เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 51 จิตวิญญาณสองตน

ชื่อตอน : บทที่ 51 จิตวิญญาณสองตน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 360

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2562 19:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 51 จิตวิญญาณสองตน
แบบอักษร

ความมืดเริ่มคลืบคลานกลืนกินแสงดวงตะวันเข้าไปเรื่อยๆ บรรยากาศโดยรอบรวมถึงแสงอาทิตย์เริ่มอับแสงลงเรื่อยๆ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นทุกๆร้อยปีในโลกมนุษย์ ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่าสุริยุปราคา

ว่ากันว่าปรากฏการณ์นี้คือช่วงเวลาเพียงไม่นานที่ทำให้ประตูระหว่างโลกมนุษย์และนรกทั้งสองภพเกิดช่องว่างขึ้น เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดประตูนรกขึ้นบนฟากฟ้า เหล่าวิญญาณสามารถกลับมาเยี่ยมเยียนญาติมิตรในโลก ในตอนนี้เฟิงหงหู่จ้องมองดวงอาทิตย์ที่กำลังอับแสงลงไปเรื่อยๆ เขาเฝ้ารอช่วงเวลานี้มาโดยตลอด

โฮกกกก!

เสียงร้องคำรามของพยัคฆ์ได้เรียกสายตาของเฟิงหงหู่ให้กลับมา ถังเฟยหู่ในร่างพยัคฆ์ขาวพุ่งทะยานตรงมายังเขาหมายจะขย้ำคอของเขาให้ขาดเป็นชิ้น! ทันใดนั้นเองชายหนุ่มได้บงการให้หุ่นเชิดศพร่างมนุษย์ที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าไปพัวพันกับพยัคฆ์ขาวตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าเสือขาวตนนี้จะมีกำลังกายที่มหาศาลดุจปีศาจ

“จิตวิญญาณของเขาช่างแข็งแกร่งนัก เกรงว่าการทำนายของท่านอาจารย์จะถูกต้องกว่าหลายส่วน เขาจะต้องเป็นดาวปีศาจมาจุติอย่างแน่นอน หากข้าได้พลังของเขามาแล้ว...ข้าก็จะเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าด้วยพลังอันสมบูรณ์พร้อม” เฟิงหงหู่กล่าวด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่อหนทางของตน เฟิงหงหู่เชื่อมั่นเสมอในพลังของตนเอง พรสวรรค์ของเขาที่ฟ้าประทานมาให้ ความเชื่อมั่นที่มากล้นของเขาจะต่างอันใดเล่ากับความโอหัง เขาไม่สนใจแม้กระทั่งจะต้องทำร้ายครอบครัวของถังเฟยหู่อย่างไรบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำไปก็เพียงเพื่อพลัง!

นี่มิใช่ความผิดบาป! ผู้ฝึกตนในใต้หล้าก็ล้วนต้องการความแข็งแกร่ง! ในตอนนั้นเองที่องค์ชายผู้โอหังได้เรียกธงคำสั่งผืนหนึ่งซึ่งมีขนาดประมาณหนึ่งเซี๊ยะให้มาปรากฏอยู่ในมือ ธงผืนนั้นมีใบธงที่เป็นสีดำสนิทและรอยขาดแหว่งจำนวนมาก ตัวก้านธงทำจากวัตถุแปลกประหลาดสีขาดขุ่นที่ดูไปดูมาแล้วดูคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ที่นำมาแกะสลักจนกลายเป็นก้านธง

ธงสงครามภูติพราย!

เฟิงหงหู่ปลดปล่อยลมปราณใส่ไปยังธงคำสั่งในมือเพื่อให้มันทำงาน ทันใดนั้นเองที่ได้บังเกิดความเชื่อต่อทางจิตระหว่างองค์ชายสองและเหล่าหุ่นเชิดศพทั้งหลาย การโบกสะบัดธงของเขาได้ควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นเชิดศพทั้งหมด การบังคับหุ่นเชิดศพด้วยมือเช่นนี้ทำให้เหล่าศพพวกนี้ขยับเคลื่อนไหวขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม

เคร้ง! เคร้ง!!

