เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 49 หรือในโลกนี้จะมีผี?

ชื่อตอน : บทที่ 49 หรือในโลกนี้จะมีผี?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 301

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2562 13:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 49 หรือในโลกนี้จะมีผี?
แบบอักษร

ธนูเซียนพยัคฆ์ ดาราสีชาด

ฟิ้วววว!!

เสียงลูกศรพุ่งแหวกอากาศดังสะท้านไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดทาง ลูกธนูสีแดงพุ่งทะยานออกไปราวกับดาวหางสีแดง ราวเร็วราวกับสายฟ้าฟาด หนักแน่นราวกับสามารถถล่มภูเขาให้ทลายลงไปได้! เสียงอันดังสนั่นได้เรียกความสนใจของคนทั้งสนามรบให้มองตาเส้นสีแดงที่พุ่งออกไปนั่น

สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังเส้นสีแดงบนอากาศนั้นโดยไม่รู้ตัว ลูกธนูสีแดงดอกนี้มีความหนาเหนือกว่าลูกธนูใดๆที่พวกเขาเคยพบเห็น ไม่ทราบว่าจะต้องใช้กำลังเพียงไหนถึงง้างธนูเพื่อยิงศรดอกนี้ออกไปให้รวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้ได้ ลูกศรพุ่งแหวกอากาศจนทำให้เกิดเสียงอากาศระเบิดออกด้วยความเร็วของมัน ลูกศรสีแดงพุ่งทะยานตรงไปยังเบื้องหน้าของที่ทำการศาลแห่งเมืองฟูเจี้ยน

ตู้มมมม!!

เสียงระเบิดดังปานฟ้าฟาดเมื่อลูกศรดอกนั้นกระแทกเข้ากับป้ายที่ว่าการอำเภอเหนือประตูใหญ่ เพียงแรงกระแทกที่มากับน้ำหนักและความแรงของศรดอกนี้ก็แทบจะพังทลายทั้งศาลให้พินาศลงโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงเท่านั้น ศรดอกนั้นยังพุ่งทะลวงเข้าไปสู่จุดใจกลางของศาลไปเรื่อยๆราวกับไม่มีสิ่งใดมาขวางมันไว้ได้อีกต่อไป

ด้ายปราณที่ติดมาด้วยกับลูกศรดอกนั้นยังเชื่อมต่อกับมือของถังเฟยหู่อยู่ ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ใช้จิตของตนสั่งการผ่านด้ายปราณออกไปในทันที ในจังหวะเดียวกันก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นที่ศรดอกนั้น ด้ายปราณที่ถูกถักทอจนหนาและแข็งดุจเหล็กเกิดการดีดออกอย่างรุนแรง ราวกับศรดอกนั้นเป็นใจกลางพายุแห่งความพินาศ ด้ายที่หลุดออกจากกันได้เหวียงออกไปรอบด้านโดยรอบด้วยแรงหมุนอันมหาศาลของศรดอกนั้น ด้ายที่หลุดออกมาผสานกับแรงเหวียงทำให้เกิดสภาวะคล้ายกับด้ายปราณพวกนั้นเป็นแส้เหล็กจำนวนนับไม่ถ้วนที่เหวียงออกไปรอบด้าน

ในตอนนั้นเองที่เศษผ้ายันต์อาคมได้เกิดทำงานขึ้นพร้อมกับ เปลวเพลิงและพายุผสานกับแส้ปราณที่เหวียงโดยรอบจนเมื่อมองจากที่ไกลๆแล้วราวกับมีดวงอาทิตย์ลูกหนึ่งปรากฎขึ้นที่ใจกลางศาล ด้ายปราณที่ถูกเหวียงจนกลายเป็นทรงกลมถูกเสริมความเร็วและอานุภาพขึ้นจากยันต์อาคมจนทำให้พื้นที่รอบด้านที่มันผ่านไปมีแต่ความพินาศ สภาวะนั้นคงอยู่เพียงชั่วพริบตาเดียวก่อนที่จะระเบิดออกและปลดปล่อยเปลวเพลิงเผาผลาญไปโดยรอบทำให้ที่ว่าการศาลกลายเป็นทะเลเพลิงในชั่วพริบตา

