ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ฉันขอโทษ...100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 33k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2562 16:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉันขอโทษ...100%
แบบอักษร

“ฉะ...ฉันขอโทษ” นี่คงจะเป็นสิ่งเดียวที่พูดออกไปได้

“นอนเถอะค่ะ” จากนั้นแล้วเธอก็ล้มตัวลงนอน พลิกตัวหันหลังให้กับเขาที่ยังนั่งนิ่งอยู่กับที่เดิม ไม่ได้เขยื้อนกายไปไหน

 อัศวินมองแผ่นหลังของเขมมิกาที่พลิกตัวลงนอนหันหลังให้เขา เขมมิกาพลิกตัวกลับไป หัวไหล่ของหญิงสาวสั่นไหวขึ้นลง เขาอยากจะดึงร่างนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมกอดของตนเหลือเกิน ตอนนี้เขายอมรับแล้วว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นกลับหัวใจดวงนี้มันกำลังจะแปรเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ยามนี้เขาอยากจะเอื้อมมือนี้ไปโอบรัดเธอไว้เหลือเกิน

 อัศวินค่อยๆทิ้งกายลงตามร่างของเขมมิกาไป เขานอนอยู่เคียงข้างของผู้หญิงที่กำลังจะมีลูกด้วยกันกับเขา คนที่เขาพร่ำพูดและโทษเธอสารพัด รังเกียจราวกับไส้เดือนกิ้งกือ แต่ยามนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว มันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

 เขารั้งร่างของเขมมิกาให้หันมาเผชิญหน้า เขมมิกาที่แกล้งทำเป็นหลับก็ไม่ได้ขัดขืนต่อการกระทำของเขาเลยสักนิด เธอหันมาตามแรงของอัศวิน อัศวินนอนจ้องใบหน้าของเขมมิกาที่ครานี้มันมีรอยน้ำตาปรากฏอยู่ให้หัวใจของเขาได้กระตุกวูบ เธอร้องไห้อีกแล้ว เธอต้องเสียน้ำตาเพราะเขาอีกแล้ว... ขายหนุ่มรู้สึกผิดอย่างหาที่สุด สุดท้ายแล้วคนที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ต้องเสียน้ำบ่อยที่สุดก็เป็นเขาเอง เป็นเขาทั้งหมดที่ทำร้ายเธอทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เธอก็ยังยอมทนอยู่กับเขาโดยที่ไม่ปริปากบ่นสักคำ จะมีก็แค่เขาเท่านั้นที่ไล่ให้เธอไปตาย

 “ฉันจะไม่ทำให้เธอต้องร้องไห้อีกแล้ว” แม้ว่าจะไม่มั่นใจนักว่าคำพูดของเขามันจะเป็นไปได้สักแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้เขาอยากจะบอกให้เธอได้ ได้รู้ว่า เขาจะพยายามอย่างที่สุด

 มือหนาเอื้อมไปเช็คน้ำตาให้กับเขมมิกา หญิงสาวเองก็จ้องมองเขากลับเช่นกัน อัศวินแปรเปลี่ยนการกระทำ ทำอ่อนโยนกับเธอจนหัวใจสั่น เธอไม่ได้ปัดมือของเขาให้ออกห่างจากใบหน้าของเธอ เธอจะไม่ห้ามการกระทำของเขา ต่อไปนี้มันจะต้องไม่ใช่เธอที่ต้องทนเจ็บปวดอยู่คนเดียว ต่อให้เขามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแค่ไหน แต่สิ่งที่เธอเลือก เธอมั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเธอและลูก

 “.......” เป็นพียงแค่สายเท่านั้นที่เธอตอบกลับเขา จากนั้นมันก็ปิดดวงตาลงทันที

 อัศวินเมื่อเห็นว่าเขมมิกาปิดเปลือกตาลงไปแล้ว เขาก็ดึงรั้งร่างของหญิงสาวให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างหวงแหน ไม่อยากจะปล่อยให้เธอได้หลุดลอยหรือหายไปไหน ให้เธอได้อยู่กับเขา ให้เขาได้ชดเชยสิ่งที่มันผิดพลาดอย่างหาสิ่งที่จะให้อภัยไม่ได้ด้วยเถอะ

 คนที่โดนกอดก็ไม่ได้ขัดขืนเพราะในใจของเธอมันก็ยังคงต้องการสัมผัสที่อบอุ่นของเขาเหมือนกัน แม้ว่ามันจะมาในคราที่เธอเริ่มจะถดถอยและท้อใจแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ขอให้เธอได้พบกับความอบอุ่นที่มันแท้จริงเถิดหนา อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นที่เกิดมาจากคนที่เธอมอบทั้งตัวและหัวใจดวงนี้ให้เขาไปอย่างที่ไม่เคยจะเคยมอบให้กับใคร มันมีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ครอบครอง...

 อัศวินปิดเปลือกตาตามเขมมิกา มุ่งเข้าสู่ห้วงแห่งนิทรา อ้อมแขนคู่นี้ก็กอดรัดคนข้างกายไว้ไม่มีปล่อย...

