่โดดเข้ามาปกป้องเธอจากเงื้อมมือเด็กเกเรเมื่อหลายปีก่อน

หมุ่ยไจ๋ไม่อาจลืมดวงหน้าคมเข้ม ไรเคราเขียวครึ้ม เครื่องแบบสีฟ้าแขนยาวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมกันเฉพาะช่วงหน้าหนาว คำพูดคำจาที่อ่อนโยนจนเธอหมดสิ้นความกลัวคนในเครื่องแบบนับแต่นั้น รวมถึงชื่อตัวและนามสกุลของเขาที่เธอท่องจำได้ไม่ผิดเพี้ยน ทั้งๆที่เธอแทบไม่ได้รับข่าวสารจากเขาอีกเลยนับแต่วันนั้น...แต่จากคำบอกเล่าของลุงตั๊ง ผู้กว้างขวางแห่งย่านจิมซาโจ๋ย เธอจึงได้รู้ว่าตำรวจน้ำใจงามนายนั้นได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกและย้ายไปอยู่เขตที่ห่างไกลพักหนึ่งแล้ว

ถึงแม้คำบอกของลุงตั๊งจะทำให้เธอพลอยยินดีกับวาสนาของหมวดหวู่ แต่ก็เป็นลุงตั๊งอีกนั่นแหละที่ทำให้เธอเสียขวัญ เพราะคำพูดเรื่อยเจื้อยตามประสาคนช่างคุยว่า “เป็นตำรวจปราบปรามนี่เหนื่อยไม่พอ เสี่ยงตายเสียด้วย บุกตะลุยไปแต่ละที่ ไม่รู้เลยว่าคนร้ายมันจะมาไม้ไหน มีปืนผาหน้าไม้อะไรรึเปล่า ถ้าโชคดีมันมีแต่ตัวก็จับกุมได้โดยละม่อม แต่ถ้าโชคร้ายขึ้นมาก็ถึงฆาตเอาได้ง่ายๆ” ส่งผลให้เหล่ฟั้นระลึกถึงเขาทุกครั้งที่สวดมนต์...พรหนึ่งข้อซึ่งเธอจะต่อท้ายหลังขอพรสำหรับตัวเองจบแล้วคือขอให้พระเจ้าคุ้มครองหมวดหวู่ให้พ้นจากภยันตราย หรือในบางครั้ง เธอก็ภาวนาให้ได้เจอเขาอีกครั้ง เพื่อที่เธอจะได้กล่าวคำขอบคุณในความเมตตาและความยุติธรรมที่เขาได้หยิบยื่นให้แก่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง

แต่เมื่อพรข้อนั้นประสบผลสำเร็จ...เธอกลับไม่มีโอกาสแม้จะแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง


วันนั้นเป็นวันที่สองหรือสามของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งบ้านตระกูลหมั่นได้รับการประดับประดาด้วยข้าวของสีแดงซึ่งมีความหมายในเชิงสิริมงคลทั้งนั้น แม้มันจะเป็นช่วงวันที่เหล่ฟั้นเหน็ดเหนื่อยที่สุดในรอบปี เนื่องจากสาวใช้อย่างเธอถูกใช้งานสารพัด ตั้งแต่เก็บกวาดบ้าน ติดกระดาษกลอนคู่ขนาบข้างประตูทุกบาน ไต่บันไดขึ้นไปติดโคมแดงตามขื่อบ้าน ไปจนถึงทำอาหารเพื่อเซ่นสรวงบรรพบุรุษในปริมาณมากชนิดที่กินทั้งสัปดาห์ก็ไม่หมด แต่เธอก็หักใจเลิกชอบเทศกาลนี้ไม่ลง เพราะว่ามันเป็นเพียงไม่กี่ครั้งในแต่ละปีที่เธอจะได้รับเงินก้อนใหญ่จากคุณท่านในรูปของซองอั่งเปา และยังเป็นไม่กี่วันที่เธอจะได้สวมเสื้อที่ตัดเย็บด้วยผ้าแพร ผ้าต่วน หรือผ้าราคาแพงอื่นๆ ตามคติของชาวจีนที่เชื่อกันว่าทุกคนต้องสวมใส่ชุดใหม่ที่ดูดีที่สุดเพื่อรับศักราชใหม่...ที่เธอจำได้ดีคงเป็นเพราะปีนั้นเป็นปีแรกที่เธอคัดสรรเสื้อผ้าจริงจัง จนป้าเซาอดที่จะเย้าไม่ได้ว่าเธอโตเป็นสาวแล้ว จึงพิถีพิถันเลือกชุดมากกว่าที่เคยเป็นมา

