น้ำมิ้ม

ในเมื่อความรักที่เขาเพียรรักษา ไม่มีค่าสำหรับใครเลย คงจะไม่แปลกอะไรถ้าวันนี้เขาจะเลือก "เงิน" ดูบ้าง ..นับจากนี้พัทธ์บอกตัวเอง เขาจะเป็นฝ่ายตีราคาดูบ้างว่าความรักมันควรจะตีเป็นเงินเท่าไร

ชื่อตอน : ตามหา-1

คำค้น : บ่วงพัทธ์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 102

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ม.ค. 2562 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตามหา-1
แบบอักษร

บทนำ

 ถ้าหากมีคนถามคุณว่า... สำหรับคุณแล้ว สิ่งไหนมีค่ามากกว่ากัน ระหว่าง ‘เงิน’ หรือ ‘ความรัก’ สำหรับผมแล้ว...เงินไม่ใช่คำตอบ แต่ดูเหมือนว่าคนรอบๆตัวผมจะไม่ได้คิดแบบเดียวกับผม ในวันที่ผมต้องสูญเสียทุกอย่าง ผู้หญิงคนนั้น...เธอเลือกเงินมากกว่าผม และในวันนี้ ในวันที่ผมต้องสูญเสียทุกอย่างอีกครั้ง คนที่ผมคิดว่าเป็นครอบครัว ก็เลือกเงินมากกว่าผม

“ในเมื่อความรักที่ผมคิดว่ามันสำคัญกลับไร้ค่าในสายตาคนอื่น ดังนั้นมันคงจะไม่แปลกอะไรถ้าวันนี้ ผมก็จะเลือก...เงิน...ดูบ้าง”

ชายหนุ่มเอ่ยกับชายชราในกรอบรูปที่เขาเพิ่งนำมาติดในห้องนอนของคนเป็นปู่ด้วยดวงตาเจ็บปวด ก่อนจะหยิบกระดาษพินัยกรรม ...กระดาษเพียงแผ่นเดียวที่เขาเลือกจะหยิบมันมาเพื่อจะทำให้คนที่ตีค่าชีวิตเขาด้อยกว่าเงิน ด้อยกว่าหุ้นของบริษัท ได้เป็นฝ่ายที่ถูกตีราคาบ้าง

“ผมจะทำให้พวกเขาได้รู้ซึ้ง ...ว่านับจากนี้ ผมต่างหากที่จะเป็นคนตีราคาคนพวกนั้นเอง”

ใบหน้าคร้ามคมของ ‘พัทธ์’ เงยขึ้นสบตากับปู่ที่บัดนี้เหลือแต่เพียงรูปภาพและมรดกเอาไว้ให้หลานชายเท่านั้น ชายหนุ่มที่ปรกติไร้รอยยิ้มอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งดุดันเพราะเจ้าตัวกัดฟันพูดจนสันกรามนูนบ่งบอกถึงอารมณ์พลุ่งพล่านที่ชายหนุ่มกำลังพยายามระงับอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะเอื้อมหยิบไม้เท้าที่วางพิงผนังอยู่มาพยุงร่างสูงใหญ่ของตัวเองที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ...เพียงวันเดียวหลังจากเปิดพินัยกรรมฉบับนี้

ทุกย่างก้าวแม้จะเจ็บร้าวไปทั่วร่างกาย แต่พัทธ์บอกกับตัวเองว่ายังไม่เจ็บเท่ากับสิ่งที่อาพงษ์ศักดิ์ และอาพิสุทธิ์ อาแท้ๆของเขาทั้งสองคนได้ประกาศต่อหน้าทุกคนในวันเปิดพินัยกรรม

“ฉันไม่เชื่อว่านี่คือพินัยกรรมฉบับจริง แกปลอมพินัยกรรมใช่ไหมไอ้พัทธ์ ฉันไม่มีทางเชื่อว่าคุณพ่อจะยกสมบัติทั้งหมดให้แก”

ชายสูงวัยร่างท้วมปากระดาษพินัยกรรมใส่หน้าหลานชายอย่างโกรธจัด ...กระดาษที่ข้างในมีข้อความระบุความต้องการของผู้ล่วงลับ