ถังเฟยหู่เมื่อได้ใช้กระบวนท่านี้ออกไปแล้วก็ได้เร่งรีบหยิบยาฟื้นลมปราณที่มีอยู่ติดตัวขึ้นกินในทันที กระบวนท่าดาราสีชาดได้เผาผลาญปราณของเขาออกไปเป็นจำนวนมาก แม้พลังจะฟื้นคืนไม่มากเท่าที่เสียไปแต่นับว่าดีกว่าไม่ได้ฟื้นคืนขึ้นมาเลย

“ฟะ..ไฟไหม้!” เสียงเจ้าหน้าที่ศาลผู้หนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

ในตอนนั้นเองที่กุนซือของเจ้าเมืองที่อยู่ในที่แห่งนั้นด้วยได้ตะโกนออกมาด้วยความร้อนรน “เร็วเข้า! เจ้าพวกโง่! รีบไปดับไฟเร็วเข้า เอกสารสำคัญของทางการอยู่ในนั้นทั้งหมด รีบแบ่งกำลังคนเข้าไปดับไฟเร็วเข้า!!”

ได้ยินดังนั้นพวกเหล่ามือปราบและเจ้าหน้าที่ศาลบางส่วนจึงได้แบ่งกำลังกันออกไปดับไฟภายในศาล ส่วนกองกำลังที่ต้านเหล่าคนชุดดำเมื่อมีจำนวนคนที่น้อยลงก็เริ่มที่จะไม่ได้เปรียบกับพวกคนชุดดำเหล่านี้อีกแล้ว เหล่าเปาเปียวในชุดดำก็ได้กระทำตามคำสั่งของถังเฟยหู่อย่างเคร่งครัดเช่นกัน นั่นก็เพราะพวกเขากลัวความเจ็บปวดและความตายที่ถังเฟยหู่ได้หยิบยื่นให้พวกเขาด้วยคำว่าพิษ ความเจ็บปวดเช่นนั้นพวกเขาไม่ต้องการที่จะรับรู้หรือสัมผัสมันอีกแม้สักครั้งเดียว ความเจ็บปวดที่ถังเฟยหู่กระทำต่อพวกเขาทำให้คำพูดของชายหนุ่มนั้นราวกับเป็นอาญาสิทธิ์จากสวรรค์

ทางด้านถังเฟยหู่ที่ฟื้นพลังของตนมาได้ประมาณนึงแล้ว เขาได้พุ่งทะยานออกไปพร้อมกับสร้างเข็มเหล็กดำออกมาจากปลอกแขนอสูรเมฆา ถังเฟยหู่พุ่งเข้าสู่สนามรบอย่างรวดเร็วและได้ใช้ท่าเท้าอสรพิษลี้ลับเข้าแทรกตามช่องว่างต่างๆในลานประหารเพื่อพยายามเข้าใกล้ตัวท่านตาและแม่ของเขาให้ใกล้ที่สุด ถังเฟยหู่ใช้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในลานประหารและการแต่งตัวที่ดูคล้ายกันไปหมดในการสร้างความสับสน และในตอนที่อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็ใกล้จะถึงใจกลางลานประหาร เขาก็ได้ขว้างซัดเข็มในมือออกไป

เข็มทิพย์ดอกเหมย ดอกไม้แดงเริงระบำ

เข็มดำพุ่งออกจากมือของเขาไปในจังหวะเดียวกับที่เข้าได้เข้าไปหาครอบครัวของตนเอง เข็มเหล่านั้นได้สร้างเกราะกำบังเพื่อหลบซ่อนสายตาของทุกคนด้วยพายุหมุนมายากลีบดอกไม้แดงที่บังเกิดขึ้นจากกระบวนท่านี้ อีกทั้งถังเฟยหู่ยังได้ปลดปล่อยปราณพิษผสานออกไปด้วยทำให้ลมวายุมายานี้มีพิษกรัดกร่อน หากใครมาเข้าใกล้หรือแตะต้องก็อาจจะบาดเจ็บอย่างร้ายแรงได้ เพียงแค่เฉียดใกล้ก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่ง