เสียงกรงเล็บและคมเขี้ยวของพยัคฆ์ขาวที่ได้ปะทะกับเหล่าหุ่นเชิดศพได้ดังก้องสะท้านไปทั่ว การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วขึ้นของเหล่าหุ่นเชิดศพดูจะไม่มีผลกับเสือขาวตนนี้เสียเท่าไหร นั่นก็เพราะการจู่โจมของเสือขาวนั้นทำไปด้วยสัญชาตญาณของสัตว์และความบ้าคลั่งที่อันแน่นอยู่ภายในใจของมัน

อะไรกันที่ได้ทำให้ถังเฟยหู่อยู่ในสภาพนี้? หากจะพูดไปนั่นก็คือความกลัว! ความกลัวที่จะสูญเสียสิ้นทุกอย่าง แววตาของเขาในตอนนี้นับว่าไม่ต่างจากจิ้นฝานในยามก่อนเลยแม้แต่น้อย การเผาผลาญแก่นโลหิตของถังเฟยหู่ในร่างเสือขาวยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและนั่นทำให้ยิ่งผ่านไปนานเข้า พลังของเสือขาวตนนี้ยิ่งรุนแรงและน่ากลัวยิ่งขึ้น การกระทำเช่นนี้นับว่าไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายแม้แต่น้อย

ไม่นานนักกรงเล็บของถังเฟยหู่ก็เริ่มทำร้ายเหล่าศพไร้ชีวิตพวกนี้ได้ แต่นั่นก็แลกมากับการที่ร่างของเขาถูกกรงเล็บของหุ่นเชิดศพพวกนั้นทำร้าย อีกทั้งบาดแผลเหล่านั้นยังไม่ธรรมดาสามัญอีกด้วย บาดแผลบนร่างของถังเฟยหู่ได้มีไอพิษสีดำลอยขึ้นมาจากบาดแผลพวกนั้น สิ่งนี้ก็คือผลจากพิษศพซึ่งอยู่บนกรงเล็บของหุ่นเชิดไร้ชีวิตพวกนั้น

โฮกกก!

ถังเฟยหู่ในร่างอสูรนั้นร้องคำรามอย่างเจ็บปวด แต่นั้นยิ่งทำให้พยัคฆ์ขาวยิ่งบ้าคลั่งเข้าไปอีก ดวงตาสีฟ้าของเขาราวกับเป็นพายุแห่งความบ้าคลั่งที่พร้อมทำลายล้างทุกสิ่งอย่างที่จะมาขวางทางของเขา! ร่างอันบาดเจ็บนั้นยังคงสู้ต่อไป เขาไม่ยอมแพ้และไม่อาจยอมแพ้ได้อีกด้วย! เขามีแต่ก้าวไม่ข้างหน้าและไม่มีทางที่จะถอยกลับ เขาจำเป็นที่จะต้องก้าวต่อไปเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของตน

ถังหยางหลิวและถังมู่หลิวมองภาพผู้เป็นหลานและบุตรชายด้วยสีหน้าอันเจ็บปวด นอกจากพวกเขาไม่อาจช่วยอะไรได้…พวกเขากลับกลายเป็นภาระหนึ่งที่ถังเฟยหู่ไม่อาจปล่อยวางได้

กรงเล็บอันแหลมคมของพยัคฆ์ขาวยังคงวาดออกไปอย่างต่อเนื่องจนเกิดเสียงลมอันหนักหน่วงพุ่งแหวกอากาศไป และในตอนนั้นเองที่การเผาผลาญแก่นโลหิตของถังเฟยหู่มาถึงจุดหนึ่ง มันได้ทำให้บังเกิดพลังสายฟ้าขึ้นปกคลุมร่างของถังเฟยหู่ไว้ เมื่อพวกศพเดินได้เหล่านั้นเจอเข้ากับศาสตร์แห่งการทำลายล้างจากพลังอัสนี ร่างของมันก็ได้เกิดการเผาไหม้ด้วยพลังสายฟ้าฟาดเหล่านั้นจนส่งกลิ่นเหม็นไหม้ออกมาเลาๆ