*“*เงินสดในธนาคารทั้งหมด มอบให้นายพัทธ์ วนาพงษ์ หุ้นของข้าพเจ้าในบริษัท วนาพงษ์ฟู้ด มอบให้นายพัทธ์ วนาพงษ์ ไร่วนาพงษ์และบ้านพร้อมที่ดินทั้งหมดในจังหวัดเชียงรายมอบให้นายพัทธ์ วนาพงษ์”

“ฉันต้องการให้มีการแบ่งมรดกใหม่ ไม่อย่างนั้นฉันจะยื่นเรื่องฟ้องศาล ฉันไม่ยอมให้แกฮุบสมบัติของพวกฉันหรอกไอ้พัทธ์”

พัทธ์ยังจำสีหน้าอาฆาตของผู้เป็นอาได้ติดตา เพียงแต่ว่าในวันนั้นชายหนุ่มไม่เอะใจ หรืออันที่จริงต้องบอกว่าคาดไม่ถึงมากกว่า ว่าอาแท้ๆของเขา คนที่เขาคิดว่าเป็นครอบครัว จะกล้าทำร้ายเขาจนเจ็บหนักขนาดนี้

“หมดเวลาสำหรับการก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแล้วครับปู่ นับจากวันนี้ไป... ผมจะเป็นฝ่ายเอาคืนบ้าง ขอโทษด้วยนะครับปู่ แต่ผมจะไม่ยอมเจ็บคนเดียวอีกแล้ว”

พัทธ์หันมาเอ่ยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตูห้องนอนของผู้เป็นปู่ลง ...ปิดตายพร้อมกับหัวใจที่เขาบอกกับตัวเองว่า จากนี้จะไม่มีคำว่าให้อภัยอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว

..............................

“วันนี้แหละ จบภารกิจของแกเสียทีนะหนึ่งนาถ”

หญิงสาวเจ้าของใบหน้าเรียวสดใสพึมพำพลางยิ้มกว้างให้กับตัวเองอย่างตื่นเต้น ก่อนจะค่อยประคองร่างผอมของยายตนก้าวลงจากรถตู้โดยสารที่จอดสนิทหน้าทิวต้นส้มเขียวขจีพลางมองไปรอบๆอย่างตื่นตาตื่นใจจนดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มพราวระยับ เพราะรอบตัวเธอตอนนี้มีแต่ต้นส้มสีเขียวปลูกเป็นทิวเรียงรายยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาราวกับว่าตัวเองเป็นแค่กระต่ายตัวเล็กๆที่หลงอยู่ป่าส้มแสนสวย จนแทบจะทำให้เธอลืมความตั้งใจแรกที่มายังที่แห่งนี้

“หนึ่ง ถึงแล้วเหรอลูก”

“จ้ะยาย เดี๋ยวหนึ่งไปถามคนในไร่ให้นะจ๊ะว่าคุณพัทธ์ของยายอยู่ไหม”

หญิงสาวละสายตาจากผู้เป็นยายก่อนจะมองไปรอบๆเพื่อมองหาคนงานของไร่ วันนี้จะเป็นวันแรกที่เธอกับยายจะได้พบกับคนที่ตั้งใจตามหามาตลอดถึงขนาดที่ยอมดั้นด้นเดินทางข้ามภาคมาถึงที่เชียงรายแห่งนี้ เพียงเพื่อสิ่งเดียว ...บุญคุณที่ต้องตอบแทน!