ในสายตาของถังเฟยหู่นั้นคือนักโทษสองคนที่ถูกล่ามโซ่และมีสภาพสกปรกและดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้พวกเขาทั้งสองจะเปลี่ยนไปเพียงไหน แต่สำหรับถังเฟยหู่เมื่อได้มองเพียงชั่วพริบตาก็สามารถบอกได้เลยว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร คนทั้งสองคือผู้ที่เขาห่วงใยมากที่สุดเหนือกว่าสิ่งใด เหนือเสียยิ่งกว่าชีวิตของตนเองด้วยซ้ำไป

ถังเฟยหู่นั้นเจ็บปวดหัวใจเป็นอย่างมาก เขาทั้งเศร้าโศก โกรธ และเกลียดแค้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตของตน เขาไม่อาจให้อภัยผู้ที่ทำกับครอบครัวของเขาเช่นนี้ได้เป็นอันขาด แต่ที่เขาเกลียดที่สุดก็คือตนเอง ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่ได้อยู่กับครอบครัวของตนเอง ทำไมเขาถึงไม่อยู่ในเวลาที่ทุกคนต้องการเขามากที่สุด และเขาเกลียดยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือความอ่อนแอของตนเองที่ไม่อาจปกป้องครอบครัวไว้ได้

เขาก้าวขาเข้าไปหาครอบครัวของตนด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง ทุกก้าวที่เข้าใกล้ท่านตาและแม่ของตนมันยิ่งสร้างความเจ็บปวดในจิตใจของเขา เมื่อมาถึงแล้วเขาไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความเศร้าโศกได้อีกต่อไป เขาหยุดที่เบื้องหน้าของคนทั้งสองและคุกเข่าลงอย่างแรงกระแทกเข้ากับหินเบื้องล่างจนแตกออกเป็นทาง

“ท่านแม่...ท่านตา....” เสียงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสั่นเครือของถังเฟยหู่กล่าวกับคนตรงหน้าทั้งสอง “ข้ามาหาพวกท่านแล้ว...” เขาสวมกอดคนทั้งสองเอาไว้ในอ้อมอกของตนเองทั้งน้ำตา ซึ่งถังหยางหลิวและถังมู่หลิวเองก็ทั้งดีใจและโศกเศร้าไปพร้อมๆกัน พวกเขาย่อมจดจำได้ตั้งแต่แรกเห็นว่าคนตรงหน้าคือถังเฟยหู่ตั้งแต่แรกเห็น

“ลูกแม่...เจ้า....เจ้ากระทำเช่นนี้ทำไม” ถังมู่หลิวกล่าวด้วยความโศกเศร้า

“จริงด้วยหลานตา...เจ้าทำเช่นนี้ยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยาก จะ..เจ้ารีบหนีไป! ปล่อยให้พวกเราทั้งสองตายไปก็ได้ การที่เจ้ากลับมาจะทำให้เจ้าตกอยู่ในกำมือของพวกคนสกุลเฟิง พวกมันต้องการชีวิตของเจ้า!” ถังหยางหลิว

“สกุลเฟิง...ใครกันท่านตา พวกเขาคือคนที่ใส่ร้ายพวกท่านเหรอ” ถังเฟยหู่กล่าวถามออกไปด้วยความอยากรู้ แต่ดูเหมือนทั้งสองคนตรงหน้าจะกลายเป็นเงียบใบ้ไปเสียอย่างงั้น แถมยังมีสีหน้าเจ็บปวดมากมายอีกด้วย ดูเหมือนเมื่อสักครู่เป็นเพราะความเป็นห่วงของถังหยางหลิวจึงได้เผลอพลั้งปากออกไป

ถึงแม้ทั้งตาและแม่ของตนจะไม่บอกกล่าวออกมา แต่ดูจากท่าทางแล้วก็ทำให้ถังเฟยหู่สามารถพอจะคาดเดาได้ว่าเรื่องราวในคราวนี้คงเกี่ยวข้องกับตรูลที่เรียกว่าสกุลเฟิงไม่มากก็น้อย โดยไม่รู้เขากลับจดจำชื่อสกุลเฟิงไว้ภายในจิตใจ สลักไว้ภายในวิญญาณว่าจะต้องชำระหนี้แค้นในครั้งนี้แน่

