เจ้าโง่_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

14th Shoot : พยายามเพื่อกันและกัน

ชื่อตอน : 14th Shoot : พยายามเพื่อกันและกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 733

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2562 22:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
14th Shoot : พยายามเพื่อกันและกัน
แบบอักษร

14th Shoot

พยายามเพื่อกันและกัน

                น้องปุณย์’s Part

                “เตี้ย”

                “อือ…”

                ผมค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นเพราะมีใครมาเรียกชื่อ อาการงัวเงียจากการที่ถูกปลุกก่อนเวลาที่เคยตื่นประจำทำให้ผมอยากที่จะหลับตาต่อไป

                “ปุณย์” น้ำเสียงที่คุ้นเคยกับชื่อผมที่ไม่ค่อยบอกนักที่จะถูกเรียกด้วยน้ำเสียงนั้น

                “ตื่นได้ยัง”

“พะ…พี่ศร อือ…” ผมค่อยๆปรือตาขึ้นมอง แต่สุดท้ายก็ทนความง่วงและอาการหนักอึ้งที่เปลือกตาไม่ไหวจนต้องหลับตาลงนอนต่อ

“กูจะไปวิ่ง มึงจะไปกับกูไหม”

พรึบ!

จนกระทั้งพี่ศรพูดออกมานั้นแหละ ไอ้เจ้าอาการง่วงจนปรือตาไม่ขึ้นของผมไม่รู้หล่นหายไปไหนเลย

“เมื่อกี้พี่ว่าไงนะ”

“เปล่า กูก็แค่เห็นว่ามึงเป็นนักวิ่งไม่ใช่เหรอ ก็เลยจะชวนไปวิ่งด้วยกัน มึงจะไปไหม”

“ครับ ไปครับไป”

“มึงจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมหรือจะไปอาบน้ำก็ได้ เดี๋ยวกูรอ”

“ได้ครับ ผมจะรีบไปอาบเดี๋ยวนี้เลย”

โอ้ยยย! ดีใจชะมัดเลย วันนี้จะได้ไปวิ่งออกกำลังกายกับพี่ศรด้วย ผมรีบลุกจากตียงไปหยิบเอาชุดที่จะใส่วิ่งกับผ้าขนหนูผืนโปรดรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างกระตือรือร้น แค่คิดว่าวันนี้จะได้ไปวิ่งกับพี่ศรผมก็ดีใจจะแย่แล้ว ผมน่ะเคยบอกไว้แล้วไงว่าอยากจะให้กำลังใจพี่ศรในทุกๆทางที่ผมพอจะทำได้ และการได้ทำอะไรไปพร้อมๆกับเขา ได้อยู่ข้างเขาบ่อยๆ แค่นี้ผมก็โคตรจะมีความสุขแล้ว

เส้นทางการวิ่งของพวกผมก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนัก ก็เป็นการวิ่งออกกำลังกายตามถนนรอบๆตึกหอพักนี่เองเพราะว่าตอนนี้พึ่งจะตีห้าเท่านั้นพี่ศรก็เลยไม่ได้พาผมไปวิ่งไกลมาก จะว่าไปถ้าเป็นวันปกตินะ ตีห้าแบบนี้ผมคงง่วงไม่อยากจะตื่นไปแล้ว แต่นี้ไม่รู้ทำไมพอได้ออกมาวิ่งกับพี่ศรแบบนี้แล้วตาสว่างมากๆไม่รู้สึกอยากจะนอนเลยสักนิด

“ทำไมวันนี้พี่ออกมาวิ่งละครับ” ผมวิ่งเข้าไปใกล้อีกคนก่อนจะถามขึ้น

“หืม ทำไมถามแบบนั้น เป็นนักกีฬาก็ต้องออกกำลังกายอยู่เสมอไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่แบบนั้นครับ ก็ปกติผมไม่ค่อยเห็นพี่ศรออกมาวิ่งตอนเช้าเลย ถ้าพี่จะออกกำลังกายหรือวอร์มร่างกายพี่ก็ไปที่สนามกีฬาหลังเลิกเรียนตลอด”

“มาวิ่งเช้าๆแบบนี้แหละดี คนไม่เยอะอากาศก็บริสุทธิ์ ถามมากนี่ทำไมเริ่มเหนื่อยแล้วเหรอไง เป็นนักวิ่งภาษาอะไรวะวิ่งแค่นี้เหนื่อยซะแล้ว” พูดจบพี่ศรก็ยื่นมือมายีหัวผมเล่นจนยุ่งอีกแล้ว

“อะไรเล่า! ผมยังไม่ได้พูดสักหน่อยว่าเหนื่อย พี่คงยังไม่รู้ว่าผมน่ะนักวิ่งระดับภาคเลยนะ แข่งมาแล้วตั้งหลายสนาม วิ่งแค่นี้สบายมาก ผมยังวิ่งได้อีกหลายชั่วโมงเลยจะบอกให้”