 “สวัสดีค่ะ ที่นี่ใช่ไร่วนาพงษ์หรือเปล่าคะ หนูกับยายมาหาคุณพัทธ์ค่ะ”

เจ้าของเสียงหวานเอ่ยพลางยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อมขัดกับใบหน้าเรียวสวยแปลกตาที่ทั้งสีตาและสีผมบ่งบอกชัดเจนถึงเชื้อสายที่ไม่ใช่ไทยแท้แต่กิริยาท่าทีที่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ชวนให้เอื้อเอ็นดูจนทำให้หัวหน้าคนงานสูงวัยยอมวางมือและหันมาตอบหญิงสาวที่ยืนประคองยายเอาไว้ไม่ห่าง

“ฉันเป็นผู้จัดการไร่ที่นี่เอง หนูมีธุระกับคุณพัทธ์หรือ” ชายชราแม้จะเอ่ยตอบร่างเพรียวระหงแต่หางตาอดเหลือบมองยายของอีกฝ่ายไม่ได้ รูปร่างหน้าตาแม้จะร่วงโรยไปตามวัยแต่เค้าหน้าที่คุ้นเคยทำให้เผลอลืมตัวจ้องหญิงสูงวัยตาไม่กระพริบจนกระทั่งคนถูกจ้องหัวเราะออกมาเบาๆพลางทักด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“จ้องฉันนานขนาดนี้แกจะจำฉันได้หรือยังตาชุ่ม!”

“ยายนวล? ยายนวลใช่ไหมเนี่ย!”

“ก็ฉันนะสิ กว่าจะจำได้นะตาแก่”

คราวนี้บุรุษชราทิ้งงานในมือตรงเข้ามาจับแขนเหี่ยวๆของอีกฝ่ายเขย่าอย่างยินดีพลางยิ้มกว้างจนรอยย่นกระจายเต็มหน้า ก่อนจะรีบกุลีกุจอลากอีกฝ่ายมานั่งคุยกันใต้ร่มต้นหูกวางต้นใหญ่เพียงต้นเดียวท่ามกลางแนวต้นส้มเหยียดยาวสุดลูกหูลูกตา

“20 ปีแล้วใช่ไหมเนี่ย ฉันดีใจที่ได้เจอกันอีกนะยายนวล แล้วนี่เข้าไร่มากันได้ยังไง”

“มากับรถตู้ที่เขาพานักท่องเที่ยวมาเที่ยวไร่ส้มที่นี่ พอดีหนึ่งเขารู้จักกับคนที่จะมาเที่ยวด้วยกัน เลยขอซื้อตั๋วติดรถมากับเขาด้วย  อ้อ...จริงสิ นี่ หนึ่งนาถ หลานสาวของฉันเอง”

หนึ่งนาถพนมมือไหว้บุรุษชราอีกครั้ง คราวนี้นายชุ่มรับไหว้พลางพินิจอย่างเต็มตา ... ยายนวล อดีตแม่นมของเจ้าของไร่วนาพงษ์แห่งนี้หายออกจากไร่ไปพร้อมกับลูกสาวยี่สิบปีเต็ม แต่กลับมาคราวนี้ไม่มีแม้แต่เงาของลูกสาว แต่กลับมีหลานสาวลูกครึ่งกลับมาแทน ใบหน้าเรียวรีและรอยยิ้มละมุนติดริมฝีปากถอดแบบทางมารดามาแทบไม่ผิดเพี้ยนแต่ผิวพรรณและดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มคงได้จากทางพ่อมา คิดแล้วชายชราก็ลอบถอนใจเบาๆ ...น่าเสียดาย 

“ไหว้พระเถอะแม่หนู ว่าแต่ที่พากันมายายหลานนี่ ตั้งใจจะมาหาคุณพัทธ์อย่างเดียวเรอะ มีเรื่องอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า”

“ก็เรื่องคุณพัทธ์นี่แหละ ฉันได้ข่าวว่าคุณพัทธ์เขาได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส ฉันเป็นห่วงมากเลยรีบดั้นด้นจากรุงเทพฯมาที่นี่ แกพาฉันไปหาคุณพัทธ์หน่อยได้ไหม”

คำขอร้องของหญิงชราทำให้นายชุ่มนิ่งไปครู่อย่างลังเล เพราะสายตาเป็นห่วงเป็นใยของยายนวลนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าอีกฝ่ายคงไม่ไปไหนแน่ๆถ้าไม่ได้เจออดีตเจ้านายที่เลี้ยงมากับมือ