 บริเวณหน้าบ้านของปานธิดาในยามนี้มันมีรถของผู้ชายคนหนึ่งกำลังจอดอยู่ โดยที่เจ้าของรถนั้นจ้องมองเข้าไปภายในบ้านที่มีร่างของหญิงสาวกำลังเดินกวักไกวอยู่ภายในบ้าน ยามเมื่อเขาโทรหาหญิงสาวเธอก็ไม่ยอมรับสาย จิตใจนั้นก็นึกเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ทำไมว่าเขาอยากจะพบเธอได้ขนาดนี้ เธอไม่ยอมเข้าไปทำงานหลายวันจนหัวใจดวงนี้มันเฝ้าแต่หาเธอ

 “ดาวันนี้ก็ไม่ไปทำงานอีกหรอ”

 มารดาของหญิงสาวที่เห็นว่าวันนี้ปานธิดาก็ไม่ได้มีที่ท่าว่าจะทำงานเลย หากหยุดอีกวันนี้มันก็เป็นวันที่สี่แล้วนะ

 “ไม่จ๊ะ” เป็นเพียงแค่คำตอบสั้นๆที่เธอเอ่ยบอกแก่มารดา

 “มีปัญหาอะไรหรือเปล่านี่มันก็วันที่สี่แล้วนะที่เราไม่ไปทำงาน มีอะไรก็บอกแม่ได้นะ”

 “ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ”

 “แน่ใจ”

 “แน่ใจสิ ว่าแต่วันนี้แม่ต้องไปโรงพยาบาลไม่ใช่หรอ”

 “ใช่ นี่ก็ว่าจะไปแล้วล่ะเดี่ยวจะเลยเวลานัด”

 “เดี๋ยวดาไปด้วยจ๊ะ”

 “ไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนเถอะนานๆทีจะได้หยุดนานขนาดนี้ เดี่ยวแม่ไปเอง”

 “ไม่เอา ดาอยากไปด้วย” เธออยากไปเป็นเพื่อนกับมารดา เป็นห่วงกลัวว่าจะเป็นอะไรระหว่างทางเพราะยามนี้สภาพร่างกายนี้มันก็ไม่ค่อยจะดีนัก

 “ก็ได้ๆ”

 คนเป็นแม่ก็ไม่อาจที่จะห้ามอะไรได้หากว่าอยากจะตามไป รอยยิ้มมันปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของปานธิดาเมื่อมารดานั้นอนุญาต จากนั้นแล้วปานธิดาก็อาสาที่จะเข้าไปเตรียมเอกสารต่างๆนาๆด้านใน มารดาของเธอเองก็นั่งรออยู่ แต่ทว่ายามเมื่อจะลุกขึ้นจากที่นั่งอาการหน้ามืดเวียนหัวมันก็เกิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ภาพที่มันเคยชัดเจนก่อนหน้ายามนี้มันได้เบลอมัวมองไม่ชัดไปหมด ก่อนที่จะ...

 “ตุ๊บ!”

 “แม่!!!” เดินออกมาจากในบ้านหลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จ วินาทีนั้นเธอเห็นมารดาร่วงลงสู่พื้นพอดี หัวใจมันคลายว่าโดนบีบรัดจนแทบจะหายใจไม่ออก สมองประมวลผลเหตุการณ์ตรงหน้า น้ำตาเอ่อนองไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อมันเกิดเรื่องที่เธอไม่คาดคิดขึ้น

 ปานธิดารีบเข้าไปประคองร่างของมารดาขึ้นมาไว้ที่อ้อมอก เสียงนั้นก็พร่ำเรียกคืนสติให้มารดาได้รู้สึกตัว แต่ทว่าสิ่งที่เธอได้ตอบรับมาเป็นเพียงแค่ความเงียบและความว่างเปล่า

 “ปานธิดา!” อัครินมองเห็นทุกอย่าง เขาเองก็ร้อนรน สายตาคมจ้องมองไปที่สาวเจ้าที่ประคองร่างของมารดาไว้ในอ้อมแขน ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อนองไหลไปด้วยหยาดน้ำตา 

  “คะ...คุณริน”


ตกใจที่อยู่ดีๆเขาก็โผล่เข้ามา แต่ว่าเธอไม่มีเวลาที่จะมานั่งไล่เขาในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งใดคือแม่ของเธอที่หมดสติไปแล้ว หัวใจเฝ้าภาวนาและร้องขอ ขอให้คนที่เธอรักที่สุดอย่าเป็นอะไรไปเลย ขอให้ได้อยู่กับเธออย่างนี้ต่อไปนานๆเถอะ ไม่ว่ามันจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามเธอพร้อมเสมอ พร้อมแลกมันกับชีวิตของผู้หญิงคนนี้ คนที่เป็นดุจดั่งลมหายใจ...

 “ชะ...ช่วยด้วย ช่วยแม่ฉันด้วย ฮึก! ฮืออ!!” เสียงร้องไห้ที่ปรานจะขาดใจ เสียงสะอื้นพร่ำบอกให้ผู้ชายตรงหน้าช่วยเหลือ

 อัครินก็ไม่พูดสิ่งใดต่อ เขารีบอุ้มร่างของหญิงในวัยห้าสิบกว่าขึ้นไปยังรถที่มันจอดอยู่ทันที แล้วรีบพุ่งทะยานออกสู่ถนนอย่างรีบร้อน ระหว่างทางปานธิดาก็พร่ำส่งเสียงเรียกมารดา 

แต่ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆเลย...เธออยากจะร้องไห้ออกมาให้เสียงดังๆเสีย อยากจะปลดปล่อยทุกความหดหู่หัวใจให้มันหายไป แต่ทว่ายามนี้มันไม่ใช่เวลาเธอไม่อาจที่จะสามารถทำมันเพราะเธอต้องเข้มแข็ง ต้องเข้มแข็งเพื่อทั้งตัวเธอและแม่ของเธอเอง

 ปานธิดาเดินกระวนกระวายอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน เธอร้อนใจบวกกับความกังวล ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร ในใจนั้นก็เฝ้าภาวนาร้องต่อสิ่งศักดิ์ให้ได้โปรดเห็นใจเธอสักครั้ง...อัครินนั้นก็อยู่ใกล้ๆกัน เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน จ้องมองสาวเจ้าที่กำลังร้อนรนหัวใจ ที่ทั้งสองข้างแก้มมันก็มีคราบของหยาดน้ำตาปรากฏอยู่ เขาอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสร่างนั้นเหลือเกิน อยากจะดึงเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แต่ทว่าเขากลับทำอะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล ปานธิดาก็ไม่เอ่ยพูดอะไรกับเขาสักคำหนึ่ง

