เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 16 [120%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2562 17:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 16 [120%]
แบบอักษร

16

​//////////////////////////

ใต้ปราการอำพรางใบหน้าเพื่อปกปิดตัวตน ดวงตากำลังเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ก่อนร้อนรนผลักมันผู้ผรุสวาทชื่อของเขาออกมา นิมมานขึ้นคร่อมเหนือร่างของอิษฎีแล้วปฏิเสธด้วยน้ำเสียงและการกระทำ

“กูไม่ใช่!”

นิมมานซัดหนึ่งหมัดกระแทกหน้าอิษฎี จนดวงหน้านั้นสะบัดข้าง ผ้าปิดปากเลื่อนรั้งลงมา

“อย่า! ไม่ทำเรา! เราเจ็บ...เจ็บที่หน้าไปหมดเลย เราโดนตีหน้า เราเจ็บ ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่คุณนิม คุณนิมบอกว่าไม่ใช่คุณนิม ใช่คุณนิมแต่คุณนิมบอกไม่ใช่คุณนิม เลยไม่ใช่คุณนิมแต่ใช่คุณนิม ไม่ใช่ๆ เรารู้...เรารู้...ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ อย่าตีหน้าเรานะ...เราเจ็บ...ไม่ทำเราๆ”

อิษฎีแสร้งทำตัวสั่นพล่ามพูดละล่ำละลัก นิมมานร้อนรนดั่งไฟเผา ไอ้วิปลาสเสียสติมันรู้แล้วว่าเป็นเขา หากตรีภพเอาเงินสามสิบล้านมาไถ่ตัวมันคืนไป มันต้องปากสว่างบอกกับใครต่อใครแน่ว่าเป็นเขา ต่อให้อ้างว่ามันบ้าพูดจาเลื่อนเปื้อน แต่เขาก็มีสิทธิ์เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย

เป็นอย่างนี้แล้ว...เห็นทีคงปล่อยให้มันมีชีวิตรอดกลับไปพูดชื่อของเขากับใครไม่ได้

นิมมานบีบลำคอของอิษฎี เค้นแรงจนอิษฎีนิ่วหน้าเหยเก ทรมานด้วยหายใจไม่ออก

“มึงพูดออกมาทำไม เสือกรู้ไม่เข้าเรื่อง หาว่ากูไม่ดีกับมึงไม่ได้นะ เป็นมึงรนหาที่เองนะไอ้เอื้อ ไอ้ประสาทแดก ถ้ามึงไม่รู้ว่ากูเป็นใคร มึงคงไม่ถึงที่ตาย ได้กลับไปใช้ชีวิตเป็นไอ้วิปลาสในกรงทองตามเดิม รอให้ไอ้ตรีภพเอาเงินมาไถ่ตัวก่อนเถอะมึง กูเอามึงไว้ไม่ได้แล้ว” นิมมานสุดจำใจเหลือคณาที่ต้องเปลี่ยนไปเอาชีวิตอิษฎีอย่างหมายมาดคาดโทษตาย

“...” อิษฎีแสร้งปิดปากเงียบ เนื้อตัวสั่นเทา เอาแต่ส่ายหน้าไปมา ทำเป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัว ลำคอของเขายังอยู่ในอุ้งมือที่บีบเค้นปิดทางเดินหายใจ

นิมมานยอมคลายแรงจากอุ้งมือแล้วผละออก ในระหว่างนั้นโทรศัพท์มือถือของเขามีคนติดต่อเข้ามา เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปข้างนอกห้อง คนเหลือทำหน้าที่เฝ้าระวังอย่างรู้งาน

ฝีเท้าของนิมมานแว่วหายไปพร้อมกับเสียงเรียกเข้า อิษฎีถูกภวังค์ร้ายกลืนกินจิตใจ เขาถูกมัดมือไพล่หลัง มัดเท้าสิ้นอิสระ น้ำหนักตัวครึ่งหนึ่งกดทับท่อนแขนทั้งสองข้างจนชาดิก อิษฎีนอนแน่นิ่ง สองตากวางเลื่อนลอยเคว้งคว้างไม่กะพริบ เห็นแต่เพดานขมุกขมัว ฝ้าแหว่งเว้า เผยโครงสร้างภายในมืดสลัวรำไร เหล็กที่ไม่รู้ว่าถูกสนิทลุกลามกัดกินเนื้อมานานเท่าไหร่

ในตอนนั้น เขาก็ได้นอนแน่นิ่งอย่างนี้

ในตอนนั้น เขาก็ได้รับรู้แทบสำลัก ความขื่นขมทำให้เขาเป็นอัมพาต ถูกยัดเยียดให้รับรู้และรับไว้ โดยไม่อาจทำอะไรได้

ให้ต้องลิ้มรสอีกสักกี่ครั้ง มันยังเป็นรสชาติที่เลวร้ายกล้ำกลืนหน่วงจิตถ่วงใจสิ้นดีเหมือนเดิม

ในชีวิตเขาจะต้องลิ้มรสมันอีกสักกี่หน ต้องรับรู้และรับไว้แต่ทำอะไรไม่ได้อีกสักกี่ครั้ง...

อิษฎีละสายตาจากเพดานด้านบนเบือนไปด้านข้าง ร่างของคนที่นอนคว่ำไม่รู้สติอยู่บนพื้นดึงอิษฎีให้หลุดจากจิตใจที่กำลังดำดิ่งติดลบ เขาได้เห็นคนที่โตมาด้วยกันคนนั้นปกป้องเขาไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย คนที่กล้าหาญคนนั้นไม่เกรงจะวางวายไม่พอ ยังเอาแต่กล่าวโทษตัวเอง ส่งสายตารู้สึกผิดอย่างเปี่ยมล้นมาให้เขา

ไข่ไม่ผิด ไม่ผิดอะไรเลย

รักและดีกับเขามาตลอดสิบปีขนาดนี้ ยังจะให้ผิดอะไรได้อีก

ไข่เป็นหนึ่งในสิ่งดีๆ ที่ชีวิตเหลือรอดของเขาได้รับจากชะตา หากหนึ่งสิ่งดีๆ นี้ ถูกพรากคืนไป เขาต้องใจจะขาดปางตายแน่ๆ

“...ไข่...ไข่...ไข่” อิษฎีพลิกร่างตะแคงข้าง

อิษฎีเรียกหาคนที่นอนคว่ำร่างอยู่บนพื้นห่างออกไปจากเขาแค่ไม่เท่าไหร่ เขาพยายามกระถดกระเถิบกาย เถือเนื้อเกลือกร่างไปบนพื้นหยาบ ทั้งหมดเพียงเพื่อให้ได้เข้าใกล้คนที่อายุน้อยกว่าคนนั้น

พวกมันไม่มีใครสนใจการเคลื่อนไหวของอิษฎี มีเพียงบางคนที่เห็นแล้วมองอย่างสมเพชแกมเหยียดแคลน เสมือนอิษฎีเป็นตัวตลกทำให้มันยิ้มออกก็ไม่ปาน

กระทั่งขยับตัวเข้าใกล้ร่างสะบักสะบอม อิษฎีตะแคงกายขดตัวอยู่ข้างไข่ที่หมดสติคว่ำหน้าหันมาทางเขาพอดี อิษฎีอิงหน้าผากซบไหล่ไข่ เอ่ยกระท่อนกระแท่นเสียงสั่นพร่า กลิ่นคาวเลือดอาบอวลคละคลุ้งย้อมช่วงเอวด้านหลังของไข่จนเปียกชุ่ม เห็นด้ามมีดนั้นตระหง่านอยู่กางลำตัวคน

เสียบปักฝากฝังความคมอยู่ในตัวของไข่ราวกับประกาศศักดา อิษฎีกัดกรามแน่นเจ็บตามกันไป แน่นอนอยู่แล้วว่าไข่ต้องเจ็บมากกว่าเขา แต่อย่างไรก็ถือว่าเจ็บเหมือนกัน คนหนึ่งต้องเจ็บตัวให้อีกคนหนึ่งยิ่งกว่าเจ็บใจ

แทงตัวไข่เหมือนปักใจอิษฎี

“ขะ...ไข่ไม่นอน...ไม่นอน นอนไม่ได้ ไข่ตื่น ไข่...ไข่...ไข่อย่านอน อย่าหลับ เป็นอะไรไม่ได้ ไม่เป็น ไม่ให้เป็น...ไข่เรากลัว...”

เขาไม่ได้กลัวสถานการณ์อันตรายที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ แต่เขากลัวจับจิตจับใจว่าคนที่ถูกทำร้ายอย่างหนักจนสาหัส แล้วยังถูกแทงสุดคมมีด จากนั้นก็แน่นิ่งไปเลยจะเป็นอะไรไป

เมื่อเงี่ยหูฟังให้ดี ยังได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกของไข่ ช่วงลำตัวที่ขยับขึ้นลงเบาบางตามจังหวะลมหายใจ

“อดทนไว้ ขอร้อง...ขอร้อง...อย่าเป็นอีกคนที่ทิ้งเรา เรารู้ไม่ไหว รับไม่ได้แล้ว มันทั้งเจ็บทั้งขม” อิษฎีภาวนาอย่างวิงวอนด้วยคำพูดไร้เสียง

ด้านนอกห่างไกลออกไปอีกหลายผนังซอมซ่อกั้นไว้ ผ่านสิ่งก่อสร้างเปลี่ยวร้าง นิมมานถอดหมวกกันน็อคออก ถือไว้ข้างเอว แล้วใช้อีกมือล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมารับสายด้วยความหงุดหงิด

เขาไม่รับโทรศัพท์สายนี้ไม่ได้ ร้อยวันพันปีเนตรดาวพี่สาวนอกสายเลือดเดชาธรเหมือนกันกับเขาไม่เคยติดต่อมา แต่เวลานี้กลับติดต่อ นิมมานที่กำลังก่อเรื่องไว้จึงเหมือนมีชนักติดหลัง ระแวงระวังไปหมด เกรงว่าใครจะรู้ถึงเรื่องที่เขาทำในตอนนี้ นอกเหนือจากตรีภพที่เขาอยากให้รู้

“มีอะไร?” นิมมานถามเสียงห้วน

[นิม แกอยู่ไหน!? แกกลับมาบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ พ่อต้องการเจอแก] เสียงแหลมจากปลายสายสวนมาทันที ด้วยกำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์ที่น่าร้อนใจ น้ำเสียงถึงได้เร่งเร้าร้อนรน

“ผมติดธุระ ไม่ว่าง ทำไม...จู่ๆ พ่อก็อยากเจอผม?” นิมมานถามกลับ หัวใจของเขากระตุกตอนที่เนตรดาวบอกว่านิรุตต้องการเจอเขา

หรือว่า...จะรู้แล้ว?

ไม่! พ่อที่ไม่ใช่พ่อคนนั้นอาจรู้จากตรีภพว่าอิษฎีถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ แต่ไม่มีทางรู้ว่าเป็นเขาที่บงการแน่นอน

[ธุระอะไรสำคัญว่าช่วงเวลาสุดท้ายของพ่อ มาให้พ่อเห็นหน้า แสดงความกตัญญูส่งท้าย มันคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงของแกหรอกนะ นี่อย่าโง่...ตัวแกเองจะได้ประโยชน์!] ท้ายประโยคเสียงแหลมร้อนรนเปลี่ยนเป็นกระซิบกระซาบกระตุ้นต่อมละโมบที่ทั้งเขาและเธอต่างฝ่ายต่างก็มีให้เดชาธร

ถ้านิรุตถึงแก่เวลาอันควร ทั้งเขาและเธอคือคนที่ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติพันล้าน ในฐานะลูกบุญธรรม

“หมายความว่าพ่อล้มป่วย และครั้งนี้น่าจะหนัก?” นิมมานถามให้แน่ใจ ทั้งที่เขาเดาะลิ้นก่อนกระหยิ่มยิ้มไปแล้ว

[หนักไม่หนักไม่รู้ รู้แต่รอมร่อแบบล่อแล่ ไม่ยอมไปหาหมอแล้ว เหมือนรู้ว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน เลยจะตายกลายเป็นผีเฝ้าบ้าน เรียกให้แกกับฉันเข้าไปคุยพร้อมกัน ยังไงก็ไม่พ้นแบ่งสมบัติแน่นอน แกจะไม่มาก็ได้นะ ถือว่าฉันบอกบุญแกแล้ว พ่อตายฉันจะได้ไม่ละอาย เป็นพี่สาวใจร้ายกีดกันน้องไม่ให้ได้รับอะไรดีๆ]

“เรื่องสิวะ ใครจะไม่ไป ผมก็ลูกคนหนึ่ง พ่อต้องแบ่งอย่างยุติธรรม”

นิมมานตัดสายเนตรดาว เขาเหยียดยิ้มกับตัวเองสีหน้าละโมบ ในแววตาเป็นประกายลำพอง ถ้าได้ส่วนแบ่งจากสมบัติที่เดชาธรมีอยู่จริง เขาอาจยกเลิกเงินค่าไถ่จากตรีภพ แต่อิษฎียังต้องตายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันเสือกรู้ว่าเป็นเขาที่เป็นตัวการเรื่องนี้ อิษฎีต้องถูกฆ่าปิดปาก เพื่อให้เขาก้าวต่อไปบนเส้นทางอันรุ่งโรจน์

ยังไงมันก็วิปลาสบ้าบออยู่แล้ว มีชีวิตอยู่ไปก็เท่านั้น เปลืองข้าวเปลืองน้ำและเป็นภาระคนอื่นเปล่าๆ เพราะงั้นเดี๋ยวเขาอาสาช่วยสงเคราะห์สาปส่งชีวิตไร้ค่าของมันให้เอง เขาจะไม่ลืมสรรเสริญถึงการตายอันเสียสละของมัน ที่ทำให้ชีวิตของเขาหลังจากนี้จะกลายเป็นเศรษฐีเงินทองล้นมือ แบบที่ใช้ทั้งชาติผลาญให้ตายยังไงก็คงไม่หมด

ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างไรก็ตาม ขอเขาไปแสดงความกตัญญูแล้วดูว่าพ่อบุญธรรมของเขาคนนั้นจะน้ำใจงามแบ่งทรัพย์สินให้ลูกนอกไส้อย่างเขาแค่ไหน ในช่วงหลังเป็นที่รู้กันว่าเขาไม่ค่อยลงรอยกับนิรุต ถ้าส่วนแบ่งไม่มากพอ การเรียกค่าไถ่จากตรีภพจะไม่ถูกล้มเลิก