“หากพวกท่านไม่ต้องการพูดก็ไม่เป็นไร” ถังเฟยหู่พยายามรวบรวมสติกลับมาอีกครั้งจากนั้นจึงค่อยกล่าวออกมา “พวกเราเร่งรีบหนีกันเถอะ ข้าคงถ่วงเวลาพวกเขาได้ไม่มากเท่าไหรนัก” เมื่อกล่าวเสร็จเขาก็ได้เรียกเฮยกุ่ยออกมาในทันที เขาได้เปลี่ยนรูปแบบปลอกแขนอสูรเมฆาให้กลายเป็นธนูจากนั้นจึงใช้ส่วนที่คมดุจดาบแหลมของตัวธนูฟันให้โซ่ที่พันธนาการครอบครัวของเขาไว้ขาดออกจากกันอย่างงง่ายดายดุจฟันเต้าหู้ เขาได้ช่วยพยุงให้ท่านตาและแม่ขึ้นขี่เฮยกุ่ยในทันที ซึ่งเจ้าม้าปีศาจอันแสนฉลาดเมื่อได้เห็นสายตาอันห่วงใยของนายตนต่อคนทั้งสองจึงได้ยินยอมให้สองสองขึ้นขี่มันโดยดี

“แล้วเจ้าจะหนีเช่นไรกัน ม้าตนนี้ขึ้นได้เพียงสองคน...ไม่ใช่เจ้าจะเสียสละตนเองเพื่อแม่นะ แม่ไม่ยอมเป็นอันขาด แม่ไม่ทิ้งเจ้าไปไหนแน่นอน เฟยเอ๋อร์...เอาเช่นนี้แล้วกัน เจ้ากับตาของเจ้าจงรีบหนีไปเถอะ แม่ป่วยดั่งไม้ใกล้ฝั่ง คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ชีวิตของแม่ไม่มีข้าอันใด...เจ้าจงหนีไปเถอะ” ถังมู่หลิวกล่าวพร้อมน้ำตา นางขัดขืนพยายามจะลงจากหลังม้าปีศาจแต่ก็ถูกบุตรชายของนางห้ามไว้

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร...” ถังหยางหลิวเอ่ยขัดขวางบุตรสาว “พ่อต่างหากที่เป็นไม้ใกล้ฝั่ง ข้ามีชีวิตอยู่มาหลายสิบปี ได้ดูเจ้าเติบโต...ได้ดูหลานชายเติบใหญ่ ชีวิตของข้าไม่ต้องการอะไรแล้ว ข้าควรเป็นผู้ที่เสียสละ!” ถังหยางหลิวเองก็ต้องการที่จะช่วยครอบครัวของตนไว้เช่นกัน เขาไม่อาจยินยอมให้ผู้ใดเสียสละชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์

“พวกท่าน...” ถังเฟยหู่ถึงกับพูดไม่ออก ถึงอย่างไรตลอดมาพวกเขาก็มีอยู่เพียงแค่สามคน ไม่เคยจากไปไหน ตลอดมาก็อยู่เคียงข้างกัน เป็นครอบครัวที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาทดแทนได้ เมื่อได้ยินทั้งสองต้องการปกป้องตนเองไว้ถึงจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บแค้นในตัวเอง เขาช่างเกลียดความอ่อนแอของตนเอง

ถังเฟยหู่ไม่มีทางเลือกอีกต่อไป เขาได้สกัดจุดท่านตาและแม่ของตนเองในทันทีเพื่อไม่ให้ทั้งสองทำสิ่งใดที่เขาหวาดกลัวออกไป สิ่งที่เขากลัวที่สุดหาใช่ความตายของตนเอง แต่เป็นการที่จะต้องสูญเสียครอบครัวอันสำคัญของตน หากจะผู้ใดที่จะต้องเสียสละก็ขอให้เป็นเขาผู้นี้เถอะ