“เหรอ แล้วนักวิ่งอะไรปล่อยตัวให้อ้วน”

“อะ…อ้วนเหรอ ผมไม่ได้อ้วนสักหน่อย” อ้วนอะไรกัน ผมตัวเล็กจะตายนะ เสื้อผ้าก็ใส่ไซต์เอสแถมไอ้ไพร์ ไอ้ปัญก็ชอบบ่นผมบ่อยๆว่าผมน่ะตัวเล็กเกินไป

“ไม่อ้วนอะไรแก้มย้วยแล้วเนี่ย”

“อื้อ…” ผมปัดมือพี่ศรที่ยื่นมาดึงแก้มผมเล่นออก แอบรู้สึกร้อนๆที่หน้ากับสายตา สีหน้าและท่าทางหยอกล้อของอีกฝ่าย

“เตี้ยอย่างเดียวก็แย่แล้วนี่จะอ้วนด้วยอีกเหรอ”

“อะไรเล่า! ก็บอกว่าไม่ได้อ้วนไง” ผมทำหน้ามุ่ยใส่

“ถ้าไม่อยากอ้วนก็รีบวิ่งตามมาเร็ว” ทิ้งไว้ด้วยคำพูดกวนๆพี่ศรก็เร่งความเร็ววิ่งห่างออกไป

“พี่ศรบ้า” ผมแอบด่าใครอีกคนเสียงเบา ยิ้มกับตัวเองอย่างไม่รู้ตัวพร้อมมองทอดสายตาตามแผ่นหลังของพี่ศรที่เริ่มวิ่งห่างออกไป

ถ้าผมจะอ้วนก็คงจะเป็นเพราะผมมีความสุขมากแน่ๆ ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าผมน่ะคิดไม่ผิดหรอกที่ตัดสินใจมาหาพี่ที่นี่ ความกลัวที่ผมเคยมีตอนนี้มันหมดไปจากใจผมแล้ว ขอแค่ไอยู่ใกล้ๆพี่ ได้เห็นทุกๆพัฒนาการ ทุกๆความสำเร็จของพี่ จนกว่าจะถึงวันนั้นต่อให้เจอกับอะไรผมก็จะไม่กลัว ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด

ผมรู้ว่าพี่เองก็อาจจะเหนื่อย อาจะท้อเหมือนกัน เพราะกีฬาต่อให้ยังไงมันก็เป็นอะไรที่ต้องใช้ความพยายามและความอดทน ต้องฝึกฝนอยู่ตลอดเวลากว่าจะประสบความสำเร็จ แต่พี่วางใจเถอะครับ จนกว่าจะถึงวันนั้นผมนี่แหละจะอยู่ข้างๆพี่ ไม่ทิ้งพี่ไปไหนแน่นอน

“แฮกๆ”

“อะไรกัน ใครมาเห็นเขาอายเขาแย่เลยนะ นักวิ่งอะไรมานั่งหอบเป็นหมาเหนื่อยแบบนี้”

“…”

“แน่ะ! ว่าแล้วยังจะมามองค้อนให้อีก”

ก็จะไม่ให้มองค้อนได้ยังไงละ พี่ศรน่ะเป็นนักกีฬายิงธนูหรือนักกีฬากรีฑาก็ไม่รู้วิ่งเร็วมากๆเลย ขนาดผมรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดวิ่งตามยังตามไม่ทันเลย แถมตอนนี้พี่ศรยังไม่มีอาการเหนื่อยให้เห็นเลยสักนิด จะมีก็แต่ผมนี่แหละที่นั่งหอบอยู่หน้าหอพัก ไม่มีแรงเถียงพี่ศรอยู่แบบนี้

“พี่…ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

“ก็เหนื่อย แต่คงไม่เท่ามึงหรอกมั้ง” นั้น! เอาเข้าไป กระแทกแดกดันผมเข้าไป

“ผมถามจริงๆเถอะ จริงๆพี่เป็นนักกีฬากรีฑาใช่ไหม พี่ปลอมตัวมาเป็นนักกีฬายิงธนูใช่ไหม”

“นี่แนะ!”