“ก็อย่างที่แกรู้ คุณพัทธ์เขาบาดเจ็บพักฟื้นอยู่ที่ไร่ คงไม่อยากเจอใครตอนนี้หรอก แกกับหลานกลับไปก่อนเถอะ ไว้คุณพัทธ์อาการดีขึ้นเมื่อไหร่ฉันจะพาแกมาเยี่ยมเอง”

“ยิ่งคุณพัทธ์บาดเจ็บอย่างนี้ฉันยิ่งไปไหนไม่ได้ แกก็รู้ว่าฉันติดค้างคุณพัทธ์เอาไว้มากเหลือเกิน ถ้าฉันยังกล้ากลับไปโดยที่ปล่อยให้คุณพัทธ์บาดเจ็บเจียนตายอยู่อย่างนี้ ฉันคงไม่มีหน้าไปเจอคุณท่านบนสวรรค์หรอก”

นายชุ่มเหลือบตามองหญิงชราพลางถอนใจอย่างหนักอก เพราะรู้ดีว่าเรื่องที่ยายนวลติดค้างเจ้านายของตนไว้คือเรื่องอะไร แม้จะผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่ไม่มีใครลืมเรื่องที่ผ่านมาได้เลยสักคนโดยเฉพาะเจ้าของไร่วนาพงษ์แห่งนี้

“ฉันขอร้องล่ะตาชุ่ม ฉันมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณพัทธ์เขา หรือถ้าคุณพัทธ์เขาอยากพักผ่อน ฉันขอแค่ไปเยี่ยมเขาเดี๋ยวเดียวก็ได้ แค่ให้ฉันได้เห็นว่าคุณพัทธ์ปลอดภัยดี แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นละตาชุ่ม แกพาฉันไปหน่อยได้ไหม”

“ไอ้ได้น่ะมันได้ แต่แกก็น่าจะรู้ดีว่าคุณพัทธ์เขาคงไม่อยากเจอแกนักหรอกยายนวล”

“แต่ฉันอยากเจอ ให้ฉันไปหาคุณพัทธ์เถอะ ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว แล้วฉันจะไม่ขออะไรแกอีกเลยตาชุ่ม”

ยายนวลเอ่ยเสียงดังฟังชัดจนคนฟังฟังแทบไม่ออกว่านี่คือการขอร้องหรือบังคับ แต่ด้วยความที่คุ้นนิสัยกันมานานจนรู้ดีว่าเพื่อนของตนคงไม่ยอมกลับไปง่ายๆจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ และจะว่าไปเจ้านายของเขาก็ได้นิสัยดื้อรั้นนี้มาจากแม่นมตรงหน้าเหมือนกัน นายชุ่มจึงได้แต่ร้องเฮ้อดังๆ ก่อนจะยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้

“ตั้งแต่สาวยันแก่ นิสัยแกก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะยายนวล”

“ขอบใจแกนะตาชุ่ม”

“พอเจอคุณพัทธ์แล้วอย่ามาด่าฉันทีหลังก็แล้วกัน”

ชายชราว่าพลางเดินนำสองยายหลานไปยังรถกระบะคู่ใจ พลางอดถอนใจอีกครั้งไม่ได้ ...ภาวนาให้คุณพัทธ์อารมณ์ดีด้วยเถอะวันนี้

เครื่องปรับอากาศที่แม้จะเปิดระบบฟอกอากาศอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่สามารถขจัดกลิ่นเหล้าที่เหม็นคลุ้งห้องนอนกว้างที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้าเซ็ตกับตัวบ้านที่สร้างจากไม้สักทองทั้งหลัง แต่จากสภาพภายในห้องที่ระเกะระกะไปด้วยขวดเหล้าและจานชามที่วางกระจายทั้งบนโต๊ะและที่พื้นทำให้ห้องนอนที่ออกแบบและตกแต่งอย่างดีแทบจะหมดความสวยงามเมื่อเจ้าของห้องที่นอกจากจะไม่ดูแลเอาใจใส่แล้ว ยังขนเหล้าและกับแกล้มนานาชนิดมานั่งกินแทบทุกเย็นจนผู้เข้ามาใหม่ต้องค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้ตัวเองไปเตะขวดโซดาที่นอนกลิ้งอยู่ตามใต้ตู้หนังสือหลังใหญ่หรือใต้โต๊ะทำงานที่วันดีคืนดีก็กลายเป็นโต๊ะนั่งดริ้งตามอารมณ์ของเจ้าของ