เขาเดินย้อนกลับเข้าไปข้างใน แล้วสั่งลูกน้องที่เขาจ้างวานมาให้ร่วมขบวนการเรียกค่าไถ่

“ฉันจะไม่อยู่ พวกแกแบ่งคนเฝ้าให้ดี” นิมมานกำชับ

พวกมันล้วนรับคำแล้วทำตาม

เวลาแต่ละนาทีกว่าจะพ้นผ่านช่างยาวนาน อิษฎีได้แต่ภาวนาให้ใครก็ได้มาช่วยเหลือพวกเขาสักที เขาเป็นห่วงไข่ กลัวอาการจะแย่ลงเกินกว่าหมอจะรักษา

////////////////////////////

นิมมานเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบขับรถกลับมาที่บ้านเดชาธรทันที นิมมานสังเกตรถคันอื่นๆ ที่จอดเรียงรายอยู่ในโรงรถและลานจอด เป็นรถที่คุ้นตาเขาทั้งหมด ดูเหมือนว่าช่วงเวลาสุดท้ายของนิรุตจะเป็นช่วงเวลาสำคัญของคนในครอบครัวเดชาธร เขาถึงไม่เห็นใครอื่น

ตรีภพอาจมาที่นี่ เพราะมีศักดิ์เป็นน้องชายร่วมพ่อเดียวกันกับนิรุต แต่บางทีอาจจะไม่มา เพราะกำลังวุ่นอยู่กับเรื่องการหายตัวไปของอิษฎีอยู่เป็นแน่ ต่อให้แบ่งเวลามาได้ก็ไม่น่าพูดเรื่องไม่ดีให้นิรุตรับรู้ จนเร่งคนใกล้ตายให้ตายเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

นิมมานลงจากรถ เขาผิวปากสลับฮัมเพลง เดินควงกุญแจรถเข้าบ้านที่เงียบสงัด ไม่เห็นเงาหัวคนใช้เลยสักคน การตายของนิรุตคงเป็นวาระแห่งชาติจริงๆ ความเงียบสงัดมีกลิ่นอายของความเศร้าหมองลอยอวล บ้านหลังใหญ่ดูวังเวงสงบอย่างยากอธิบาย

นิมมานรู้ว่าต้องไปที่ไหน เขาเดินขึ้นบันได เก็บความรื่นรมย์กลับมาแล้วแทนที่ด้วยความเคร่งเครียดเป็นทุกข์ เบิกตากว้างสู้อากาศจนแดงก่ำ ยกมือบีบปลายจมูกให้แดงระเรื่อแล้วอยู่ในท่าทีที่สำรวมมากขึ้น เขาลำพองอยู่ในใจ ชื่นชมว่าตัวเองนั้นช่างเป็นนักแสดงเจ้าบทบาท ตอนนี้เขากำลังเล่นบทลูกที่ต้องเสียใจให้กับความตายของพ่อ

เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องนอนของนิรุต บนทางเดินเขาไม่พบเห็นใครเลย เดาว่าคนที่เกี่ยวข้องน่าจะอยู่ในข้าง ส่วนบรรดาคนใช้น่าจะรวมตัวรอฟังข่าวการสูญเสียอย่างเป็นทางการที่เรือนคนใช้ด้านหลัง

นิมมานเคาะประตูห้อง ทำทีเป็นมีมารยาท ทั้งที่อยากจะเปิดเข้าไปแล้วถามด้วยรอยยิ้มปีติว่านิรุตตายหรือยัง

ต่อมาประตูห้องนอนแง้มเปิดออก นิมมานไม่เห็นว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังประตูที่เปิดออกและเขาเดินก้าวเข้าไปข้างในอย่างไม่เฉลียวใจ

นิมมานเหมือนหนูเขลาติดกับ ประตูปิดในทันที พลันเขาถูกชายฉกรรจ์สองคนรวบตัว สองมือไพล่หลังแล้วพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมือ

“นี่มันอะไรกัน!?”

เขาถูกชายสองคนนั้นจับตรึงขึงพรืดลงบนพื้น ผู้ชายอีกคนโผล่มา ยกเท้ากระทืบลงบนท้องของเขา ร่างกายเขม็งเกร็ง อยากจะหดตัวขดคู้ตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกกดตรึงให้ทั้งร่างเหยียดขึง ความเจ็บจุกทำเอาหลุดเสียงร้องลั่น เจ้าของเท้าลงแรงกระทืบคราวเดียวทำเอาอวัยวะภายในบอบช้ำหนัก คาวเลือดคละคลุ้งจุกอยู่ในลำคอ

ในวินาทีเดียวกันที่นิมมานแหกปากร้องลั่น เขาถูกเหยียกอกพร้อมกันนั้นถูกอุ้งมือหยาบใหญ่บีบกรามแล้วโดนกรอกของเหลวรสชาติย่ำแย่ท่วมทะลักโพรงปาก เหล่านี้เป็นการกระทำของคนคนเดียว มันเป็นคนที่กระทืบท้องเขาด้วยน้ำหนักที่หวังให้เขาท้องแตกอวัยวะข้างในแหลกช้ำเลยก็เป็นได้ เขาไม่รู้ว่าของเหลวที่มันจับเขากรอกอย่างดุเดือดด้วยพฤติกรรมเฉียบขาดดุดัน ทั้งยังชาญชำนาญราวกับทำแบบนี้มาบ่อยครั้ง ถึงได้กระทำด้วยสีหน้านิ่งชินชาตายด้านเสียเหลือเกิน

กว่าจะผ่านลำคอก็ทำเอานิมมานสำลักด้วยความทรมาน เหมือนเขากำลังจมในน้ำก็ไม่ปาน เมื่อเขาบ่ายเบี่ยงไม่ยอม มันยกเท้าออกจากอกของเขาแล้วกระทืบที่หน้าท้องด้วยน้ำหนักเดิมลงมาอีก เขาอ้าปากร้องลั่น มันคล้ายรอจังหวะให้เขาเปิดปากแล้วหรอกของเหลวรสชาติย่ำแย่ลงมาอีก จนมันแน่ใจว่าในร่างกายของเขามีของเหลวนั้นอยู่ในท้อง ถึงยอมรามือ

พวกมันสองคนที่ตรึงร่างขึงตัวเขาให้นอนราบไว้ในทีแรก เปลี่ยนมาจับให้เขานั่งคุกเข่า นิมมานหอบหายใจ ใบหน้าเปียกปอนเละเทะ ถ้าพวกมันไม่จับเขาไว้ เขาคงทรุดฮวบลงไปกองบนพื้นอย่างหมดท่าแล้ว นิมมานบังเกิดความหวาดกลัวในการกระทำของพวกมันที่ปฏิบัติต่อเขา ทั้งสามคนเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แล้วพวกมันก็ไม่ได้ปกปิดอำพรางใบหน้าแต่อย่างใด

โดยเฉพาะคนที่กระทืบแล้วกรอกน้ำอะไรสักอย่างให้เขากิน บุคลิกเต็มเปี่ยมไปด้วยความดุดันเฉียบขาด เป็นผู้ชายที่น่าจะอายุราวสี่สิบกว่า แต่พละกำลังแข็งแกร่ง ท่าทางเชี่ยวชำนาญ รูปร่างสูงใหญ่กำยำและองอาจผึ่งผาย ในแววตาคมกริบไม่มีประกายความโหดเหี้ยมอำมหิต เป็นเพียงความสุขุมนิ่งเฉย ไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่ทำไปเมื่อครู่ เหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาและทำเพราะหน้าที่

“พวกแกเป็นใคร!? ใคร...สั่งให้พวกแกทำกับฉันอย่างนี้ แก...แกแล้วก็แก รู้ไหมว่ากำลังมีเรื่องอยู่กับใคร? ฉันคือนิมมานลูกชายของนิรุต เดชาธร!”

“ทั้งพ่อทั้งอาเธอยังต้องอาศัยจรณินท์ให้ยื่นมือช่วยจัดการ นับประสาอะไรกับหนูโง่ตัวเล็กๆ อย่างเธอ ไม่ต้องเบ่งทำประกาศศักดาที่ไม่มีแล้วยังไม่รู้ตัว มันดูกระจอก”

“แกเป็นใคร? เอาอะไรให้ฉันกิน!?” นิมมานตะคอกถาม

“ฉันไม่นิยมประกาศศักดา หน้าที่วันนี้มีแค่ช่วยจัดการให้ทุกอย่างมันราบรื่นง่ายดาย ส่วนที่ถามว่ากรอกอะไรให้เธอกิน ฉันสามารถให้คำตอบได้ในทันที มันเป็นกรดอ่อนแต่...ถ้ารับในปริมาณมาก มันจะให้ความรู้สึกเหมือนมีรังมดคันไฟอยู่ในท้อง มันจะค่อยๆ กัดอวัยวะภายใน ทรมานในระดับไหนไม่รู้ รู้แต่โหยหวนสุดคอ ตัวดิ้นทุรนทุรายเหมือนตายทั้งเป็นแน่นอน แต่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็จะตายอย่างอเนจอนาถ เลือดออกทวาร” ผู้ชายแปลกหน้าให้การอธิบาย สุ้มเสียงและสีหน้ากับท่าทางไม่ต่างจากพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ

“...” นิมมานหน้าเผือดสี เขาส่ายหน้าคล้ายไม่เชื่อ ทั้งที่ท่าทีหลังได้ฟังก็เชื่อแทบหมดใจไปแล้ว ไม่อย่างนั้นจะก้มหน้าดูท้องของตัวเองทำไม

“อีกเรื่องหนึ่ง ตอนที่ประกาศศักดาออกมา ทำไมไม่พูดต่ออีกหน่อย เช่น ฉันคือนิมมาน เดชาธร คนกเฬวรากกากระยำที่ลักพาตัวคนวิปลาสไปเรียกค่าไถ่สามสิบล้าน เพื่อปลดหนี้พนันจากบ่อนเถื่อน เจ้าของบ่อนชื่อกาจน์ใช่ไหม? ฉันรู้จักเขาดีในระดับหนึ่งเลยนะ”

“แกรู้!?” นิมมานตื่นตกใจ

“ไม่ถึงสิบห้านาทีเท่านั้น ถ้าจะเอาให้แม่นเรื่องเวลา ก็เป็นทันทีที่นายหัวตอบรับคำขอความช่วยเหลือจากคุณตรีภพ น่าจะเกินครึ่งชั่วโมงมาแล้ว ฉุกละหุกและกะทันหันไปหน่อย แต่ไม่เกินที่ฉันจะจัดการ บังเอิญตัวร้ายดันเป็นคุณชายสันดอนเลวสันดานชั่วและไอคิวกับอีคิวน้อย ถือว่าเป็นหมายที่นายหัวให้แล้วจัดการง่ายมากที่สุด ยังไงช่วยให้ความร่วมมือด้วย ปัญหาภายในของเดชาธรในวันนี้ ฉันต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนไฟลท์บินลงใต้สามทุ่ม หัวหอมทอดรอฉันอยู่ มันเป็นช่วงเวลาสำคัญ”

เมื่อพาดพิงถึงบุคคลที่ขอความช่วยเหลือในครั้งนี้ หากนี่เป็นละครสุดเข้มข้นฉากหนึ่ง นี่ถือเป็นฉากเปิดตัวของเขาและเขาต้องปรากฏตัว

ตรีภพเดินออกมา เขานิ่มขรึมถึงสีหน้าจะราบเรียบ แต่คิ้วที่นิ่วขมวดไม่คลายบ่งบอกว่าเขากำลังเครียดจัด สองเท้าสืบเดินจนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนิมมาน

“ตรีภพ!” นิมมานเค้นเสียงเข่นเขี้ยว เขาเหมือนสัตว์เดรัจฉานจนตรอกที่พร้อมจะกระโจนขย้ำใส่ผู้คน แต่น่าสมเพชที่เขาสิ้นท่านับตั้งแต่พาสองเท้าเดินเข้ามาติดกับด้วยความโง่เขลา

“นิมทำการใหญ่เกินตัวไปแล้ว อยากตักน้ำให้ได้เยอะๆ แต่ภาชนะที่ใช้มีแต่รูรั่ว ลูกชายผู้จัดการโครงการในหมู่บ้านที่อาอยู่รู้จักกับนิม อาศัยความเป็นเพื่อนเป็นใบเบิกทางเข้ามาลักคนของอาและอาศัยคำกล่าวอ้างว่าเป็นหลานชายของอา เข้าออกราบรื่นเลยได้คนของอาไป คราวหลังอย่าเป็นคนสะเพร่าไม่รอบคอบอีก ยิ่งกว่านั้นมันทำให้นินดูโง่มากกว่าที่นิมก็เป็นอยู่ ยังไงก็ตาม ขอแสดงความเสียใจไว้ล่วงหน้า นิมมาน เดชาธร จบแค่คราวนี้ ไม่มีคราวหน้าคราวหลังอีกแล้ว”

ที่ตรีภพรู้ด้วยเพราะสาเหตุที่เขาบอกกล่าวเล่าสู่ให้นิมมานได้ฟัง

“พ่อไม่ได้ป่วยใกล้ตาย? พวกแกหลอกฉัน! มึงหลอกกู...พวกมึงทั้งหมดหลอกกู!”

นิมมานเริ่มกระจ่างแล้ว เนตรดาวเป็นนกต่อล่อให้เขามาติดกับ ไม่ต้องคิดเลยว่าทำไมเธอถึงให้ความร่วมมือ หลังเขาถูกเปิดโปงและดำเนินคดี เนตรดาวไม่ต่างจากสบโอกาสยืมดาบฆ่าคน เธอต้องเล็งเห็นถึงผลประโยชน์หากน้องนอกสายเลือดอย่างเขาถูกกำจัด งานนี้นิรุตไม่เลี้ยงนิมมานไว้แน่

เขาจบเห่แล้ว...

