โซซอล
facebook-icon

'คิมซูฮยอน' ย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อน เพื่อแก้ไขอดีตในฮอลล์เพลน... แล้วเขาจะทำสำเร็จได้หรือไม่!

ชื่อตอน : ตอนที่ 24

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2562 09:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24
แบบอักษร


“ดึงดูดความสนใจไงล่ะ ฉันจะดึงดูดความสนใจของพวกมันเอง”

“เอ๋ จะล่อมอนสเตอร์ออกไปงั้นเหรอครับ”

ก็คล้ายกันแต่ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย ผมส่ายหน้าไปมา ทุกคนมองผมอย่างเลื่อนลอย แต่คิมฮันบยอลเลิกคิ้วขึ้นราวกับเข้าใจผม อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจำเป็นจะต้องอธิบายเพิ่มเติมสักหน่อย

“ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ล่อออกไป แต่ใช้คนหนึ่งเป็นเหยื่อและดึงพวกมันเข้าหาต่างหาก”

ผมหยุดพูดครู่หนึ่งและชี้นิ้วไปยังป่า เมื่อสายตาของทุกคนมองเข้าไปในป่าผมก็พูดต่อ

“ถ้ามีเสียงดัง พวกมอนสเตอร์ก็จะวิ่งเข้าหาเหยื่อ เราก็รักษาค่าความโกรธของมอนสเตอร์ไปตามสถานการณ์ ในระหว่างที่ดึงดูดความสนใจของพวกมันให้เข้าไปในป่าก็ใช้โอกาสนั้นให้คนอื่นหนีไป แบบนั้นเราก็จะออกจากป่าได้”

ผมเน้นย้ำอย่างมีความหวังว่าเราสามารถออกไปได้ แต่ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ มันไม่ใช่การตอบสนองในเชิงบวก อย่างไรก็ตามดูเหมือนจะไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว ถ้าพวกเขาไม่โต้แย้งอะไร ก็แสดงว่านี่เป็นแผนการที่เหมาะสมแล้ว แน่นอนว่ายังมีบางจุดที่เป็นปัญหาสำคัญต่อการทำแผนการนี้ให้สำเร็จ

ถึงไม่พูดออกมาแต่ก็ชัดเจนมากพอ ใครจะทำหน้าที่เหยื่อล่อล่ะ ถ้าพวกมันเชื่องช้าเหมือนซอมบี้ก็ยังจะพอเป็นไปได้บ้าง แต่เดดแมนเมื่อเจอเหยื่อก็จะเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง จากนั้นคนที่ทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อก็จะถูกล้อมในพริบตาและกลายเป็นอาหารของพวกมัน

ทุกคนสบตากันอยู่ครู่ใหญ่ คิมฮันบยอลหันมาชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่สำคัญ

“ก็หมายความว่าสุดท้ายแล้วคนๆ นั้นก็จะต้องเสียสละตัวเองใช่มั้ยคะ”

“ใช่แล้วล่ะ”

“ถ้างั้นใครจะเป็นคนอาสาล่ะคะ”

ไร้ซึ่งคำตอบ ช่วงเวลาที่จะได้ออกไปจากป่าอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าใครก็คงลังเลที่จะก้าวออกมาอาสา เพราะผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี หลังจากที่ถอนหายใจเบาๆ ผมก็ยกมือขึ้น แทนที่จะให้คนอื่นไป สู้ให้ผมเป็นเหยื่อล่อเสียเองจะรู้สึกสบายใจมากกว่า

“คนที่เสนอขึ้นมาก็ต้องทำสิ ฉันจะทำเอง”

“ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะคะ มันอันตรายมาก”

“พี่คะ ฮันบยอลพูดถูกนะ เราไปซ่อนตัวแล้วก็รออีกหน่อยดีกว่า”

คิมฮันบยอลไม่เห็นด้วยในทันทีและอียูจองก็พยายามจะเกลี้ยกล่อม แต่เพราะท่าทีเหล่านี้อยู่ในการคาดเดาของผมอยู่แล้ว ผมจึงพูดในสิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามาแล้ว

“จะรอตลอดไปไม่ได้หรอกนะ มันจะเจอพวกเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

“เราลองไปทางอื่นก็ได้นี่คะ”

คราวนี้คิมฮันบยอลเสนอขึ้นมา และในคราวนี้ผมก็ส่ายหน้าและเอ่ยแย้ง

“การเปลี่ยนเส้นทางต้องใช้เวลา และนี่ก็เย็นแล้ว ถ้าเราอยากออกไปจากที่นี่ ตอนนี้ก็เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว”

“แต่ว่า...”