“สายเลือดเซียนพยัคฆ์ของพี่ใหญ่เป็นธาตุสายฟ้าเหมือนกับท่านลุงจริงๆด้วย พลังศาสตร์แห่งการทำลายล้างมีพลังแฝงของการเผาไหม้จากอัสนีที่ให้ผลไม่ต่างจากผลของการเผาไหม้จากธาตุเพลิงมากนัก นับว่าเป็นดาวข่มสำหรับศาสตร์หุ่นเชิดศพยิ่งนัก” เฟิงหงหู่กล่าววิเคราะห์การต่อสู้ตรงหน้า เขายังคงโบกาะบัดธงเพื่อเข้าบังคับหุ่นเชิดศพให้ต่อสู้กับถังเฟยหู่อย่างไม่รู้จักเหนื่อย

สำหรับนายของหุ่นเชิดศพแล้วย่อมเป็นที่ได้เปรียบกว่าในการต่อสู้ระยะยาวอยู่แล้ว พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เปลืองแรงอะไรมากมาย สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการบังคับศพทั้งหลายให้เข้าพัวพันต่อสู้กับอีกฝ่ายหนึ่ง การต่อสู้ในครั้งนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีได้อย่างหนึ่ง ถังเฟยหู่ที่กำลังเผาผลาญชีวิตของตนเองไปเรื่อยๆสุดท้ายแล้วก็ไม่อาจหนีรอดเงื้อมมือของเฟิงหงหู่ไปได้เลย นี่จึงทำให้องค์ชายสองใจเย็นยิ่งนัก

“อย่าได้ต่อสู้ยืดเยื้อให้มากนัก นี่อาจส่งผลต่อแผนการของพวกเรา” เงาดำมรณะผู้เป็นอาจารย์ได้กล่าวกับศิษย์ของตน เฟิงหงหู่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาได้เก็บธงคำสั่งไปจากนั้นก็ได้ย่างสามขุมเข้าไปหาพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่โตตรงหน้า

“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน พยัคฆ์ก็ย่อมต้องเจมกับพยัคฆ์เหมือนกัน!” เฟิงหงหู่กล่าวเสร็จก็ได้ปลดปล่อยละอองปราณสีฟ้าเยือกแข็งจำนวนมากออกมา เสียงคำรามเลือนลั่นของอสูรร้ายดังสะท้านก้องออกมาจากห้วงวิญญาณของเขา! ละอองปราณสีฟ้าหมุนวนรอบกายของเขาจนบังเกิดภาพมายาราวกับพายุหมุนอันบ้านคลั่ง!

โฮกกกก!

ในตอนนั้นเองที่เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นที่ด้านหลังของเฟิงหงหู่ ละอองปราณสีฟ้าได้รวมตัวกันจนกลายเป็นจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่โตที่เบื้องหลัง รูปร่างและขนาดของมันนั้นแทบไม่ต่างจากร่างจิตวิญญาณของถังเฟยหู่เลยแม้แต่น้อย จะแตกต่างกันเพียงแค่รัศมีพลังที่พยัคฆ์ขาวของเฟิงหงหู่ส่งออกมานั้นคือพลังสุดเยือกแข็งประเภทหนึ่ง ทันทีที่พยัคฆ์ขาวเยือกแข็งได้ปรากฏตัวออกมา มันก็ได้พุ่งโจนทะยานเข้าไปห้ำหั่นกับถังเฟยหู่ในทันที

ชุดเชิดศพร่างมนุษย์ที่เหลือทั้งหมดเลิกพัวมันถังเฟยหู่ให้มากความและถอยฉากกลับมา เฟิงหงหู่เก็บร่างศพของพวกมันกลับไป ด้วยความหยิ่งยโสขององค์ชายสองทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อเข้าต่อกรกับคนผู้หนึ่ง

“ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทนได้อีกนานเพียงใดกัน” เฟิงหงหู่กล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา เขาสั่งการให้จิตวิญญาณอันทรงพลังของตนพุ่งออกไปด้วยความเร็วเพื่อกระแทกเข้ากับร่างของถังเฟยหู่! เสียงของเนื้อและกระดูกที่เข้ากระทบกันได้ดังก้องสะท้านออกไปทั้งสี่ทิศแปดทาง ร่างของถังเฟยหู่กระเด็นลอยออกไปไกลกว่าหลายก้าวก่อนที่จะกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง เลือดหลั่งไหลออกเป็นทางทั่วทั้งร่างของถังเฟยหู่ อาบย้อมจนขนสีขาวทั้งหมดเกือบกลายเป็นสีแดงฉานไป

ส่วนจิตวิญญาณของเฟิงหงหู่แม้จะถูกแรงปะทะกระแทกกลับมาแต่ก็ไม่หนักหนาเท่ากับถังเฟยหู่ พลังของมันนับว่าเต็มเปียมและมากล้นกว่าถังเฟยหู่นัก หากจะถามว่าทำไมละก็ นั่นก็เพราะว่าพยัคฆ์ขาวของเฟิงหงหู่กลับเป็นจิตวิญญาณระดับหกขั้นสุดยอดที่ใกล้เคียงกับระดับเจ็ดเป็นอย่างมาก!