 “ขอร้อง อย่าเป็นอะไรไปเลย” เธอจะไม่หมดหวัง เธอจะเฝ้ารอ เฝ้ารอให้มารดาของเธอนั้นปลอดภัย

 “แม่เธอต้องปลอดภัย” เสียงนี้เป็นเสียงของอัครินที่ดังขึ้นมา ตอนนี้เขาได้ยืนอยู่ข้างหลังของเธอแล้ว

 “........” ปานธิดาหันหลังกลับไปมอง แล้วก็พบว่าเขาอยู่เพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น ความผิดที่อัครินทำกับเธอมันยังตราตรึงอยู่ เธอไม่อาจที่จะยอมรับมันได้เลย แต่ทว่าในวันนี้ถ้าไม่ได้เขา เธอเองก็คงจะแย่ ในนั้นมันก้อยากจะขอบคุณเรื่องนี้ แต่จิตใจลึกๆแค่หน้าของเขาเธอยังไม่อยากจะมองเสียด้วยซ้ำไป

 “ขอบคุณคุณมากที่ช่วยเหลือฉัน” มันคือมารยาทที่ต้องกระทำ ต่อให้เขาทำเลวแค่ไหน แต่การช่วยเหลือครั้งนี้มันก็ถือว่าคือบุญคุณเหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงต้องเอ่ยขอบคุณเขาเสีย

 “แต่เชิญคุณกลับไปเถอะค่ะ” และเธอก็ไม่อยากะมองหน้าของเขาเหมือนกัน

 “ฉะ...ฉัน” เขาสมควรที่จะพูดอย่างไรดี เขาควรจะพูดให้เธอรับรู้ได้อย่างไรดี...

 “เชิญค่ะ เพียงแค่นี้มันก็มากพอแล้ว ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ” เธอต้องแข็งใจเข้าไว้ สิ่งที่เขากระทำนั้นมันไม่สมควรแก่การให้อภัยได้ง่ายนัก เธอเจ็บมากเกินกว่าที่จะให้อภัยเขาได้

 “ให้ฉันได้อยู่เป็นเพื่อน”

 “มันไม่จำเป็นเลยสักนิด ชีวิตของฉัน ฉันดูแลเองได้”

 “ฉันขอโทษ”

 “ขอโทษ ขอโทษเรื่องอะไรค่ะ ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราเคยมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกัน” เธอจะทำเป็นไม่รู้สึก ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นต่อให้เขาจะอ้อนวอนคุกเข่าร้องไห้กอดขาเธอเอาไว้ เธอจะไม่มีวันที่จะให้อภัยกับสิ่งที่เขาทำลายทั้งร่างกายและหัวใจดวงนี้ไปได้แน่นอน คำบอกลา มันคงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้

 “....ปานธิดา” เขาอยากจะเดินเข้าไปดึงร่างของสาวเจ้าเข้ามาในอ้อมแขนนัก แล้วอยากจะพร่ำบอกว่าขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ นับเป็นร้อยๆครั้ง

 “เชิญคุณกลับไปเถอะค่ะ แค่นี้ฉันก็ทรมานมากเกินพอแล้ว”

 “ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าเธอจะยกโทษให้ฉัน ฉันขอโทษกับสิ่งที่ทำ ทุกอย่างมันเป็นเพราะฉันคนเดียว มันเป็นเพราะฉันคนเดียว ให้ฉันได้...”

 “ญาติคนไข้อยู่ไหนครับ” จู่ๆ ตำพูดที่อัครินจะเอื้อยเอ่ยออกไปมันก็ต้องหยุดชะงักไปทันทีโดยอัตโนมัติเพราะเสียงของหมอที่เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินเเล้วขานถามหาญาติของผู้ป่วย

 “ฉันค่ะ” ปานธิดาก็หันไปขานตอบ

 “ขอเชิญคุณมาทางนี้กับหมอหน่อยนะครับ”

 “ค่ะ” แล้วปานธิดาก็เดินตามไป แต่ทว่าอัครินนั้นก็ยังไม่วายที่จะตามติดไปด้วย หญิงสาวจึงหันมาเอะใส่ด้วยความไม่พอใจ

 “คุณจะตามฉันมาทำไม งานการไม่มีทำหรือยังไง ถ้าไม่มีก็เชิญไปตามคนรักของคุณนู้นไป อย่ามายุ่งกับฉัน”

 “ก็ตามอยู่นี่ไง” เขาตอบเสียงเรียบๆราวกับว่าไม่รู้สึกรู้สากับคำพูดของตัวเองเลยสักนิด ซึ่งมันแสนจะต่างกับอีกคนที่ชะงักกับคำพูดของเขานัก

 “พูดอะไรของคุณ เลิกยุ่งกับฉันสักที แค่นี้หัวใจฉันมันยังเจ็บช้ำไม่มากพอหรือยังไง คุณจะเหยียบให้มันจมดินไม่มีอากาศหายใจเลยหรือ” ใจหนึ่งเธอก็หวั่นไหวกับอาการป่วยของมารดามาก แต่อีกใจก็กังวลเจ็บช้ำเรื่องของเขา สิ่งที่เขากระทำไว้นั้นมันยังตราตรึงไม่จางหายไปไหน แล้วไหนจะเรื่องนี้อีก ทุกอย่างตอนนี้มันคล้ายว่ากำลังจะรุมเร้าเธอจนเธอแทบจะไม่มีอากาศให้หายใจแล้ว ขอร้องล่ะ พอสักที พอเถอะ สำหรับเรื่องบ้าๆพวกนี้ เธอไม่อยากจะรับรู้อะไรที่มันเลวร้ายอีกต่อไปแล้ว ขอร้อง...

