โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 27

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 858

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2562 09:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27
แบบอักษร

ในขณะที่ผมดึงพลังเวทย์ที่กำลังปะทุออกมา ผมก็เปิดใช้งานดวงตาที่ 3 สิ่งที่ผมกำลังจะทำนั้นแตกต่างจากการตรวจสอบข้อมูลของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม

แม้แต่ผมเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องปลุกพลังเวทขึ้นมาแบบนี้ แต่เพราะมันเป็นการแข่งกับเวลา และผมก็ยังนึกวิธีอื่นไม่ออกในตอนนี้ ผมจึงพึมพำอย่างไร้เหตุผลและตามหาพวกเขาโดยใช้สัมผัสจากพลังเวทย์ หากเกิดเรื่องขึ้นระหว่างนี้ ผมก็ไม่สามารถรับรองชีวิตของพวกเขาได้เหมือนกัน

ขณะที่ผมใช้ดวงตาที่ 3 เพื่อดูสถานการณ์จาก ‘อดีต’ ไม่ใช่ปัจจุบัน แน่นอนว่านี่เป็นความสามารถที่มีเงื่อนไข เป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมที่ทำให้มองเห็นมิติที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นการจะดูอนาคตและอดีตจากมิติในปัจจุบันขึ้นอยู่กับระดับความสามารถ

มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องกังวลในตอนที่ภาพแวบเข้ามาในหัว คือฉากหนึ่งจะผ่านเข้ามาในสายตาและผมต้องจดจ่อกับมัน


พรึ่บ!


“อึก!”

เพียงแค่หนึ่งวินาที ภาพที่ส่องสว่างในดวงตาก็หลุดลอย แรงกระทบรุนแรงปะทะกับดวงตาของผม นัยน์ตาร้อนขึ้นราวกับกำลังลุกไหม้ ผมลูบดวงตาทั้งสองข้างโดยอัตโนมัติพลางยิ้มขมขื่น

แค่หนึ่งวินาที วินาทีเดียวที่ผมเห็นภาพจากอดีต ดวงตาที่ 3 ถูกบังคับให้ยกเลิกการใช้งาน หลังจากผ่านไปไม่นาน ความเจ็บปวดที่ดวงตาก็จางหายไป ผมพึมพำอย่างหมดหวัง

“เฮ้อ... ฮ่าๆ เวทมนตร์ 96 คะแนน แต่ขีดจำกัดแค่ 1 วินาทีงั้นเหรอ จะบ้าตาย”

บางทีเวทมนตร์ของผมก็คงไม่สามารถต้านทานแรงเกินพิกัดของทักษะเฉพาะได้ นี่จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งว่าดวงตาที่ 3 เป็นความสามารถระดับสูงเพียงใด และอีกใจหนึ่งผมก็รู้สึกเสียดาย

การมองเห็นอดีตก็เทียบเท่ากับการมองเห็นอนาคต แตกต่างจากการทำนายอนาคตของมิติที่ต่างกัน ผมคิดว่ามันเป็นไปได้เมื่อดวงตาที่ 3 อยู่ในระดับ S แต่ดูเหมือนจะถูกขัดขวางจึงลดลงไป 2 ระดับด้วยการถูกบังคับให้แสดงให้เห็น

สุดท้ายแม้จะได้รับการปรับระดับขึ้นมา 1 ระดับโดยฮวาจอง มันก็เป็นไปได้สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเท่านั้น หมายความว่าการจัดการกับอดีตและอนาคตยังคงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับเวลาในตอนนี้

ความเจ็บปวดค่อยๆ หายไป แต่วิสัยทัศน์ของผมพร่ามัว คงเป็นผลพวงมาจากปฏิกิริยาของพลังเวทย์และการที่เวทมนตร์ถูกยกเลิก โชคดีที่เมื่อเวลาผ่านไป ดวงตาของผมก็ค่อยๆ กลับมามองเห็นชัดเจนขึ้น ท่าทางจะไม่ได้เป็นการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

ผมใช้วิธีอันตรายโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็โชคดีที่ได้รับสิ่งหนึ่งกลับมา

ถึงจะเพียงหนึ่งวินาทีแต่ผมก็สามารถเห็นอดีตได้อย่างชัดเจน ผมนึกถึงภาพที่มองเห็นเมื่อครู่พลางถอนหายใจออกมา ผมรวบรวมเหล่าอัญมณีรอเจียระไนมาอย่างสุดความสามารถและพาออกจากป่าด้วยความลำบาก แต่ดูท่าจะมีเรื่องยุ่งยากรอคอยผมอยู่