พยัคฆ์ขาวขององค์ชายสองเป็นที่ลือลั่นไปทั่วทั้งแคว้น เขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ของจิตวิญญาณระดับหกมาแต่กำเนิด เป็นขอบเขตสูงสุดของจิตวิญญาณชั้นพิภพก่อนที่จะข้ามผ่านเข้าสู่ระดับใหม่อย่างชั้นนภา หากองค์ชายสองสามารถเข้าสู่ขอบเขตพลังในระดับปฐพีได้ พลังของปราณที่สมบูรณ์แบบจะหล่อหลอมกับจิตวิญญาณจนกำเนิดพลังอันเบ็ดเสร็จที่ไม่อาจมีใครต้านได้

แต่ที่แปลกประหลาดก็คือ…องค์ชายสองผู้นี้กลับยังไม่ข้ามผ่านขอบเขตปราณซึ่งเป็นพลังในขอบเขตแรกเสียด้วยซ้ำไป เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ในภาพจำของคนทั่วไปหรือแม้แต่ในยุทธภพก็ตามที องค์ชายสองผู้นี้คือคนที่ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบไม่เคยแก่งแย่งชิงดูกับองค์ชายอื่นๆเลยแม้แต่น้อย

เขาเก็บงำประกายของตนไว้อย่างมิดชิด หลายปีผ่านมาหลังจากที่จิตวิญญาณของเขาได้ตื่นขึ้นมา ชื่อเสียงที่เคยโด่งดังของเขาก็เงียบหายไป ถูกกลืนกินไปตามกาลเวลาที่ผันแปรไป แต่สำหรับคนที่รู้จักเฟิงหงหู่จะทราบเป็นอย่างดีว่านี่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว องค์ชายสองเป็นคนที่อดทนอดกลั้นเหนือผู้ใด

เขาไม่เคยแม้แต่ที่จะคิดข้ามผ่านขอบเขตปราณไปสู่ขอบเขตก่อเกิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำไปก็เพื่อเฝ้ารอวันนี้ วันที่แผนการของเขาจะสัมฤทธิ์ผล เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อดูดวงอาทิตย์ที่กำลังอับแสงลงไปเรื่อยๆในทุกวินาทีที่ผ่านไป “ใกล้จะถึงเวลาที่เราจะเริ่มพิธีแล้ว” เฟิงหงหู่กล่าวกับอาจารย์ของตนเอง หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่เป็นเพราะว่าเขากำลังตื่นเต้นเหลือเกิน เขาแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้เป็นผู้ปกครองที่แท้จริงแล้ว!

“อย่าได้รีบร้อนไป ค่ายกลดารามารชิงวิญญาณนั้นเป็นค่ายกลที่พิเศษจำเพาะ เจ้าจะต้องลงมือในเวลาที่พอเหมาะ หากพลาดแม้เพียงเสี้ยวพริบตาก็ไม่อาจทำการใหญ่ของเจ้าได้อีกต่อไป เส้นทางแห่งราชาของเจ้าก็จะถูกดับไปด้วย!” เสียงที่น่าหวาดกลัวได้ดังออกมาจากเงาดำมรณะที่เบื้องหลังขององค์ชาย

“ทราบแล้วท่านอาจารย์” เฟิงหงหู่ทำสีหน้าเข้าใจ

กลับไปทางด้านถังเฟยหู่นั้น ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลจำนวนมาก ชีวิตของเขาถูกเผาผลาญไปมหาศาลเช่นกัน แต่นั่นก็ยังไม่อาจทำให้เขาสามารถชนะฝ่ายตรงข้ามได้เลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่ที่เขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองและหันกลับมาสู่เส้นทางการฝึกตนอีกครั้งหนึ่งก็ยังไม่เคยเจอคู่ต่อสู้คนไหนที่น่าหวาดเกรงเท่ากับเฟิงหงหู่มาก่อน