ร่างกายที่ขยับและไม่อาจพูดได้ของถังหยางหลิวและถังมู่หลิวแดงก่ำด้วยน้ำตา พวกเขาไม่ต้องการให้ถังเฟยหู่สละตนเองเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้โง่งม พวกเขาทราบได้ในทันทีว่าถังเฟยหู่จะใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้พวกเขาหนีรอดไปให้ได้ หัวใจของพวกเขาบีบรัดด้วยความเจ็บปวดมหาศาล

ถังเฟยหู่ยังเรียกทาสอสูรตะขาบน้ำแข็งออกมาจากนั้นจึงได้สั่งให้มันพันล้อมรอบตัวของท่านตาและแม่ของตนเอาไว้เพื่อป้องกันภัยดั่งเกราะอีกชั้นหนึ่ง เขาได้สั่งให้ตะขาบน้ำแข็งและเฮยกุ่ยดูแลคนทั้งสองแทนเขา ในตอนนั้นเองที่เขาได้กลืนยาฟื้นลมปราณเข้าไปอีกเพราะสูญเสียพลังจากการคงสภาพกระบวนท่าดอกไม้แดงเริงระบำ

ที่เบื้องนอกม่านวายุกลีบดอกไม้แดง มือปราบบางส่วนพยายามที่บุกฝ่าเข้าไปในพายุสีแดงตรงกลางแต่พวกเขากลับบาดเจ็บเพราะพิษกลัดกร่อนจากลมพายุ หากจะให้พวกเขาฝ่าพายุพิษนี้เข้าไปจนถึงตาพายุที่ปลอดภัยตรงกลาง...ก่อนที่จะไปถึง พวกเขาคงถูกกัดกร่อนจนเหลือแต่กระดูกเสียก่อน

“กะ..เกิดอะไรขึ้น” มือปราบผู้หนึ่งกล่าวขึ้นเมื่อเห็นพายุสีแดงตรงหน้าเกิดการบิดเบี้ยวและสั่นไหวไปมาคล้ายจะพังทลายลง

“หะ..หลบเร็ว!!” มือปราบอีกผู้หนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับกระโดดลงคว่ำหน้าลงบนพื้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่วายุกลีบดอกไม้แดงสลายไปพร้อมกับการปรากฎของเข็มหกเล่มซึ่งซ่อนอยู่ภายในพายุลูกนั้นได้พุ่งทะยานมาทางพวกเขา ซึ่งนั้นเป็นการเปิดทางให้ม้าสีดำตัวหนึ่งพุ่งทะยานออกไปเหนือหัวของพวกเขา

ม้าตนนั้นมีก้อนประหลาดคล้ายแมลงที่ขนตัวอยู่บนหลังของมัน ม้าตนนั้นคือเฮยกุ่ยที่พุ่งทะยานออกไปเร็วปานพายุ เจ้าม้าแสนฉลาดหมายต้องการเร่งรีบพาครอบครัวของนายตนหนีไปให้เร็วที่สุด เพราะมันอาจจะมีโอกาสที่จะสามารถกลับมาช่วยนายของตนได้หากสองคนบนหลังของมันปลอดภัยแล้ว

คิดหนีเหรอ ฝันไปเถอะ!

เนตรเซียนพยัคฆ์ เหมันต์ผนึกจิต!!

ในตอนนั้นเองที่มือปราบผู้ลึกลับได้เคลื่อนไหวแล้ว! ดวงเนตรสีฟ้ากระจ่างดุจนรกเหมันต์ของเขาเกิดการเคลื่อนไหวและหมุนวน ราวกับมีเส้นแสงสีฟ้าพุ่งออกจากดวงตาของเขาไปยังม้าปีศาจเฮยกุ่ย ร่างกายของเจ้าม้าปีศาจเกิดการเคลื่อนไหวที่ช้าลงราวกับมวลอากาศโดยรอบเป็นของเหลวอันหนาแน่นที่ขัดขวางไม่ให้มันเคลื่อนไหว ห้วงความคิดของมันช้าลงเรื่อยๆจนมันไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้ ราวกับความคิดของมันถูกแช่แข็งด้วยเหมันต์สุดเยือกแข็ง เป็นจังหวะเดียวกับที่เหล่ามือปราบกำลังลงมือฟาดฟันใส่เฮยกุ่ยที่หยุดนิ่งลง แต่ก็ถูกขัดขวางโดยเหล่าเปาเปียวอย่างเอาเป็นเอาตาย