ไม่มีอนาคตอันรุ่งเรืองมั่งคั่ง มีแต่หวนกลับคืนสู่ชีวิตอันตกต่ำ

“เอาเอื้อกับไข่ไปไว้ที่ไหน?” ตรีภพถาม

สถานที่นัดหมายแลกตัวยื่นค่าไถ่เป็นคนละสถานที่กับที่นิมมานคุมขังคนของเขาเอาไว้ เรื่องนี้ถูกตรวจสอบแล้วโดยคนของบัญชรผู้ชายที่กระทืบแล้วกรอกกรดอ่อนให้นิมมาน บัญชรเป็นคนสนิทของนายหัวภาสกร นายหัวลึกลับพบตัวยากคนนั้นตอบรับคำขอของเขาแล้วส่งคนสนิทมาถือว่าเป็นการให้เกียรติมากแล้ว หนี้น้ำใจนี้นายหัวแฟนท่อมคนนั้นขอเพียงเขาทำกำไรให้บริษัทในไตรมาสหน้าที่จะถึงนี้ให้ได้มากกว่าจำนวนเงินที่นิมมานใช้เรียกค่าไถ่สามเท่า เขาตกลงทันทีแทบไม่ต้องคิดอะไร

หาเงินให้หุ้นส่วนคนสำคัญ ยังดีกว่ามอบเงินสามสิบล้านให้คนอย่างนิมมาน

ยิ่งเห็นความสามารถของบัญชรที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ ตรีภพยิ่งไม่มีข้อกังขาใดๆ กับเงื่อนไขน้ำใจที่นายหัวแห่งจรณินท์ใช้แลกเปลี่ยน

คนคนนั้นอายุน้อยกว่าเขา แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่มีและเทียบไม่ได้ เขาอยากจบปัญหานี้โดยไว ด้วยห่วงเด็กบ้าของเขาคนนั้นและเด็กหนุ่มอีกคนที่โดนร่างแหตามกันได้ด้วย ถึงได้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแล้วมันก็ช่วยทุ่นเวลาและกำลังเป็นอย่างดี

“กูไม่บอก! ข้างนอกมึงนิ่งแต่ข้างในมึงจะตายดิ้นอยู่แล้วที่ไอ้บ้าในกรงทองมันหายไป แล้วมึงก็ไม่รู้ว่ามันถูกทำอะไรบ้าง กูรู้! กูไม่บอก! ไม่มีทางบอก...ไม่บอกเว้ย! ไม่....กูไม่...กู...ปวดท้อง...กูปวดท้อง!”

แรกเริ่มนิมมานกล่าวด้วยความสาแก่ใจ ต่อมาหน้าต้องเปลี่ยนสีในทันใด ในท้องของเขาเจ็บปวดเหมือนมีมดนับร้อยนับพันกัดอวัยวะข้างใน นิมมานทิ้งตัวลงกับพื้น เขาดิ้นพล่านร้องโหยหวนครวญคลั่งสมคำพูดของบัญชรที่ร่ายสรรพคุณของกรดอ่อนไว้ก่อนหน้า มันไม่ผิดเพี้ยนเกินจริงสักนิด

“บอกมาซะตอนนี้ ฉันมียารักษาแบบหายขาด อีกอย่างต่อให้เธอไม่บอก คนของฉันที่อยู่ข้างนอกนั่นก็กำลังตามหากันเต็มกำลัง อย่างน้อยข้อมูลล่าสุดเมื่อห้านาทีที่แล้ว ได้รับความคืบหน้าว่าเธอว่าจ้างไอ้เถื่อนกลุ่มไหนให้ช่วยงาน ที่อยู่ทางนั้นมีกันสี่คนใช่ไหม? พวกมันทุกคนล้วนมีจุดอ่อน รอฉันรู้สถานที่เองอาจใช้เวลาหน่อย แต่ยังไงก็พอรอได้ แต่เธอนี่สิ ไม่น่าจะรออะไรได้  นี่ไอ้หนุ่มขอเพียงเธอบอกให้เรื่องมันจบเร็วหน่อย ฉันจะให้รางวัล ช่วยไม่ให้เธอทรมาน เพราะถ้าการที่เธอไม่บอก มันมีแต่ทำให้ทุกอย่างยืดเยื้อ แล้วทำให้ฉันตกเครื่องกลับไปตามนัดไม่ทัน อดกินหัวหอมทอด ถึงเวลานั้นฉันเห็นสมควรแล้วจริงๆ ที่เธอควรทรมานตาย” บัญชรให้การเจรจาเกลี้ยกล่อม เขามองคนดันทุรังที่ดิ้นพล่านหวีดร้องโหยหวนอยู่บนพื้นอย่างรอท่า หวังเห็นอีกฝ่ายเลือกหนทางที่ฉลาดขึ้น เปลี่ยนใจเลิกทำให้ทุกอย่างมันยืดเยื้อ

ตรีภพในยามโกรธและเครียดมาก เขาจะกลายเป็นคนพูดน้อย เพราะฉะนั้นหากเขาจะผรุสวาทถ้อยคำไหนออกจากปาก ถ้อยคำนั้นนับว่าสำคัญ เป็นแก่นคำที่มีแต่เนื้อไม่มีน้ำ เขาพูดขึ้นมาบ้าง หลังปล่อยให้บัญชรช่วยพูดไปหลายส่วน

“เธอโตแล้ว ไม่ควรดื้อเหมือนเด็ก มันน่าเกลียด อาชอบคนหัวอ่อนว่าง่าย บอกกับอาได้แล้วนิม อย่าทรมานตัวเอง นิมเอาเอื้อกับไข่ไปไว้ที่ไหน?” ตรีภพกอดอกรอคอยคำตอบ ระหว่างนั้นยกมือหนึ่งขึ้นดันคานแว่นให้เข้าที่

นิมมานไม่ยอมรับการเจรจา แต่ไม่อาจยอมรับความทรมานที่แสนรวดร้าวแทบขาดจิตขาดใจแบบนี้ได้อีกต่อไปเหมือนกัน เขาดันทุรังได้อีกไม่กี่นาทีต่อจากนั้น หลังทุกคนเพียงยืนดูเขาเจ็บปวดปางตายเงียบๆ ไม่พูดไม่จาอะไรกับเขาอีก

ยื้อไว้ไม่นานก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว แต่ไหนแต่ไรมาเขาใช้ชีวิตสุขสบาย ไม่เคยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอะไรที่มันหนักหนามากมายอย่างนี้ ในที่สุดก็เปิดปากกล่าวละล่ำละลัก

“พวกมัน...พวกมันอยู่ที่...”

การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นรวดเร็ว คนกลุ่มหนึ่งพากันออกจากห้องไป ทันทีที่รู้จุดหมายปลายทาง คนอีกกลุ่มหนึ่งถึงได้ฤกษ์ปรากฏกายเข้ามาแทนที่ นิมมานได้รับยารักษาแล้ว แต่อาการเหมือนมดกัดอวัยวะในช่องท้องไม่ได้หายไปในทีเดียว ความเจ็บปวดค่อยๆ ลดหลั่นบั่นทอน เขานอนหอบหายใจอยู่บนพื้น มองเท้าทุกคู่ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าอิดโรยราวกับเก็บกู้เศษวิญญาณคืนมาไม่หมด

“ยี่สิบห้าล้านที่แกก่อไว้ ฉันสะสางให้แล้ว” นิรุตบอกเสียงราบเรียบ

อยู่ต่อหน้านิมมาน นิรุตไม่มีแต่จะเอาสายตาไปเหลือบมอง

นิมมานในคราวนี้ เกินเยียวยา ไม่อาจให้โอกาส ยากจะให้อภัย

“...” นิมมานพูดไม่ออก เขาได้ยินก็แค่นหัวเราะฝาดเฝื่อน

“รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตรีช่วยเอื้อกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงคราวขอแก...ต่อแต่นี้ไป แกไม่ใช่เดชาธร ไม่ใช่ลูกของฉันอีกแล้ว ฉันไม่มีปัญญาอบรมสั่งสอนแก ให้ฉันผิดเอง นิมมาน เห็นคงมีแต่คุกที่น่าจะอบรมสั่งสอนแกได้ดีกว่าฉัน แกมันชั่วชาติ ฉันไม่ดีเอง เอาเด็กเดรัจฉานมาชุบเลี้ยงให้เป็นคน เพราะคิดว่าแกมันเป็นคน เด็กชายนิมมานที่น่าสงสารคนนั้น รูปเป็นคนแต่ใจเป็นสัตว์ ตาฉันมันฝ้าฟางเอง”

“นิม...แกไม่น่าไม่รักดีเลย เอาไว้ฉันจะไปเยี่ยม...ในคุกนะ” เนตรดาวช่วยประคองนิรุตกล่าวกับนิมมานด้วยสีหน้าและน้ำเสียงผิดหวัง เจียดน้ำใจให้นิมมานเหมือนโยนเศษทานให้หมาก็ไม่ปาน

“งานในส่วนของนิมไม่ต้องห่วงนะ พี่จะช่วยสานต่อให้เอง” ลัคนัยกล่าวด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล

นิรุตที่หันหลังให้เขา ทุกคนหันหลังให้เขา หลังมอบวาระทอดทิ้งให้เขาต้องลนลานอย่างตื่นกลัวกับสภาพชีวิตแบบนั้น ทำให้เขารีบกระเสือกกระสนพาร่างกระถดกระเถิบเถือไถไปกับพื้น เพื่อไล่ตามและวิงวอนต่อผู้เป็นพ่อ

“ไม่...ไม่! พ่อครับ...พ่อ...ไม่ทำอย่างนั้น อย่า...พ่อ...พ่อ! ผมไม่อยากติดคุก! ช่วยผมด้วย! ช่วยผม”

//////////////////////////

ทันทีที่มาถึงอาคารพาณิชย์ร้างสามชั้น ภายในหมู่บ้านเล็กๆ อีกหลายสิบหลังที่รกร้างไม่ต่างกัน บัญชรสั่งคนของเขาปิดล้อมรอบตัวบ้าน เปิดฉากบุกให้พวกมันที่อยู่ข้างในรับรู้ได้ถึงการมาของเขา ไม่จำเป็นต้องอำพรางแล้วหาทางลอบเข้าไป ทำแบบนี้ไม่ใช่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวประกัน แต่เขาคะเนและมั่นใจแล้วว่าเขาสามารถเจรจากับพวกมันให้ยอมจำนนได้โดยไม่ต้องเกิดการต่อสู้

บัญชรนำตรีภพและคณินเดินเข้าไปในบ้าน พวกมันขังตัวประกันไว้ที่ห้องด้านหลังสุดที่ชั้นล่าง เสียงตวาดดังออกมาจากห้องสุดทางเดิน

“ถ้ามึงเข้ามาใกล้อีกนิด เดินต่ออีกก้าวเดียว ตัวประกันตายแน่!”

บัญชรไม่สนใจ เขาก้าวเดินอยู่บนโถงทางเดิน เขาถือปืนอยู่ในมือ

“เจ้านายของพวกแกถูกจับและรับสารภาพแล้ว ทีนี้ยังจะทำงานที่ไม่ได้เงินอยู่ไหม?”

“โกหก!” มันสวนกลับอย่างไม่เชื่อ

“ส่งคนออกมาเจรจาคนหนึ่ง ฉันไม่ต้องการให้มีใครเจ็บตัว” บัญชรเสนอ

พวกมันเงียบไป บัญชรไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว ปากมันบอกไม่เชื่อแต่กลับกดดันอย่างหนักจนบัญชรที่ชำนาญสนามสัมผัสได้

“พวกมึงพาคนมาเต็มไปหมด มันทำให้พวกกูไม่สบายใจ พอไม่สบายใจแล้วก็พานเครียด พอเครียดก็อาจไปลงกับตัวประกันได้” มันคนหนึ่งเดินออกมารับการเจรจาพร้อมกับปืนในมือเช่นกัน

“ไม่ต้องเครียด ทำใจให้สบายๆ เรื่องนี้มีทางออก”

“ทางไหน ให้ได้หรือเปล่าล่ะ?”

“อ้อ อยากได้ทางหนี”

“ใช่ กูต้องการให้พวกมึงเปิดทางให้พวกกูไป”

“ได้ ให้ไปทางหน้าต่าง แต่ถ้าแกทำอะไรตัวประกันหรือเอาตัวประกันไปด้วย ฉันมีพลแม่นปืนมาด้วยสี่ห้าคน สมองแกเละแน่ แกอาจจะไม่กลัวตาย เพราะถูกบีบให้จนตรอก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ทิ้งชีวิตแกได้แต่...พวกแกทุกคนจะทำให้คนที่เหลือเดือดร้อนไปด้วย”

“หมายความว่ายังไง?”

“ทุกคนย่อมมีจุดอ่อน ไม่เว้นแม้แต่คนชั่วที่ยอมขายชีวิตเพื่อทำผิดและชิงตายเพื่อให้รอดพ้นจากความผิด แกชื่อชิตมีห่วงเป็นลูกออทิสติก อีกสามคนที่อยู่ข้างใน ลภ พัน ธิน คนหนึ่งมีภรรยากำลังท้องใกล้คลอด อีกคนหนึ่งมีตายายที่ชุบเลี้ยงชีวิตไม่เอาไหนนี้มา และอีกคน หลวงตารู้หรือเปล่าว่ามาก่อกรรมทำเลวกับคนอื่นเขาอย่างนี้”

“แกไม่กล้าหรอก!”