“โอ้ย!”  เจ็บนะเขกลงมาได้ หัวคนนะไม่ใช่ก้อนหิน เดี๋ยวก็ดีดหน้าผาก เดี๋ยวก็บีบจมูก เดี๋ยวก็จับแก้ม มาตอนนี้มาเขกหัวกันอีก

“ไหนบอกว่าเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งไง”

“นั้นมันก็ใช่ แต่ผมก็แค่สงสัย พี่วิ่งเร็วมากแล้วเราก็วิ่งกันตั้งนานพี่ไม่เห็นเหนื่อยเลย”

“แต่ก่อนกูวิ่งบ่อยกว่านี้อีก วิ่งไปถึงตึกนิเทศแล้วก็วิ่งตั้งแต่ตีสี่ทุกวัน”

“หา! ตะ…ตีสี่เหรอ บ้าไปแล้ว นักกีฬายิงธนูต้องวิ่งขนาดนั้นเลยเหรอพี่” บ้าไปแล้วแน่ๆ ตึกนิเทศอยู่ห่างจากตึกคณะผมตั้งไกล ยิ่งถ้าจากหอพักผมนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ไกลมากกก! มากแบบก.ไก่ล้านตัว

“ยิงธนูเหมือนไม่ต้องทำอะไรมากก็จริง แต่ขึ้นชื่อว่ากีฬามันก็ต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายนั้นแหละ ขาต้องแข็งแรง แขนและลำตัวก็ต้องแข็งแรงด้วย เวลาง้างคันธนูจะได้ทำได้เต็มที่และแรงยิงสม่ำเสมอไง”

“อ๋อ แบบนี้นี่เอง แต่ว่า…ต่อไปพี่ก็ต้องวิ่งตั้งแต่ตีสี่ทุกวันเลยเหรอครับ”

“ทำไม”

“ผมก็แค่คิดว่าถ้าผมต้องตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ทุกวันบางทีผมก็…อาจจะไม่ไหว”

“แล้วมึงจะตื่นมาทำไมตั้งแต่ตีสี่”

“ก็ผมต้องมาวิ่งกับพี่ไง พี่พึ่งพูดเองนะว่าผมน่ะเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่ง ต่อไปนี้ถ้าพี่ออกมาวิ่งทุกวันยังไงผมก็ต้องมาด้วยอยู่แล้ว”

“นี่แนะ!”

“โอ้ย! คราวนี้พี่ดีดหน้าผากผมอีกแล้วนะ”

“กูบอกเหรอว่าให้มาด้วยทุกวัน”

“ก็…ไม่ได้บอกครับ” ผมตอบเสียงอ่อย ก็จริงนั้นแหละพี่ศรยังไม่ได้พูดเลยสักคำว่าจะให้ผมมาด้วย

“กูล้อเล่นทำหน้าเศร้าอีกแล้ว บอกแล้วไงว่ากูไม่ชอบเห็นตอนมึงเศร้า”

“…”

“เอาเป็นว่าถ้าวันไหนมึงตื่นไหวหรืออยากมาก็มาแล้วกัน แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจหรือไม่อยากตื่นก็ไม่ต้องมา ตกลงไหม”

“ครับๆ ตกลงครับตกลง” ผมรีบพยักหน้ารับคำ

เอาวะไอ้ปุณย์! ตีสี่ก็ตีสี่ เพื่อพี่ศรแล้วต่อไปนี้เราต้องทำให้ได้ แม้ว่าการตื่นเช้าสำหรับผมมันจะเป็นเรื่องที่โคตรจะยากเลยก็ตามเหอะ ยังไงซะผมก็จะพยายาม

แต่ว่าตอนนี้ขอร้องไห้หน่อยแล้วกัน ฮือๆ

“ปุณย์” 

“ครับ” ผมเงยหน้าขึ้นมอง เป็นอีกครั้งของวันที่พี่ศรเรียกชื่อผม ซึ่งแน่นอนมันทำให้ผมใจสั่นทุกครั้งเลย

“วันนี้ตอนเย็นมึงว่างไหม”

“ว่างครับ วันนี้ผมมีเรียนถึงบ่ายสองพี่มีอะไรเหรอครับ”

“วันนี้กูจะไปซ้อมที่ชมรมตอนเย็น มึง…มึงอยากจะไปดูกูยิงธนูไหม”

“…” สิ่งที่ได้ยินทำผมชะงักนิ่งไปชั่วขณะ

“กูก็แค่คิดว่าวันนี้ ถ้าเกิดกูได้ยิงธนูจริงๆ กูหมายถึงยิงธนูแบบไม่ใช่การแข่งขัน แบบที่กูสามารถยิงให้มึงดูกี่ครั้งก็ได้ มึง…จะอยากไปดูกูไหม”

“พี่ศร…”

“เฮ้ย! มึงจะทำหน้าเศร้าทำไม ถ้ามึงไม่อยากไปก็ไม่เป็นไรนะ กูไม่ได้บังคับ”

“ไปสิครับ ผมอยากไป ไม่สิ! ผมต้องไป ต้องไปแน่ๆแล้วก็ต้องไปให้ได้ด้วย”

“’งั้นเย็นนี้เจอกันนะ กูจะไปรอมึงที่ชมรม”

“อืม…ครับ”