 “ฉันกำลังมาตามให้เลขาของฉันกลับไปทำงาน” จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น

 “คุณ!” ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป เสียงของหมอก็เรียกเธออีกครา

 “เชิญญาติคนไข้ด้วยครับ”

 “ค่ะ!” หันมาค้อนให้กับอัครินก่อนที่จะเดินจากไป


  ในยามนี้ปานิดาออกมาจากห้องหมอที่เธอเข้าไปฟังอาการของมารดาแล้ว เธอแทบจะล้มทั้งยืนอาการของมารดาเธอไม่ได้มีท่าทีว่าจะดีขึ้นมากนัก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มารดาเธอไม่ยอมที่จะเอื้อนเอ่ยบอกอะไรเลย ยามที่ถามว่าเป็นเช่นไรบ้างก็จะบอกเพียงแค่ว่า ดีขึ้นมากแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว ในตอนนี้ร่างกายของมารดาเธออ่อนแรงลงไปมากต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่หลายวัน และสิ่งที่แทบจะทำให้เธอต้องหนักอึ้งหัวใจอีกคราก็คงไม่พ้นค่ารักษา แม้ว่ามันจะมากโขเพียงใด แต่เธอสัญญาว่าเธอจะหามาดูแลรักษาคนที่เธอรักเท่าชีวิตนี้ให้จนได้


 “กลับมาทำงานกับฉันเถอะนะ”


 “........”


 “ฉันสัญญาว่าเรื่องที่ผ่านมามันจะไม่เกิดขึ้นอีก” เขาพุดความจริงทุกสิ่งที่ผ่านมา เขาจะไม่ให้มันได้เกิดขึ้นอีกแน่นอน เขาจะไม่ทำให้เอต้องเจ็บอีก สัญญาว่าจะดูเลหัวใจดวงนี้ด้วยตัวเขาเอง สัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอต้องพบกับสิ่งที่มันเจ็บปวดหัวใจเพราะเขาอีกแล้ว...


 “......” เธอจะสามารถเชื่อใจเขาได้มากแค่ไหนเชียว หากว่าเธอย่ามกายก้าวเท้าเข้าไปอีกครั้ง เธอจะไม่ต้องเจ็บช้ำเหมือนครั้งที่ผ่านมาหรือ เธอจะไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องเสียน้ำตาให้เขาอีกหรืออย่างไร เขาเอาอะไรมาวัดความเชื่อใจเธอกัน สิ่งที่ผ่านมา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้มันเริ่มจะปิดประตูหัวใจของเธอเต็มทนแล้ว


 “สิ่งที่ผ่านมามันยังไม่เพียงพอใช่มั้ย คำพูดของคุณมันมีน้ำหนักมากแค่ไหนกันที่จะสามารถทำให้ฉันสามารถเชื่อใจคุณได้ คำพูดของคุณคิดว่ามันเพียงพอแล้วหรอสำหรับที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ฉันร้องขอคุณเคยรับฟังกันบ้างมั้ย แล้วอย่างนี้ยังจะให้ฉันต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตคุณอีกหรอ” เธอไม่อาจที่จะเชื่อใจเขาได้


 “ฉัน...ขะ...ขอโทษสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา”


 “เก็บคำขอโทษคุณไว้เถอะค่ะ ทุกอย่างที่คุณกระทำจงจำไว้ว่ามันยังวนเวียนอยู่ในหัวของฉัน คุณทำร้ายร่างกายฉันยังไม่พอแต่คุณทำลายความเชื่อใจและหัวใจดวงนี้ให้มันแตกสลายย่อยยับแทบจะไม่มีชิ้น แค่คำขอโทษเพียงประโยคเดียว มันก็ไม่ทำให้ความรู้สึกที่ฉันมีมันหวนคืนกลับมาได้เหมือนเดิมหรอกค่ะ”


 “ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงปานธิดา บอกฉันสิ บอกฉัน เพียงแค่เธอบอกฉันพร้อมที่จะไถ่โทษให้เธอ” เขาไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรกันแน่ หญิงสาวถึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เขารู้ว่าตัวเองนั้นทำมากเกินไป แล้วตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าหัวใจของตัวเองนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นของใครกันแน่


 “เลิกยุ่งกับฉัน กลับไปหาคุณกานต์นิภาเถอะค่ะ มันเป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว เรื่องสัญญาคุณไม่ต้องห่วง ฉันสัญญาว่าจะพยายามหาเงินมาคืนคุณทุกบาททุกสตางค์ให้ได้ ขอเพียงแค่ให้คุณให้เวลาฉันสักหน่อย” เธอตัดสินใจแล้ว ต่อให้เธอต้องเสียคืนให้เขาหลายนับล้าน เธอก็จะพยายามหามาคืนเข้าเสียให้ได้ เพียงแค่ขอเวลา ขอเวลาให้เธอได้ยืนให้มันมั่นคงกว่านี้อีกสักหน่อย...