“อย่าเอาอะไรมาวัดความกล้ากับคนจรณินท์เลย พระก็ไม่เว้นนะ ถือว่ากำจัดมารศาสนาด้วย เห็นกลางค่ำกลางคืนดอดไปซื้อสีกากะหรี่มาตีไม่เว้นวันเลยนี่”

“พี่ชิตเอาไงดีพี่ มันรู้เรื่องของเราละเอียดขนาดนี้!” ลูกศิษย์วัดที่โดนเปิดเผยปูมหลังถึงกับทนฟังไม่ไหว ตะโกนออกมาจากห้อง

“มึงเปิดทางให้พวกกูไป เราต่างแยกย้าย พวกกูแค่ถูกจ้างวาน ทำตามคำสั่งของไอ้นิมมาน ไม่คิดว่ามันจะกระจอกฉิบหาย โดนสอยล่วงเป็นคนแรก จนพากันบรรลัยทั้งหมดอย่างนี้ เงินก็ไม่ได้ พวกกูไม่ต้องการเอาชีวิตไปแลก” มันเจรจา

มันรู้ว่าผู้เจรจาฝ่ายตรงข้ามไม่ธรรมดา อีกฝ่ายเอ่ยถึงจรณินท์นามสกุลดังที่คนในแวดวงเถื่อนอย่างมันพอจะรู้จัก รวมทั้งคะเนจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ต่อให้ดาหน้าสู้ มีตัวประกันไปก็เปล่าประโยชน์

พวกมันไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องสู้กับกลุ่มคนที่เหนือกว่าและไม่จำเป็นต้องแลกชีวิตกับเรื่องของคนอื่น ภารกิจในหมายจ้างงานนี้มีแค่ช่วยลักพาตัวและคุมขังตัวประกัน ค่าจ้างหลักแสน เงินจำนวนนี้ถ้าต้องแลกด้วยชีวิต ไม่ต้องเป็นนักคำนวณที่เก่งกาจมาจากไหนก็รู้ว่าไม่คู่ควรที่จะแลก มันได้ไม่คุ้มเสีย

“ข้างนอกเปิดทาง! ไปรวมตัวอยู่ที่หน้าบ้านให้หมด! ปล่อยพวกมันไป!” บัญชรสั่งการเสียงดังเฉียบขาด

เสียงฝีเท้าหลายคู่เกิดขึ้นตามการเคลื่อนย้าย หลังได้รับคำสั่ง คณินขมวดคิ้วขัดใจ ตรีภพยืนรอสถานการณ์เงียบๆ ทว่าภายในอกของเขามันปั่นป่วน อิษฎีอยู่ในห้องนั้น ห่างออกไปไม่เท่าไหร่ มีปราการกั้นไว้เพียงผนังซอมซ่อผุพังเท่านั้น มีแต่เขาที่รู้ว่าข้างในร้อนลวก ข้างนอกเหยียบเย็น เป็นการรอที่ยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ทรมานใจเขาจริงๆ

“ถอยไปหมดแล้วพี่ชิต” คนข้างในส่งเสียงบอก

“อย่าตุกติก” ทัพหน้าฝ่ายเจรจายังถือปืนเป็นแม่นมั่นเล็งใส่บัญชร ชักเท้าถอยหลังกลับเข้าห้อง

พวกมันถอย บัญชรรีบรุกไล่ เขานำหน้าเข้าไปในห้อง ตรีภพและคณินรีบตามมาเข้ามา

“ไอ้สัตว์ระยำ!”

คณินเห็นสภาพตัวประกันในห้อง เขาทนเก็บความเดือดดาลต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ฉับพลันมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาแย่งปืนจากบัญชรไปแล้วยิงหนึ่งในพวกมันที่รั้งท้ายกำลังคร่อมร่างอยู่ระหว่างขอบหน้าต่าง

“ไอ้เหี้ย!” คนที่รั้งท้ายคร่อมร่างคาขอบหน้าต่างและถูกคณินยิงเข้าที่ต้นขาสบถลั่น เป็นคนเดียวกับที่ถือปืนมาเจรจา

เสียงปืนดังลั่น ติดกันสองนัด นัดแรกเกิดจากคณิน นัดต่อมาเป็นมันที่ตอบโต้

ตรีภพกลัวอิษฎีจะถูกลูกหลง เขารีบเข้าไปคร่อมกายกำบัง สถานการณ์ตอนแรกเหมือนจะจบลงอย่างเรียบง่ายและราบรื่นตามการควบคุมของบัญชร แต่กลับปั่นป่วนเพราะคณินหัวร้อนเดือดดาลด้วยเห็นไข่ที่นอนคว่ำ ด้ามมีดปักคาลำตัว เลือดโชกส่งกลิ่นคาวคลุ้ง

“เลือดร้อนจนเสียเรื่อง!” บัญชรตำหนิคณิน เขารีบแย่งปืนกลับมาแล้วตอบโต้

คณินโดนบัญชรผลักให้หลบจากวิถีกระสุน เขาคิดจะปกป้องคุ้มภัยอิษฎี แต่พบว่าตรีภพชิงทำหน้าที่นั้นไปก่อนแล้ว ในช่วงเวลาที่กระสุนสาดกระหน่ำดังกึกก้องกัมปนาท ยังมีใครอีกคนที่ไร้สติ บาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจปกป้องคุ้มกันตัวเองได้ คณินสบถอย่างหัวเสียใส่ภาพที่ตรีภพได้กอดกกกำบังภัยให้อิษฎี ส่วนเขาต้องไปคุ้มกันอีกคนที่บาดเจ็บสาหัส

ภายในห้องมีฝุ่นละอองคลุ้งราวกับหมอกลง

บัญชรไม่ได้คิดจะปล่อยพวกมันไปอยู่แล้ว เขาแค่ต้องการให้มีการสูญเสียและเจ็บตัวน้อยที่สุด พวกมันก็เป็นแค่พวกเถื่อนปลายแถวที่รักชีวิตและกลัวตาย ถึงได้เจรจายอมให้มันลอบหนีไปตามประสงค์ ซึ่งเหล่านี้อยู่ในการคาดการณ์ของเขาอยู่แล้ว ยังไงพวกมันก็หนีไม่พ้นถูกคนของเขาล่ากลับมาแทบเท้า แทนที่จะไม่ต้องมีการปะทะ เพียงปฐมบทริเริ่มด้วยเสียงปืน หลังจากนั้นจึงเป็นเสียงปืนดังเปรี้ยงปร้างสนั่นหวั่นไหว

“ทำตามแผน!” บัญชรตะโกนสั่งคนของเขาที่อยู่ข้างนอกเสียงดังลั่น

//////////////////////////

พวกมันทั้งสี่คนคุกเข่าอยู่บนพื้น ภายในห้องซอมซ่อห้องเดิม สองมือของทุกคนถูกจับไพล่หลังมีกุญแจมือยึดไว้ บัญชรเรียกรถพยาบาลทันทีที่คนของเขารายงานว่าจับตัวพวกมันได้ครบหมดแล้ว ก่อนจะพามารวมตัวที่นี่

อิษฎีกับไข่ถูกแก้มัด พอเป็นอิสระไร้อันตรายอิษฎีก็ผละห่างออกจากตรีภพ น้ำใจที่ตรีภพพาคนมาช่วยเหลือ เขาก็ซาบซึ้ง ถึงจะอยากรู้ก็ตามว่าทำไมตรีภพถึงให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้ไวขนาดนี้ รู้ได้ยังไงว่าพวกเขาถูกจับมาขังที่นี่แล้วรู้หรือไม่ว่านิมมานเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด

คำถามมากมายไม่อาจเทียบเท่าหนึ่งความห่วงใยที่ท่วมท้นเกินจะแบ่งความสนใจให้เป็นอื่น ตอนนี้เขายกความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดไปให้ไข่เพียงคนเดียว อิษฎีอยู่ใกล้ไข่ เรียกหาแต่ไข่ พูดแต่ชื่อของไข่

ตรีภพเห็นท่าทางของอิษฎีดังนั้นก็เชื่อแล้วว่าอิษฎีผูกพันกับไข่มากจริงๆ ไม่ต้องรอให้พวกมันเปิดปากสารภาพว่ากระทำอะไรลงไปกับตัวประกันบ้าง เขาก็พอเดาได้ว่าไข่ปกป้องอิษฎี ถึงขนาดไม่ห่วงตัวเอง ชีวิตจะเป็นจะตายก็ไม่สน

เด็กคนนี้เป็นคนที่ดีมากและหาได้ยากในสมัยนี้

วันข้างหน้า...ผลของความดีจะส่งผลให้ไข่ได้ดี...

ตอนเสียงปืนดังลั่นกึกก้องกัมปนาท ไข่ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว แต่พอถูกจับให้พลิกตัวนอนตะแคงแล้วสองมือของอิษฎีลูบไล้โอบประคองตามใบ เรียกแต่ชื่อไข่ เอ่ยแค่คำว่าไข่ซ้ำซาก ในที่สุดไข่ก็ตอบสนองด้วยเปลือกตาที่กะพริบถี่ ก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้น นั่นเพราะการเคลื่อนไหวของร่างกายที่มีแต่บาดแผลทำให้ไข่เจ็บจนสะท้านสะเทือนขึ้นสมอง ปลุกให้เขารู้สึกตัวตื่น

อิษฎีรู้ว่าไข่บาดเจ็บตรงไหนบ้าง แขนข้างที่ไหล่หลุดจึงไม่ได้รับการกดทับจากท่าพลิกตะแคง พยายามที่จะแตะต้องร่างของไข่อย่างเบามือที่สุดแล้ว แต่ไข่ก็ยังเจ็บอยู่ดี

“เจ็บ...อือ...เจ็บฉิบเลย...” ไข่โอดครวญน้ำตาเล็ด

“ไข่”

“คุณเอื้อ...คุณเอื้อของไข่...คุณเอื้อ...” ไข่พยายามสบตามองคนเรียก

อิษฎีกับไข่รู้ใจกันดี ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ยิ่งในสถานการณ์ที่คนนอกอยู่กันมากหน้าหลายตาแบบนี้ มีเพียงแค่พวกเขาที่รู้ความลับของกันและกันอยู่สองคน ไข่จึงพูดออกมาแค่นั้น อิษฎีเอาแต่พยักหน้ารับการเรียกขานนั้นระรัว

อิษฎีอยากจะพูดกับไข่ว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว เขาอยากจะบอกกับไข่ว่าอดทนอีกนิด รถพยาบาลกำลังมา ห้ามเป็นอะไร ห้ามเป็นอะไรทั้งนั้น เขาไม่ยอมให้ไข่เป็นอะไรไป เขารู้ว่าไข่ที่รู้สึกอีกครั้งจะต้องรับกับความเจ็บปวดอีกครั้ง กลุ่มคนที่มาช่วยคงไม่มีใครคิดว่าจะมีคนที่บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ถึงได้ไม่นำรถพยาบาลมาด้วย แต่แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้วกับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว แต่คำพูดทั้งหมดกลับกล้ำกลืนจุกอยู่ในคอ ได้แต่สื่อสารทางสีหน้าและสายตา ขยับปากพูดไร้เสียง

“รู้สึกตัวแล้วก็ดี” คณินเดินเข้ามาแล้วยอบกายนั่งลงข้างตัวไข่ ชะโงกหน้าคุย

“คุณณิน...ก็มา...มาเหรอ?” ไข่ยิ้มเพลีย

“ชี้ตัว หน้าไหนมันทำ” คณินถามไข่เสียงกระด้างดุดัน

ไข่ในสภาพอิดโรยสะบักสะบอม ลมหายใจร้อนผ่าว หายใจเข้าออกแต่ละคราเจ็บสะเทือนถึงช่องท้อง ตอบคนถามเสียงแผ่วโผน

“เกรงใจจะบอก แต่อย่าทำ...”

คณินถลึงตาวาวโรจน์ทันทีที่ได้ยินเสียงแผ่วนั้นบอกกล่าวเหมือนกำลังห้ามปรามไม่ให้เขาชำระแค้นคืนสนองให้พวกมันได้ลิ้มรส เขาถึงกับเลิกคิ้วตัดบททวนถามอย่างหัวเสีย

“อย่าทำ!? ใกล้จะเป็นศพขนาดนี้บอกอย่าทำ!? ประเสริฐละมึง นักบุญนักบวชฉิบหาย ไม่เกิดเป็นเทวดาให้รู้แล้วรู้รอดวะ พูดมา! หน้าไหนมันทำ ถ้าไม่บอก พ่อสุ่มแทงเรียงตัว ตัวไหนใช่ค่อยบอก แบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน”

คณินคาดคั้นคนถูกกระทำแทบปางตายอย่างหัวเสีย ไม่นึกว่าโดนทำร้ายขนาดนี้แล้วยังจิตใจดีมีเมตตาเพื่อปรานีเดนคนอย่างไอ้พวกนั้นอยู่ได้ เขาคลื่นเหียนเหม็นกลิ่นสาบสางคนดีของไข่จนหมั่นไส้ คันหัวใจยิบๆ

เขาเดินไปหยุดยืนจนเงาร่างทะมึนทาบทับหนึ่งในพวกมันที่คุกเข่านั่งอยู่เบื้องหน้า หมายลงมืออย่างที่พูด

“คุณณิน...ณินก็ใจเย็น...หน่อย...ไข่เจ็บ...พูดช้า ยัง...ไม่ทันจบคำเลย ว่า..แต่อย่าทำ...” ไข่นิ่วหน้าพยายามเปล่งเสียงพูดให้ชัดคำที่สุด แต่ยิ่งพูดยิ่งเจ็บในช่องท้องเพราะคมมีดที่แทรกปักฝังอยู่ในอวัยวะ เคลื่อนไหวเพียงนิด เหมือนอวัยวะข้างในถูกเฉือน

“อย่าทำอะไร?” คณินเหลียวใบหน้าไปถาม

“อย่าทำ...เบาๆ เอามัน...หนักๆ”

คณินเลิกคิ้วขณะได้ยิน พอฟังความปรารถนาของคนเจ็บหนักจบ เขาก็หัวเราะอย่างชอบใจ อารมณ์หงุดหงิดหัวเสียถูกขจัดให้หมดไปด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่าติดขัด

“คนนั้น...กับคนนั้น...มันเตะต่อย...มันทุบตีไข่...ไข่เจ็บไปหมดเลย คุณณิน”

ไข่ยกนิ้วถลอกปอกเปิกชี้ตัวแล้วพยายามถ่างตาพร่าเบลอดูคณินจัดการ คนทำสะใจที่ได้คืนสนอง คนดูทอยิ้มอบอุ่นดูคนตรงหน้าเอาคืนให้เขา

“คนนั้น...มัน...หักแขนไข่...ไข่เจ็บไปหมดเลย คุณณิน”

ไข่ยกมือไม่ขึ้นแล้ว เพียงชี้นิ้วจากมือที่วางอยู่บนพื้น เขาจะไม่ยอมหลับตาง่ายๆ เขาอยากดูคณินเอาคืนมันทั้งหลายที่ทำร้ายเขา ผ่านรอยยิ้มอ่อนล้าเบาบาง ทว่าแววตาวาบไหวกำซาบ

โดนทำร้ายจนสมองไหลไปไหนแล้วไม่รู้ เจ็บจะตายแต่ยังบ้ายิ้มได้ แววตาเคลือบไว้ด้วยความเลื่อมใสชื่นชม

มีคนเป็นเดือดเป็นร้อนเรื่องของเขา มันดีอย่างนี้นี่เอง...