กรงเล็บของเขาพยายามที่จะเข้าตะปบยังร่างเสือขาวตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ค่อยได้ผลเสียเท่าไหร หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบาดแผลส่วนใหญ่ของเสือขาวตรงหน้าจะหายไปด้วยเวลาเพียงไม่นาน เมื่อเสือขาวขององค์ชายสองได้เกิดบาดแผลขึ้นก็จะบังเกิดหยดน้ำมากมายเกาะกลุ่มกันบริเวณแผลและรักษาแผลนั้นให้หายไปอย่างน่าพิศวง นี่เป็นหนึ่งในความสามารถของสายเลือดพิรุณแห่งเซียนพยัคฆ์

สายเลือดทั้งสามของเซียนพยัคฆ์สามตาจะเด่นกันไปคนละทาง สายเลือดแห่งพิรุณนั้นมีความยืดหยุ่นที่สุด ไหลลื่นดุจวารี แปรผันได้หลากหลาย เด่นในทางป้องกันและรักษา มีสองรูปแบบทั้งเป็นวารีและเหมันต์สุดเยือกแข็ง ส่วนสายเลือดแห่งวายุนั้นมีความสามารถในการทะลุทะลวงและโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์ พลังของสายเลือดนี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคมมีดวายุที่ทะลวงได้ทุกการโจมตี ส่วนสายเลือดสุดท้ายแห่งเซียนพยัคฆ์ก็คือสายเลือดแห่งอัสนี มีพลังธาตุแห่งการทำลายล้าง มีพลังอันมหาศาลที่สามารถทำให้ศัตรูเผาไหม้จนเป็นจุลด้วยพลังสายฟ้า ความรวดเร็วของพลังสายเลือดนี้เป็นที่สุด

แม้ถังเฟยหู่จะมีสายเลือดอันทรงพลังไหลเวียนอยู่ก็ตามที แต่ปัญหาหลักของเขาก็คือการใช้พลังสายเลือดนี้ไม่เป็นเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เขาใช้พลังของสายเลือดก็คือช่วงที่เป็นการปะทุของพลังจากอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน หรือไม่ก็เป็นช่วงที่ขาดสติ หากเทียบตัวเขากับผู้ใช้สายเลือดอัสนีเซียนพยัคฆ์จริงๆแล้วนับว่าไม่อาจเทียบกันได้

หากให้เขาไปต่อสู้กับยอดยุทธ์ธรรมดาที่มีสายเลือดพื้นเพก็อาจจะได้เปรียบอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่เมื่อมาต่อสู้กับผู้มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่มีศักดิ์เทียบเท่ากันเช่นนี้ ทางที่เหลืออยู่ก็คงเป็นการต่อสู้แลกชีวิต เผาผลาญแก่นโลหิตแห่งชีวิตเพื่อปะทุพลังทั้งหมดออกมาสู่ภายนอก นี่จึงทำให้เขาพอต่อกรได้อยู่บ้าง แต่พลังที่ได้มาส่วนใหญ่ก็อาจจะสูญเปล่าไปเสียหลายส่วนก็เพราะการต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณของเขาไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อการต่อต้านผู้มีพลังอันเบ็ดเสร็จเช่นเฟิงหงหู่

การโจมตีของถังเฟยหู่นั้นเป็นไปอย่างบ้าคลั่ง ทุ่มอย่างสุดตัว ต่างจากพยัคฆ์ขาวเหมันต์ที่ถูกควยคุมโดยเฟิงหงหู่ องค์ชายสองมองภาพตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ในตอนแรกเขาคิดว่าถังเฟยหู่อาจจะทำให้เขาสนุกได้เพียงสักนิดบ้าง แต่นี่ผิดจากที่คาดไว้มากนัก ชายหนุ่มตรงหน้าช่างใช้พลังอย่างเสียเปล่าจริงๆ