ผมพูดด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติเมื่อคิมฮันบยอลยังดูคลางแคลงใจ แน่นอนว่าผมยังจำใบหน้าที่อึดอัดกับการพูดไม่เป็นทางการของอียูจองได้ ดังนั้นผมจึงยังไม่พูดอะไรกับคิมฮันบยอล

“หากไม่มีโอกาสเราก็ต้องสร้างขึ้นเอง ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นต่อให้เราเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น”

เมื่อหาข้อโต้แย้งไม่ได้คิมฮันบยอลจึงปิดปากเงียบด้วยสีหน้าหนักใจ ช่วงเวลาแห่งความเงียบผ่านไป ใจหนึ่งพวกเขาก็โล่งใจที่ตัวเองไม่ต้องเป็นเหยื่อล่อ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกผิดกับผม ส่วนนี้คือความแตกต่างของคนเหล่านี้กับพัคดงกอล

พัคดงกอลนั้นเรียกได้ว่าเป็นจอมเสแสร้ง หากเรายืนอยู่ในจุดเดียวกัน พัคดงกอลก็คงจะคิดเหมือนๆ กับผมประมาณหนึ่ง ถ้าเป็นตัวผมเมื่อก่อนก็คงตะคอกให้พวกเขาเลิกสั่นกลัวสักที แต่สำหรับพวกเขาจำเป็นจะต้องมีพี่ชายที่คอยช่วยเหลือเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง

บางทีถ้าพัคดงกอลควบคุมตัวเองไม่ให้วุ่นวายหรือพอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ผมก็คงไม่ปล่อยเขาไปเฉยๆ ผมหัวเราะกับจินตนาการที่ไม่น่านึกถึง

คนที่คาดไม่ถึงพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน

“ถ้าอย่างนั้นพะ... พี่ซูฮยอนก็จะเป็นอันตรายนี่คะ”

เมื่อผมหันไป อันซลกำลังพึมพำด้วยใบหน้าแดงก่ำ เธอเป็นห่วงผมงั้นเหรอ ด้วยหัวใจที่น่าชื่นชม ผมอยากจะหอมแก้มเธอ แต่เห็นอันฮยอนที่มองมาอย่างทื่อทึ่มแล้ว ผมจึงแค่ยิ้มชอบใจ ผมแสร้งมองไปรอบๆ พลางพูดขึ้น

“โอกาสที่จะได้ออกจากป่ามาถึงแล้ว เราไม่สามารถทิ้งโอกาสนี้ไปได้ ฉันคิดไว้แล้วว่าเราจะต้องเผชิญหน้ากับอันตราย ก็แค่เวลานั้นมาถึงเร็วไปหน่อยเท่านั้นเอง”

“แต่ว่า...”

“อาจจะฟังดูน่าขำที่คนพูดเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบสาม แต่ในที่นี้ฉันอายุมากที่สุดนี่นา ถ้าฉันไม่ทำตอนนี้ จะได้ทำเมื่อไหร่กันล่ะ”

พอพูดจาดูดี สีหน้าของอันซลก็สดใสขึ้นเล็กน้อย อันฮยอนที่เงียบมาจนถึงตอนนี้เปิดปากพูดเป็นครั้งแรก เป็นใบหน้าที่ตัดสินใจดีแล้วหลังจากคิดทบทวนอะไรบางอย่าง

“พี่ครับ”

“อืม”

“ดูจากที่เราสู้กับมอนสเตอร์เมื่อกี้ ปกติพวกมันจะเดินไปเดินมา แต่ถ้าเจอคน มันก็จะเริ่มวิ่ง มีความเป็นไปได้ที่จะถูกจับได้ในตอนที่ดึงดูดความสนใจพวกมันนะครับ”

“ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่มันก็แค่เดินเร็วขึ้นเท่านั้นเองนี่ ฉันมั่นใจว่าถ้าวิ่งเต็มที่ พวกมันจับฉันไม่ได้หรอก ฉันจะคิดว่าเป็นการวิ่งขานชื่อตอนเช้าในกรมทหารก็แล้วกัน”

“ต่อให้พวกเราหนีไปได้สำเร็จ... ตะ... แต่...พี่คะ... หลังจากนั้น... พี่จะออกมาได้ยังไงล่ะคะ”

คิมฮันบยอลที่อยู่เงียบๆ แย้งขึ้นมาอีก ทำไมอยู่ดีๆ ก็เป็นแบบนี้ล่ะ แล้วเมื่อกี้เรียกผมว่าพี่งั้นเหรอ ฟังผิดไปหรือเปล่านะ ผมเอียงคอตอบหล่อนไป

“เรื่องนั้นไว้ถึงตอนนั้นก่อนแล้วจะลองคิดดู ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่าวิธีนี้อีกแล้ว ตอนนี้ให้ทุกคนรวมทั้งคุณฮันบยอลคิดแค่ว่าจะออกไปจากป่านี้ก็พอครับ”

“ถ้างั้นผมจะทำด้วย ผมปล่อยให้พี่ทำแบบนั้นคนเดียวไม่ได้หรอกนะครับ ผมจะไปด้วยครับ”

นายอยู่เฉยๆ น่ะดีแล้ว เมื่ออันฮยอนพูดจบ ดวงตาของอันซลก็เบิกกว้าง เธอคว้าเสื้อของเขาไว้ทันที ผมมองท่าทางอวดดีของอันฮยอนพลางถอนหายใจ

“ไม่ได้หรอก นายต้องไปกับเด็กพวกนี้”

“ทำไมล่ะครับ พี่ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายคนเดียวนี่ครับ”

“ต่อให้ข้ามกำแพงไปแล้ว ก็อาจจะมีพวกนั้นอยู่อีกก็ได้ ต้องมีสักคนที่ปกป้องทุกคนจากเรื่องไม่คาดฝันสิ และการมีเหยื่อล่อคนเดียวก็ง่ายกว่า”

“แต่...”