กลิ่นคาวเลือดถูกกลบด้วยกลิ่นหอมหวานไม่ทราบที่มา

คนเจ็บคิดเพียงว่าจมูกของเขาคงบอบช้ำตามสารร่างไปแล้ว ถึงได้ผิดเพี้ยนเสียสมดุล

เท่มาก ประทับใจ คูล...สุดๆ เลย คุณณินเจ๋งเป้ง

“และคนนั้น...อยากเจิมมีดใหม่...แทงไข่มิดเลย...ถ่มน้ำลายด้วย...เอาเท้า...เหยียบหัวไข่ด้วย คุณ...ณิน...ณินช่วยเจิมมัน...เจิมมันให้ไข่...หน่อย ไข่...เจ็บมาก...เจ็บที่สุด...เจ็บไปหมดเลย คุณณิน” ไข่จงใจเพิ่มอัตราความน่าสงสาร เสียงเบาจนขาดห้วงทั้งยังสั่นพร่า ดูอ่อนแอและเปราะบางราวกับจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ ภาพลักษณ์ของผู้อ่อนแอที่ถูกทำร้ายยิ่งดูขลังเป็นเท่าทวี โดยเฉพาะท้ายประโยคที่แฝงแววออดอ้อน

“ฟ้องเก่ง” คณินชม

บังเอิญความออดอ้อนของคนเจ็บมันสื่อถึงชายหนุ่มเลือดร้อนเข้าพอดี แล้วมีผลกับการกระทำของคนที่รับคำฟ้องต่อจากนี้มากพอตัว เงาร่างของเขาทาบทับบดบังมือมีดที่ก่อกรรมกับคนฟ้องหนักหนามากที่สุด

มือมีดเงยหน้าสบสายตาเหี้ยมเกรียมผู้เป็นเจ้าของเงา คณิณเริ่มต้นคิดบัญชี...

เจิมต้นเป็นปฐมบทเลือดเย็น

เก็บดอกเป็นปัจฉิมบททัณฑ์ทารุณ

บัญชรปล่อยให้คณินจัดการตามความสะใจ เขาออกไปคุยโทรศัพท์กับปลายสาย เพื่อสั่งให้คนทางนั้นทำหัวหอมทอดให้เขาเยอะๆ วันนี้เขาใช้พลังงานมาก และไม่ต้องการกินอะไรนอกจากหัวหอมทอด

ตรีภพไม่ได้สนใจมองการกระทำของคณิน เขาเอาแต่มองไปที่อิษฎี จนยื่นมือเอื้อมออกไปแตะรอยแผลฟกช้ำบนใบหน้าของเด็กบ้านั่นแหละ เขาถึงรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

อิษฎีละสายตาจากไข่แล้วเหลือบมองมือหนาคุ้นเคยที่ยื่นเข้ามาในคลองจักษุ

“เจ็บหรือเปล่า?” ตรีภพไถ่ถามเสียงอาทร ใช้ปลายนิ้วแผ่วเบาเกลี่ยใกล้ๆ รอยช้ำนั้นเบาๆ

“...” อิษฎีพยักหน้า “เราเจ็บ เรากลัว...เรากลัว...กลัวกว่าเจ็บ ไม่...ไม่...เราเจ็บกว่ากลัว...ไม่รู้ เรา...ทั้งเจ็บทั้งกลัว”

“เรื่องวันนี้ ผิดที่อา...”

ตรีภพกำลังจะพูด แต่อิษฎีละสายตาขยับไปหน้าจากมือของเขาแล้ว ความสนใจของอิษฎีในตอนนี้มีแต่ไข่

“คุณณินเจิมมันเลย”

ประโยคสุดท้ายชัดคำไม่ติดขัดของไข่แต่เบาราวสายลมหวีดหวิวกล่าวสนับสนุนราวกับกองเชียร์ ก่อนหมดสติ

ตอนที่รถพยาบาลมาถึง เจ้าหน้าที่เข้ามาพร้อมเปลหาม ร่างของไข่ถูกยกย้ายเคลื่อนที่อย่างระมัดระวัง อิษฎีจับมือไข่ไว้มั่นแล้วลุกตามออกไป บุรุษพยาบาลและพยาบาลมาพร้อมกับกระเป๋าพยาบาลพร้อมสำหรับผู้บาดเจ็บคนอื่นๆ

“มีคนโดนยิง แต่ยังนิ่งเป็นปกติเหมือนโดนลูกอมดีดใส่ซะอย่างนั้น” บัญชรบอก

อิษฎีทันได้ยิน เขาเหลียวหลังหันกลับไป

คนคนนั้นเป็นคนที่กำลังมองมาทางเขาด้วยท่าทางสุขุมนิ่งขรึม สีหน้าเรียบนิ่งเป็นปกติเสียจนเขาที่อยู่ใกล้ในครู่ก่อนไม่รู้ถึงความผิดปกติ

ไม่รู้เลยว่าตรีภพโดนยิง

คนที่บาดเจ็บกว่าเขา ดันมาถามเขาเนี่ยนะว่าเจ็บหรือเปล่า?

“คุณช่วยเอาปืนยิงผมที ผมอยากได้ซีนทำสกอร์บ้าง” คณินบอกบัญชร แล้วพึมพำกับตัวเองต่อ “เกลียดฉิบ เงียบๆ แต่ยิงทีสะท้านสะเทือน”

นึกว่ามีแต่เขาที่เท่และโดดเด่นตอนอัดพวกมันสี่คนนั้นต่างกระสอบทราย

/////////////////////////////

เมื่อตรีภพต้องทำแผลบริเวณช่วงเอวเป็นผลจากการปกป้องอิษฎีในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายต่างสาดห่ากระสุนใส่กัน บาดแผลที่เขาได้เกิดจากกระสุนเฉี่ยวทางด้านหลัง

ไข่หนักกว่าใคร ต้องผ่าตัดเอามีดออกจากตัวและรักษาอาการไหล่หลุด ทั่วร่างสะบักสะบอมบอบช้ำ อิษฎีอยู่ข้างไข่ประหนึ่งเงา จับมือคนเจ็บที่สลบไปตลอดทาง ราวอดีตหวนกลับมาซ้อนทับ สลับเพียงคนและตำแหน่ง อิษฎีในวัยสิบสี่นอนอยู่บนเตียงไม่รู้สติ ครึ่งเป็นครึ่งตาย ไข่ในตอนนั้นเดินตามติดเตียง สิ่งที่เชื่อมโยงเด็กชายสองคนในอดีตเอาไว้เป็นสองมือที่จับกันแน่น ตอนนี้เป็นไข่ที่นอนอยู่บนเตียงบ้าง ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นความตาย ส่วนเขาเพียงจับมือแน่น จนถึงตอนที่ร่างของไข่ถูกพาเข้าห้องฉุกเฉิน หายลับไปกับประตูที่เปิดและปิดลง คนที่เจ็บตัวน้อยที่สุดจึงเป็นคณิน เขาซ้อมพวกมันจนหลังมือแตก อิษฎีมีแผลฟกช้ำภายนอก บนใบหน้าและหน้าท้อง คณินกับอิษฎีจึงได้ทำแผลด้วยกัน

มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่คณินได้อยู่กับอิษฎีสองคน แม้กระทั่งตรีภพยังจนใจ เอ่ยปากฝากอิษฎีไว้กับคณิน ก่อนเข้ารักษาตัว

หลังบัญชรทำหมายด่วนนี้สำเร็จลุล่วงแล้ว เขาพาคนแยกย้ายตั้งแต่จุดเกิดเหตุ ปลีกตัวไม่เกี่ยวข้อง เนื่องด้วยหลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนที่เขาต้องจัดการ

อิษฎีอยู่ในโหมดที่วางตัวเงียบงัน เลื่อนลอยไร้คำพูด เขาเหนื่อยล้าเกินกว่าจะอยู่ในโหมดบ้าและต้องลั้ลลาไม่อยู่กับร่องกับรอย คณินอยู่ข้างกายเขา นอกนั้นคือพยาบาลสองสามคนที่ช่วยกันทายาและทำแผลภายนอกให้ คณินเข้าใจว่าที่เขาเงียบเพราะถูกทำให้กลัวจนเสียขวัญ รุ่นพี่เลือดร้อนจึงปลอบเขาด้วยคำพูด ลูบหัวและจับมือด้วยการกระทำ ดีแล้วที่เข้าใจอย่างนั้น เขาจะได้ไม่ต้องสื่อสารผ่านบทวิปลาส

เขาเหนื่อยเกินกว่าจะแสร้งเป็น...

เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ เริ่มและจบลงในหนึ่งวัน ดูรวดเร็วแต่นานเกินสำหรับการเผชิญประจันกับความเลวร้ายอย่างกล้ำกลืน เป็นครั้งหนึ่งของชีวิตที่ได้แต่รับกับรู้ แต่ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

ตัวหลุดพ้นออกมาแล้ว แต่ภวังค์ใจยังหลงอยู่ในวังวนถ่วงจิต

พยาบาลทายาทำแผลให้พวกเขาทั้งสองคนเสร็จเรียบร้อย ต่างก็แยกย้ายเมื่อหมดหน้าที่ จึงเหลือเพียงพวกเขาสองคนที่ยังนั่งอยู่

“นานแล้วที่ไม่ได้อยู่กับเอื้อลำพังแบบนี้ ตั้งแต่เอื้อไปอยู่กับตรีภพ มันทำให้อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป พี่ก็เปลี่ยนเหมือนกัน”

“...” อิษฎีได้แต่เงียบฟัง กระทั่งสายตายังไม่แลสบ เขาไม่มีกระจิตกระใจจะทำบ้าตอบสนองการพูดคุย

“การที่นิรุตยกเราให้ตรีภพแล้วปรามาสพี่ ทำให้พี่เปลี่ยนความตั้งใจ พี่ขอโทษที่เห็นแก่ตัวคิดกับเอื้อแบบนั้น หาจุดยืนให้เอื้ออยู่ข้างพี่ด้วยการเก็บเอื้อ ให้เอื้ออยู่หลังโลกของพี่ ไม่ได้ให้เอื้ออยู่ในโลกของพี่ พี่เหี้ยจริง พี่ยอมรับ ตอนนี้พี่กำลังปรับปรุงตัว หวังแต่ว่ามันจะยังทัน พี่รักเอื้อ อยากให้เอื้อรักกับพี่”

คณินยังคงพูดต่อ ราวกับมันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หากพลาดไปคงหาไม่ได้อีกแล้ว

ใช่ หาไม่ได้ ต่อให้ตรีภพยอมให้เขาไปมาหาสู่อิษฎีได้ถึงบ้าน แต่ไม่เคยที่เขาจะได้อยู่ตามลำพังกับอิษฎีอย่างนี้ บุคคลที่สามไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเด็กหนุ่มไร้สัญญาชาติที่หัวใจน่านับถือ ใจกล้าบ้าบิ่น ภักดีกับอิษฎีเสียจนบาดเจ็บหนักขนาดนั้น

เขาก็รู้อีก ที่ได้พูดอยู่ตอนนี้ ใช่ว่าคนบ้าจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด ถึงอย่างนั้นเขาเพียงแค่อยากพูด

“จะทำสงครามก็ต้องมีฐานที่มั่น รบชนะแล้ววันหนึ่งพี่จะมาพาเอื้อไป ยกให้เราเป็นที่หนึ่งของพี่ไม่มีที่สอง จุดเปลี่ยนอย่างกะทันของชีวิตเอื้อ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตพี่เหมือนกัน พี่เลิกนอนกับใครต่อใครไปทั่วแล้วนะ รู้หรือเปล่า? ไม่รู้ล่ะสิ พี่ลดละเลิกไปหมดแล้ว ไม่ดูตัว ไม่คิดหาผู้หญิงมาเป็นฉากหน้า เพื่อเอาเอื้อไปซ่อนไว้ที่ฉากหลัง”

“...” ได้ฟังแบบนั้น ทำเอาอิษฎีต้องดึงสายตาเหม่อลอยกลับมาแล้วหันไปสบมองกับคณินที่กำลังบอกกล่าวเล่าสู่จุดเปลี่ยนของชีวิตให้ฟัง

คณินพูดด้วยท่าทีสบายๆ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ เอนหลังแนบพนักพิง ข้อเท้าข้างหนึ่งยกพาดหน้าตัก ศอกเท้าชันตั่งวางแขนโดยที่ฝ่ามือข้างเดียวกันนั้นใช้วางใบหน้าหล่อคมเข้ม ดวงตาที่แสนจะเอาเรื่องไม่ยอมคนอยู่ตลอดนั้นกำลังสบมองอิษฎีซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน

 “พี่กำลังทำธุรกิจของตัวเอง ธุรกิจครอบครัวก็ไม่ได้ทอดทิ้ง พี่ทำหน้าที่อย่างดี ลูกคนเดียวมันก็อย่างนี้แหละ วันหนึ่งในหลังจากนี้ถ้าต้องเลือกระหว่างความรักกับครอบครัว พี่จะขอเลือกความรัก เพราะก่อนหน้านี้พี่เลือกครอบครัวไปแล้ว เหมือนคำกล่าวที่ว่าความชั่วไม่มีความดีต้องปรากฏ ฝ่ายที่ไม่ถูกเลือกอีก ถ้าไม่พอใจก่อนจะต้องร้าวฉาน ยังพอมีคุณงามความดีของพี่มาช่วยลดหลั่นบ้าง”

“...” อิษฎีส่ายหน้าเชื่องช้า ขมุบขมิบปากไร้เสียง

ไม่...ไม่...อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำ...อะไรให้เขา...

ห้ามทุ่มเท หยุดเปลี่ยนแปลง อย่าทำทั้งหมด...เพื่อให้เขา...