 พี่ศรมีรอยยิ้มเล็กปรากฏขึ้นบนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ผมเองก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นเหมือนกัน ผมรู้สึกได้ ก็ในเมื่อไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธทำไมผมถึงจะไม่ไปละ ผมไม่เคยเบื่อและไม่มีทางเบื่อเลยกับการที่จะได้เห็นพี่ศรยิงธนูอีกครั้ง

ก็ผมชอบพี่ศรตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้าพี่เขาในทีวีเมื่อสองปีก่อน แล้วตอนนั้นพี่ศรก็กำลังยิงธนูอยู่ด้วย แล้วเรื่องอะไรผมจะต้องเบื่อที่จะต้องดูพี่เขายิงธนูด้วยเล่า ก็ในเมื่อผมรักพี่เขาเพราะสิ่งนี้นี่น่า

เป็นอีกวันที่เวลาแต่ละน่าทีช่างรู้สึกว่าจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วที่ผมแอบยิ้มกับตัวเองคนเดียวจนเพื่อนๆต้องเอ่ยถาม

“ฉันเห็นแกยิ้มแบบนี้มาทั้งวันเลยนะปุณย์ มีความสุขอะไรเหรอ”

“เปล่าหรอก ก็แค่วันนี้พี่ศรชวนไปดูเขายิงธนูน่ะ” ผมบอกเจนที่ถามขึ้นอย่างอารมณ์ดี

วันนี้ผมเข้าเรียนกับเจนแค่สองคนเพราะวิชานี้เจสสิก้าไม่ได้ลงเรียนด้วยก็เลยไม่เจอกัน ดูเหมือนข่าวเรื่องที่พี่ศรกลับมายิงธนูอีกครั้งจะเป็นที่รับรู้กันทั่วทั้งคณะแล้ว แต่มันเป็นเพราะผมไม่ค่อยรู้จักใครก็เลยไม่รู้เรื่องพวกนี้ จนกระทั่งเจนมาถามผมนั้นแหละถึงได้รู้ว่าคนอื่นๆก็รู้สึกแปลกใจกันมากๆที่พี่ศรกลับมายิงธนูอีกครั้ง

“ได้เป็นน้องเมทพี่ศรนี่มันดีจริงๆเลยเนอะ ฉันเคยเห็นพี่ศรตอนอยู่กับพวกเพื่อนปีสองของพี่เขาก็ไม่เห็นเขาจะแสดงอาการหรือสีหน้าอะไรเลยนอกจากหน้านิ่งๆแบบเดียว แต่ฉันเห็นว่าเวลาเขามาหาแกเขามีรีแอคชั่นแบบอื่นด้วยนะ ฉันเคยเห็นเขายิ้มตอนคุยกับแกด้วย แสดงว่าสนิทกันมากละสิ” เจนถาม

“ก็...ไม่สนิทเท่าไหร่หรอก”

“แหม…ไม่สนิทอะไรกันละ นี่ถึงขนาดชวนแกไปยิงดูเขายิงธนูด้วยฉันว่าไม่ธรรมดาแล้วมั้ง”

“…”

“แซวนิดแซวหน่อยหน้าแดงเลยนะ แค่ล้อเล่นเอง”

“หน้าเราแดงเหรอ”

“แดงสิ แดงมากๆด้วย”

“จริงเหรอ” ผมยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองอย่างเขินอาย สงสัยจะแดงจริงๆอย่างที่เจนว่านั้นแหละ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกร้อนๆที่หน้าแปลกๆด้วย ก็จะทำยังไงได้เล่า ในเมื่อเวลาพูดหรือนึกถึงพี่ศรทีไรมันเป็นแบบนี้ทุกทีนี่น่า

หลังเลิกเรียนตอนบ่ายสองโมง ผมกับเจนไปหาข้อมูลทำรายงานที่อาจารย์สั่งที่ห้องสมุดคณะ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันผมถูกเจนถามเกี้ยวกับเรื่องพี่ศรตลอดเลย ตอบได้บ้างไม่ได้บ้างจนถูกเจนเอ็ดเอาเหมือนกันว่าผมเป็นน้องเมทที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรของพี่เขาเลย ผมก็ยอมรับว่าถึงผมจะอยู่ห้องเดียวกับพี่ศร แต่เรื่องราวชีวิตส่วนใหญ่ของพี่ศรผมแทบจะไม่รู้เลย ที่จริงผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย ก็มันเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่เขานี่ ผมน่ะขอรู้แค่เรื่องที่พี่เขาอยากจะให้รู้ก็พอแล้ว

“พี่ศรมีแฟนยัง”

“เราไม่รู้หรอกเจน แต่คิดว่าคงไม่มีมั้ง”

“เหรอ นั้นสิเนอะเห็นไปไหนมาไหนพี่ศรก็ไปคนเดียว นอกนั้นก็มีแต่แกนี่แหละที่ฉันเห็นพี่ศรยอมให้ไปไหนมาไหนกับเขาด้วย เขาจีบแกหรือเปล่า”