แต่ถังเฟยหู่ก็ไม่ยินยอมให้ผู้ใดเข้ามาทำร้ายครอบครัวของตนอย่างง่ายดาย! เขาเร่งรีบพุ่งทะยานออกไปพร้อมทั้งขว้างซัดอาวุธลับหัวลูกศรใส่พวกมือปราบที่กำลังเข้าไปหาเฮยกุ่ย แม้เขาจะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขารับรู้ได้ในทันทีว่าเกิดบางอย่างผิดปกติขึ้นกับเฮยกุ่ยแล้ว

เมื่อมาถึงเขาก็ได้ใช้คันธนูที่เหมือนดาบฟาดฟันกับเหล่ามือปราบพร้อมเข้าไปดูอาการของเฮยกุ่ย แต่เขายังไม่อาจแก้ไขใดๆได้และไม่อาจสั่งการอะไรมันได้เลย เขาได้แต่สลายเฮยกุ่ยกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนพร้อมกับเรียกทาสอสูรตนอื่นออกมาเพื่อช่วยสู้โดยตะขาบน้ำแข็งยังทำหน้าที่ปกป้องท่านตาและแม่ของตนอยู่

ในตอนนั้นเองที่มือปราบลึกลับได้เริ่มเคลื่อนไหว เขาและชักนำเจ้าเมืองมากับตนด้วย พวกเหล่ามือปราบไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าเจ้าเมืองจะเข้ามาในสนามรบทำไมกัน? แม้พวกเขาจะกล่าวเตือนและห้ามปรามก็ตาม แต่ดูเหมือนคำพูดของพวกเขาจะไม่เข้าหูของเจ้าเมืองแม้แต่น้อย ฮวี่ฮุ่ยทำหน้าตายซากไร้อารมณ์ราวกับก้อนหินจนทุกคนเริ่มรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากว่าเกิดสิ่งใดขึ้น

มือปราบลึกลับได้หยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดปะทะระหว่างถังเฟยหู่และเหล่ามือปราบ เขายืนกอดอกพร้อมกับพยายามสังเกตถึงท่าทางและลักษณะการต่อสู้ของถังเฟยหู่ แต่สิ่งที่เขาแปลกใจที่สุดไม่ใช่ทักษะต่อสู้ใดๆ แต่กลับเป็นกลิ่นอายจากร่างของถังเฟยหู่

มันกลับเป็นกลิ่นอายแห่งความตาย...

“ท่านอาจารย์...เขาก็ฝึกวิชามารเช่นนั้นเหรอ?” มือปราบลึกลับได้กล่าวขึ้นมา ในตอนนั้นเองที่เงามรณะสีดำกลับปรากฎขึ้นที่เบื้องหลังของเขา

“...น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่แปลกนักที่ข้ากลับมองไม่ออกว่าเป็นวิชาของสำนักฝ่ายมารใดในยุทธภพ แต่ช่างเถอะ วรยุทธ์ของเขายังไม่มีผลต่อวิญญาณมากนัก ไม่ได้ส่งผลต่อแผนการของพวกเรามากเท่าใดนัก” เงามรณะกล่าวออกมาพร้อมกับลอบสังเกตท้องฟ้า “ใกล้จะได้เวลาแล้ว การช่วงชิงดวงชะตาเช่นนี้ไม่อาจเร่งรีบกระทำ ทั้งยังไม่อาจกระทำอย่างโจ่งแจ้งได้ การหลอกลวงและฝืนชะต้องกระทำอย่างรอบคอบ หากทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน เทพเจ้าทั้งหลายก็ไม่อาจเอาผิดท่านในตอนหลัง”

