โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13-4 จากไป / เล่มที่ 2 บทที่ 1-1 จุดจบของโลก

ชื่อตอน : บทที่ 13-4 จากไป / เล่มที่ 2 บทที่ 1-1 จุดจบของโลก

คำค้น : พันธะแห่งมังกร นิยายเกาหลี แฟนตาซี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 867

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2562 14:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13-4 จากไป / เล่มที่ 2 บทที่ 1-1 จุดจบของโลก
แบบอักษร

บทที่ 13-4 จากไป

ขณะที่ริกซ์ยักไหล่ แม้เธอจะเผยความอยากรู้ออกมา แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญขนาดนั้น เพราะเธอคงไม่ได้กลับไปยังปราสาทร้าง และคงไม่ได้ทำอะไรบางอย่างเพราะการยึดติดอยู่กับอดีตด้วย

ความทรงจำนั้น ถ้าเรามีชีวิตอยู่ไปนานๆ ก็คงจะต้องเลือนรางไปและรู้สึกไม่มั่นคงแน่ๆ บางครั้งสีหน้าอันเลื่อนลอยที่มังกรหรือเหล่าเอลฟ์แสดงออกมาเป็นเวลาสั้นๆ แต่กลับทำให้รู้สึกว่ามันช่างคล้ายคลึงกัน มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องคิดจริงจังหรือคิดว่าสำคัญ มันก็แค่โอกาสสุดท้ายเฉยๆ พอได้พูดออกไปแล้วก็ทำให้ไม่มีสิ่งติดค้างอยู่ในใจ

ถ้าหากความกล้าหาญในกายหายไป ตอนนั้นจะเป็นไปได้ไหม แม้จะไม่ได้คาดหวังแบบนั้นเอาไว้ แต่เป็นเรื่องของความอยากรู้อยากเห็น แล้วมันก็สิ้นสุดลงด้วยความอยากรู้อยากเห็นนั้น ไม่ใช่ความทรงจำที่แลกด้วยลมหายใจ

เพราะเหนือสิ่งอื่นใดในภายภาคหน้าก็คงต้องโยนทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไป


“ข้า... มีอีกสองคำถามค่ะ”

“ถามมาสิ”

“เหมือนข้าจะมีชีวิตอยู่ในฐานะนักเวทย์เลยค่ะ ข้าอยากรู้อย่างชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ ท่านมังกรคงจะรู้ใช่ไหมคะ ข้า... เพราะอย่างนั้นข้าถึงได้พูดถึงต้นกำเนิดไงล่ะคะ ต้นกำเนิดของเวทมนตร์ข้าคืออะไรเหรอคะ”


ริกซ์ตั้งใจแสดงเวทมนตร์ออกมาให้เขาดู เธอยื่นมือออกมาอย่างที่เคยทำที่สวน แล้วเรียกกิ่งไม้หรือก้อนหินออกมา ขณะที่มันค้างอยู่กลางอากาศ เก็นทุสก็ฉวยสิ่งของที่กำลังตกลงพื้นไว้ได้หนึ่งอัน

เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง

เก็นทุสแสดงสีหน้าตกใจออกมาเล็กน้อยอีกครั้ง สีหน้าเหมือนกับตอนที่ริกซ์เคลื่อนไหวออกมาต่อหน้าเขาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่ส่งไปยังริกซ์ตลอดมานั้นหายไปในพริบตา มังกรรีบตอบอย่างรวดเร็วต่างจากเอลฟ์


“อยู่ในอากาศ((空)สินะ”

“อากาศเหรอคะ”


เก็นทุสย่อตัวลงให้พอดีกับระดับสายตาของริกซ์ เขามองกิ่งไม้ที่อยู่ในมือของตัวเองพักใหญ่ ก่อนจะยื่นมันให้ริกซ์แล้วพูดออกมา


“มันคือเวทมนตร์ที่ประกอบกันเป็นอากาศ สิ่งที่เจ้าแสดงให้ดูเมื่อครู่ ข้าคิดว่ามันคือการ ‘ใส่ลงไป’ ที่ไหนสักที่  และ ‘เรียกออกมา’ จากที่ไหนสักแห่ง เจ้าใช้เวทมนตร์นั้นหลบออกมาจากปราสาทสินะ”


ริกซ์ที่ได้รับการยืนยันเกี่ยวกับตนเองเป็นครั้งแรกถึงกับอุทานออกมาเบาๆ เก็นทุสที่ย่อตัวอยู่จึงได้ลุกขึ้นอีกครั้ง เขาเดินผละจากเธอไปหลายก้าวและมองดูรอบๆ ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้

