โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 28

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 936

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2562 09:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28
แบบอักษร

ปัญหาแรกของผู้ที่เข้าสู่ฮอลล์เพลนเป็นครั้งแรกคือการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตประจำวัน ชีวิตในฮอลล์เพลนไม่อาจจะเรียกได้ว่าสะดวกสบายเมื่อเทียบกับบนโลกที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า

เพื่อให้ปรับตัวได้ ในพิธีเปลี่ยนสภาวะจึงสร้างอาคารรูปแบบเดียวกับในฮอลล์เพลนเพื่อทำให้ผู้เล่นปรับตัวได้มากขึ้น แต่ผมเองก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน

หากทูตสวรรค์ไม่ได้บ้าไปแล้วก็คงไม่มีอาคารแบบนี้ในพิธีเปลี่ยนสภาวะ ต่อให้ลองขยี้ตา แต่ภาพตรงหน้าก็ยังเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าทูตสวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรอยู่แน่ ในตอนนั้นเองผมก็นึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินมาจากนักดาบคนหนึ่งในร้านเหล้าเมื่อนานมาแล้ว


“แทร็บพ้อยท์เป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน เป็นสถานที่ที่มีกลิ่นอายของโลกมนุษย์ มันใช้จิตวิทยาของมนุษย์ ทำให้ไม่อยากไปจากที่นี่”

เมื่อนึกถึงแทร็บพ้อยท์ขึ้นมาได้ ผมจึงเข้าใจสิ่งที่เมืองตรงหน้ากำลังอธิบาย ก่อนจะอธิบายเรื่องแทร็บพ้อยท์ ก็คงต้องพูดถึงมอนสเตอร์ระดับบอสก่อน

พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นไปไม่ได้ที่จะจับมอนสเตอร์ระดับบอสในฮอลล์เพลนได้ มีคนเคยเห็นมันหลายคน และต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีทางจัดการมันได้ จงหนีไปซะ

มอนสเตอร์ระดับบอสจำเป็นต้องมีเงื่อนไขในการปรากฏตัว ถ้าหากอยู่ที่จุดพักเกินหนึ่งวันหรืออยู่ที่จุดเซฟพ้อยท์เกินสองวัน มันก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไม่มีข้อแม้ นี่ไม่ต่างจากคำเตือนของทูตสวรรค์ที่ให้เราเดินทางไปเรื่อยๆ แทนที่จะปักหลักหรือค้นหาสถานที่ปลอดภัย

ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมาและผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่เห็นเมืองนี้ครั้งแรก มันจึงเงียบและไม่มีใครเลย

ในรอบแรกของผม ทั้งที่คุณสมบัติของทุกคนอยู่ในระดับสูง แต่ทำไมนอกจากอันซลแล้วจึงไม่เคยเห็นพวกเขาในฮอลล์เพลนเลย หากลองนึกเชื่อมโยงกับเมืองตรงหน้าก็พอจะคาดเดาถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง นั่นก็เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะมอนสเตอร์ระดับบอสได้แม้จะเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม

ผมถอนหายใจแรงๆ และเข้าไปในเมือง ผมต้องการพบเจอกับพวกเขา ไม่ได้อยากจะเข้าไปรับกลิ่นอายของอาคารแบบนั้นที่เห็นในรอบ 10 ปี

ทันทีที่เข้าไปข้างในเมือง อาคารสีเทาทั้งหมดก็ต้อนรับผม อาคารเปล่งแสงสลัวๆ ราวกับต้อนรับเข้าสู่เมืองที่มืดมิด มันช่างรบกวนจิตใจเป็นอย่างมาก

กลิ่นของความตายที่มีเพียงผู้มากประสบการณ์เท่านั้นจึงจะรับรู้ได้ มีคนตายอยู่ในตึกนั้นมากมายขนาดไหนกันนะ


* * *


ท้องฟ้าที่มองเห็นผ่านทางหน้าต่างเต็มไปด้วยเมฆครึ้ม ไม่ถึงกับหนาแน่นแต่หมอกทึบก็ครอบคลุมชั้นบรรยากาศ ละอองฝนตกลงมาเป็นครั้งคราว เมื่อมองเม็ดฝนที่ตกกระทบหน้าต่าง คิมฮันบยอลก็รู้สึกสงบลง

อาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่าสะดวกสบายแต่ก็รู้สึกสบายใจ แม้ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนที่อยู่ในป่าและตอนที่ถูกไล่ล่าจากสัตว์ประหลาดในป่า

‘แล้วก็... ตอนสมัยเด็กๆ ฉันชอบเวลาที่ฝนตกมากจริงๆ’