อิษฎีไม่ได้รักคณิน หัวใจที่ว่างเปล่าก็คือหัวใจที่ว่างเปล่า เทอะไรใส่ให้มามากมายแค่ไหน นอกจากถมไม่มีวันเต็ม ยังมีแต่จะรั่วร่วงเหมือนภาชนะที่มีรูโหว่มากมาย

อิษฎีไม่มีอะไรให้คณิน มากไปกว่าที่พวกเขาเป็นอยู่

ที่สุดแล้ว คณินจะไม่ได้อะไรคืนกลับไปเลย

“พี่รักเอื้อ จริงจังกับเอื้อและจะจริงจังชัดเจนให้มันมากกว่านี้ พี่จะเคลียร์ตัวเองให้พร้อมที่สุด เป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเอื้อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร นิรุตมอบบทเรียนโคตรสาหัสให้พี่ พี่จะถือว่าเป็นบททดสอบ” คณินคว้าข้อมืออิษฎีไปจับกุม แววตาและสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

อิษฎีหายใจไม่ทั่วท้อง ความจริงจังตั้งมั่นที่คณินมีให้เขา ถึงจะยังเป็นแค่วาจา มันก็หนักเกินกว่าที่อิษฎีจะรับไว้

ไม่ทุ่มอะไรให้เลยเหมือนแต่แรกยังดีกว่า คิดกับเขาเหมือนที่คิดไว้แต่แรกยังดีกว่า

ได้โปรดอย่าทำอะไรอย่างที่พูด...

อิษฎีอย่างมากจะแค่เสียใจให้ แต่คณินจะต้องทั้งเจ็บหนักทั้งเสียใจยิ่งกว่าเสียใจ

“แหวนนี่กระจอกงอกง่อย ไม่เหมาะกับเอื้อสักนิด”

ข้อมือของอิษฎีที่อยู่ในการถือกุมของคณิน เป็นข้อมือข้างเดียวกับที่เรียวนิ้วยาวสวมแหวนแต่งงานด้อยราคาวงนั้นไว้ คณินมองอย่างดูแคลน แหวนที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายแม้ด้อยราคา รูปลักษณ์เรียบง่ายไม่มีอะไรโดดเด่นสมกับเป็นของกระจอก หากแต่มีเพียงเจ้าของสายตาและคำพูดดูแคลนเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจดีว่ามันตำตาดั่งมีเสี้ยนทำให้ระคาย ตำใจดั่งมีมีดแหลมคมที่แทงเข้ามา

“ไว้เอื้อแต่งกับพี่ เอื้อจะรู้เองว่าแหวนที่คู่ควรกับเอื้อ สัญลักษณ์คู่ครองของเราต้องไม่ด้อยค่าด้อยราคาเหมือนแหวนวงนี้แน่ๆ จริงๆ แล้วนะ พี่ก็ไม่น่าพูดเปรียบเทียบ เพราะแค่พูดก็เทียบค่ากันไม่ติดแล้ว ไม่ต้องรอเวลาให้มีแหวนอีกวงมาทำให้เห็นถึงความแตกต่าง”

อิษฎีพลันดึงมือออกจากการถือกุมของคณินมากุมไว้ที่อก หันข้างให้แล้วเหลือบหางตามองคณินอย่างระแวงระวังทำไม่ไม่ไว้ใจ

“เราชอบแหวนวงนี้ วงไหนเราก็ไม่เอา”

อิษฎีกุมมือที่สวมแหวนไว้แน่นแนบอก มองคณินตาขวาง แสร้งกลัวคณินจะมาแย่งแหวนวงนี้ไปจากเขา สุ้มเสียงยามบอกกล่าวเป็นไปอย่างต่อต้านไม่เห็นดีด้วยกับวาจาของคณิน

“เอื้อ?” คณินขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบท่าทีของอิษฎีที่มีต่อเขา ไม่ชอบที่อิษฎีปกป้องของที่ตรีภพให้ติดตัวมา “แหวนกระจอกพรรค์นั้นวางขายเรี่ยราดตามพื้นถนน ให้วางทิ้งไว้เป็นชาติคนยังไม่แล อย่างมากก็ทิ้งอยู่ในกองขยะ”

“นี่ไม่ใช่แหวนกระจอกนะ เรารู้ๆ นี่เป็นแหวนแต่งงานของเรานะ เรากับคนนั้นแต่งงานกันแล้ว คนนั้นบอกว่าแต่งงานเล่นแล้วเล่นเลย เล่นได้ครั้งเดียว ตอนนี้เราเล่นกับแต่งงานกับคนนั้นอยู่ เราไม่แต่งงานแล้วนะ ไม่แต่งกับใครอีกแล้วเลยนะ คนนั้นไม่ให้เราแต่งกับใครแล้ว แหวนไม่กระจอก...แหวนสำคัญ แหวนแต่งงาน เราไม่ลืมทิ้งไว้ แหวนไม่อยู่ในกองขยะ แหวนอยู่กับเรา เราสวมไว้”

“...” คณินขบกรามแน่น เขาฟังถ้อยคำเลื่อนเปื้อนแต่ใช่ว่าจะจับใจความสำคัญจากคนวิปลาสไม่ได้ด้วยสีหน้าเจ็บปวดกล้ำกลืน ราวกับเขากำลังอดทนต่อความขมที่จุกอยู่ในคอ ฝาดเฝื่อนสิ้นดีอยู่ในโพรงปาก

////////////////////////////

ในเวลาต่อจากนั้น นิรุตเดินทางมาเยี่ยมตรีภพที่โรงพยาบาล ประมุขใหญ่แห่งเดชาธรออกปากแสดงความรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงตัดขาดกับนิมมานไปแล้ว แต่เรื่องทุเรศที่นิมมานก่อไว้ นับได้ว่าอยู่ในช่วงที่ยังมีศักดิ์สถานะเป็นลูกชายของเขา เป็นเพราะเขาอบรมสั่งสอนลูกนอกสายเลือดคนนี้ไม่ดี จนทำให้ใครต่อใครพลอยเดือดร้อนตกอยู่ในอันตราย เขาอยากมีส่วนรับผิดชอบเพื่อแสดงความเสียใจด้วยใจจริง ค่ารักษาพยาบาลทั้งไข่และตรีภพ ให้เป็นเรื่องของนิรุตจัดการ

ตรีภพไม่ประสงค์แบบนั้น ไข่นับเป็นคนของเขา เป็นเด็กในปกครองของเขา เรื่องที่ตัวเขาต้องบาดเจ็บส่วนไข่นั้นสาหัส ค่าใช้จ่ายในการรักษา ทั้งหมดให้เป็นเขาดูแลเอง ตรีภพยืนกรานบอกกล่าวด้วยสุ้มเสียงให้ความเคารพนบนอบกับนิรุต แต่แววตาและท่าทีเต็มเปี่ยมไปด้วยความทระนงตน

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างแสดงเจตนาชนกัน จำต้องมีฝ่ายที่ยอมถอยให้ ไม่พ้นเป็นนิรุตที่รู้จักนิสัยใจคอของตรีภพเป็นอย่างดี

นิรุตได้พบกับอิษฎีที่โรงพยาบาลภายในวันเดียวกัน สองคนต่างได้แต่สบสายตาอย่างรู้ใจกัน ไม่ได้พูดคุยอะไรมากมาย นิรุตกล่าวขอโทษแล้วปลอบขวัญอิษฎีที่อยู่ข้างกายคณิน ตั้งแต่นิรุตบงการจับอิษฎีแต่งงานกับตรีภพ คณินก็ไม่อาจให้ความเคารพนิรุตดังเดิมได้อีก เขาเพียงเมินเฉย ส่วนนิรุตไม่ได้ถือสาหาความ เห็นอิษฎีไม่เป็นอะไรมากก็หมดห่วง จากนั้นถึงเดินทางกลับ

ตรีภพพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพียงหนึ่งวัน หมอต้องการให้เขาอยู่รักษาแผลสักสองสามวัน แต่เขายืนยันจะค้างเพียงคืนเดียวและเย็นวันถัดมาหลังให้พยาบาลทำแผลอีกครั้งก็กลับบ้าน

ที่รีบกลับบ้านไม่ยอมเสียเวลาอยู่โรงพยาบาลแม้อีกสักวันเดียวเป็นเพราะอิษฎีคือเหตุผล

ไข่ปลอดภัยแล้วแต่ยังไม่รู้สึกตัว เมื่อข้างกายของอิษฎีปราศจากไข่ไปคนหนึ่ง คนที่ดูแลและเข้าใจความวิปลาสของอิษฎีได้ดีคงไม่มีอีกแล้ว ในช่วงเวลาที่เขาก็บาดเจ็บ ไข่ก็สาหัส ยังมีอีกคนที่เข้าใจความวิปลาสของอิษฎี ซ้ำยังวางตัวสนิทชิดเชื้อ ใจไม่ซื่อจิตคิดพิศวาสต่อคนของเขา คนคนนั้นอาจถือโอกาสนี้ใกล้ชิดกับอิษฎีและมันเกินหน้าเกินกว่าความจำเป็น ทั้งยังไม่เหมาะสม

ตรีภพจึงกลับบ้าน มีความตั้งใจจะดูแลอิษฎีด้วยตัวเอง แทนคนสนิทของเจ้าตัวที่ยังต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล ประเมินจากอาการของไข่แล้ว ต่อให้ฟื้นขึ้นมาก็ยังต้องพักรักษาตัวอีกเป็นอาทิตย์ ช่วงเวลานี้คนข้างกายอิษฎีควรเป็นเขา นั่นถือว่าถึงจะถูกต้อง

คนของเขา เขาไม่ให้ใครมายุ่มย่าม

ตอนที่เขาจำต้องห่างจากอิษฎีเพราะต้องเข้ารักษา ช่วงเวลานั้นเขไม่เห็นใครที่พอฝากฝังได้นอกจากคณิน เมื่อคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล จึงทำในสิ่งที่ขัดใจตัวเอง โดยปล่อยให้อิษฎีอยู่ในความดูแลของคณิน

หนึ่งคืนล่วงเข้าอีกวัน เขายังไม่เห็นหน้าอิษฎีเลยนับตั้งแต่ทุกคนย้ายจากจุดเกิดเหตุมายังสถานพยาบาล เท่าที่รู้คณินทำหน้าที่ได้ดี ปล่อยให้อิษฎีอยู่โรงพยาบาลไปก็เท่านั้น เมื่อได้รับแจ้งจากหมอเรื่องอาการบาดเจ็บของเขาและไข่ คณินก็พาอิษฎีกลับบ้าน

เช้าวัดถัดมาซึ่งก็คือวันนี้ ก่อนตอนเย็นจะมาถึง เขาโทรสั่งอนงค์ให้ดูแลอิษฎี ไม่อนุญาตให้ใครพาออกไปไหน ยังไงไข่ก็ยังไม่ฟื้นและงดเยี่ยม ส่วนตัวเขาก็กำลังกลับไป ช่วงกลางวันขณะพักฟื้นอยู่ในห้องเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ดีที่สายธารเลขาส่วนตัวมาเยี่ยมเขา พร้อมแล็ปท็อปส่วนตัวของเขากับเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนในตอนเย็น สองสิ่งนี้เขารบกวนให้อนงค์เตรียมไว้ตั้งแต่โทรศัพท์สายนั้น สายธารคือบุคคลที่สองที่เขาติดต่อแล้วถ่ายทอดคำสั่งให้เธอไปรับของสองสิ่งนั้นมาจากบ้านของเขา

ต่อจากนั้นจึงคุยเรื่องงานและอ่านเอกสารที่เธอหอบหิ้วมาจากบริษัท เขาสะสางงานส่วนหนึ่งไปเรียบร้อย แม้สถานที่ทำงานในวันนี้จะเปลี่ยนจากโต๊ะทำงานเป็นเตียงคนไข้ในห้องพักฟื้น สถานทีที่เปลี่ยนไปไม่ใช่อุปสรรค แต่อุปสรรคคือบาดแผลข้างเอวด้านหลัง เขาไม่ใช่มนุษย์เหล็กไหล แน่นอนว่าต้องรู้สึกปวดต้องรู้สึกเจ็บ

ถึงอย่างนั้นตรีภพห่วงความรู้สึกของอิษฎีมากกว่าห่วงอาการบาดเจ็บของตัวเอง กลัวว่าอิษฎีจะอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าปราศจากไข่คนที่เป็นเสมือนเงาร่างของเจ้าตัว

ตรีภพเคลื่อนไหวไม่ได้คล่องแคล่วอยู่ในบ้านของเขา หลังสายธารสารถีสาวขับรถพาเจ้านายมาส่งบ้าน อนงค์รีบทำการต้อนรับ

นี่เป็นคำถามแรกที่มาถึง

“เอื้ออยู่ไหน?”

“ข้างบนค่ะ เก็บตัวเงียบตั้งแต่เมื่อวานที่มาถึง ทานข้าวบ้างแต่ไม่มากค่ะ ถ้าไม่นับเรื่องทานข้าวน้อย อื่นๆ เธอก็ว่าง่ายค่ะ บอกให้อาบน้ำเธอก็อาบ เตรียมเสื้อผ้าให้เธอก็ใส่ได้ ถึงเวลาทานเรียกให้เธอทานเธอก็ทานค่ะ” อนงค์ตอบคำถามนี้ด้วยรอยยิ้มละมุน

ตรีภพฟังรายงานชีวิตของอิษฎีจากอนงค์แล้วพยักหน้า

“มีอะไรก็ไปทำตามปกติเถอะครับ”

“อยากรับอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?”

“ไม่ครับ” ตรีภพปฏิเสธ ก่อนจะหมุนกายเดินขึ้นบันได เขาหยุดชะงักอย่างนึกขึ้นได้ “เดี๋ยวก่อนครับ”

อนงค์กำลังเดินไปอีกทาง เพียงสองสามก้าวก็หยุดตามเสียงเรียกรั้งแล้วหันกลับไปรอฟัง

“หลังมื้อเย็นให้คนไปขนเสื้อผ้าของเอื้อออกมาจากห้องของเขาแล้วย้ายไปไว้ที่ห้องของผม”

“ทราบแล้วค่ะ เอ่อ...จะให้เหลือเผื่อไว้ หรือจะเก็บย้ายไปหมดเลยคะ?”