ดวงตาสีดำเป็นประกายและแน่วแน่ ขณะที่ขนคิ้วหนาๆ นั้นขมวดแทบจะเป็นปม เขาก็หันกลับมามองริกซ์อีกครั้ง สีหน้าของเขาเหมือนจะสับสนแล้วเขาก็ยิ้มออกมา


“มัน... มันคือเวทมนตร์ที่สาบสูญไปจากโลกนี้นานมากแล้ว ไม่นึกมาก่อนว่าจะได้มาเห็นตอนนี้”


ดวงตาของเก็นทุสที่มองริกซ์นั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก แม้จะเป็นค่ำคืนที่แสงจันทร์สว่างมากพอสมควร แต่ดวงตาที่ไม่ยอมรับแสงแม้แต่น้อยของเขานั้นก็ค่อยๆ เฝ้ามองไปยังริกซ์ ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าขณะที่เขาลูบเส้นผมของริกซ์ เก็นทุสที่แสดงสีหน้าสุขุมนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ แม้เขาจะประกาศออกมาว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ดูท่าเขาเองก็อยากจะลองค้นหาจิตใจของริกซ์ดูเหมือนกัน

เก็นทุสนิ่งเงียบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลยพักใหญ่ คงจะคิดอะไรอยู่คนเดียวถึงได้กัดปากแน่น และกำลังจ้องมาที่เธอ และดูเหมือนเขาจะอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับอยู่อย่างนี้ทั้งคืนจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นแน่ๆ ริกซ์จึงได้เปิดปากเพื่อจะถามคำถามสุดท้าย


“คำถามสุดท้ายค่ะเก็นทุส”


เธอกลั้นลมหายใจ นี่เป็นคำถามที่ริกซ์เคยอยากจะถามกับเขาโดยตรง


“แล้วทำไมท่านปฏิเสธทั้งทายาท ทั้งอิสรภาพ แล้วมาช่วยข้าล่ะคะ”


 เก็นทุสกระตุกยิ้ม


“มันเหมือนว่าข้าช่วยเจ้าเหรอ”

“ค่ะ... ข้าไม่สามารถคาดเดาความหมายลึกไปกว่านั้นได้ ข้ารู้แค่ท่านให้ความช่วยเหลือเท่านั้นค่ะ”


เก็นทุสดึงมือริกซ์มาจับ เขาจับทั้งสองมือมาประสาน และขณะที่ลูบที่ข้อมือของหญิงสาวอย่างระมัดระวัง  เขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นเบามากจนเธอไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรในตอนแรก


“เพราะมังกรต้องหายไปตามเดิมไงล่ะ”


เก็นทุสลูบริกซ์ที่พยายามจะค้นหาความหมายในคำพูดนั้น และยังไม่รู้ว่าตนเองควรจะตอบอะไรออกไปดี แล้วเก็นทุสก็เอ่ยต่อว่า


“การที่ต้องซ่อนตัวจากโลกใบนี้นั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง​ล้วนแต่มีเหตุผล เมื่อถึงเวลานั้น ทั้งมังกร ทั้งเวทมนตร์ก็จะหายไป ยังไงมันก็ไม่มีทางหวนคืนกลับมา ไม่จำเป็นเลยที่จะไปสร้างเหยื่อแบบไร้ความหมาย และเพราะอย่างนั้นจะไม่ทำก็ได้ไม่ใช่เหรอ”


เก็นทุสประทับจูบลงบนข้อมือของริกซ์ แม้กระทั่งภาพของเขาที่คุกเข่าลงข้างหนึ่งภายใต้แสงจันทร์และปรับตัวให้เข้ากับการไหลเวียนของโลกยังดูสูงส่งเลย 


“ถึงข้าจะครอบครองสิทธิพิเศษบนโลกใบนี้ แต่ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพราะเหตุใดต้นกำเนิดนั้นถึงได้ปรากฏออกมาอีกครั้ง และไม่รู้ด้วยว่าทำไมมนุษย์อย่างเจ้าถึงได้ครอบครองมัน แล้วแท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไรกันแน่ ข้าเองก็บอกได้เท่านี้”


เขาหยุดพูดไปสักพัก เพื่อจะพูดคำหนึ่งออกมาอย่างเด็ดขาด


“อย่าไปใช้พลังนั้นเสียล่ะ แล้วอย่าถามอะไรเกี่ยวกับพวกเราอีก แต่จงไปจากที่นี่ซะ อย่าเกี่ยวข้องอะไรกับมังกรไปมากกว่านี้เลย”


ขณะที่เก็นทุสจูบเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยัดของที่ริกซ์ตามหาไว้ในมือของเธอ นั่นคือแผนที่ที่พ่อมดแห่งราชวงศ์เคยพูดถึง ถ้าใช้แผนที่นี้กับใช้ความทรงจำในตอนที่ออกไปข้างนอกกับชีคานก็จะสามารถออกไปนอกอาณาเขตได้ และนี่คือการอำลา เหล่ามังกรไม่สามารถออกไปนอกอาณาเขตได้