นายชุ่มที่อาสาเข้ามาตามเจ้านายตัวเองยืนมองร่างสูงใหญ่ที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นไม้สักที่ขัดจนขึ้นเงาวับแล้วได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ..เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยรุ่นๆจนตอนนี้ปาเข้าไปจะ 40 แล้วอีกฝ่ายก็ยังคงชอบดื่ม และถึงแม้ว่าจะรู้ลิมิตและไม่เลยเถิดจนทำให้เสียการเสียงานเลยสักครั้ง แต่บุรุษชราก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้เพราะรู้ดีว่าพัทธ์ดื่มเพราะอะไร

“คุณพัทธ์ครับ มีแขกมาพบครับ”

“ใคร? หรือว่าจะเป็นญาติๆของฉันที่ตามมาดูว่าฉันตายสมใจหรือยัง”

เสียงห้าวที่ตอบชายชราชัดถ้อยชัดคำไม่มีเค้าของคนเมาเลยสักนิด ทำให้นายชุ่มจ้องเจ้านายหนุ่มของตัวเองอีกครั้ง คราวนี้ถึงเห็นชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้เมาจนลงไปนอนกองกับพื้น แต่ดูเหมือนเจ้าตัวคงก้มลงหยิบกล่องสมบัติใต้เตียงมารื้อดูเล่นเพราะที่มือสองข้างยังมีกรอบรูปครอบครัววางพาดทับอยู่บนอก ครอบครัวที่ชายหนุ่มมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแค่ 15 ปี ก่อนที่จะต้องอยู่ตัวคนเดียวมาจนบัดนี้

“ผมว่าเรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่านะครับคุณพัทธ์ มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพัทธ์คิดก็ได้”

“ไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดงั้นเหรอลุง...” เสียงห้าวนั้นแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเองในขณะที่มือหนาเอื้อมมาแตะผ้าพันแผลที่ศีรษะที่แม้จะอาการดีขึ้นมากแล้วแต่สำหรับพัทธ์ บาดแผลทางกายยังไม่เท่ากับบาดแผลทางใจ เนื่องจากเจ้าตัวรู้ดีว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่เป็นเพราะมีคนจงใจทำ!

 “รถที่ฉันขับประจำถูกตัดสายเบรกจนรถเกือบคว่ำตาย ลุงจะให้ฉันคิดว่ามันเป็นเหตุบังเอิญที่รถของฉันมาเกิดอุบัติเหตุขึ้นหลังจากที่เพิ่งเปิดพินัยกรรมของปู่ได้แค่วันเดียวอย่างนั้นเหรอ นี่ถ้าฉันรู้ตัวช้ากว่านี้อีกนิด รถไถลลงเขาไปฉันคงได้ตายสมใจคนทำ และป่านนี้คงมีคนนอนเสวยสุขแบ่งมรดกใหม่กันไปแล้ว”

“แต่ตำรวจยังไม่สรุปนะครับว่าใครทำ อาจจะเป็นศัตรูทางธุรกิจก็ได้นะครับคุณพัทธ์”

“ฉันก็หวังให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉันคงรับไม่ได้ที่ถ้ารู้ว่าญาติของฉัน คนที่ฉันเห็นว่าเป็นครอบครัวของฉันที่เหลืออยู่จะเห็นทรัพย์สินเงินทองมีค่ามากกว่าชีวิตของหลานแท้ๆ ฉันคงรับไม่ได้จริงๆ”