“หมดเลย ไม่ต้องเหลือไว้”

ไข่ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ ไม่ใช่แค่ยกย้ายถ่ายโอนข้าวของของอิษฎี แต่เป็นตัวคนวิปลาสเองก็ด้วยที่ต่อไปนี้จะต้องมาอยู่ร่วมห้องนอนเตียงเดียวกันกับเขา ความเปลี่ยนแปลงในอันดับแรกหลังเขากลับมา ยังมีความเปลี่ยนแปลงอันดับต่อไปในหลังจากนี้อีก

ตรีภพตั้งใจจะให้อิษฎีมานอนด้วยกันกับเขา ไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราวหรือจนกว่าไข่จะกลับมา มันไม่มีวันหมดอายุ ไม่สามารถระบุได้ว่าวันไหนจะสิ้นสุด

เขากระทำโดยไม่ต้องอาศัยความรู้สึกอะไรมากมาย มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและแสนจะธรรมดา แต่ไหนแต่ไรมา สามีภรรยาย่อมนอนร่วมเตียงเคียงหมอนกันอยู่แล้ว คู่ของพวกเขาก็แค่ล่าช้ากว่าหน่อยเท่านั้น

อาจจะเข้าข่ายวัวหายพึ่งล้อมคอก แต่ลองถ้าวัวไม่หาย ตรีภพคงไม่มีทางล้อมแทบจะรัดผูกมัดอิษฎีคนวิปลาสไว้ใกล้ตัวถึงขั้นนี้และกำลังจะมีขั้นต่อไป

เหตุการณ์ลักพาตัวเหมือนสารเคมีร้ายเร่งปฏิกิริยาให้บางความสัมพันธ์ที่เนิบนาบเจือจางปรากฏสีชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“เอื้อ เราทำอะไรอยู่?”

ตรีภพเดินขึ้นมายังโถงทางเดินชั้นบน เขาพบกับอิษฎีกำลังเดินเพ่นพ่าน ท่าทางสอดส่องเสาะหาอะไรบางอย่างไปทั่ว เคาะเสา พูดกับผนัง พยายามเปิดประตูห้องนั้น ปิดประตูห้องนี้ ราวกับกำลังเล่นซ่อนหา อิษฎีย่อมเป็นฝ่ายสาละวนหา ขณะที่ใครสักคนในจินตนาการวิปลาสนั้นกำลังหลบซ่อน

นี่คือคนที่เขาตาไม่ได้สบ ตัวไม่ได้พบมาเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว

ระหว่างพวกเขา ในบ้างร้างหลังนั้นนับเป็นครั้งสุดท้ายที่อยู่ร่วมสบสายตากัน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บที่ช่วงเอวด้านหลังมันขึ้นตาจนปวดถึงก้านสมองหรือเพราะอะไร ดวงตาที่หันกลับมาสบกับเขา ช่างเหมือนกับว่าเจ้าตัวรับรู้ว่าเขาบาดเจ็บ เขาเห็นสีหน้าและอารมณ์ที่แสดงออกมาเหมือนคนปกติบนใบหน้าดวงนั้น อิษฎีตะลึงที่รู้ว่าเขาบาดเจ็บ อิษฎีสับสนเป็นกังวล มีความห่วงใยที่หนาแน่นคาขังอยู่ในดวงตากวางคู่นั้น

ทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงกินเวลาไม่ถึงสามวินาที เขาไม่เห็นอะไรในดวงตาของอิษฎีอีก แต่เป็นการเคลื่อนไหวของเจ้าตัว อิษฎีจะปล่อยมือจากไข่แล้วเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเขา

เหมือนมาหาเขา แต่ไม่ได้มาหาเขา

อิษฎีหยิบรองเท้าของไข่ข้างหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น พูดแต่รองเท้าของไข่ซ้ำไปซ้ำมา ก้มหยิบแล้วลุกขึ้นรีบเดินตามเปลไข่ออกไป

ความรู้สึกในตอนนั้น ตอนที่อิษฎีเดินกลับเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าของเขา เขารู้สึกถึงความปีติยินดี วินาทีต่อมาก็ยวบยับอับปางลง เมื่อคนตรงหน้าก้มลงไปเก็บรองเท้าที่ถูกลืมไว้ข้างนั้น

หัวใจของเขาถึงกับมึนชา

“กลับมาแล้วเหรอ!?” คนวิปลาสถามเสียงดัง ยิ้มกว้างแป้นแล้นให้อีกคนที่ยืนอยู่กลางทางเดิน ไกลห่างกันเพียงไม่กี่ฝีเท้า เขาตั้งใจถามผ่านความปกติที่เป็นจริง

คำถามนั้นเริ่มต้นในตอนที่หยุดพฤติกรรมวุ่นวายหานู่นมองนี่ เขาเพียงแสร้งทำเท่านั้น ได้ยินอนงค์บอกกับสาวใช้ว่าตรีภพกำลังจะกลับมา เขาก็รออยู่ทั้งวัน พอได้ยินเสียงรถขับเข้ามาในบ้านก็เลยออกจากห้องมาแอบเยี่ยมหน้าเกาะบันไดแอบดูจากชั้นบน กระทั่งสายตาได้สบพบกับร่างคุ้นเคยที่เดินเข้ามา ใจกลัวคนข้างล่างจะเห็นเลยถอยห่างออกมา ครั้นจะกลับเข้าห้อง เขาก็ไม่อยากกลับ เลยทำบ้าอยู่ตามโถงทางเดินชั้นบน

อิษฎีย่อมได้ยินประโยคแรกหลังกลับมาของตรีภพที่ถามถึงเขา

เหมือนมีน้ำผึ้งอุ่นๆ มาราดลงบนหัวใจ ทั้งอุ่นทั้งชุ่มชื่น

“กลับมาแล้ว” สุ้มเสียงอบอุ่นเอ่ยอย่างนุ่มนวล

คนถูกถามตอบกลับ ไม่ได้สนใจว่าคำถามนั้นจะดูเป็นปกติหรือเกินกว่าปกติ

“หายไปไหนมา เป็นห่วงรู้ไหม”

ตรีภพเป็นฝ่ายสืบเท้ารุกคืบเข้าหา ฆ่าระยะห่างไม่ถึงสองเมตรที่ขวางกั้นความใกล้ชิดระหว่างเขาและอิษฎี เมื่อไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าคนวิปลาส ใกล้กันเสียจนได้กลิ่นหอมจากตัวของอีกฝ่าย เขาถึงเอื้อนเอ่ย

“เป็นห่วงจริงเหรอ?”

“มีแต่คนหายไป เราเป็นห่วง อย่าให้เราเป็นห่วงอีกนะ เราไม่ชอบเป็นห่วง”

“อย่าหายไปอีกเหมือนกัน อาก็ไม่ชอบเป็นห่วง อาไม่อนุญาตให้เอื้อทำให้อาเป็นห่วง ไม่อนุญาตให้ใครมาเอาเอื้อไป มันจะไม่เกิดขึ้นอีก”

“เราไม่ได้หาย ไม่ต้องเป็นห่วง เราอยู่นี่”

“เราหายไป มีคนมาลักเราไปจากอา”

อิษฎีกระโดดไปเกาะแขน แอบอยู่ข้างหลังตรีภพ ทำสีหน้าหวาดกลัว สายตาล่อกแล่กกวาดมองไปทั่ว “คุณนิมพาเราไปเล่นแรงๆ เรากลัวมากเลย เราไม่ชอบ คุณนิมสนุกที่เล่นกับเรา แต่เราไม่สนุกด้วยหรอกนะ คุณนิม...คุณนิมบอกว่า...พูดว่าจะเอาชีวิตเรา เราไม่ให้เอานะ”

ตรีภพดึงตัวอิษฎีออกมาจากข้างหลังเขา

“นิมมานจะไม่มาเล่นกับเอื้ออีกแล้ว”

“ดีๆ ดีแล้ว ดีจริงๆ เลย ไม่เล่นกับนิม นิมไม่เล่นกับเราแล้ว” อิษฎีพยักหน้ากล่าวละล่ำละลักอย่างดีใจ ยกสองมือขึ้นมาตบอย่างยินดี

ฉับพลันอิษฎียืนนิ่งชะงักงัน ถามหาคนที่หายไปเสียงกรรโชก

“ไข่....ไข่อยู่ไหน! ใครเอาไข่ไปไหน!? ไข่...ไม่มีไข่ไม่ได้นะ ต้องมีไข่นะ เราหาไข่ไม่เจอ ไม่รู้ไข่แอบอยู่ตรงไหน เรา...เรา...ไม่เล่นแล้ว ไข่หายไปไหนไม่รู้ หาไข่ไม่เจอ!”

“เอื้อใจเย็นๆ ไข่ไม่ได้หายไปไหน” ตรีภพจับสองไหล่ของอิษฎีเอาไว้

อิษฎีมองตรีภพตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนเงยหน้าขึ้นไปสบสายตากับคุณอาหนุ่ม มืออ่อนบางยื่นออกไปจับกุมชายเสื้อของตรีภพเอาไว้

“แต่ว่า...แต่เราเจอคนนี้แล้วหนึ่งคน คนนี้โผล่มาแล้ว จับได้แล้ว เราหาคนนี้เจอ คนนี้กลับมาแล้ว แต่หาไข่ไม่เจอ ทำยังไงดี...ทำไงดี ทำอะไรดี”

แค่เจอเขาแล้วจับชายเสื้อเขาไว้คงไม่พอ ตรีภพรั้งตัวเด็กบ้าของเขาเข้ามากอดอย่างอดไม่ได้

“เด็กบ้าอย่าขวัญเสียอีกเลย อากลับมาแล้ว อีกเดี๋ยวไข่ก็กลับมา”

“...” อยู่ๆ ก็ถูกตรีภพดึงเข้าไปกอด อิษฎีถึงกับมีสีหน้าตื่นตะลึงไปไม่ถูกอยู่วินาทีหนึ่ง สุดท้ายก็ผ่อนคลายเลยตามเลย ยังคงกำชายเสื้อข้างลำตัวเบื้องล่างระหว่างพวกเขาไว้ดังเดิม ที่เปลี่ยนไปเห็นจะเป็นแรงมือที่ขยุ้มกำมากขึ้น

เมื่อวานนี้ เขาก็ห่วงตรีภพไม่แพ้กัน แต่ไม่ได้อยู่ในจุดที่แสดงอะไรออกไปได้เลยและยอมรับว่าห่วงไข่มากกว่า เพราะไข่เรียกว่าสาหัส ขณะที่ตรีภพบาดเจ็บ ยังไงก็ตามทั้งสองคนล้วนเจ็บตัวเพื่อปกป้องเขา เขาย่อมห่วงใยจากใจจริงทั้งนั้น

“อืม เราเชื่อ เดี๋ยวไข่ก็กลับมา”

“อารู้ว่าไข่ซ่อนอยู่ที่ไหน ให้ไข่ได้ใจไปก่อน เดี๋ยวอาจะพาเอื้อไปหาไข่”

“จริงๆ นะ”

“ผู้ใหญ่ไม่หลอกเด็ก”

ไม่จริงหรอก ผู้ใหญ่คนนี้แหละ ขยันหลอกเขาตั้งหลายครั้ง ลวงเก่ง อำเยี่ยมเป็นที่หนึ่ง

อิษฎีลอบยู่ปากอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ

เขาเข้าใจที่ตรีภพจะสื่อ ตอนนี้อิษฎียังไปเจอไข่ไม่ได้ ตรีภพจะพาเขาไปหาเมื่อไข่ฟื้นหรือพร้อมสำหรับการเข้าเยี่ยม

“เด็กหลอกผู้ใหญ่ได้ไหม?”

อะไรบางอย่างมันพุ่งปรี่จากอกไปสู่ลำคอ ทำให้อิษฎีพลั้งปากถามออกไป คำถามเรียบง่ายไร้แก่นสาร ทว่าแฝงเร้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใหญ่หลวงที่ซุกซ่อนอำพรางไว้

เขาอยากรู้ว่าตรีภพจะตอบยังไงและจะเป็นยังไง...ถ้าถูกหลอก

“ไม่ได้ ไม่ควร เด็กหลอกผู้ใหญ่เป็นเด็กไม่น่ารัก”

“...” อิษฎีฟังแล้วจุกอก

ที่แท้เขาก็เป็นเด็กไม่น่ารัก ไม่แน่ว่าถ้าวันหนึ่งความลับวิปลาสถูกเปิดเผย สำหรับตรีภพเขาคงเป็นยิ่งกว่าเด็กไม่น่ารัก อาจจะเป็นคนน่ารังเกียจ จอมคนหลอกลวง อะไรที่มันแย่กว่าเด็กไม่น่ารัก นั่นถึงจะเหมาะสมกับการหลอกลวงของเขา

“เป็นเพราะอาที่ละเลยเอื้อ”

ไม่เลย ตรีภพไม่ได้ละเลยอะไรเขา นี่ไม่ใช่เพราะตรีภพ

อิษฎีร่ำร้องคะคานตรีภพอยู่ในใจ ท่ามกลางวงแขนของคุณอาหนุ่มที่โอบรัดกักกอดตัวเขาไว้ อิษฎีสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างจากตรีภพ คลับคล้ายคลับคลาว่ามันจะต้องเกี่ยวเนื่องกับตัวเขาหลังจากนี้เป็นแน่

“ทำให้เอื้อต้องเผชิญกับอันตรายอีกครั้งในชีวิต...”

เกี่ยวอะไรกับตรีภพ?

ตรีภพลักพาตัวเขาหรือก็ไม่

ตรีภพทำร้ายเขาและไข่หรือก็ไม่

มันก็ชัดเจนทนโท่อยู่แล้ว คนทำคือนิมมานต่างหากที่ทำให้เขาต้องเผชิญกับอันตรายในชีวิตอีกครั้ง ตรีภพควรเลิกกล่าวหาและรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้จะดีกว่า

เพราะดูเหมือนว่าจากเหตุการณ์นี้ ตรีภพคล้ายจะมอบการเปลี่ยนแปลงให้เขา...

อิษฎีกัดปากล่างยืนสงบเสงี่ยมให้ตรีภพโอบกอดไม่พูดจาพาที ได้แต่วุ่นวายถกเถียงยอกย้อนอยู่ในใจ ตรีภพกำลังทำให้เขาว้าวุ่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“ต่อไปนี้...”

นั่นไง...

อิษฎีเบิกตากว้าง ฉับพลันต่อมาก็นิ่วหน้าขมุบขมิบปากอย่างเสียไม่ได้

“อาจะไม่ปล่อยให้เอื้อคลาดสายตา อาตื่นเอื้อตื่น อานอนเอื้อนอน อาไปไหนเอื้อไปด้วย ให้ทุกพื้นที่ชีวิตอามีเอื้ออยู่ด้วยอีกคน”

นั่นไง...นั่นไง!

