โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 29

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2562 09:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29
แบบอักษร

เมื่อตัวเองถูกเปรียบเทียบกับตัวปัญหา... ไม่สิ ด้วยคำพูดที่ลบหลู่เกียรติ คิมฮันบยอลท่าทีแปลกไปจากทีแรก ความโกรธพลุ่งพล่าน คิมฮันบยอลพูดเสียงสูงและสั่นเครือ

“คนตายก็คือคนตายนี่คะ! แล้วคนรอดชีวิตที่พยายามจะมีชีวิตต่อไปผิดอะไรล่ะคะ”

คำพูดนั้นกลายเป็นชนวนระเบิด อียูจองผลักอันฮยอนออกอย่างแรงและพุ่งเข้าหา คิมฮันบยอลกัดฟันกรอด เงื้อมือขึ้นสูงเตรียมตบให้สุดแรง

แอ๊ด

“อะไรกัน ทำไมถึงได้เสียงดังกันขนาดนี้”

ประตูใหญ่ถูกเปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาข้างใน ใบหน้าที่สงบนิ่ง เสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและแววตาเยือกเย็น มีธนูแขวนอยู่ที่แขนซ้าย ทุกคนกลั้นหายใจเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาข้างใน บรรยากาศความขัดแย้งในห้องหายไปราวกับเรื่องโกหก

“ดีจังที่ทุกคนปลอดภัย”

เขาส่งยิ้ม จากนั้นก็ปลดธนูออกจากแขนซ้าย และยกมือขวาขึ้นทักทายทุกคน

เขาคนนั้นก็คือ คิมซูฮยอน


* * *


หลังจากรวมตัวกันได้สักพัก ทุกคนรวมทั้งผมก็มานั่งรวมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ผมไม่เห็นอันซลแต่ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาจากห้องข้างๆ ท่าทางจะยังไม่ฟื้น

ทุกคนที่อยู่ในห้องนั่งเล่นมีท่าทีไม่สบายใจ เป็นความสงบก่อนเกิดพายุร้าย ดูเหมือนผมจะเข้ามาในจังหวะที่ไม่ดีสักเท่าไหร่

ผมรู้สึกไม่สบายใจนัก แม้ว่าจะไม่ได้คิดไปถึงการพบกันใหม่ที่น่าประทับใจ แต่ก็ไม่ได้คาดว่าจะมาเจอกับบรรยากาศแบบนี้ ผมเห็นสีหน้าแปลกๆ ของอันฮยอน อียูจองและคิมฮันบยอลต่างก็มองกันและกันพลางทำท่าฟึดฟัด ท่าทางจะมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน ตอนสุดท้ายผมได้ยินเสียงคิมฮันบยอลกรีดร้อง แต่เดี๋ยวผมค่อยถามรายละเอียดเพิ่มเติมทีหลัง

เกิดความเงียบที่น่าอึดอัดใจอยู่พักหนึ่ง คนที่ทำลายความเงียบขึ้นมาก็คืออันฮยอนที่ดูอ่อนล้า

“พี่ซูฮยอน ผมไม่รู้ว่าควรจะต้องพูดอะไรก่อน พวกเราออกจากป่ามาได้ก็เพราะพี่ ขอบคุณมากครับ แล้วก็ขอโทษที่มาก่อนโดยไม่รอนะครับ ผมรู้ว่าฟังดูแล้วมันอาจจะเหมือนข้อแก้ตัว แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดครับ”

ผมยิ้มอย่างพอใจอยู่ภายในเมื่อเห็นอันฮยอนก้มศีรษะโค้งมาทางผม ในตอนที่มั่นใจก็ยืดอกอย่างผ่าเผย แต่เมื่อถึงตอนที่ต้องก้มหัวให้ก็ยอมก้มหัวให้อย่างอ่อนน้อม อุปนิสัยเป็นกลางและทางสายกลางมักจะไม่มีความรู้สึกกระวนกระวาย แต่โชคดีที่เขาไม่ใช่คนไม่มีมารยาทแบบนั้น

ผมส่ายหน้าและตอบรับคำขอโทษของอันฮยอนอย่างนุ่มนวล

“ตอนแรกที่ไม่เจอพวกนาย... ฉันก็สับสนนิดหน่อยน่ะ”

“ขอโทษครับ ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวเลย”

“เลิกขอโทษได้แล้วน่า ฉันคิดแล้วล่ะว่าคงมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกนาย ว่าแต่ว่าไม่เห็นอันซลเลย”

“เอ่อ... ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น...”