อีกธรรมเนียมหนึ่งที่สำคัญของวันตรุษจีนคือการเดินทางไปคารวะญาติผู้ใหญ่ มิตรสหาย และคนรู้จักทั่วไป ซึ่งแต่ละปีคฤหาสน์ตระกูลหมั่นที่เกาลูนจะมีอาคันตุกะมาเยือนนับไม่ถ้วน โดยในปีนั้น คุณท่านมอบหมายให้เหล่ฟั้นเป็นต้นห้องประจำห้องรับแขก ทำหน้าที่เปิดปิดประตูบ้าน รับของขวัญที่แขกนำมาให้ บรรจุเงินแต๊ะเอียใส่ซองอั่งเปา และคอยอำนวยความสะดวกให้แขก

เพราะเลยวันตรุษจีนมาแล้ว วันนั้นจึงเป็นวันที่เงียบเหงา...คุณท่านนั่งแกร่วอยู่ในห้องรับแขกบ่ายนั้น แต่ก็ไม่ปรากฏเงื้อมเงาของแขกคนใดอีก จนเขาชักจะหมดกำลังใจรอต้อนรับ จู่ๆเสียงกริ่งก็ดังขึ้นอย่างไม่มีเค้า

“ไปเปิดประตูซิ อาฟั้น” หนุ่มใหญ่สั่งทั้งที่ยังกังขา

ขณะที่เด็กหญิงแง้มบานประตูออก สายตาของผู้มาเยือนได้จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองคนประสานสายตากันและกันอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน ก่อนที่หนุ่มหน้าเข้มจะเลิกคิ้วขึ้น พลันก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมกับตะกร้าบรรจุส้มแมนดารินที่เขาใช้แขนคล้องไว้

“ขอบใจนะ” ชายหนุ่มกล่าวตามมารยาท และออกจะแปลกใจครามครันที่อีกฝ่ายจดจ้องเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประมวลผล

“หมวดหวู่มานี่ได้ยังไง” เด็กหญิงชะงักคำอุทานลงคอได้ทัน พลางมองไล่หลังนายตำรวจผู้มีพระคุณซึ่งบัดนี้อยู่ในชุดสูทสีตะกั่วที่รีดเรียบกริบ ไม่มีเค้าของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ดังภาพจำในหัวเธอ

“ก๊ง เหย์ ฝาด ฉ่อย” อาคันตุกะหนุ่มเอ่ยคำอวยพรแด่เจ้าของสถานที่ “ขอให้มั่งมีศรีสุขตลอดปีและตลอดไปครับ อาจารย์”

“เกาเฉ่งหรือ” แววยินดีปรากฏชัดในดวงหน้าของนักการเมืองวัยกลางคน ขณะที่เขาลุกขึ้นไปทักทายผู้อ่อนวัยด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่าตื้นตันสุดขีด “ก๊ง เหย์ ฝาด ฉ่อย...เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก นี่นานเท่าไหร่แล้วนะที่เราไม่ได้เจอกัน ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พบเธอ ตอนนั้นเธอดูเหมือนยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย”

“อาจารย์กล่าวเกินไปแล้วครับ ครั้งล่าสุดเพิ่งจะสี่ปีมานี้เอง ตอนนั้นผมก็ติดยศร้อยตำรวจโทแล้วด้วยนะครับ จะเป็นเด็กหนุ่มไปได้ยังไง”

“จริงด้วยสิ” ช่งจีหัวเราะ “อย่าถือสาเลยนะ สมองคนมีอายุอย่างฉันก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องโบร่ำโบราณแบบนี้ พอนึกถึงเธอทีไรก็เห็นภาพตัวเองสมัยได้รับเชิญไปสอนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจทุกที”

ชายหนุ่มพลอยหัวเราะตาม ก่อนสอดส่ายสายตาไปรอบบ้าน

“ภรรยาอาจารย์ไปไหนหรือครับ” ผู้กองหวู่ซักเมื่อไม่เห็นวี่แววของคู่ชีวิตของอีกฝ่าย

“ไปข้างนอก” สมาชิกสภาหมั่นตอบห้วนๆ “เมื่อก่อนก็ว่าไปบ่อยแล้ว หมู่นี้ต้องเรียกว่าไปเป็นประจำเลยถึงจะถูก ไม่รู้ไปไหนของเขา”

เจ้าของบ้านกำลังจะผายมือเชิญคู่สนทนาให้นั่งเก้าอี้ แต่ก็ต้องสะดุดตากับตะกร้าที่เขาถือติดมือมาด้วย “แล้วนี่อย่าบอกนะว่าส้มมงคล”      

“ครับ ผมนำมากราบสวัสดีปีใหม่อาจารย์”

“โอ๊ย ไม่เห็นต้องมากพิธีรีตองขนาดนี้” ช่งจีส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม แล้วหันไปเรียกเหล่ฟั้นด้วยเสียงที่เข้มผิดกัน “อาฟั้น ไปเอาส้มมาสองใบ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น