ห่างออกไปทางด้านหอคอยสูงภายในหอหงส์แดง สตรีผู้หนึ่งที่สวมใส่ผ้าแพรสีแดงปิดใบหน้าและสวมใส่ชุดจอมยุทธ์หญิงสีแดงได้ยืนอยู่บนยอดหอคอยชั้นสูงสุด นางได้มองลงไปทางที่ว่าการศาล เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหลาย เสียงต่อสู้ที่ดังไปทั่วทั้งเมืองทำให้นางได้ออกจากการปิดด่านฝึกตนออกมาดู

ในคราแรกนั้นทุกอย่างเป็นเพียงแค่การต่อสู้ธรรมดาที่นางพอรู้สึกสนใจอยู่ส่วนหนึ่งและคิดที่จะไปเล่นสนุกด้วย แต่ไม่นานนักก็ได้บังเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ที่แห่งนั้นได้บังเกิดกำแพงประที่ส่งกลิ่นอายแห่งความตายออกมา นางรับรู้ได้ในทันทีว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้ว และยังคงต้องเกี่ยวกับฝ่ายอธรรมไม่มากก็น้อย

“น่าแปลกนักที่เรื่องราวเลวร้ายทั้งหลายกลับเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน มันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองของข้ากันแน่นะ….” หนึ่งกล่าวออกมาด้วยความฉงน และที่เหนือยิ่งไปกว่านั้นก็คือความไม่สบายใจที่อยู่ๆก็ได้บังเกิดขึ้นภายในใจของนาง ไม่ทราบว่าทำไมตั้งแต่เห็นกำแพงแห่งความตายนั่นแล้วนางถึงได้รู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้…

“องครักษ์” เสียงเรียกของนางดังขึ้น ไม่นานนักที่ด้านหลังของนางก็ได้ปรากฏกายเหล่าจินอี้เว้ยทั้งหลายที่หลบซ่อนอยู่ องครักษ์เหล่านั้นต่างพากันปรากฏตัวออกมาตามเสียงเรียกของหญิงสาว ดวงตาสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงของนางได้หันกลับไปมองเหล่าองครักษ์ของตนเอง “ข้าจะออกไปดูเหตุการณ์สักหน่อย อย่าได้ตามมาละ”

“ไม่ได้นะขอรับองค์หญิง!” จินอี้เว้ยผู้หนึ่งเอ่ยทักท้วง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรหญิงสาวเบื้องหน้าก็ได้เรียกทาสอสูรปักษาตนหนึ่งออกมาและพุ่งออกไปในทันที จินอี้เว้ยผู้นั้นได้แต่ทำหน้าหนักใจต่อความเอาแต่ใจของนายตนเอง

“พวกเจ้าแบ่งกำลังไปส่วนหนึ่ง ลอบติดตามพระองค์อยู่ห่างๆ หากไม่จำเป็นอย่าได้เปิดเผยตัวเพื่อทำให้องค์หญิงทรงขุ่นเคืองพระทัย ถึงแม้องค์หญิงจะมีอันดับที่ต่ำมากในราชวงศ์จึงได้ถูกส่งมาที่นี่ แต่ถึงอย่างไรนางก็คือสายเลือดแห่งราชวงศ์ หากนางเป็นอะไรแม้แต่เพียงน้อยนิด ท่านอ๋องต้องไม่ไว้ชีวิตพวกเราเป็นแน่!” เมื่อสั่งการเสร็จแล้ว จินอี้เว้ยทั้งหลายจึงได้ออกไปทำหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมาย

ที่ทางด้านทิศทางเบื้องหน้าหอหงส์แดงนั้น ได้มีชายวัยกลางคนๆหนึ่งที่ได้บังเอิญเดินผ่านมาและเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างเข้าพอดี ชายผู้นี้มีดวงตาสีฟ้าและสวมใส่ชุดเนื้อผ้าชั้นดีที่ดูเหนือกว่าผู้คนทั่วไปในเมืองนัก ชายผู้นี้ก็คือเฟิงชิงเถา รองหัวหน้ากองกำลังพยัคฆ์สายฟ้า เขานั้นหลังจากมีปากเสียงกับเฟิงฉีจึงได้ออกมาเดินเล่นภายในเมืองเพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเอง แต่สิ่งต่างๆที่เขาเจอนั้นช่างแปลกประหลาดยิ่ง