 “ไม่ ฉันทำไม่ได้ แล้วอีกอย่างกานต์มีคนที่พร้อมจะดูแลเธอแล้ว” ครั้งที่เขาไปส่งสาวเจ้าที่สนามบิน ทุกอย่างมันก็เห็นชัดแล้วว่า สาวเจ้านั้นมีคนที่คอยห่วงใยเธออยู่ เขาจึงไม่จำเป็น


 “........” ทำไมกัน เพียงเขาพูดแค่นั้นแต่ทำไม มันจึงทำให้ใจดวงนี้สั่นไหวได้


 “ต่อให้เธอจะไล่ฉันสักเท่าไหร่ ฉันก็ไม่มีวันไปไหนทั้งนั้น” เขายืนหยัดที่จะอยู่ตรงนี้แล้ว ยืนหยัดที่จะไถ่โทษหญิงสาวตรงหน้าแล้ว ต่อให้เธอไล่เขาให้ไปไกลแค่ไหน เขาก็จะยังยืนอยู่ที่เดิม


 “ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว ได้โปรด หายออกไปจากชีวิตของฉันเถอะ สิ่งที่คุณทำมันรุนแรงเกินไป” เธอไม่ไหวแล้วจริงๆ เธอไม่อาจที่จะทนมองใบหน้าของเขาได้เลย ต่อให้ผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่เธอเทใจให้ไปแบบไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่เขาทำมันมากกว่าความรู้สึกที่เธอมีให้


 “.....ฉะ...ฉันขอโทษ ปานธิดา ฉันรู้ว่ามันผิดแต่ได้โปรดให้โอกาสกันสักครั้งจะได้มั้ย”


 “........” สายตาของหญิงสาวจ้องมองไปที่เขา ดวงตาที่ในยามนี้มันเริ่มจะมีหยาดน้ำตาใสๆเข้ามาเยือนให้ดวงตาของเธอได้ร้อนผาว


 อัครินจ้องมองปานธิดาด้วยความรู้สึกผิดอย่างใจจริง เขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดมันรุนแรงมากแค่ไหน แต่ให้เป็นเขาเองเขาก็ยังไม่อาจที่จะให้อภัยตัวเองได้เลย แล้วนับภาษาอะไรกับคนที่ถูกกระทำอย่างสาวเจ้า เขารู้ว่าเธอนั้นเจ็บและทรมานแค่ไหน เขารับรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งเพราะในยามนี้ตัวและหัวใจของเขามันก็กำลังเผชิญกับเหตุการณ์นี้อยู่เช่นกัน...


 ทั้งเธอและเขามันกำลังจะเจ็บเท่ากัน แต่มันต้องไม่เป็นเธอที่ต้องเป็นฝ่ายเจ็บกว่า ดังนั้นคนที่เจ็บที่สุดต้องเป็นเขา เป็นเขาที่ทำให้เธอต้องปวดร้าวหัวใจอยู่เช่นนี้...


 “คุณกลับไปเถอะ ฉันมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องทำ” จากนั้นเธอก็เดินจากเขาไปทันที เธอไม่อาจที่จะยืนฝืนตัวเองให้อยู่ตรงนี้ต่อไปได้เพราะกลัวว่าหยาดน้ำตาที่พยายามกั้นไว้มันจะไหลเอ่อออกมาจากดวงตาของเธออย่างห้ามไม่อยู่


 อัครินมองร่างที่กำลังเดินห่างออกไปของปานธิดา ที่เริ่มไกลออกไปเรื่อยๆ ออกไปเรื่อยๆ เขารู้ว่าเธอนั้นยังไม่พร้อม ต่อให้ตามติด ร้องขอหรือคอยช่วยเหลือเท่าไหน สิ่งที่ได้กลับมามันก็คงจะเหมือนเดิม แต่เขาจะไม่มีวันที่จะยอมแพ้เด็ดขาดเพราะสิ่งที่ทำไว้มันต้องได้รับการไถ่โทษแม้ว่ามันจะอยู่ในช่วงเวลาที่สายไปก็ตาม ...

 ภายในบ้านหลังใหญ่เขมมิกาที่กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนอยู่เพียงลำพัง ไตร่ตรองคิดเรื่องต่างๆนาๆไปอย่างเรื่องเปื่อย ดวงตาเฝ้ามองดอกไม้ด้านหน้าที่มันกำลังจะผลิบานออกดอกออกผลให้ความสวยงามแก่พื้นที่ตรงหน้า สายตาเหลือบมองเห็นม้านั่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน แถมพื้นที่แถวนั้นมันยังให้ร่มเงาและมีสายลมพัดผ่าน กลิ่นลมโชยเตะจมูกชวนให้เธอก้าวเดินตรงไปแล้วเลือกที่จะนั่งลงบนม้านั่งนี้

 “ชอบมั้ยค่ะ” เสียงใสถามคนในท้อง มือก็ลูบคลำอย่างรักใคร่และเอ็นดู เพราะบรรยากาศที่มันพัดโชยอยู่นี้มันแสนจะสงบและเย็นสบาย ในยามนี้แล้วเธออยากจะเห็นหน้าของเด็กน้อยที่หายใจอยู่ในท้องของเธอแทบใจจะขาดแล้ว ช่วงเวลาเพียงเก้าเดือนนั้นเสมือนเก้าปีเสียเหลือเกิน

 “เดี๋ยวแม่จะอ่านหนังสือให้หนูฟังนะ” เธอเอาหนังสือติดมือมาด้วยเล่มหนึ่ง เนื้อหาในหนังสือของคงจะเป็นเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปหรือนิยายรักแสนโรแมนติก ที่เธอนั้นก็เคยวาดฝันไว้ว่าอยากจะมีชีวิตเฉกเช่นนิยายรักนี้บ้างแต่ทว่าเส้นทางบนชีวิตที่เธอได้มันแสนจะสวนทางกับสิ่งเธอต้องการจะมีเสียเหลือเกิน

 จากนั้นเรียวปากของสาวเจ้าก็เริ่มบรรจงถ้อยคำอ่านตัวหนังสือสื่อสารผ่านคนในท้อง และก็หวังว่าคนในท้องนั้นจะชอบในสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ ปากของเขมมิกาเผยยิ้มออกมาอย่างดีใจเพราะสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นั้นมันทำให้เธอแสนจะมีความสุขแม้ว่าชีวิตมันจะปนเศร้าอยู่ แต่การที่เธอได้มีสิ่งสำคัญที่สุดเข้ามาในชีวิตในยามนี้มันแสนจะสร้างขวัญและกำลังใจให้เธออย่างมากล้นนัก ทำให้ยังสามารถที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความทรมานใจนี้ได้