ถ้าหากไม่มีพลัง ผมก็พอจะเข้าใจได้ แต่เพราะความจริงคือผมมีพลังแต่ต้องอดกลั้นเอาไว้ นั่นยิ่งทำให้ผมหดหู่มากขึ้นไปอีก ถ้าไม่มีอะไรอื่น ผมคงก่อจลาจลอะไรสักอย่างในพิธีเปลี่ยนสภาวะไปแล้ว แต่นั่นจะเป็นทางเลือกสุดท้าย

ผมรู้สึกราวกับกำลังข้ามภูเขาเลยทีเดียว


* * *


ขอบคุณมาก คอฉันแห้งผาก แต่นายซื้อเบียร์ให้แบบนี้ ทำตัวไม่ถูกเลยแฮะ ชื่ออะไร... เอ๋ คิมซูฮยอนเหรอ หรือว่ามาจากเมืองเล็กๆ อย่างมิวล์ ฉันเคยได้ยิน! เรื่องเล่าในถ้ำคร่ำครวญนั่นโด่งดังมาก แหะๆ ฉันได้เจอคนดังแถมยังได้ดื่มเบียร์อีกด้วย แล้วฉันจะอยู่เฉยๆ ได้ยังไงกัน จริงสิ ฉันจะเล่าให้ฟัง จะลองฟังดูมั้ย

หืม ไม่จำเป็นเหรอ เดี๋ยวสิ ลองฟังดูสักนิดก็ได้น่า นายจะต้องสนใจแน่ๆ ตอนนี้ข่าวลือที่ว่าผู้บัญชาการวิญญาณผู้โหดร้ายในเมืองใหญ่เองก็รับรู้เรื่องพิธีเปลี่ยนสภาวะกำลังแพร่ออกไป ใช่แล้ว ผู้บัญชาการวิญาณนั่นแหละ ยังไงทุกคนในฮอลล์เพลนก็ต้องผ่านพิธีเปลี่ยนสภาวะนี่นา เอาล่ะๆ นั่งลงก่อนสิ หนึ่งในสถานที่ที่พวกทูตสวรรค์สร้างผลงานไว้มากมายก็คือพิธีเปลี่ยนสภาะวะนี่แหละ

ที่นั่นเองก็มีเบื้องหลังมากมาย นายลองคิดดูนะ ตอนนั้นทุกคนหมกมุ่นอยู่กับการเอาตัวรอด ใครจะอยากไปเดินป้วนเปี้ยนในที่ที่มีมอนสเตอร์ตั้ง 7 วัน แต่ก็มีไอ้บ้าที่ทำแบบนั้นอยู่นะ เขาเดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างสนุกสนาน ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะพบมอนสเตอร์ระดับบอสในพิธีเปลี่ยนสภาวะจึงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย หื้ม อะไรนะ นายไม่เคยพบเขาเหรอ คิมซูฮยอนนี่ดูเป็นคนจริงใจนะเนี่ย หมายความว่าไงน่ะเหรอ... ก่อนอื่นขอเบียร์อีกแก้วได้มั้ย แหะๆ ขอบใจนะ!

ลองนึกดูสิ นายก็จำหลังคาสีเหลืองกับหลังคาสีน้ำเงินได้ใช่มั้ย หลังคาสีเหลืองคือห้องพักผ่อน หลังคาสีน้ำเงินคือจุดเซฟพ้อยท์ สิ่งที่จะเห็นได้ก่อนเมื่อเข้าไปข้างในก็คือสัญญาณเตือนใช่มั้ยล่ะ ห้องพักไม่ควรอยู่เกินหนึ่งวัน จุดเซฟพ้อยท์ไม่ควรอยู่เกินสองวัน ถ้าเกินกว่านั้นโอกาสที่จะเจอมอนสเตอร์ระดับบอสก็จะเพิ่มเป็น 100% บรื๋อ~ ขนลุกเลย มันเหมือนเอเลี่ยนที่กินมนุษย์อย่างเอร็ดอร่อย...