“ดูจากรัศมีพลังธาตุเพลิงที่ร้อนแรงเช่นนี้…คงจะเป็นลูกหลานของอ๋องแคว้นใต้ไม่ผิดแน่ หอหงส์แดงช่างยิ่งใหญ่อลังการ การสอนบุตรหลานของจูหยางเกาแห่งเจียงหนานช่างแตกต่างจากนายท่านยิ่งนัก” เฟิงชิงเถากล่าววิเคราะสตรีผู้เป็นเจ้าของหอหงส์แดงอย่างเงียบๆ เมื่อครู่เขาคิดจะเข้าไปเยี่ยมชมสินค้าภายในหอหงส์แดงสาขาเมืองนี้ แต่ก่อนที่จะได้ทันก้าวขาเข้าไปก็ได้ยินเสียงสู้รบดังสนันขึ้นในเมือง รวมถึงตอนหลังเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่ล่องลอยมาเช่นกัน นี่ช่างแปลกประหลาดยิ่ง

เฟิงชิงเถาเร่งพุ่งทะยานติดตามพวกของหอหงส์แดงไปห่างๆเพื่อลอบสังเกตการณ์ แม้เขาจะไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องประหลาดอันใด แต่สัญชาตญาณของเขาได้บอกว่าให้เขาเร่งติดตามคนพวกนี้ไป เฟิงชิงเถาเดินปราณสายฟ้าไปยังฝ่าเท้าของเขาเพื่อเร่งความเร็วขึ้น เขาพุ่งทะยานไปด้วยความรวดเร็ว หลบซ่อนตามที่ต่างๆระหว่างทางที่ลอบติดตามองค์หญิงไปจนแม้แต่จินอี้เว้ยก็ยังไม่ทราบถึงตัวตนของเขา

คนสองพวกที่ได้ออกเดินทางไปยังที่ว่าการศาลก็ได้พบเข้ากับการต่อสู้อันชุลมุนของผู้คนจำนวนมาก ฝ่ายของทางการกับฝ่ายของคนชุดดำ อีกทั้งตรงกลางของการต่อสู้ยังมีกำแพงหมอกควันสีดำที่ส่งกลิ่นอายแห่งความตาย มันคือต้นตอของกลิ่นอายมรณะที่ถูกส่งไปทั่วทั้งเมือง องค์หญิงสั่งให้ทาสอสูรปักษาหยุดอยู่เหนือสนามรบ

แม้นางจะพยายามสั่งให้ทาสอสูรพุ่งทะยานฝ่ากำแพงหมอกปีศาจสีดำนั้นไป แต่ก็ไร้ประโยชน์ อสูรปักษาของนางเพียงแค่เฉียดไปใกล้หมอกสีดำนั้นก็ร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดออกมา เมื่อเป็นเช่นนั้นนางจึงได้เลิกสนใจกำแพงหมอกเป็นการชั่วคราว นางหันกลับไปสนใจเหล่าคนที่สู้รบกันอย่างไร้ประโยชน์เบื้องล่าง

หญิงสาวผู้มีดวงตาสีแดงเพลิงดูจะไม่พอใจต่อผู้คนด้านล่างเป็นอย่างมาก คนพวกนี้กล้ารบราฆ่าฟันกันเองต่อหน้านางผู้เป็นราชาที่แท้จริงผู้ปกครองเมืองแห่งนี้จากเบื้องหลัง ดวงตาสีแดงของนางแววโรจน์ราวกับเปลวเพลิงจากดวงตะวันอันร้อนแรง ดวงตาของนางราวกับเป็นดวงตาของหงส์เพลิงในตำนานอันน่าหวาดกลัว!

ดวงตาของนางที่จ้องมองไปยังผู้คนในสนามรบได้ก่อให้เกิดความรู้สึกบางสิ่งขึ้นภายในจิตใจของคนพวกนั้น นี่ราวกับตอนที่ผู้ล่ากำลังมองเหยื่อ เป็นราวกับตอนผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้มองเหยียดหยามยังผู้อ่อนแอ ความรู้สึกส่งโดยตรงเข้าสู่วิญญาณของพวกเขา นี่คือพลังอำนาจของผู้อยู่ในขอบเขตจิตวิญญาณขึ้นไปจะสามารถมีได้ เมื่อผู้คนเข้าสู่ระดับจิตวิญญาณก็จะสามารถดึงดูดพลังของจิตวิญญาณตนเองมาหลอมรวมกับการบ่มเพาะของตนเพื่อก่อให้เกิดอำนาจกดดันทางวิญญาณ ทุกผู้คนรู้สึกหวาดกลัวจากจิตใต้สำนึกของตนเองจนไม่กล้าแม้แต่จะเคลื่อนไหว