 ภาพหญิงสาวหนึ่งคนกำลังนั่งอ่านหนังสือในมือหนึ่งข้างส่วนอีกข้างก็ลูบคลำไปที่ท้อง สายตาของเขาจ้องมองไปที่หญิงสาวคนนั้นอย่างไม่ว่างตาเลย เขาไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ยามที่เขามองเธอหัวใจของเขามันก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกนี้มันเริ่มจะแปรเปลี่ยนไปตอนไหนเขาเองก็ไม่อาจที่จะทราบได้เลย

 “เป็นยังไงบ้าง” เสียงนี้เป็นเสียงที่แสนจะคุ้นเคย

 เขมมิกาหันหลังกลับไปมองในขณะที่มือนั้นก็ยังถือหนังสืออยู่ เธอไม่ได้ตอบกลับแก่เขา แต่สิ่งที่เธอเลือกจะทำคือนิ่งเฉยแล้วจะลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะไปให้พ้นจากใบหน้าของเขา ใบหน้าของคนที่เธอรักและทำให้เธอทรมานใจอย่างที่สุด

 “ฉันถามว่าเธอเป็นยังไงบ้างเขมมิกา” เขาก็ห่วงใยทั้งเธอและคนในท้อง แต่ทว่าสิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นเพียงแค่ความเงียบ จะต้องให้ทำเช่นไร ความเฉยชาที่หญิงสาวมีในตอนนี้มันจะมลายหายไปเสียที เขาไม่ชอบในสิ่งที่เธอเป็นแบบนี้เลย ไม่ชอบเลยสักนิด

 “สบายดีค่ะ” ตอบเพียงแค่สั้น แล้วพยายามจะลุกขึ้นจากม้านั่งที่เธอนั่งอยู่ แต่ทว่าเสมือนความหน้ามืดและเวียนหัวมันจะเข้ามาแทนที่ของความสว่าง สิ่งที่มองเห็นเบื้องหน้าในยามนี้มันพร่ามัวและมึนเบลอไปเสียหมด การทรงตัวของเธอมันเริ่มจะเสียศูนย์แล้ว

 เพียงแค่ยืนขึ้นเธอก็เกิดอาการหน้ามืดดวงตาแปรเปลี่ยนเป้นพร่ามัวไปหมด ร่างนี้ก็เริ่มที่จะทรงตัวไม่อยู่แล้ว เท้าที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าก็เสมือนว่ามันจะไม่ทำตามอย่างที่ใจสั่ง เพียงแค่ก้าวได้ก้าวเดียวเท่านั้น เธอก็เสียหลักทันที แต่ทว่ายังดีที่มือนั้นคว้าที่จับของม้านั่งไว้ได้ทันท่วงที

 หัวใจของเธอแทบจะล่วงลงไปที่ตาตุ่ม หากเธอจับม้านั่งนี้ไว้ไม่ทันสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะเป็นเช่นไรกัน...

 “เขมมิกา!” เขาเองก็ตกใจมาก เมื่อเห็นว่าเขมมิกานั้นไม่สามารถที่จะทรงตัวเองให้อยู่ได้ แต่ทว่ามันยังดีที่เธอนั้นยังสามารถไขว่คว้าเสาม้านั่งไว้ได้ทัน

 “เธอกำลังไม่สบาย” เขาเดินเข้าไปใกล้เขมมิกา แล้วจับไหล่มนทั้งสองข้างของหญิงสาวเอาไว้ทั้งสองมือหนา ที่ในยามนี้มันกำลังจะถ่ายทอดความอบอุ่นที่มือส่งไปให้เธอ

 “ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แค่หน้ามืด” เขมมิกาเบี่ยงตัวเองออกจากการจับกุมที่ไหล่มนของอัศวิน

 “เธอจะบอกแค่หน้ามืดหรอ ถ้าเกิดว่าล้มขึ้นมาเธอจะทำยังไง เธอไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะ ไม่ห่วงตัวเองก็ห่วงลูกในท้องบ้าง” ต่อให้เธอนั้นจะหลีกเลี่ยงหรือผลักไสเขามากแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางที่จะปล่อยร่างนี้ไปแน่

 “ค่ะ ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว ฉันยังมีอีกหนึ่งคนที่ต้องให้ห่วงใยเพราะฉะนั้นปล่อยฉัน”

 “ไม่!”

 “คุณวิน ว๊าย!”

 จู่ๆ เขาก็อุ้มเธอไว้ด้วยอ้อมแขนแกร่งทั้งสองข้างในท่าเจ้าสาวจากนั้นก็เดินดุ่มๆเข้าไปภายในบ้านทันที เสียงร้องค้านของเขมมิกาก็ไม่อาจที่จะทำให้เขาหยุดการกระทำของตัวเองได้ ยิ่งคิดมันยิ่งรู้สึกเป็นห่วงนัก สภาพร่างกายของเขมมิกาในยามนี้มันไม่ค่อยจะดีเสีย พักหลังมานี้เธอมักจะหน้ามืดวินเวียนศีรษะอยู่บ่อยครั้งจนเขานึกเป็นห่วงกลัวว่าเธอและลูกจะเกิดอุบัติเหตุอันตราย

 “คุณวิน ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้”

 “ไม่! ร่างกายเธอตอนนี้มันไม่ค่อยจะแข็งแรงแค่จะยืนยังหน้ามืดเลย แล้วจะเดินไปเองได้ยังไง”

 “......” มันก็จริงของเขาที่ร่างกายของเธอในตอนนี้มันไม่ค่อยจะดีนัก แค่จะยืนยังหน้ามืดจวนจะพาให้ล้มอยู่แล้ว