“ดี! ข้าแทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว” มือปราบลึกลับกล่าวขึ้น เขาได้สั่งการร่างของเจ้าเมืองด้านข้างให้เริ่มเคลื่อนไหว ในตอนนั้นเองที่เจ้าเมืองในชุดขุนนางได้พุ่งทะยานเข้าไปในวงล้อมการต่อสู้ท่ามกลางความตกใจของทุกคน

ในคราแรกมือปราบเหล่านั้นคิดว่าเจ้าเมืองคงถูกโจรร้ายฆ่าตายในดาบเดียวเป็นแน่ แต่ความคิดเหล่านั้นกลับผิดไปจนหมด ภาพตรงหน้าของพวกเขาคือเจ้าเมืองกำลังใช้มือเปล่าเข้าต่อสู้กับโจรใส่หน้ากากปีศาจตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

“นะ..นี่มันเรื่องอะไรกัน!”

“ท่านเจ้าเมืองเป็นวรยุทธ์งั้นเหรอ?”

คำถามมากมายเกิดขึ้นกับเหล่ามือปราบ พวกเขาไม่เคยทราบแม้แต่น้อยว่าเจ้าเมืองที่เป็นขุนนางท้องที่จะเก่งกาจเช่นนี้ หากเจ้าเมืองเก่งขนาดนี้ทำไมไม่ไปเป็นขุนนางบู๊เล่า! จะมาเป็นขุนนางบุ๋นในท้องที่ห่างไกลทำไมกัน พวกเขาแม้อยากเข้าไปช่วยแต่ก็กลัวจะพลาดพลั้งทำร้ายเจ้านายเข้า ด้านหนึ่งจึงเข้าต่อกรกับทาสอสูรของหัวหน้าคนชุดดำ ส่วนอีกทางด้านหนึ่งก็ได้ต่อสู้กับคนชุดดำที่เหลือ ปล่อยให้เจ้าเมืองต่อสู้กับโจรร้าย

เคร้งงง!

เสียงราวกับโลหะดังขึ้น ถังเฟยหู่แปลกใจเป็นอย่างมากที่ฉวี่ฮุ่ยเข้ามาต่อสู้กับเขาเช่นนี้ เขาเคยพบเห็นรวมถึงพูดคุยกับเจ้าเมืองคนนี้อยู่หลายครั้ง จึงทำให้แปลกใจกับท่าทางของเจ้าเมืองเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่แปลกยิ่งกว่าคือเขาสามารถสัมผัสถึงไอแห่งความตายออกจากร่างของฉวี่ฮุ่ยได้

‘ปราณมรณะ...’ ถังเฟยหู่คิดอยู่ในใจ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงปราณมรณะจากร่างของฉวี่ฮุ่ย รวมสิ่งที่แปลกเหนือกว่าสิ่งใดก็คือ...เขาไม่อาจรู้สึกถึงสัญญาณชชีพหรือแม้แต่จะมองเห็นฉวี่ฮุ่ยหายใจด้วยซ้ำไป หากเป็นผู้คนโดยปกติอาจจะมองไม่ออก แต่เขาเป็นแพทย์ผู้หนึ่งย่อมสามารถสังเกตถึงสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ใจหนึ่งจะคิดว่าฉวี่ฮุ่ยตายไปแล้ว แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ไม่เห็นด้วยเช่นนั้น คนเราเมื่อตายไปแล้วไม่สมควรเคลื่อนไหวได้

เมื่อตายไปแล้วทุกอย่างก็จบสิ้น หากจะบอกว่าฉวี่ฮุ่ยเป็นผีก็ค่อยน่าเชื่อนัก นั่นก็เป็นตอนนี้เป็นช่วงเวลากลางวัน ผีอันใดกันถึงได้ออกมาหลอกคนในเวลากลางวัน นอกจากนี้ยังต่อสู้ได้อย่างเก่งกาจอีก ถังเฟยหู่สังเกตเห็นที่ปลายเล็บของฉวี่ฮุ่ยกลับมีเล็บสีดำที่งอกยาวขึ้นมากลายเป็นอาวุธจู่โจม

เขาสามารถสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจากเล็บนั้น เป็นคล้ายกับเป็นพิษแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว มันกลับแตกต่างจากพิษที่เขาเคยพบเจอมา เขาฟาดฟันกับฉวี่ฮุ่ยและเน้นหลบเลี่ยงกรงเล็บสีดำอันแหลมคมของฉวี่ฮุ่ยแทน เขายังไม่อยากเสี่ยงพบเจอกับสิ่งที่เขายังไม่รู้แน่ชัด เขายังมีอีกสองคนอยู่เบื้องหลัง หากเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นพวกเขาทั้งสามอาจได้ตายกันอยู่ที่นี่จนหมดสิ้น เขาไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้น!