อื้ม ฉันเคยเจอมาก่อน ทำยังไงเหรอ ก็วิ่งหนีแบบเอาเป็นเอาตายเลย ที่ตลกคือถ้าแยกตามจุดต่างๆ แบบง่ายๆ นอกจากจุดเริ่มต้น จุดพักผ่อน จุดเซฟ ก็ยังมีอีกอย่างหนึ่งนะ เพิ่งเคยได้ยินล่ะสิ แน่ล่ะ อยากรู้ใช่มั้ยว่าอยู่ที่ไหน

ในพื้นที่รอบนอกของแผนที่ หากออกมาตามทิศทางของป่าก็จะเจอถนนสายใหญ่เส้นหนึ่ง ฉันยังจำได้ มันเป็นถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ แต่ว่าไม่สามารถไปตามทางนั้นได้นะ เพราะมีพวกภูตผีรวมกันอยู่มากมาย ถ้าเราไปตามทางจะเจอเมืองหนึ่ง แต่ว่ากันตามจริงใครจะไปถึงที่นั่นกันล่ะ ฉันไม่อยากเข้าไปในป่า แม้จะเข้าไปในเมืองนั้นได้แต่ก็ไม่ค่อยมีใครรอดออกมา ที่นั่นก็เลยถูกเรียกว่า แทร็บพ้อยท์ มันเป็นกับดักที่แท้จริง

แทร็บพ้อยท์เป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน เป็นสถานที่ที่มีกลิ่นอายของโลกมนุษย์ มันใช้จิตวิทยาของมนุษย์ ทำให้ไม่อยากไปจากที่นี่

สัญญาณเตือนเหรอ มีสิ ต้องมีอยู่แล้ว แต่มันแตกต่างจากสัญญาณเตือนที่อื่น มันถูกเขียนไว้ลวกๆ ทำให้ไม่มีใครใส่ใจ อย่างไรก็ตามเมืองนั้นใช้จิตวิทยาของมนุษย์อย่างชาญฉลาด มันจะทำให้เราไม่อยากจากไป พวกผู้เล่นที่ค้นพบที่นั่นมักจะหยุดอยู่กับที่ ใช้ชีวิตกันสุขสบายและคิดว่าที่นี่ปลอดภัยมากพอที่จะอยู่ยาวในช่วง 7 วัน ตอนที่คิดว่าจะปักหลักอยู่ที่นั่นแหละ ทุกอย่างก็จะจบทันที

หลังจากผ่านไป 2 วันและเข้าสู่วันที่ 3... นายก็รู้ใช่มั้ยล่ะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น หึหึ ฉันรู้ได้ยังไงเหรอ ฮ่าๆ ไม่รู้สิ ฉันขอดื่มอีกหน่อยแล้วกัน


* * *


ในตอนเย็นที่ความมืดค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ยังเร็วไปหน่อยที่จะเรียกว่าเป็นช่วงพลบค่ำ ในป่ามืดกว่าปกติ เมฆก็มืดครึ้ม ผมเริ่มคิดว่าถ้าฝนตกลงมาจะทำอย่างไร

ผมเดินไปตามถนนขรุขระ นึกกระวนกระวายว่าจะเจอหมู่บ้านหรือเปล่า ดูเหมือนจำเป็นจะต้องเร่งฝีเท้าเล็กน้อย ผมเร่งความเร็วด้วยการส่งเวทมนตร์ลงไปที่ขาทั้งสองข้าง ผมรีบเดินพลางนึกถึงภาพอดีตที่เห็นผ่านดวงตาที่ 3

ถึงจะเพียงแค่วินาทีเดียว แต่ผมก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทุกคนผ่านภาพที่มองเห็น

สิ่งที่ผมเห็นคืออันฮยอนทิ้งดาบยาวและโล่ของเขาแล้ววิ่งโดยแบกอันซลไว้บนหลัง ไม่รู้ว่าทำไมแต่สีหน้าดูเร่งรีบมาก

และอียูจองที่วิ่งตามหลังมาก็มีสีหน้าที่ไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นห่วงหรือโกรธ แต่ก็กำลังไล่ตามอันฮยอนอยู่ มีเพียงคิมฮันบยอลเท่านั้นที่ยังดูนิ่งเฉย หล่อนถือโล่และดาบที่อันฮยอนทิ้งไว้ตามมาด้วย

เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับอันซล เกิดอันตรายบางอย่างจากการถูกโจมตีหรืออะไรก็ตามขึ้นกับพวกเขา ดังนั้นผมจึงพยายามจับทางที่กลุ่มของอันฮยอนวิ่งไป