 “ตอนนี้เธอไม่ได้ตัวคนเดียว”

 “ฉันรู้ดี ไม่ต้องมาคอยย้ำเตือนตลอดเวลาว่าในท้องใบนี้มันยังมีอีกลมหายใจหนึ่งอยู่” เธอนั้นรู้ดีที่สุดว่าควรจะทำอะไรเพื่อให้คนในท้องนั้นปลอดภัย

 “ดี ถ้าอย่างนั้นก็อย่าขัดขืน เธอร่วงตกลงไปฉันไม่รู้ด้วยนะ” เขาพูดกับเขมมิกาพร้อมแกล้งหญิงสาวทำท่าทำทางคล้ายกับว่าจะปล่อยให้เธอร่วงลงจากลำแขนแกร่ง

 “ว๊าย!!! คุณวิน” หัวใจของเธอแทบจะร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเขานึกแกลงเธอขึ้นมาเสียดื้อ

 “เล่นอะไรของคุณ!” อารมณ์ฉุนฉับพลัน เมื่อเขาแกล้งเธอแถมยังยิ้มได้อย่างหน้าตาเฉยไม่มีท่าทีว่าจะเดือดร้อนเลยสักนิด

 “เล่นอะไร ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่อง”

 “เหรอ ถ้าฉันตกขึ้นมาจำไว้ว่าคุณจะเป็นคนที่เลวที่สุด!”

 “ฉันไม่มีทางที่จะทำให้เธอตกแน่นอนเขมมิกา”

 “แต่คุณไม่สมควรจะเล่นแบบนี้” เธอไม่ชอบ เธอกลัว กลัวว่ามันจะพลาดแล้วร่วงขึ้นมา ถ้าเป็นเช่นนั้น...

 “ฉันขอโทษ” เขารู้ว่าตัวเองทำให้หญิงสาวต้องหัวใจสั่นเพราะความกลัว จึงเอ่ยขอโทษออกไป

 “ฉันไม่ให้อภัย คุณทำให้ฉันกลัว ได้ยินรึเปล่าคุณทำให้ฉันกลัว!” เธอขึ้นเสียงใส่เขา แถมยังจ้องมองด้วยแววตาที่แววโรจน์ แต่อัศวินก็ไม่ได้สนใจนัก เขาพาร่างที่อยู่ในอ้อมแขนของตนเองขึ้นมาบนห้องเพื่อให้สาวเจ้าและลูกในท้องได้พักผ่อน

 “สัญญาว่าฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด” จู่ๆ เขาก็พูดคำนี้ออกมา จนทำให้เขมมิกานั้นนึกชะงักไปทันทีทันใด เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเอ่ยมานี้มันจะมีความจริงใจของเขาอยู่มากน้อยแค่ไหน คำพูดของเขามันจะทำให้เธอเชื่อเขาได้หรือ

 “ฉันดูแลตัวเองได้” แม้ว่าในใจลึกอยากจะให้เป็นดั่งที่เขาว่า แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องทำเข้มแข็งเข้าไว้

 “ฉันรู้ แต่ขอให้ฉันได้ลบล้างในสิ่งที่ทำไป”

 “คุณคิดว่าการที่คุณเลือกจะดูแลฉันแบบนี้ แล้วคุณคิดว่าสิ่งที่คุณเคยทำมันจะเลือนลางไปได้หรือคะ”

 “.......” ใช่ คำนี้เขมมิกาพดถูกทุกอย่าง เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันจะสามารถทดแทนในสิ่งที่ผ่านมาได้มากน้อยแค่ไหนเพราะตัวเขาเองก็รู้ดีว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามันมีแต่เรื่องร้ายๆที่เขมมิกาได้รับ

 “ต่อให้เธอจะเย็นชาต่อฉันอีกสักแค่ไหน ฉันก็จะดูแลเธอให้ดีที่สุด ดูแลลูกของเราให้ดีที่สุด”

 คำว่า ‘ลูกของเรา’ มันทำให้หัวใจของเธอกระตุกสั่นไหว คำๆนี้แม้ว่ามันจะพูดออกมาได้อยากง่ายดายแต่ว่าในความหมายของมันแล้วมันแสนจะมีค่านัก เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดคำนี้ออกมาได้เลย เพราะสิ่งที่เขาทำทั้งหมดมันมาจากความเกลียดชังที่มีให้กันทั้งนั้น มันไม่ใช่ความรักเลย คนพูดนั้นอาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ทว่าคนฟังเช่นเธอมันแสนจะพิเศษ คำพูดนี้ที่มันมากคนที่เธอรัก คนที่เธอยกหัวใจนี้ไปให้เขาแทบจะทั้งดวง...

 “ฉันรู้ดีว่าฉันทำผิดใหญ่หลวงแค่ไหน ฉันไม่ขอให้เธอให้อภัยฉัน แต่ฉันเพียงแค่ขอให้เธอได้รับรู้ว่า ฉันในตอนนี้กับตอนนั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันขอให้เธอรับรู้ถึงความรู้สึกผิด ความรู้สึกที่อยากจะขอโทษจากใจจริงๆ”

 “........” เขมมิกาไม่ได้พูดอะไรออกไปสักนิด ได้เพียงแค่จ้องหน้ามองเขา แต่ทว่าก็ต้องตกใจที่จู่ๆ ริมฝีปากของอัศวินก็ประทับลงที่หน้าผากมนของเธอ จนหัวใจมันต้องเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครา รอยจูบที่ประทับลงที่หน้าผากของเธอมันแสนจะอ่อนโยนและอบอุ่นจนเธอสามารถสัมผัสถึงมันได้ สัมผัสนี้ที่เธอเคยใฝ่ฝันถึง อยากจะได้รับมันจากเขา แต่ทว่าเขาก็ไม่เคยจะมอบมันให้เธอเลยจนในเวลานี้...การที่เขาทำกับเธอเช่นนี้มันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ขอร้อง กรุณาอยากเอาความเชื่อใจและความแน่วแน่ว่าจะจากไปของเธอจากไปเลย