“จงหยุดการต่อสู้นี้เสีย!” เสียงที่เปล่งออกมาของนางได้สะท้อนก้องเข้าสู่หูของทุกผู้คนในสนามรบ ผู้คนส่วนมากในสนามรบแห่งนี้นั้นอยู่เพียงแค่ขอบเขตปราณซึ่งเป็นเพียงขอบเขตพลังขั้นแรกของทั้งเก้าขอบเขต พลังของพวกเขายังไม่อาจต่อกรกับอำนาจวิญญาณขององค์หญิงได้ โดยเฉพาะอำนาจวิญญาณที่เกิดจากจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์!

องค์หญิงมองภาพเบื้องล่างอย่างพอใจ จากนั้นนางจึงได้หันกลับไปมองยังกำแพงหมอกดำ ไม่รู้ว่าทำไมถึงยิ่งมองกำแพงสีดำนี้ก็ยิ่งทำให้จิตใจของนางยากจะสงบ ยิ่งนางมองนางยิ่งไม่สบายใจเท่านั้น....

กลับมาทางด้านภายในปราการสัมภเวสีเร่ร่อน ร่างกายของถังเฟยหู่ได้บาดเจ็บหนักขึ้นมากว่าเดิม ถังหยางหลิวและถังมู่หลิวมองภาพถังเฟยหู่ที่บาดเจ็บด้วยดวงใจที่ปวดร้าว น้ำตาของพวกเขาทั้งสองแทบจะเป็นสายเลือด เฟิงหงหู่มองภาพครอบครัวสกุลถังตรงหน้าอย่างตื่นเต้น นี่ช่างตรงตามแผนการที่เขาวางไว้ทั้งหมดจริงๆ!

“ข้าจะเพิ่มความสิ้นหวังให้กับเจ้าอีกสักหน่อยแล้วกัน” เฟิงหงหู่ยิ้มออกมาจากนั้นเขาก็ได้ปลดปล่อยละอองวิญญาณอันมหาศาลออกมาอีกครั้งหนึ่ง เสียงคำรามเลือนลั่นสะท้านทั้งแปดทิศที่เขย่าขวัญทุกผู้คนได้ดังออกมาจากห้วงวิญญาณของเขา ที่ด้านหลังของเขานั่นเองที่ละอองวิญญาณเหล่านั้นได้รวมตัวกันจนก่อร่างกลายเป็นจิตวิญญาณตนหนึ่ง

หน้าตาของสัตว์ร้ายที่โผล่ออกมา ขนสีขาวที่ปกคลุมไปทั่วทั้งตัว มันคือจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์พยัคฆ์ขาวอีกตนหนึ่ง! เฟิงหงหู่กลับครอบครองจิตวิญญาณคู่ แต่พยัคฆ์ขาวตนนี้ช่างดูแตกต่างจากตนแรกมากนัก มันไม่ได้ส่งกลิ่นอายความหนาวเย็นออกมาเหมือนกับพยัคฆ์ขาวเหมันต์ ที่รอบกายของมันกลับมีสายลมที่หมุนวนไปมา ในตอนแรกนั้นยังเป็นเพียงแค่สายลมที่แผ่วเบา แต่ในชั่วพริบตานั้นเองที่พยัคฆ์ขาวตนใหม่ได้คำรามสะท้านก้องออกมาพร้อมกับปะทุพลังรุนแรงดุจมหาวายุออกมา! จิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวตนนี้กลับมีพลังของวายุ! เฟิงหู่ได้ครอบครองสองสายเลือดของเซียนพยัคฆ์

หากเขาได้ครอบครองสายเลือดอัสนีเซียนพยัคฆ์อีกเพียงหนึ่ง เขาก็จะได้ครอบครองพลังแห่งท้องนภาเหมือนดั่งบรรพบุรุษของเขา เซียนผู้ครอบครองพลังอันแข็งแกร่งของสามเภทภัย!

ความคิดเห็น