“จะ…จีบอะไรกันละเจน เรากับพี่ศรก็เป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องกันนะ แถมที่เราไปไหนมาไหนกับพี่ศรก็แค่มาคณะ ไปกินข้าว ไปสนามกีฬา หรือแค่กลับหอแค่นั้นเอง”

“งั้นเหรอ เอ้า! แล้วแกจะหน้าแดงทำไมอีกแล้วเนี่ยปุณย์” พูดจบเจนก็ยื่นมือมาจับแก้มผมแล้วออกแรงดึงเบาๆ ผมรีบเบี่ยงหน้าหลบสายตาก่อนจะรีบพูดตัดบทเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย

“จะสี่โมงเย็นแล้ว เราไปหาพี่ศรที่สนามก่อนนะ”

“จะไปแล้วเหรอ เดี๋ยวสิปุณย์!”

ผมไม่ได้สนใจหรือหันกลับไปมองเจนอีกเลย พอได้พูดออกไปแบบนั้นแล้วรีบก้าวเท้าเดินออกมาให้เร็วที่สุด

จีบเหรอ? จีบบ้าอะไรกันเล่า พี่ศรเนี่ยนะจะจีบผม ชอบทำหน้าดุ ชอบแกล้ง ชอบเรียกผมว่าไอ้เตี้ยแบบนั้นจะมาจีบผมได้ยังไง

เจนน่ะมั่วแล้ว!

ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะข่มความเขินอายของตัวเองให้มันสงบลง ระหว่างทางผมมั่นใจว่าตัวเองจะต้องหน้าแดงอย่างที่ชอบเป็นแน่ๆก็เลยเลือกที่จะแวะไปส่องกระจกสำรวจตัวเองในห้องน้ำของตึกคณะอื่นที่ผมเดินผ่านก่อนซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมคิดเลยว่ามันหน้าแดงมากๆเลย

โอ้ยไอ้ปุณย์! เป็นอะไรของแกวะ ทำไมช่วงนี้ถึงควบคุมอะไรในตัวเองไม่ได้เลย ยิ่งพักหลังๆได้ใกล้ชิดกับพี่ศรมากขึ้นผมยิ่งควบคุมอะไรไม่ได้ เวลาอยู่ใกล้พี่ศรที่ไรรอยยิ้มกับหน้าแดงๆมันชอบเกิดขึ้นเองอย่างควบคุมไม่ได้ตลอดเลย

“มาช้านะ” ทันทีที่เข้ามาชมรมยิงธนูก็ถูกพี่ศรที่เหมือนกำลังเช็คความเรียบร้อยของคันธนูถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างที่พี่เขาชอบทำ

“ขอโทษครับ พอดีผม…หลงทาง”

“หลงทาง มึงเนี่ยนะ?”

“ครับ” ผมพยักหน้ารับเบาๆ รู้สึกอายมากๆเลย ถ้าเป็นมาจากคณะแล้วมาที่ชมรมยิงธนูเลยมันก็ไม่หลงหรอกเพราะผมมาออกจะบ่อย แต่ว่าวันนี้ผมไปแวะเข้าห้องน้ำที่คณะครุศาสตร์ที่อยู่ระหว่างทางมา พอตอนออกผมไม่ได้ออกทางเดิมเพราะคิดว่าคงจะหาทางลัดมาที่นี่ได้ แต่พอเอาเข้าจริงๆผลเกิดขึ้นก็คือหลงทางแบบนี้ไง

“ไหนบอกจะไม่ทำตัวให้กูเป็นห่วงแล้วไง”

“ขอโทษครับ”

พี่ศรนิ่งเงียบไปสักพัก ผมเองก็เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตา เฮ้อ! ก็คงจะทำให้พี่ศรโกรธอีกแล้วแน่ๆเลย วันนี้พี่ศรอุตส่าห์ชวนมาดูเขายิงธนูแท้ๆเลย โอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆนะ ทั้งๆที่ผมบอกว่าตัวเองน่ะเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งแล้วแท้ๆ แต่แค่วันนี้ยังมาสายจนทำให้พี่ศรต้องรอ ถ้าพี่เขาจะโกรธก็คงจะไม่แปลกหรอก

ที่ทำได้ตอนนี้ก็คงจะแค่ก้มหน้าคอยมองดูปลายเท้าของอีกคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

“ทำหน้าบูดเป็นตูดหมูอีกแล้ว”

“อ๊ะ! จมูกผม”  

นึกว่าจะโดนพี่ศรดุเอาแล้วซะอีก แต่ผิดคาดนอกจากพี่ศรจะไม่ดุ ไม่ทำหน้าโหดใส่ผมแล้วยังมาแกล้งผมเล่นด้วยการบีบจมูกผมไว้แน่นอีก