คิมฮันบยอลชอบวันที่ฝนตกมาตั้งแต่เด็ก ถือร่มหนึ่งคันเดินไปตามถนนที่ฝนตกลงมาพลางฟังเพลงไปด้วยก็เป็นความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่แสนน่าเบื่อแล้ว จู่ๆ หล่อนก็นึกถึงกาแฟสักแก้ว ถ้ามีกาแฟดีๆ สักแก้วหนึ่งที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นก็คงพอจะทำให้ลืมทุกอย่างรอบตัวได้สักพัก

คิมฮันบยอลจ้องมองโลกตรงหน้าผ่านหน้าต่างด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย เงาสีเทาทาบทับร่างกาย ดูเหมือนยามเย็นจะมาเยือนแล้ว วันนี้ทั้งวันต้องผ่านเรื่องอะไรตั้งมากมาย ร่างกายและจิตใจจึงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

หล่อนหันกลับมาพลางขยี้ตาที่ง่วงงุน ห้องขนาดใหญ่ราวๆ 70 ตารางเมตรมีทุกอย่างทั้งอาหาร น้ำ เตียง ห้องน้ำรวมถึงห้องอาบน้ำ

ขณะที่วิ่งหนีอย่างไร้สติ เมื่อเห็นเมืองก็เข้ามาด้านใน คิมฮันบยอลรู้สึกถึงความย้อนแย้งบางอย่างตอนที่เข้ามา เมืองนี้เงียบมากและดูเหมือนจะไม่มีสิ่งมีชีวิต ครั้งแรกที่เห็นเมืองก็รู้สึกได้ถึงความตาย

ในระหว่างนั้นก็พบกับอาคารขนาดกลางแห่งหนึ่ง หลังคาถูกทาด้วยสีดำสะดุดตาทุกคนเป็นพิเศษ อาจจะเป็นโชคดีอะไรบางอย่างดึงดูดให้เราเข้ามาที่นี่และมีของจำเป็นทั้งหมดอยู่ที่นี่ด้วย

ร่างกายและจิตใจเรียกร้องให้คิมฮันบยอลนอนหลับ แต่สถานการณ์ยังเปราะบางเกินไปที่จะข่มตาให้หลับลงได้ อันซลยังอยู่ในสภาวะสับสนและยังไม่ได้สติ อันฮยอนก็ยุ่งอยู่กับการดูแลเด็กสาวอยู่ข้างๆ ส่วนอียูจอง...

คิมฮันบยอลที่เดินตามหาอียูจองพบหล่อนได้ไม่ยาก อียูจองกำลังถือมีดที่คิมฮันบยอลวางทิ้งไว้ข้างๆ ประตูหน้า ฮันบยอลถอนหายใจเบาๆ คาดเดาว่าทำไมอีกฝ่ายจึงทำเช่นนั้นและเปิดปากพูด

“พี่คะ”

“อือ”

“วางมีดลงเถอะค่ะ”

“ไม่เอา”

อียูจองทำเหมือนว่าไม่ยินและปลดล็อกประตูหน้า อันอยอนที่ได้ยินเสียงปลดล็อกก็วิ่งหน้าตื่นออกมาดู เขามองอียูจองที่ถือมีดไว้พลางขมวดคิ้ว

“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ วางมีดลงแล้วรอก่อนเถอะนะคะ”

เมื่อได้ยินเสียงของคิมฮันบยอล อียูจองก็หันมาจ้องคิมฮันบยอลด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“ทำไม”

“...”

“ฉันจะไปหาพี่ซูฮยอนเอง เพราะงั้นพวกเธอก็รออยู่ที่นี่แหละ”

‘พี่คะ พี่ซูฮยอน’

ในใจพูดชื่อของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของเขาแวบขึ้นมาในหัวของคิมฮันบยอล

ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน คิมฮันบยอลก็คิดว่าคิมซูฮยอนเป็นคนที่คล้ายคลึงกับตัวเอง ตั้งแต่ในพื้นที่ว่างก็รู้สึกได้ว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น ใบหน้าที่สงบนิ่งอยู่เสมอ เสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและแววตาเยือกเย็น เพราะแบบนั้นจึงได้คุยกับเขาบนเนินเขาและคล้อยตามไปอยู่ฝ่ายเขา

หลังจากที่จ้องอียูจองอยู่ครู่หนึ่ง คิมฮันบยอลก็พูดออกมา

“ไม่ได้มีแต่พี่ที่เป็นห่วงพี่คนนั้นหรอกนะคะ ถึงจะออกไปก็ทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ การรออย่างอดทนต่างหากถึงจะเป็นการช่วยเหลือเขา”