ผมคิดว่าจะได้เจอหมู่บ้านถ้าไปตามทางที่ถูกสร้างขึ้น และเป็นไปได้สูงว่าผมจะได้พบกับกลุ่มของอันฮยอนที่นั่น

อะไรกันแน่ที่โจมตีพวกเขาแบบนั้น เกิดอะไรขึ้น พวกเขาถึงได้รีบร้อนแบบนั้น ผมค่อยๆ สงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าผมจะคิดเท่าไหร่ก็ไม่ได้คำตอบ ผมตัดสินใจว่าค่อยฟังเรื่องราวทีหลังแทน ผมเร่งความเร็วของฝีเท้าอีกครั้ง

ในขณะที่กำลังเดินทาง หยดน้ำเย็นๆ ก็หยดลงมาทำให้แก้มของผมเปียก ผมหยุดเดินและเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็เห็นเม็ดฝนที่ร่วงหล่นลงมาบนใบหน้า


แปะ แปะ แปะ แปะ


ผมมองดูเม็ดฝนที่รินรดลงมาเป็นระยะๆ ผมเช็ดหยดน้ำบนแก้มโดยอัตโนมัติ ผมคิดว่าถ้าไปถึงหมู่บ้านก่อนที่ฝนจะตกหนักไปมากกว่านี้ก็คงจะดี โชคดีที่คำอธิษฐานดังไปถึงสวรรค์ ผมมองเห็นพื้นที่ที่เป็นกลุ่มอาคารซึ่งยืนยันได้ด้วยสายตาอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก

ผมมั่นใจว่าพวกเขาเข้าข้างในหมู่บ้านนั้นไปแล้วแน่ๆ แต่เพราะหมู่บ้านเองก็มีมอนสเตอร์กระจัดกระจายอยู่ ผมจึงเป็นห่วงว่าพวกเขาจะเข้าไปได้โดยปลอดภัยหรือเปล่า ถ้าผมรู้แบบนี้ก็จะรีบตรงมาที่นี่ แทนที่จะมัวเสียเวลา

ในขณะเดียวกันฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ผมอยากจะหลีกเลี่ยงการเดินบนโคลนที่เฉอะแฉะไปด้วยน้ำฝน ผมชะลอความเร็วลง ระยะทางจากหมู่บ้านลดลงเรื่อยๆ ผมแผ่ขยายเวทมนตร์เผื่อตรวจจับความรู้สึก ผมหยุดเดินเมื่อรู้สึกแปลกๆ ต่อหมู่บ้านนี้

“อะ อะไรเนี่ย”

ผมพูดติดอ่างโดยไม่รู้ตัว หัวใจที่ฟื้นตัวแล้วและตรวจจับความรู้สึกได้ละเอียดอ่อนมากขึ้นเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม ผมปลุกพลังเวทย์ขึ้นมาด้วยความประหลาดใจและเดินเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ผมอ้าปากค้างทันที่ที่เข้ามาถึงเมื่อเห็นตึกที่ทันสมัย

‘ในพิธีเปลี่ยนสภาวะมีอาคารที่เห็นตอนอยู่บนโลกด้วยเหรอเนี่ย แถมยังมีเต็มไปหมดเลยแฮะ’

หมู่บ้านนี้ ไม่สิ เรียกว่าหมู่บ้านไม่ได้แล้ว ทุกคนอยู่ในเมืองนี้ตามคาด ผมรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของคนสี่คน โชคดีที่ดูเหมือนว่าทุกคนจะอยู่รวมกันหมด

เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ตอนนี้ผมยังรู้สึกสับสนด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือผมไม่รู้สึกถึงมอนสเตอร์ใดๆ เลยในเมืองนี้ และข้อสองคืออาคารทันสมัยที่ผมเห็น

เมืองในฮอลล์เพลนไม่มีรูปแบบของอาคารที่ทันสมัย แต่เป็นอาคารที่อยู่ในยุคกลาง ที่จริงในพิธีเปลี่ยนสภาวะครั้งแรกของผม ผมต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นั่น แต่ตอนนี้อาคารที่เห็นตอนอยู่บนโลกตั้งอยู่ตรงหน้าผม

ในหัวของผมสับสนวุ่นวายเพราะเรื่องที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ผมก็สงบใจไว้และตัดสินใจจะรอดูสถานการณ์อย่างใจเย็น



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น