ลางสังหรณ์ที่ว่า มันคือการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาผูกติดแน่นแฟ้นกันขึ้นไปอีก

ไม่รู้ว่าเรื่องไหนทำให้อิษฎีหวาดผวามากกว่ากัน ระหว่างถูกนิมมานลักพาตัวหรือการต้องอยู่ในสายตาของตรีภพแทบทุกเวลา หากยังไม่ทันได้คำตอบ อิษฎีมั่นใจแล้วว่าการอยู่ในสายตาของตรีภพเป็นเรื่องไม่ดี

ไม่ดี...ไม่ดีเลย...ไม่ดีกับใจเลย...

อันตรายต่อความรู้สึกมาก...

สุ่มเสี่ยงอย่างถึงที่สุด!

ความเอ็นดูรักใคร่ใส่ใจที่ตรีภพมีให้อิษฎีมากมายขนาดนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่มีแล้ว หากกว่าวันหนึ่งไม่ได้รับอีก มันจะแห้งผากเหมือนรากไม้ที่ขาดน้ำเพราะความไม่มีหรือสำลักจนกระอักเพราะไม่ได้รับ เป็นอย่างไหนที่จะใกล้เคียงกับความรู้สึกของเขาในวันข้างหน้ากันแน่

คำถามจากอนาคต ยากตอบในปัจจุบัน

//////////////////////

ราววันที่สี่หลังเข้ารักษาตัว ไข่ที่บาดเจ็บสาหัสกว่าใครถึงฟื้น น่าเสียดายนิดหน่อย ตอนที่เขาฟื้นขึ้นมา คนแรกที่เขาได้พบหน้าคือเพทายที่มาเยี่ยมเยือน เขาจินตนาการไว้โดยอิงจากละคร เวลาที่ตัวเอกฝ่ายดีบาดเจ็บสาหัส ต้องเขารักษาตัวที่โรงพยาบาลและหลายวันกว่าจะฟื้น พอฟื้นมาจากต้องอ่อนระโหยโรยแรงให้สมกับบริบทคนป่วยสักหน่อย คนแรกที่ตัวละครเอกฝ่ายดีจะได้พบคือคนสำคัญหรือไม่ก็คนในดวงใจ

ไข่ไม่มีคนในดวงใจ เขามีแต่คนสำคัญ คนคนนั้นคืออิษฎี แต่เขาไม่ได้รู้สึกแย่เลยแม้แต่น้อยที่ไม่ได้พบอิษฎีเป็นคนแรก เขาเข้าใจดีว่าอิษฎีที่เป็นคนวิปลาสสำหรับใครต่อใครก็อยู่ในบริบทที่ไม่อาจทำอะไรได้ตามใจนึก ป่านนี้คงอยู่ในความดูแลของตรีภพ ซึ่งก็ดีแล้วถ้าเป็นตรีภพ ไข่สบายใจที่คนสำคัญของเขาอยู่กับคนที่มีบรรยากาศอบอุ่นปลอดภัยแล้วก็คนคนนี้น่าจะให้การดูแลคนสำคัญของเขาได้ดีไม่แพ้เขา

เขาได้พักฟื้นในห้องพิเศษที่ยิ่งกว่าพิเศษ การตกแต่งแทบไม่เหมือนนอนอยู่ในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเหมือนไข่มานอนในห้องพักสุดหรูของโรงแรมห้าดาว มันเกือบจะใกล้เคียง ติดที่เสาน้ำเกลือกับสายยางเส้นเล็กที่ส่งผ่านน้ำเกลือมายังร่างกายของเขา

“เธอนี่มันบ้าบิ่นจริงๆ ฉันชื่นชม แต่ก็อยากติแต่ก็ติไม่ลง คนทำดีย่อมคู่ควรกับคำชม แต่...มันยากนะ ที่คนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นอะไรเลยกับใครอีกคน ปกป้องถึงขนาดไม่สนชีวิต แบบนี้ไม่ดีเท่าไหร่นะ หนุ่มน้อยคนกล้า” วีรกรรมของไข่ เขาฟังมาจากสายธารอีกที ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อหลายวันก่อน เพทายยังไม่ได้เจอตรีภพ วันนี้เขาลงมาภาคกลาง เลือกที่จะมาเยี่ยมหนุ่มน้อยคนกล้าคนนี้ก่อน บอกตามตรงว่าเขาทึ่ง เด็กคนนี้ยากจะเจอในหมู่คน บางคนเป็นญาติพี่น้องกันแท้ๆ ยังไม่เสี่ยงชีวิตให้กันถึงขนาดนี้ แต่เด็กคนนี้ทำในสิ่งที่โคตรค้านสายตา

“คุณเอื้อเป็นคนสำคัญ” ไข่ตอบเสียงเบา

“รักตัวเองบ้าง”

“ที่ทำไม่ใช่ไม่รักตัวเองเลย ไข่รักตัวเองเท่าไข่รักคุณเอื้อ”

“เด็กดีไปอยู่กับฉันไหม เธอจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่เด็กในบ้านใคร” เพทายออกปากชักชวน เขาอยากอุปถัมภ์เด็กคนนี้แล้วส่งเสริมให้เด็กคนนี้มีชีวิตที่รุ่งเรือง เขาทำได้และเขาพร้อมจะทำ ไข่อยากเรียนอะไร อยากทำอะไร เขาจะให้เรียนและให้ทำตามที่ไข่อยากทำ ไมตรีนี้มีให้อย่างจริงใจ เอ็นดูฉันท์ลูกหลาน ไม่มีความรู้สึกอื่นปะปน

“มีคุณเอื้อที่ไหน มีไข่ที่นั่น ที่ๆ ไม่มีคุณเอื้อ ให้อนาคตที่ดีแค่ไหนรออยู่ ไข่ก็ไม่ไป”

“คำถามนี้ไม่มีวันหมดอายุ ทิ้งไว้ให้เป็นไอเท็มให้เธอสะสม วันไหนอยากหยิบมาใช้ ฉันก็พร้อม”

“ไข่ขอบคุณคุณเพทายครับ”

พูดกันอีกไม่เท่าไหร่ ไข่ก็ผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย เขายังเจ็บแผลบริเวณที่ไหล่หลุดและช่วงเอวที่ถูกแทงจากด้านหลัง ท่านอนก็แปลกๆ นอนไม่ได้อย่างคนปกติ นอนท่าโปรดก็ไม่ได้ ดีที่เพราะอ่อนเพลียมากจึงหลับไป

คราวนี้ตื่นมาอีกครั้งเพราะพยาบาลพิเศษที่ตรีภพจ้างมาให้ดูแลไข่โดยเฉพาะปลุกขึ้นมาให้กินอาหารและกินยา พี่เลขาแวะเข้ามาพร้อมของเยี่ยม บอกกล่าวกับเขาว่าพรุ่งนี้เช้าจะพาอิษฎีมาเยี่ยม จากนั้นก็กลับไปอย่างรวดเร็วอีกคน

หลังพี่เลขาออกไปได้ไม่เท่าไหร่ ไข่กำลังกินอาหารที่ง่ายต่อการย่อยใกล้หมดแล้ว เขากำลังอยากอาหารและเป็นคนกินง่าย คนเราจะแข็งแรงได้ต้องกินอาหาร พอกินของคาวหมดแล้วก็ต่อด้วยของหวานตบปาก ส้มจีนลูกเล็กน่ารักสองสามลูกวางอยู่บนโต๊ะ พยาบาลพิเศษจำกัดปริมาณการกินให้เขา กระทั่งข้าวต้มกุ๊ยที่กินเข้าไปปริมาณยังน้อยแทบน่าใจหาย ไม่ค่อยอยู่ท้อง แต่ดีกว่าถูกห้ามไม่ให้กินอะไร พยาบาลพิเศษออกจากห้องไปอีกคน

ห้องพักสุดหรูของไข่มีอันต้องแขกที่มาเยี่ยมอีกคน ไข่ได้ยินเสียงประตุเปิดปิด เดิมทีคิดว่าคนที่กลับเข้ามาน่าจะเป็นพยาบาลพิเศษแต่ไม่ใช่

เป็นคณิน...

“ไข่ปอกส้มไม่ถนัด พี่ช่วยปอกให้ไข่หน่อยได้...” ไข่ขอความช่วยเหลือขณะกำลังก้มหน้าก้มตาทะเลาะกับส้มจีนลูกหนึ่งอยู่ในมือที่ข้างหนึ่งดี ข้างหนึ่งค่อนข้างเลวร้าย ในที่สุดส้มก็ช้ำจนน้ำปริ่ม ส่งกลิ่นฉุน

“ไง ไอ้เดี้ยง”

เปิดฉากทักทายได้สมเป็นคณิน

ไข่เงยหน้าขึ้นไปมอง “คุณณินเองเหรอเนี่ย สวัสดีครับ”

“อะไรกันวะ นี่มีคนมาเยี่ยมก่อนฉันแล้วเหรอ” คณินมองดูของเยี่ยมไข้ที่วางไว้บนโต๊ะรับแขกไม่ไกลจากเตียงนอน

“คุณเพทายกับพี่ธารเลขาคุณตรีภพมาเยี่ยม”

คณินแค่นเสียง ยักไหล่ไม่ยี่หระ “ของเยี่ยมไข้”

“ไม่น่าใช่แล้วมั้งคุณณิน”

ไข่มองของที่คณินเอามาวางไว้บนโต๊ะเหนือเตียงของเขา

“มีไอ้ตัวไหนมันบัญญัติไว้หรือไงว่าของเยี่ยมไข้ที่ถูกต้อง ต้องเป็นยังไง?”

“อ่า คิดว่าไม่มีใครบัญญัติไว้”

“ก็จงรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง อย่าหืออย่าอืออะไรให้มันมากน่า”

ไข่เถียงอ้อมแอ้ม “ไม่มีใครบัญญัติ แต่ไม่มีใครเอาล็อตเตอรี่กับพวงมาลัยมาเป็นของเยี่ยม”

“เกย์แก่เอาอะไรมาให้?” คณินนั่งลงข้างขอบเตียงแล้วออกปากถามตามปกติ แต่คนอย่างเขาถ้าไม่สนใจจะไม่เสียเวลาถามออกมาให้เปลืองน้ำลาย จากนั้นก็หยิบเอาส้มจีนที่วางอยู่บนโต๊ะไปช่วยลอกเปลือกให้

“เอ่อ...คุณณินทำอะไร จะแย่งไข่กินเหรอ อย่าเลยนะ ไข่โดนจำกัดอาหาร มันไม่ค่อยอิ่ม”

“ปอกส้มไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ฉันปอกให้กิน บุญปากแล้วนะบอกให้”

“เหลือเชื่อ!” ไข่ถึงกับอุทานเสียงดัง สะเทือนไปถึงช่องท้อง ทำเอายกมือกุมแทบไม่ทัน

“รับไป” คณินส่งส้มที่ลอกเปลือกออกแล้วให้ไข่

ไข่รับมา ก่อนกินไม่ลืมพิจารณาก่อนสักนิด ไม่น่าเชื่อว่าส้มจีนลูกเล็กๆ ที่แกะเปลือกด้วยมือใหญ่ของคณินจะไม่ช้ำน้ำเลย

“ขอบคุณครับ บุญของไอ้ไข่เหลือเกิน” ไข่ทำเป็นซาบซึ้งเกินจริง ก่อนจะส่งส้มใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ส้มลูกนี้รสชาติดีอย่าบอกใครเชียว

“ตกลงว่าเพทายมันเอาอะไรมาเยี่ยม?” คณินยังไม่ลืมว่าเขายังไม่ได้คำตอบ

ไข่รีบให้ความร่วมมือ ตอบกลับด้วยความชื่นชมที่มีให้เพทาย

“คุณเพทายมีน้ำใจมาก เอาของดีๆ มีค่ามาเยี่ยมไข่ อันนี้รังนกแท้ คุณเพทายบอกว่าเพื่อนเขาทำสัมปทานรังนก นี่เป็นรังนกที่สดใหม่ที่สุดจากเกาะทางใต้ ผสมทองคำด้วยและอันนี้โสมเกาหลี เขาว่ายิ่งโสมเหมือนคนมากเท่าไหร่ สรรพคุณจะสุดยอดแกร่งกล้าเพิ่มอายุขัยดีเยี่ยมมากๆ ของพวกนี้ราคาไม่ใช่น้อยเลย”

“กระจอก ฉันก็ให้ได้ ไม่นึกว่านายจะหลงใหลได้ปลื้มกับของพรรค์นี้ ราคาของมันรวมแล้วสู้ฉันถามว่านายอยากได้ทองคำแท่งหนักกี่บาทเอากี่แท่งได้หรือเปล่าเถอะว่ะ”

“ถามไม่สู้กล้าให้หรือเปล่าเถอะ”

“เอาไหมล่ะ อย่าท้าทายพ่อ”

“คุณณินจะข่มคุณเพทายไปทำไมเนี่ย”

“ฉันสนิทกับนายพอตัว ใครอย่ามาเกินหน้าข้ามตาทำระคายคอ ไม่ชอบ” คณินบอกด้วยเสียงห้วนกระด้าง แล้วสำทับต่อ “ของเยี่ยมของฉันก็มีประวัติ ล็อตเตอรี่ซื้อจากญาติทหารผ่านศึกหน้าโรงพยาบาล พวงมาลัยซื้อจากเด็กผู้หญิงตัวเท่าเมี่ยงตรงสี่แยกก่อนถึงที่นี่”

“...” ไข่รับฟังเงียบๆ อย่างตั้งใจด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

ของเยี่ยมของคณินแม้กินแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกายที่กำลังพักฟื้นไม่ได้เหมือนของเพทาย แถมยังแปลกประหลาดผิดแผกจากของเยี่ยมทั่วไป แต่คนรับเช่นเขากลับรู้สึกอิ่มเอมเต็มตื้นอย่างที่ของเยี่ยมทั่วไปหรือแม้แต่ของเยี่ยมราคาแพงของเพทายก็ไม่อาจมีค่าทำได้เท่า

ความคิดเห็น

}