“นี่... เดี๋ยวก่อนอันฮยอน ฉันจะเล่าเอง ไม่เป็นไรใช่มั้ยคะพี่”

อันฮยอนกำลังจะเปิดปากเล่า อียูจองก็ตัดบทเขาอย่างรวดเร็วและรับช่วงต่อ ผมมองหญิงสาวที่พูดไม่เป็นทางการกับผมพลางคิดว่าหล่อนเข้ากับคนง่ายจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะฟังจากคิมฮันบยอลผู้เงียบขรึมมากกว่า แต่เห็นท่าทางหน้านิ่วคิ้วขมวดของหล่อนแล้วผมก็แค่พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร

“หลังจากที่พี่ล่อพวกนั้นเขาไปในป่า...”

อียูจองที่ได้รับการยินยอมจากอันฮยอนเริ่มอธิบายหลังจากเหลือบมองคิมฮันบยอลแวบหนึ่ง เรื่องเล่าของหล่อนขาดๆ หายๆ แต่เข้าใจง่ายและชัดเจน ทีแรกผมพอจะคาดเดาเหตุการณ์ได้คร่าวๆ จึงไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม แต่ว่า...

“บางอย่างที่เหมือนวิญญาณลอยอยู่กลางอากาศงั้นเหรอ”

“อืม แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ ก็คงจะคลุมเครือไปหน่อยหากจะบอกว่าเป็นวิญญาณ รู้สึกว่ามันไม่ได้โปร่งแสงขนาดนั้น มันมีปีกบินไปบินมาแล้วก็เห็นทิศทางการเคลื่อนไหวด้วย ไม่ว่าอันฮยอนจะฟันดาบไปยังไงมันก็ไม่หายไป”

ผมต้องการฟังรายละเอียดในส่วนนี้เพิ่มเติม เมื่อหันไปอันฮยอนก็หลับตาลง เขาพยายามนึกถึงภาพในตอนนั้น หลังจากเอียงคอไปมาพักหนึ่งเขาก็พูดต่อ

“อย่างที่ยูจองบอกครับ ผมฟันไปเต็มแรงแต่รู้สึกเหมือนตัดผ่านอากาศไปเฉยๆ”

ตัดผ่านอากาศ มองเห็นรูปร่างและไม่ได้โปร่งใส มีปีก เมื่อพิจารณาจากสามสิ่งนี้ ในหัวผมก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมา

มันคือภูตผี รูปร่างโปร่งใสที่ไม่โปร่งใสและมีปีก ทำให้ผมนึกถึงภูตผีขึ้นมาทันที ภูตผีเป็นมอนสเตอร์ที่ไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางกายภาพ พวกมันชำนาญวิธีการแทรกผ่านร่างกายมนุษย์และทำให้จิตใจทุกข์ทรมาน อันฮยอนบอกว่าโจมตีพวกมันไปหลายสิบครั้ง ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าเขาจะปรับตัวให้เข้ากับพิธีเปลี่ยนสภาวะได้แล้ว

ในระหว่างที่ฟังเรื่องราว ผมก็สงสัยขึ้นมาอย่างหนึ่ง ตอนนี้ทุกคนในคณะไม่สามารถเอาชนะภูติผีด้วยวิธีทั่วไปได้อย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นพวกเขาหนีมาได้อย่างไร ผมตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงอันซล

“ถ้างั้นน้องสาวนายบาดเจ็บเพราะพวกนั้นงั้นเหรอ”