สายลมพัดมาอีกแล้ว นี่คือสายลมที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่อยู่ที่ทะเลสาบของอาณาเขตเพื่อจะถวายตัวเป็นเครื่องสังเวยในตอนแรก สายลมที่พัดมาสั้นๆ นั้นทำให้ใบไม้กับใบหญ้ากระจัดกระจายไปทั่ว และยังทำให้เกิดคลื่นแสงสีเขียวอ่อนด้วย นี่เหมือนกับเป็นคำกล่าวลา ได้เวลาที่ต้องไปแล้ว 


“ข้าขอกอดเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม”


ทันทีที่ริกซ์พยักหน้า เขาก็เข้ามากอดหญิงสาวด้วยร่างสั่นไหว เขาไม่ได้กอดแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนตอนที่เขาโอบกอดเธอกลางอากาศ แต่ริกซ์กลับรู้สึกจุกอกโดยไม่รู้ตัว

เขาไม่ได้บีบบังคับ หรือกอดอยู่นานเลยสักนิด แต่เธอกลับหายใจได้ยากลำบาก ไม่รู้เธอจะคิดไปเองหรือเปล่า แต่นิ้วมือของเขาที่ลูบไล้แก้มหรือหลังนั้นเหมือนจะให้ความรู้สึกที่แตกต่าง

ริกซ์ตัวสั่นเทิ้มและทำความเคารพเก็นทุสอย่างอ่อนน้อม เธอคิดจริงจังกับคำที่บอกว่าอย่าใช้พลังนั้น ถ้าหากเป็นเช่นนั้น เธอต้องวิ่งตั้งแต่ตอนนี้แล้ว แทนที่จะเก็บรักษาเวทมนตร์เอาไว้เพื่อไว้ใช้เคลื่อนที่ แต่เธอกลับใช้พลังโอบล้อมที่ขาแล้วหันหลังกลับ วินาทีนั้นริกซ์เอี้ยวตัวไปทางด้านหลังอีกครั้งแล้วใช้แขนโอบกอดตัวเองเอาไว้


“กะ กลับ...”


เก็นทุสกำลังกระชากข้อมือเธอมาจับ การที่เขาจ้องมองเธอแล้วตกใจนั้นเหมือนเป็นการกระทำที่ทำออกไปโดยไม่รู้สึกตัว ทันทีที่สบตากัน เก็นทุสก็ปล่อยมือของริกซ์


“...อย่ากลับมา เข้าใจใช่ไหม”

“ค่ะ ลาก่อนนะคะ”


แม้สิ่งที่อยากจะถามนั้นมีมากกว่านั้น แต่ถ้าหากยังดึงดันอยู่ในเวลาแบบนี้คงต้องแย่แน่ๆ เวลาที่เธอควรจะออกจากปราสาทนั้นก็คือค่ำคืนนี้ เมื่อเธอคุยกับเก็นทุสเสร็จ ความมืดก็ยิ่งโอบล้อมมากขึ้น

ริกซ์เดินไปหลายก้าว และก่อนที่จะออกวิ่งเธอก็หันไปมองข้างหลังอีกครั้ง มือที่เคยจับแขนเธอเอาไว้ยังคงชูขึ้นในอากาศ และเก็นทุสยังคงยืนมองมาที่เธออยู่เหมือนเดิม ดูเหมือนว่าคำที่เขาตั้งใจจะพูดออกมาเป็นคำสุดท้ายนั้นจะมีคำอื่นอีก ริกซ์ส่ายหัวและพยายามไม่คิดอะไรอีก ตอนนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธออีกแล้ว

เธอวิ่งอย่างสุดแรงที่มี ไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว



เล่มที่ 2 บทที่ 1-1 จุดจบของโลก

จุดจบของโลก

สถานที่ที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งของโลก

ทางเหนือของแผ่นดินใหญ่ อาณาเขตของมังกรที่ตั้งอยู่ปลายสุดของชายแดนมีสมญานามว่าอย่างนั้น เป็นสถานที่ที่ไม่ยอมรับอิทธิพลของมนุษย์ ยังคงสวยงามและยังหลงเหลือความเป็นธรรมชาติในแบบยุคโบราณอยู่ ในยุคนี้ที่เวทมนตร์ค่อยๆ หายไป พวกเขาซึ่งเป็นนักเวทย์กลุ่มน้อยที่เหลืออยู่นั้นได้ถูกสถานที่แห่งนี้ดึงดูดใจและบุกเข้าไปราวกับผีเสื้อกลางคืน