“เขาอาจจะยังรอเราอยู่ที่นั่นก็ได้ ฉันจะพูดอีกครั้ง ถ้าไม่ไปก็ถอยไปซะ ถ้าพวกเธอไม่ไป ฉันก็จะไปเอง”

“อียูจอง ฮันบยอลพูดถูกแล้ว วางมีดลงเถอะ”

เมื่อได้ยินอันฮยอนพูดเสียงเข้ม อียูจองก็หันมาทันที หล่อนมองอันฮยอนและคิมฮันบยอลครู่หนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม

“ไม่เกินไปหน่อยเหรอ ตอนนี้พี่เขาอาจจะเดินไปทั่วเพื่อตามหาพวกเราก็ได้นะ”

ไม่เกินไปหน่อยเหรอ คำนี้แปลได้หลายความหมาย เมื่อได้ยินแบบนั้นหัวใจของทุกคนก็เจ็บแปลบ อันฮยอนไม่พูดอะไร แต่ไม่ใช่กับคิมฮันบยอล หล่อนเหลือบมองห้องข้างๆ หลังจากเห็นอันซลที่สลบไสลก็พูดต่อ

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่คะ เจ้าพวกนั่นจู่โจมเข้ามา พวกเราเองก็ตกอยู่ในอันตราย ถ้าไม่มีเด็กคนนั้น ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็อาจจะตายไปแล้วก็ได้”

“ใครบ้างที่ไม่รู้ล่ะ ดังนั้นเราถึงพาซลหนีมาที่นี่ไง แค่มาก็จบเหรอ เพราะพวกเราปลอดภัยแล้วก็พองั้นเหรอ พี่เขาจะรู้แล้วมาหาเราเองงั้นเหรอ”

มองอียูจองที่เหน็บแนมด้วยคำถาม คิมฮันบยอลก็รู้สึกอึดอัดใจ ตั้งแต่แรกเสียงแหลมๆ เหมือนโลมา อีกทั้งยังการพูดจาเป็นกันเองของอีกฝ่าย ทุกอย่างทำให้หล่อนหงุดหงิด คิมฮันบยอลยกยิ้มมุมปากด้วยสีหน้าเย้ยหยันและตอบอย่างเย็นชา

“ถ้างั้นก็ออกไปสิคะ ลองออกไปตามหาได้เลย เพราะฉันก็ไม่ได้สนใจว่าพี่จะอยู่หรือตาย”

แม้จะไม่ได้อยากพูดออกไปแบบนั้น แต่สิ่งที่พลาดไปแล้วก็ไม่สามารถย้อนคืนมาได้ อันฮยอนที่ได้ยินแบบนั้นมองคิมฮันบยอลอย่างตกใจ อียูจองอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วหล่อนก็หัวเราะออกมาอย่างสิ้นหวัง

“เธอนี่... มันไร้มารยาทจริงๆ นะ ทำไมพี่เขาจะต้องเสียสละตัวเองเพื่อคนแบบนี้ด้วย น่าผิดหวังชะมัด ท่าทางเป็นห่วงเป็นใยเมื่อกี้ก็แค่การแสดงสินะ”

“ฉันห้ามเขาไม่ให้ไปแล้วนะคะ แต่เจ้าตัวก็ยืนยันที่จะไปเอง แล้วทำไมถึงกลายเป็นความผิดของฉันล่ะคะ”

“เธอ... เฮ้อ ช่างเถอะ ฉันไม่อยากคุยกับขยะอย่างเธอแล้ว หุบปากไปซะ นังคนเลือดเย็นไร้น้ำตา”

คิดไว้ว่าก็คงจะกรีดร้องและวิ่งเข้ามาอย่างทุกที คิมฮันบยอลจึงแปลกใจกับการตอบสนองที่คาดไม่ถึงของอียูจอง ท่าทีเมินเฉยและคำที่เรียกหล่อนว่าขยะทำให้ความภาคภูมิใจในตนเองได้รับบาดแผลอย่างรุนแรง

หญิงสาวไม่ได้สังเกต แต่ลมหายใจของคิมฮันบยอลรุนแรงขึ้นกว่าทีแรก ความโกรธเคืองจางๆ ปะปนอยู่ในเนื้อเสียง

“พูดแรงจังเลยนะคะ ฉันพูดอะไรผิดไปตรงไหนเหรอคะ”

“ไม่รู้ และฉันก็ไม่สนใจด้วย อย่างน้อยฉันก็จะไม่อยากใช้ชีวิตอยู่อย่างเสแสร้งเหมือนเธอ”

“พูดจบหรือยังคะ”

“จ้องหน้าผู้ใหญ่ตรงๆ แบบนี้ จะเอายังไงล่ะ จะทึ้งผมกันด้วยมั้ย แต่อย่าดีกว่า ถ้าไม่อยากให้หน้าขาวๆ นั่นเป็นรอยก็หุบปากไป”

“หยุดทั้งคู่นั่นแหละ!”