อันฮยอนส่ายหน้าช้าๆ กับคำถามของผม และผมก็ไม่สามารถซ่อนสีหน้าประหลาดใจกับเรื่องราวที่อันฮยอนเล่าต่อได้

พวกภูตผีเห็นการต่อต้านที่รุนแรงที่สุดของอันฮยอน จึงพุ่งเป้าไปโจมตีเขา แน่นอนว่า เขาไม่อาจเอาชนะความเจ็บปวดในความทุกข์ทรมานอย่างที่สุดนั้นได้และทำดาบกับโล่ร่วงหล่น ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย คนที่ช่วยเขาไว้จากวิกฤตก็คืออันซล

ผมบอกให้เขาเล่าละเอียดกว่านี้ แต่อันฮยอนก็ไม่สามารถอธิบายในส่วนนั้นได้ดีนัก ทั้งอียูจองและคิมฮันบยอลเองก็พากันส่ายหน้า และบอกแต่เพียงว่า ตอนที่มีแสงสว่างสีขาวส่องประกายออกมาจากตัวของอันซล พวกมันที่กำลังโจมตีก็มลายหายไปหมด

และหลังจากนั้นอันซลก็หมดสติล้มลงในทันทีและยังไม่ฟื้นจนกระทั่งตอนนี้

ผมพยักหน้าให้กับเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ฟัง อันฮยอนเงียบไปครู่หนึ่งและหันมาถามผมด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“พี่ครับ ซลจะไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ จะฟื้นขึ้นมาใช่มั้ยครับ”

“ร่างกายเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“ลมหายใจสม่ำเสมอ ชีพจรก็ปกติดี แต่บางครั้งก็ทำท่าเหมือนเจ็บตรงไหนสักที่ แล้วก็ครางออกมาบ้างครับ”

เวทมนตร์เกินขีดจำกัดสินะ อันซลค้นพบพลังเวทย์แล้วงั้นเหรอ เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ แต่ผมก็คิดไว้แล้วว่ามีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน

ในตอนเริ่มต้นครั้งแรก ระดับเวทมนตร์ของผมต่ำจนประสบแต่ความลำบากมากมาย หลังจากที่ผ่านพิธีเปลี่ยนสภาวะและเข้าสู่ฮอลล์เพลน ผมก็ใช้เวลาสักพักในการเลือกเป็นนักดาบ

ทว่าอันซลนั้นแตกต่าง เพราะเริ่มต้นด้วยทักษะเวทมนตร์ 75 คะแนน ด้วยสภาพที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวจนไม่สามารถค้นคว้าอะไรได้ ผมจึงมีสิ่งที่ไม่รู้อยู่เหมือนกัน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ก็คือเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมเวทมนตร์ 75 คะแนนด้วยร่างกายที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนในตอนนี้ ถึงจะมีความแตกต่างอยู่ แต่ถ้าไม่มากจนเกินไป ผมก็พอจะช่วยได้บ้าง

“ฉันคงต้องขอดูก่อน แต่ดูท่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ไม่ต้องกังวลจนเกินไปหรอกนะ”

“ถะ... ถ้างั้นตอนนี้...”

มองดูอันฮยอนที่พูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้ว ผมก็คิดว่าไปดูอันซลสักหน่อยคงไม่เป็นไรจึงได้ลุกขึ้น แต่มีมือนุ่มคว้าเข้าที่ข้อมือของผม ผมหันไปมองสัมผัสที่ข้อมือซ้ายก็เห็นอียูจองกำลังบุ้ยปาก

“นี่ อันฮยอน พี่เขาเพิ่งกลับมานะ ทำไมถึงพูดอะไรแบบนั้นล่ะเนี่ย พี่ไม่หิวเหรอ”

“หืม ก็เฉยๆ นะ ฉันขอไปดูอันซลก่อน...”