น้ำเสียงเจ็บช้ำนั้นไม่เท่ากับแววตายอกแสยงที่เจ้าตัวหลุบซ่อนเอาไว้ด้วยการหลับตา แต่ชายชราก็ยังจับความรู้สึกเจ็บปวดนั้นผ่านน้ำเสียงเย็นชาที่ชายหนุ่มแทบจะเค้นลอดไรฟันเพื่อพูดออกมา บาดแผลทางใจที่คงเจ็บปวดและยังไม่มีทางรักษาได้ถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้ความแข็งแกร่งที่ชายหนุ่มพยายามแสดงมาตลอดทำให้นายชุ่มได้แต่ลอบถอนใจอย่างเห็นใจ นับตั้งแต่ที่พัทธ์สูญเสียพ่อกับแม่ ชายหนุ่มก็เหลือแต่ปู่และอาทั้งสองคนที่เป็นครอบครัว แต่ดูเหมือนว่านับตั้งแต่ที่อาทั้งสองแยกไปมีครอบครัวและย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ สายสัมพันธ์ก็ดูเหมือนจะห่างออกไปตามระยะทางด้วย และความสัมพันธ์ยิ่งแย่ลงเมื่อปู่ของชายหนุ่มเสียแล้วเมื่อเปิดพินัยกรรม พัทธ์คือคนที่ได้มรดกทั้งหมดเพียงคนเดียว นั่นยิ่งทำให้อาทั้งสองของพัทธ์แทบจะตัดญาติขาดมิตรเลยทีเดียว

“แต่อย่างน้อยวันนี้ก็มีคนคนหนึ่งที่พอรู้ข่าวคุณพัทธ์เจ็บหนักก็รีบมาเยี่ยมเลยนะครับ”

“บอกให้เขากลับไปก่อนเถอะลุงชุ่ม ผมยังไม่อยากเจอใครตอนนี้จริงๆ” 

 “แต่คนนี้ผมว่าคุณพัทธ์น่าจะไปพบสักหน่อยนะครับ เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่อยากจะคุยกับคุณพัทธ์จริงๆ”

“ฉันไม่อยากเจอใครทั้งนั้น!”

“แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่คุณพัทธ์อยากเจอมาตลอดยี่สิบปีนี้น่ะเหรอครับ”

คราวนี้เจ้าของใบหน้าคร้ามคมลืมตาทันควันพลางจ้องไปยังผู้จัดการไร่ของตนอย่างกังขา ชื่อแรกที่หลุดจากปากผู้เป็นเจ้านาย...นุชนารถทำให้นายชุ่มได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเพียงสั้นๆ

“พวกเขารออยู่ที่หน้าบ้าน  เดี๋ยวผมจะออกไปสั่งเด็กให้เข้ามาเก็บกวาดข้างในนะครับ”

ชายชราพูดจบก็รีบออกไปทันทีจึงไม่เห็นสีหน้าของผู้เป็นนาย ใบหน้าคร้ามเข้มที่เคยดุดันบัดนี้มีแต่ความเจ็บปวดฉายชัด แม้แต่เสียงห้าวที่กระซิบแผ่วกับภาพครอบครัวตรงหน้าก็ยังสั่นน้อยๆอย่างคนที่พยายามจะควบคุมตัวเองให้มั่นคง

“อยู่ๆก็มีคนที่หายไปยี่สิบปีกลับมาหาผมด้วยครับ จะนับว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายดีที่ผมเจ็บตัวคราวนี้ ...แต่ไม่ว่าจะวันนี้หรือเมื่อยี่สิบปีก่อน คนที่ทำให้ผมเจ็บก็ควรจะต้องได้รับบทเรียน ต้องชดใช้ให้ผมใช่ไหมครับคุณพ่อคุณแม่”

พัทธ์หลับตาลงอีกครั้งราวกับต้องการลืมภาพในอดีตที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย อดีตที่เคยเป็นความสุขแต่สุดท้ายความสุขก็โบยบินจากเขาไปพร้อมๆกับการถูกทอดทิ้งและการทรยศที่เขาได้แต่บอกกับตัวเองว่า...เขาจะไม่ยอมเจ็บปวดคนเดียวอีกแล้ว ถ้าจะเจ็บก็ต้องเจ็บด้วยกันทั้งหมด...ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นต้องมีคนรับผิดชอบ!

.............................


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น