 “คุณวิน...” เสียงแผ่วเบาที่เอ่ยเรียกชื่อเขา

 “ฉันอยากอ่อนโยนกับเธอ”

 “มันไม่สายไปหน่อยหรือค่ะ”

 “ฉันรู้ว่ามันช้าไป ฉันขอโทษจริงๆ ฉันไม่อยากให้เธอไปไหน ขอร้อง ให้ฉันได้ไถ่โทษเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาเถอะนะ” หากจะให้ย้อนเวลากลับไป เขาก็คงจะทำอะไรไม่ได้เพราะทุกอย่างมันผ่านมาแล้ว เพียงแค่ขอให้ตอนนี้เขาได้ทำอะไรดีๆให้กับผู้หญิงคนนี้บ้างเถิด เขาไม่อยากจะเสียเธอไปเฉกเช่นวิชุดา การบอกลาในคราวนี้มันไม่ใช่คำตอบสำหรับเขาเลย...

 “.....ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่คุณพูดมันมีความสัตย์จริงแค่ไหน แต่สิ่งที่คุณทำกับฉันไว้ทั้งหมดมันยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของฉัน”

 “ขอร้อง ฉันอยากดูแลลูกและเธอ ฉันอยากจะอยู่กับเขา”

 “...ถ้าฉันไม่มีเขา... คุณจะยังมีความรู้สึกแบบนี้อยู่มั้ยคุณวิน ถ้าฉันไม่มีเขาขึ้นมาคุณจะยังคิดได้อยู่หรือเปล่าว่าคุณต้องทำให้ชีวิตของฉันนั้นเจ็บช้ำมากแค่ไหน” บางครั้งในใจก็นึกคิดขึ้นมา ถ้าหากว่าเขาไม่รู้เรื่องที่เธอกำลังท้องอยู่ ในตอนนี้เขาจะยังกระทำกับเธอเหมือนเดิมอยู่มั้ย เขาจะทำเป็นอ่อนโยนกับเธอเช่นนี้อยู่อีกหรือเปล่า คำถามนี้เธออยากจะรู้แทบจะขาดใจ ถ้าไม่มีลูกขึ้นมา เขาจะยังเหลียวตาแลมองเธออยู่หรือ...

 “...ฉะ...ฉัน”

 “พอเถอะค่ะ ฉันรู้คำตอบดีอยู่แล้ว” จากนั้นเธอก็เบือนหน้าหนีจากเขาทันที

 “มันไม่ใช่อย่างนั้น”

 “แล้วมันจะเป็นอย่างไหนล่ะค่ะ ช่วยบอกให้ฉันได้รู้อย่างกระจ่างแจ้งเสียที”

“ฉันรักเธอนะเขมมิกา” หัวใจของเธอมันสั่นไหวแต่ยังไงเธอก็ข่มความรู้สึกที่มีเอาไว้แม้ว่าในใจมันแทบอยากร้องไห้ออกมาก็ตาม

 “คำพูดก็เป็นแค่เพียงลมปาก ตื่นเช้ามาเดี๋ยวก็ลืม แล้วคุณเอาอะไรมาวัดกันว่าคุณนั้นรักฉันจริง ทุกวันนี้ฉันยังมองไม่เห็นทางเลยว่าสิ่งที่คุณพูดมันจะออกมาจากก้นบึ้งหัวใจจากคุณจริง ขอร้อง อย่ารักฉันเพราะความสงสาร อย่ารักฉันเพราะลูกและอย่ารักฉันเพราะคำขอร้องของใคร” เธอยากได้รับความรักของเขาจากหัวใจของเขาจริงๆ ไม่ใช่เหตุผลเหล่านั้น เพราะคนที่จะเจ็บปวดที่สุดมันจะไม่เป็นใครนอกจากเธอและเขา

 “ฉันไม่รู้ว่าจะต้องแสดงออกมายังไงว่าทุกอย่างที่ฉันทำนั้นมันคือสิ่งที่ฉันตั้งใจทำเพื่อเธอ ฉันหยุดแล้ว หยุดทุกอย่าง สิ่งที่ฉันทำมันเพื่อเธอและลูก” เขาหยุดแล้ว เขาหยุดทำร้ายหัวใจของเธอแล้ว สิ่งที่เขาทำตอนนี้มันคือสิ่งที่หัวใจเรียกร้องทั้งหมด

 “........” เธอไม่อยากจะเอ่ยอะไรต่อเพราะหากจะพูดกันมั้ยก็อาจจะมีปากมีเสียงขึ้นมาได้ เธอต้องปรับอารมณ์ของตัวเองเพื่อให้เจ้าตัวน้อยมีคววามสุขที่สุด มิใช่ ต้องมาอารมณ์เสียเพราะพรรคนี้

 “หันมาคุยให้รู้เรื่องก่อนเขม” เขมมิกากาพลิกกายหนีหน้าอัศวินที่ยืนอยู่ข้างเตียงกว้าง

 “ฉันอยากพักผ่อนแล้วค่ะ”

 “เขม...” 

 "เชิญคุณออกไปเถอะค่ะ" เธอไม่ได้ไล่เขา เเต่เธอเพียงเเค่บอกให้เขาออกไปจากห้องนี้ก็เท่านั้น...

มาเเล้วจ้าา

อยากอ่านเม้นจากรีดมากๆเลย เม้นน้อยมาก

อย่าลืมว่าการเม้นก้เป้นส่วนหนึ่งกำลังใจเหมือนกันนะคะทุกคนนน

กระพริบตาอ้อนวอน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น