“พวกเราผลัดกันดูแล้วค่ะ พี่ไม่ใช่หมอสักหน่อย เดี๋ยวค่อยไปดูก็ได้ พี่ฟังเรื่องของพวกเราไปแล้ว พี่ก็เล่าให้เราฟังบ้างสิ เดี๋ยวฉันจะทำอะไรให้กิน พี่กินไปเล่าไปแล้วกันเนอะ”

วันนี้ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะเนี่ย ท่าทางที่แตกต่างจากปกติทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย แต่การได้รับการดูแลเอาใจใส่ก็ไม่ได้แย่นัก อันฮยอนเองก็คลายความตึงเครียดลง เขาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ กับข้อเสนอของอียูจอง

“ดื่มน้ำนี่สิคะ เมื่อกี้ฉันดื่มไปนิดหน่อย แต่ก็ยังพอมีเหลืออยู่ค่ะ”

“หือ อ๋อ ขอบคุณครับ”

เมื่อคิมฮันบยอลยื่นขวดน้ำในมือมาให้ ผมก็ยื่นมืออกไปโดยไม่ได้คิดอะไร ทันใดนั้นอียูจองก็คว้าเอาขวดน้ำที่คิมฮันบยอลยื่นมาไปและส่งคืนให้เธอ ผมอ้าปากค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น คิมฮันบยอลถึงกับพูดเสียงแหลมออกมา

“จะทำอะไรคะ”

“ทำไมเธอต้องเอาของที่ตัวเองกินแล้วให้คนอื่นด้วย ฉันจะไปหยิบขวดใหม่ให้พี่ซูฮยอน อันนั้นเธอกินเองเถอะ”

“พวกเธอ ตอนนี้น่ะ...”

อียูจองลุกขึ้นและเดินไปที่ครัวก่อนที่ผมจะพูดจบเสียอีก จากนั้นก็หยิบจับนู่นนี่และได้ยินเสียงก๊องแก๊ง ท่าทางว่าจะทำอะไรสักอย่าง

เมื่อหันกลับไปมองอันฮยอนและคิมฮันบยอลด้วยความรู้สึกแปลกๆ อันฮยอนมีสีหน้าอึดอัดใจ ฮันบยอลก็ก้มหน้าก้มตามองพื้นด้วยใบหน้าเย็นชา เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ผมคุมโทนเสียงและเปลี่ยนเรื่องคุย

“คนอื่นกินกันหมดแล้วเหรอ”

“ครับ พวกเรากินไปแล้ว เพราะว่าหิวมากก็เลย... แหะๆ”

“ไม่เป็นไร ดีแล้วล่ะ จะมัวรออยู่จนกว่าฉันจะมาได้ยังไง”

อันฮยอนเกาหัวด้วยท่าทีขอโทษขอโพย น้ำขวดใหม่วางลงตรงหน้าผม จานก็ถูกวางลงตรงหน้าอย่างนุ่มนวล ดูท่าอาหารจะเสร็จแล้ว นี่ใช่อียูจองที่ผมรู้จักหรือเปล่า

ในจานเป็นแครกเกอร์ที่คล้ายกับบิสกิตตกแต่งหน้าด้วยคานาเป้ทูน่ากระป๋อง เห็นได้ชัดว่าหล่อนพยายามทำให้สวยที่สุดในแบบของตัวเอง อียูจองเปิดขวดน้ำให้ผมและพูดอย่างร่าเริง

“เซอร์ไพรส์~ แครกเกอร์สูตรพิเศษฝีมือท่านอียูจองมาเสิร์ฟแล้วค่ะ”

“โอ๊ะ น่ากินแฮะ ฉันขอลองคำนึง... โอ๊ย!”