“แกล้งเล่นแค่นี้ทำไมต้องทำหน้าบูดด้วย”

“พี่ไม่ได้โกรธผมเหรอ ผมนึกว่าพี่จะโกรธผมซะอีกที่ผมมาสาย”

“ก็…อาจจะโกรธมั้ง”

“พี่ศร…” อย่ามั้งดิพี่ จะโกรธก็โกรธไปเลย มาเติมความว่ามั้งต่อท้ายแบบนี้ผมใจคอไม่ดีเอาซะเลย

“กูจะโกรธมึงทำไม ก็บอกแล้วไงว่าวันนี้จะยิงธนูให้มึงดู ยังไงกูก็ต้องรอมึงอยู่แล้วไหม”

“…”

“เมื่อกี้ยังทำหน้าบูด ตอนนี้มาทำหน้าซึ้งอีกแล้ว อารมณ์แปรปรวนน่ะมึงเนี่ย สรุปเอายังไงจะดูไหมถ้าไม่ดูกูจะได้เก็บอุปกรณ์กลับ”

“ดูสิครับผมจะดู” ผมรีบจับแขนพี่ศร ร้องห้ามอีกคนไว้เพราะพี่ศรทำท่าจะเก็บอุปกรณ์จริงๆอย่างที่พูด ทำไมเป็นคนใจร้อนแบบนี้ก็ไม่รู้

“ก็นึกว่าจะไม่อยากดูแล้ว”

“ผมต้องอยากดูสิครับ ก็พี่อุตส่าห์ชวนผมมาทั้งที่ แล้วนี่…ไม่มีใครอยู่เลยเหรอครับ” ผมมองไปรอบๆ ตอนนี้ในชมรมไม่มีใครอยู่จริงๆแฮะ โค้ชเอกหรือคนอื่นๆก็ไม่มีใครอยู่เลย

“ไม่อยู่หรอก เห็นว่ามีไปแข่งกันข้างนอก” พี่ศรตอบ

“อ้าว! แล้วแบบนี้พี่ไม่ต้องไปด้วยหรอกเหรอครับ”

“นี่แนะ!”

“โอ้ย! พี่จะดีดหน้าผากผมทำไมเนี่ย เจ็บนะ”

“ลืมไปแล้วหรือไงว่ากูพึ่งจะกลับมายิงธนูได้ไม่กี่วันเอง จะให้กูไปแข่งกับคนอื่นแล้วหรือไง แพ้เขาพอดี”

“ไม่แพ้หรอกน่าเชื่อผมสิ พี่ศรของผมน่ะเก่งจะตาย”

“พี่ศรของผมเหรอ” อีกฝ่ายทวนคำ สายตาคมจ้องมองผมนิ่งอย่างเอาคำตอบ

“อะ…เอ่อ…ผมหมายถึง พี่ศรน่ะเก่งอยู่แล้วน่ะครับ ไปแข่งยังไงก็ชนะอยู่แล้ว”

“เพ้อเจ้อน่า เอาเป็นว่าวันนี้ไม่มีใครอยู่ก็ดีแล้วจะได้ยิงให้มึงดูคนเดียวไง ดีไหม”

“ดีครับ ดีๆ” ผมรีบพยักหน้ารับครับ

จากนั้นพี่ศรก็ให้ผมไปนั่งดูอยู่ห่างๆ แต่เพราะความตื่นเต้นของผมเองนี่แหละก็เลยขอเลือกจะมายืนดูอยู่ใกล้ๆแทน ซึ่งพี่ศรก็ไม่ได้ว่าอะไร  พี่ศรตอนนี้ยังดูเท่และหล่อที่สุดในสายตาผมไม่เคยเปลี่ยน สองปีแล้วสินะที่ผมตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ในชุดและท่าทางการยิงธนูของเขา จากวันนั้นจนวันนี้ผมก็ยังคงมีความรู้สึกใจเต้นแรงไม่เคยเปลี่ยน อาจจะใจเต้นแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากที่เคยเห็นแค่ในทีวีหรือในอินเทอร์เนต มาวันนี้ได้เห็นของจริงกับตาตัวเองแล้วรู้สึกดีกว่าตั้งเยอะ ถึงจะเป็นครั้งที่สองแล้วก็ตาม

ครั้งที่เท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญแค่มันทำให้ผมใจเต้นแรงทุกครั้งแล้วก็ไม่เคยเบื่อที่จะดูมันเลย

“หยิบกระบอกลูกธนูให้หน่อยสิ” พี่ศรหันมาบอก

“นี่ครับ” ผมรีบหยิบกระบอกธนูที่บรรจุลูกธนูอยู่เต็มยื่นให้พี่ศร

“มือมึงสั่นนะ”