เหล่ามนุษย์ที่ไม่รู้จักความเกรงกลัวนั้นเรียกร้องสิทธิ์ในดินแดนแห่งนี้อีกด้วย ทั้งจองหอง และออกเดินทางไกลเพื่อประกาศศักดาและทำลายล้างเป็นเวลาอันยาวนานโดยไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้มันเป็นสถานที่ที่ไม่ว่าใครก็ไม่กล้ามารุกราน

นอกจากผู้คนที่ค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ซึ่งเตร็ดเตร่อยู่บริเวณพรมแดนนั้นแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีมนุษย์คนไหนย่างกรายเข้าไปเลย มนุษย์ได้แต่เฝ้ามองอยู่ในจุดที่ใกล้ที่สุดเพื่อชมความงดงามนั่น สถานที่แห่งนั้นช่างดึงดูดสายตาเสียเหลือเกิน จุดสิ้นสุดของโลกคือสถานที่ที่เป็นเขตแดนของมังกร

สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะย่างกรายเข้าไปเลย ตามบันทึกแล้วนั้น ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีสภาพอากาศอันบ้าคลั่งที่เรียกว่า ‘ภัยพิบัติ’ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เคยจินตนาการไหมว่าคนที่เผลอเข้ามาในสถานที่แห่งนี้คนเดียวนั้นจะอดทนได้สักแค่ไหน

มนุษย์ของอาณาจักรที่กล้าย่างกรายเข้าไปในนั้น รัชทายาทริกซ์คิดว่าคงจะถูกกลืนเข้าไปอยู่ในภัยพิบัติอันเดือดพล่านนั่น และคนผู้นั้นคงเตรียมพร้อมที่จะตายอยู่แล้ว แต่ทว่าเมื่อริกซ์เข้ามาที่นี่ เธอก็ปลุกความคิดที่อยากจะมีชีวิตอยู่ซึ่งเคยถูกแอบซ่อนเอาไว้ในช่วงที่ผ่านมาขึ้นมา

สิ่งที่ริกซ์ถืออยู่ในมือคือแผนที่หน้าตาธรรมดาๆ ทั้งที่เธอแน่ใจว่ามันไม่ใช่สิ่งของธรรมดาทั่วไป แต่มันกลับผิดคาด มันก็แค่กระดาษ แม้จะลองพลิกกลับไปกลับมาดูก็แล้ว แต่มันก็เป็นแค่กระดาษที่วาดรูปแผ่นดินใหญ่และอาณาเขตของมังกรเท่านั้น หากมีจุดที่ต่างออกไป ก็คือมันชี้ให้เห็นถึงเส้นชายแดน

 เหล่ามังกรเรียกสิ่งนั้นว่าชายแดน มนุษย์เองก็เรียกมันว่าชายแดนเหมือนกัน และมีสายน้ำสายหนึ่งโอบล้อมอาณาเขตนั้นอยู่ ภายในอาณาเขตของมังกรที่แบ่งอาณาเขตไปตามละดับนั้น ไม่ว่าภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างบ้าคลั่งสักแค่ไหนก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อภายนอก

แม้ว่าถ้าหากดูแค่แผนที่ของมนุษย์จะรู้สึกว่ามันคับแคบ แต่ริกซ์นั้นรู้ดีว่าข้างในนั้นกว้างใหญ่ไพศาลแค่ไหน ทุกสิ่งทุกอย่างภายในนี้จะใหญ่เป็นสามสี่เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ป่าที่โอบอุ้มสิ่งมีชีวิต ที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของสายน้ำ แม่น้ำที่ไหลวนอยู่เสมอไม่เคยเหือดแห้งนั้นราวกับเป็นรากให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งหมด

ใครบังอาจเรียกที่แห่งนี้ว่าบ้าคลั่งกันนะ บ้างก็เรียกว่าแผ่นดินที่ถูกทอดทิ้ง แม้ว่าเธอจะออกวิ่งและกระโดดขึ้นลงโดยไม่ยอมหยุดพัก แต่เธอก็ยังคงก้มมองดูอาณาเขตนั้นด้วยสายตาปลอดโปร่งจากกลางอากาศ ความรู้สึกพิศวงยังพลุ่งพล่านขึ้นมาเช่นเดิม

สายลมที่พัดผ่านมาที่ใบหูนั้นช่างทำให้อารมณ์ดี ริกซ์ส่งพลังไปยังขา เธอกระโดดได้สูงและไกลมากยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่กระทืบพื้นแล้วพุ่งตัวขึ้นไปนั้น สายลมเย็นสบายในคืนฤดูร้อนต้อนรับเธอ เหมือนกับว่าดวงดาวที่สุกสกาวบนท้องฟ้าไร้เมฆหมอกนั้นจะร่วงหล่นลงมา ดวงจันทร์เองก็ส่องสว่างไปจนถึงเส้นขอบฟ้าไกลๆ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น