อันฮยอนกลืนน้ำลายและยื่นมือมาอย่างรวดเร็ว แต่อียูจองก็ฟาดมือของเขาอย่างรวดเร็วเช่นกัน อันฮยอนลูบมือที่แดงขึ้นด้วยท่าทีไม่พอใจ เขาเหลือบมองตาโตๆ พลางชักมือกลับมา

“คอขาดบาดตายยังหวงของกินขนาดนี้เลยเหรอ”

“ก็ฉันทำให้พี่ซูฮยอนกินนี่ยะ นายจะกินทำไมเล่า แล้วพี่ซูฮยอนก็ยังไม่ได้กิน แต่นายดันยื่นมือมาก่อน ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากไหนยะ”

“ชิ”

“ลองกินสิคะพี่ ฉันรับรองว่าอร่อย”

“หืม งั้นเหรอ ขอบใจนะ ฉันจะกินให้อร่อยเลย”

ผมมองอันฮยอนที่บ่นพึมพำและอียูจองที่หันหน้าหนี พลางหัวเราะออกมา ผมหยิบแครกเกอร์ใส่ปากหนึ่งชิ้น รสชาติของทูน่าราคาถูกกับแครกเกอร์แผ่ซ่านอยู่ในปาก ไม่ถึงกับอร่อยแต่ก็กินได้ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เวลาเลือกกิน เพราะรสชาติที่พอใช้ได้ ผมจึงเคี้ยวต่อไป

โชคดีที่บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้นมาก ผมอึดอัดกับสายตาที่จ้องมาเหมือนจะบอกว่าให้กินแครกเกอร์เข้าไปอีก จึงดูเหมือนกับว่าผมจะต้องพูดอะไรสักอย่างแล้ว แน่นอนว่าผมไม่สามารถเล่าได้ว่าเอาชนะเดดแมนมากกว่ายี่สิบตัว

หลังจากเอ่ยชมแครกเกอร์ของอียูจองว่า อร่อยมาก ผมก็เล่าว่าดึงดูดพวกมันเข้าไปในป่าได้อย่างไร

“ถ้างั้นตอนนั้นพี่ก็เกือบโดนมันกัดน่ะสิครับ”

“ฉันวิ่งเป็นรูป S ระหว่างต้นไม้ พยายามจะหนี ฉันวิ่งผ่านต้นไม้ไป แต่รู้เลยว่ามันจะโผล่มาจากด้านข้าง ถ้ามือซ้ายของฉันขยับไปอีกนิดก็ต้องโดนแน่ แค่คิดถึงตอนนั้นก็ยังขนลุกอยู่เลยเนี่ย”

“สุดยอดเลย นี่เราเกือบไม่ได้เจอพี่อีกแล้วสินะ”

“ฮ่าๆ พี่ครับ อย่าว่างั้นงี้เลย ก่อนที่พี่จะมา อียูจองก็ไม่ได้สงบเสงี่ยมขนาดนี้หรอกนะครับ จู่ๆ ก็คว้ามีดขึ้นมาแล้วบอกว่าจะออกไปตามหาพี่ บอกว่าพี่อาจจะยังรออยู่ก็ได้”

“นายอยากตายหรือไง ไม่ได้ขนาดนั้นสักหน่อย”

“ดูสิ ยอมรับแล้ว สุดท้ายก็พูดจริงๆ นี่นา”

“นายนี่มันจริงๆ เลย!”

ผมรู้สึกวางใจเมื่อเห็นว่าอันฮยอนและอียูจองเถียงกันไปมาพลางหัวเราะคิกคัก ตอนที่กำลังถอนหายใจอย่างโล่งอกให้กับบรรยากาศที่ดีขึ้น ผมก็เห็นใบหน้าที่เย็นชาของคิมฮันบยอล หล่อนมองผมด้วยใบหน้าที่เยือกเย็นกว่าแต่ก่อน เหมือนลมหนาวเย็นระลอกหนึ่งพัดเข้ามาในใจของผมโดยไม่รู้ตัว

ผมอยากจะคิดว่าคงไม่มีอะไรมาก แต่ก็รู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยผ่านเสียงสุดท้ายที่คิมฮันบยอลกรีดร้องออกมาได้ ผมตั้งใจว่าจบจากตรงนี้แล้ว จะคุยกับอันฮยอนต่างหากอีกสักที


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น