“หะ…หา! อ๋อ สงสัยผมตื่นเต้นน่ะครับ”

“ตื่นเต้น? ลืมอะไรไปหรือเปล่าคนยิงน่ะกูนะ”

“…” โธ่! ผมรู้แล้วน่า ก็คนมันตื่นเต้นนี่ยังจะมาแซวกันอยู่ได้

“หึ! มึงนี่ดูๆไปก็น่ารักดีนะ”

“พะ…พี่ว่าไงนะ” ผมได้ยินไม่ถนัดเพราะเมื่อกี้พี่ศรพูดเสียงเบามากๆ ได้ยินแค่มึงน่ะหรืออะไรสักอย่าง แต่พอถามอีกทีพี่ศรก็เปลี่ยนเรื่องคุยซะงั้น

“วันนี้ยิงระยะ30เมตรเหมือนวันก่อนนะ มึงอยากเห็นกูได้คะแนนเท่าไหร่ละ”

“เอาสิบแต้มแบบเดิมก็ได้ครับ”

“หืม…สิบแต้มเลยเหรอ งานยากนะเนี่ย”

“ยากตรงไหน หนก่อนพี่ยังทำได้เลยแถมยังเอาชนะพี่เบสได้ด้วย”

“ถ้ากูทำได้มึงจะให้อะไรกู”

“พี่อยากได้อะไรละครับ บอกมาเลยผมให้พี่ได้หมดแหละ”

“ได้หมดแน่นะ”

“ก็…ถ้าแพงมากๆผมก็…ไม่มีเงิน” ผมพูดเสียงอ่อย เพราะมัวแต่ดีใจมากๆที่จะได้เห็นพี่ศรยิงธนูอีกครั้งก็เลยเผลอปากพล่อยพูดออกไปแบบนั้น ถึงตอนนี้ถ้าพี่ศรขอของที่มันแพงมากๆผมก็คงไม่มีเงินซื้อให้หรอก

“กูไม่เอาเงินมึงหรอกน่า”

“แล้วพี่จะเอาอะไรละครับ”

“ไว้เดี๋ยวค่อยบอกอีกทีแล้วกัน”

“…”  พี่ศรไม่ยอมบอกว่าต้องการอะไรจากผมกันแน่ อีกคนทิ้งไว้เพียงสายตาเหมือนพอใจอะไรบางอย่างก่อนจะหันกลับสนใจเป้ายิงธนูที่อยู่ตรงหน้าต่อ

และทันทีที่พี่ศรยืนคร่อมเส้นยิงในท่าที่แสนจะดูดีใจสายตาผมแล้ว คันธนูสีแดงสลับดำที่แสนคุ้นตาของพี่ศรถูกยกขึ้นในท่าพร้อมยิง ตอนนี้ทุกๆอย่างรอบตัวผมดูไร้ความหมายขึ้นมาทันที มันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบในตอนนี้มีแค่ผมกับพี่ศรแค่สองคนเท่านั้น

มีแค่พี่ศรที่กำลังง้างคันธนูเล็งไปที่เป้ายิงตรงหน้า มีแค่ผมที่คอยลุ้นและให้กำลังใจพี่เขาอยู่ไม่ห่าง

และในที่สุด…ลูกธนูก็ถูกยิงออกไป

ปัก!

ลูกธนูดอกแรกปักลงตรงเป้ายิงตรงหมายเลขหก ผมไม่รู้ว่าคะแนนเท่านี้สำหรับการยิงธนูมันจะเป็นยังไง แต่ว่าสีหน้าพี่ศรตอนนี้ดูไม่ดีเลย เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดขึ้นมาบนใบหน้าอีกคน ตอนนี้ท่าทางของพี่ศรดูจริงจังขึ้นกว่าเดิมมากจนผมกังวล

และคันธนูคันเดิมก็ถูกง้างขึ้นในท่าพร้อมยิงอีกครั้ง

ปัก!

ลูกธนูดอกที่สองถูกยิงออกไปอีกครั้ง ผลที่ได้ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจอยู่ดี ลูกธนูดอกแล้วดอกเล่าถูกยิงออกไปจนหมดกระบอก ทุกๆอย่างมันควรจะดีแต่มันไม่เป็นแบบนั้น ผมรู้…ผมรู้เพราะตอนนี้สีหน้าพี่ศรมันฟ้องว่าใครอีกคนกำลังกดดันแค่ไหน

พี่ศรกำลังกดดัน กดดันเพราะเขาต้องการจะยิงธนูให้เข้าตรงกลางเป้าให้ได้ มันเป็นเพราะผม…เพราะผมที่ไปกดดันพี่เขาด้วยการขออะไรโง่ๆแบบนั้น

หมับ!