เมื่อทนดูการโต้เถียงที่ค่อยๆ รุนแรงมากขึ้นไม่ไหว อันฮยอนก็ตะโกนห้ามเสียงดัง อียูจองและคิมฮันบยอลหยุดกึกโดยไม่รู้ตัว อันฮยอนจ้องมองทั้งคู่อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยื่นมือไปทางอียูจอง

“เอามา”

“... ไม่”

อียูจองกำมีดในมือแน่น หลังจากถอนหายใจเฮือกใหญ่ อันฮยอนก็พูดอย่างอ่อนล้า

“ฉันจะไปตามหาพี่ซูฮยอนให้เอง ลองคิดดูแล้ว ดูเหมือนเธอจะพูดถูก”

“จริงเหรอ ถ้างั้นไปด้วยกันนะ”

อันฮยอนเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน อียูจองดูลังเลแต่แล้วก็ยิ้มออกมา อันฮยอนส่ายหน้าเบาๆ พลางตอบอียูจอง

“ไม่ ฉันไปคนเดียวจะสะดวกกว่า ไม่รู้ว่ามีเจ้าพวกนั้นอีกหรือเปล่า เธอกับฮันบยอลดูแลอันซลให้ก็พอ”

“กับยัยนี่น่ะเหรอ ไม่ล่ะ ตอนนี้เชื่อใจยัยนี่ไม่ได้แล้ว”

คิมฮันบยอลรู้สึกว่าบางอย่างภายในกำลังเดือดพล่าน เมื่อเห็นว่าอียูจองเอาแต่พูดจาดูถูก สิ่งที่อดทนไว้ตั้งแต่เมื่อกี้ในที่สุดก็ระเบิดออกมา

แต่หล่อนเป็นคนที่สุขุมเยือกเย็น ถ้าหากว่าโกรธก็จะไม่แผดเสียงและแสดงความโกรธออกมาแบบอียูจอง แต่ตรงกันข้ามก็คือจะเปลี่ยนไปแสยะยิ้มเย้ยหยันและใช้น้ำเสียงเย็นชา หล่อนหันไปพูดกับอันฮยอนด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อน

“อย่าไปเลยค่ะ ถ้าพี่ออกไป พี่เองก็จะโดนแบบเดียวกันนะคะ”

“นี่เธอยังไม่หุบปากอีกเหรอ”

“ทางนั้นก็เงียบสักทีสิคะ”

“อะไรนะ ทางนั้นเหรอ ลองพูดอีกทีสิ”

เมื่ออียูจองถลึงตาและก้าวออกมาอย่างมุ่งร้าย อันฮยอนก็รีบดึงเอามีดที่อียูจองถือไว้ไป แต่คิมฮันบยอลก็ตัดสินใจแล้ว หล่อนยังคงพรั่งพรูคำพูดราวกับน้ำที่ไหลมาพังทลายฝั่ง

“ไม่รู้อะไรก็อย่าออกไปดีกว่าค่ะ ถ้าเมื่อกี้ไม่มีเด็กคนนั้นพวกเราจะเป็นยังไงคะ ไม่เห็นเหรอคะว่าทั้งดาบทั้งหมัดไม่ช่วยอะไรเลย ถ้าไปก็มีแต่ตายเปล่า แล้วทำไมถึงยังยืนกรานที่จะไปอีกคะ”

“นัง X นี่ ให้ตายสิ”

“พอพูดอะไรไม่ได้ก็เลยเอาแต่ด่าสินะคะ ตอนนี้รู้เหรอคะว่าพี่เขาอยู่ที่ไหน แล้วจะไปช่วยยังไงคะ ถ้ามีสมองก็ลองคิดดูหน่อยค่ะ”

“เป็นข้ออ้างที่ดีนี่ หรือตอนนี้กำลังจะเผยธาตุแท้ออกมาล่ะ ไม่คิดบ้างหรือไงว่าที่ตอนนี้เรามาอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะพี่ซูฮยอน จอมเสแสร้งก็คงคิดแต่จะหลอกลวงคนอื่นสินะ แค่มองก็รู้แล้ว เธอมันน่ารังเกียจกว่าหมอนั่นอีก”



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น