“และนายมีน้องสาว”

อันฮยอนถึงกับหุบปากทันที อันซลมองมาที่ผมด้วยแววตาสับสน ทั้งขอบคุณ เป็นห่วงและขอโทษ ปกติแล้วผมค่อยข้างเกลียดเด็กแบบอันซล แต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่เกลียดอะไรเธอเลยสักนิด

เวลาผ่านไปเล็กน้อย อันฮยอนจึงพยักหน้าอย่างจำยอม

“...เข้าใจแล้วครับ ถ้างั้นก็ฝากด้วยนะครับพี่”

“อืม ฉันเองก็อยากรอดเหมือนกัน เชื่อฉันสักครั้งนะ”

“ครับ ผมเชื่อพี่”

“เชื่อสิ คิดอะไรก็ต้องทำเลย เพราะงั้นเริ่มเลยนะ ทุกคนก้มลง ถ้าคิดว่าฉันดึงดูดความสนใจของพวกมันได้แล้ว ฮยอน นายก็รีบพาทุกคนวิ่งหนีไปซะ อย่าหันหลังกลับมานะ อย่าวิ่งกลับมาเหมือนคนโง่ วิ่งไปข้างหน้าเท่านั้นเข้าใจมั้ย”

พวกผู้หญิงไม่พูดอะไร แต่ละคนทำสีหน้าแตกต่างกัน ผมเห็นความโล่งใจที่จะรอดชีวิตและความรู้สึกผิดที่ไม่ได้อาสาตอนที่ผมถามว่าใครจะเป็นเหยื่อล่อ ก่อนที่ผมจะเตรียมความพร้อมและบรรจุลูกธนูก็ได้ยินคิมฮันบยอล อียูจองและอันซลพูดกันคนละประโยค

“ขอโทษนะคะ”

“พี่คะ... ขอบคุณนะ ห้ามตายเด็ดขาดเลยนะคะ”

“ระวังตัวด้วยนะคะ”

ผมตอบอย่างหนักแน่นกับท่าทางเป็นห่วงของพวกเขา

“โชคดี”


ผมเริ่มเคลื่อนไหวทันที แน่นอนว่าผมไม่ได้ส่งเสียงดังทันทีที่ออกมาจากที่ซ่อนของทุกคน ถ้าผมเริ่มส่งเสียงตอนนี้ เราอาจจะโชคร้าย ทุกคนที่ซ่อนอยู่ก็จะถูกจับไปด้วย

ผมมองไปรอบๆ บริเวณนี้อย่างรวดเร็ว และเห็นก้อนหินที่อยู่ปลายเนินลาดชั้น ผมคิดว่าถ้าปีนขึ้นไปบนนั้น ผมก็จะสามารถมองเห็นสถานการณ์ด้านนอกได้และพวกเดดแมนทั้งหมดก็จะเห็นผมเช่นกัน ต้นไม้ไม่ได้มีเส้นรอบวงใหญ่เหมือนก่อนหน้านี้แต่มันก็ใหญ่พอที่คนๆ เดียวจะซ่อนตัว

ก้มตัวให้ต่ำที่สุดและค่อยๆ ย้ายจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง ผมต้องกลั้นเสียงลมหายใจ ก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบและเคลื่อนไหวโดยไม่ให้พวกมันเห็น มันไม่ยากอย่างที่คิดเพราะผมมีประสบการณ์มากมายจากการซ่อนตัว ตอนนั้นเองผมก็นึกถึงเหตุการณ์ในพิธีเปลี่ยนสภาวะครั้งแรกขึ้นมา

ที่พื้นที่ว่างพัคดงกอลและอียูจองมีปากเสียงกันและพวกเดดแมนก็แห่กันมาเพราะก้อนหินที่พัคดงกอลเตะไป ผมในตอนนั้นคิดหาทางเอาตัวรอดคนเดียวและวิ่งหนีไปคนเดียว ผมไม่สามารถจับทิศทางได้และวนเวียนอยู่ในป่าเป็นเวลาสองวัน เมื่อเปรียบเทียบตอนนี้กับตอนนั้นแล้วผมก็หัวเราะออกมา

ผมรับมือได้อย่างใจเย็นๆ มากขึ้น อาจจะมีวิธีอื่นอีกก็ได้ จู่ๆ ผมก็คิดแบบนั้นขึ้นมา


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น