สิ่งที่ผมเลือกจะทำเมื่อเห็นว่าใครอีกคนกำลังจะเดินไปเก็บลูกธนูที่เป้ายิงก็คือวิ่งเข้าไปสวมกอดเอวพี่ศรไว้ พี่ศรจะยิงต่อ พี่ศรจะยิงตรงกลางเป้าให้ได้สิบแต้มให้ได้ แต่ตอนนี้ผมไม่ต้องการมันแล้ว ผมไม่ต้องการสิบแต้มหรืออะไรทั้งนั้น

“พอแล้วครับ ฮึก! ผมไม่เอาแล้วครับ ไม่เอาสิบแต้มแล้ว”

“แย่มากๆเลย วันนั้นมันก็คงจะแค่บังเอิญจริงๆนั้นแหละ กูมันคงจะห่วยอย่างที่พวกไอ้เบสมันว่า ยิงจนลูกหมดยังไม่เข้ากลางเป้าเลย”

“ฮึก...พี่ทำได้แน่ผมเชื่อ แต่วันนี้…ฮึก ผมไม่อยากให้พี่ยิงแล้ว”

“แล้วนี่มึงจะขี้แยทำไมเนี่ย หา?” พี่ศรแกะมือผมที่สวมกอดเอาเขาออก อีกคนหันกลับมาสวมกอดเอวผมไว้แน่นจนผมต้องซบเข้ากับอกกว้างของพี่ศร ถึงแม้ผมอยากจะห้ามตัวเองว่าให้หยุดร้องไห้ได้แล้ว แต่ดูเหมือนยิ่งคิดแบบนั้นน้ำตาก็ยังไหลออกมาไม่หยุด จนเสื้อพี่ศรเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำตาของตัวผมเอง

“ผมไม่อยากให้พี่ต้องกดดัน”

“กีฬากับความกดดันมันเป้นของคู่กันมึงก็รู้ไม่ใช่เหรอ แล้วยิงธนูน่ะมันต้องยิงบ่อยๆถึงจะเก่งรู้ไหม”

“….” ผมเงียบไม่พูดอะไร จริงอย่างที่พี่ศรว่า ทำไมผมจะไม่รู้ว่ากีฬากับความกดดันมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ผมไม่ชอบ ไม่ชอบเลยที่เห็นพี่ศรกดดันตัวเองเพราะผม

“วันนี้กูคงจะห่วยจริงๆอย่างนั้นแหละ ยิงจนลูกหมดยังไม่เข้ากลางเป้าเลย” พูดจบพี่ศรก็หัวเราะแห้งๆออกมา ผมซุกหน้าลงบนอกกว้างของอีกคนแน่น ส่ายหน้าบอกพี่ศรว่าเขาน่ะไม่ได้ห่วยเลยสักนิด

“แต่กูไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกนะ ก็สัญญากับมึงไปแล้วนี่ว่าจะยิงธนูให้มึงดู”

“พี่ศร…” ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกคน

“เลิกร้องไห้ได้แล้ว” พี่ศรยกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาผมออกอย่างเบามือ “ถึงตอนนี้กูจะยังห่วยอยู่ แต่สักวันนึงกูจะต้องยิงให้ดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้ มึงจะอยู่รอดูไหม”

“ต้องอยู่แน่นอนครับ” ผมพยักหน้ารับ

“แต่กว่าจะถึงตอนนั้นกูก็คงจะต้องซ้อมให้มากขึ้นกว่าเดิมและมันคงจะต้องเหนื่อยมากแน่ๆเลย แต่ไม่ว่ามันจะเหนื่อยแค่ไหน จะต้องท้อต้องเจอกับอะไรบ้างกูก็จะมีมึงอยู่ข้างๆใช่ไหม”

“…” ผมไม่ได้พูดหรือตอบอะไรออกไป ทำเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว่าของพี่ศรอย่างไม่อาย พี่ศรเองก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่กอดตอบผมกลับมาแค่นั้น

ผมขอโทษนะครับ ขอโทษที่ผมมัวแต่คาดหวังว่าจะให้พี่กลับมายิงธนูอย่างเดียว ผมคาดหวังจนผมลืมความรู้สึกของพี่ไป ลืมไปว่าพี่จะต้องกดดันจะต้องเหนื่อยมากแค่ไหน แต่พี่วางใจเถอะครับ ต่อไปผมจะไม่ตั้งคำถาม ไม่ตั้งความต้องการอะไรอีกแล้ว สิ่งที่ผมจะต่อจากนี้คือการยืนอยู่ข้างๆพี่ ให้กำลังใจพี่ ช่วยเหลือพี่ไปตลอดเท่าที่พี่ต้องการ

ผมสัญญาครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็จะไม่ทิ้งพี่ไปไหนแน่นอน เพราะผมคือแฟนคลับอันดับหนึ่งของพี่และผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเลย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น