กระบี่อสรพิษหมื่นแปร เขี้ยวสวรรค์ตัดฟ้า!!

ถังเฟยหู่ใช้คันธนูอันแหลมคมดุจดาบต่างกระบี่เพื่อใช้กระบวนท่า ปราณรูปจันเสี้ยวพุ่งทะยานออกไปจนบังเกิดมายาปราณอสรพิษเขี้ยวแหลมคมพุ่งออกไปพร้อมกัน แต่แทนที่ฉวี่ฮุ่ยจะหลบ เขากลับพุ่งเข้าใส่กระบวนท่านี้ของถังเฟยหู่แทน!

ฉัวะ!

เสียงปราณดาบผ่าแยกเนื้อหนังดังขึ้นอย่างชัดแจน แม้แต่ถังเฟยหู่ยังตกใจกับการกระทำอันแปลกประหลาดของเจ้าเมืองผู้นี้ แต่แล้วเขากลับพบเห็นสิ่งที่แปลกยิ่งกว่า ภายใต้ชุดคลุมขุนนางที่ขาดเพราะถูกฟัน เนื้อบริเวณอกที่ถูกผ่าแยกจนเห็นกระดูกนั่น มันกลับไม่มีแม้แต่เลือดสักหยดที่ไหลออกมา

เมื่อเห็นภาพนี้ถังเฟยหู่ถึงกับพูดไม่ออก ความคิดในคราแรกว่าฉวี่ฮุ่ยตายไปแล้วเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่ความรู้ความเข้าใจของเขาเริ่มสับสนเสียเหลือเกิน สามัญสํานึกของเขาไม่อาจเชื่อว่าจะมีคนตายใดที่เคลื่อนไหวเช่นราวกับคนเป็นได้ อย่าว่าแต่เคลื่อนไหวเลย ฉวี่ฮุ่ยตรงหน้านี้ทำได้แม้กระทั่งต่อสู้กับตนอย่างดุเดือด แม้จะแปลกใจแต่เขาเริ่มรวบรวมสติกลับมาอีกครั้ง ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นคนที่ตายไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจใดๆอีกต่อไป เขาเก็บคันธนูในมือให้กลับคืนสู่รูปร่างปลอกแขน

ลมปราณห้าพิษ

กรงเล็บมารกระดูกขาว กระชากคอหอย!

มือขวาของถังเฟยหู่ถูกเคลือบด้วยลมปราณพิษสีเขียวเข้มจนดูราวกับเป็นมือของปีศาจตนหนึ่งก็ไม่ปาน นิ้วก้อยนิ้วนางถูกงอเก็บไว้ นิ้วกลาง นิ้วชี้ และนิ้วโป้งกางออกจนดูไปคล้ายกับกรงเล็บของอสูร เขาพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับและใช้ช่องว่างของฉวี่ฮุ่ยในการแทงกรงเล็บของตนใส่คอของเจ้าเมืองผู้นี้!

ฉัวะ!

นิ้วทั้งสามของเขาเจาะเข้าสู่คอของฉวี่ฮุ่ยอย่างถนัดถนี่ ในจังหวะเดียวกันนั่นเองที่เขาได้กระชากมือของตนเองกลับมาพร้อมกับคอหอยของฝ่ายตรงข้าม! เป็นกระบวนท่าอันอำมหิตที่เล่นงานจุดตายของอีกฝ่าย แต่ฉวี่ฮุ่ยเองก็ยังไม่หยุดเคลื่อยไหวได้แทงกรงเล็บสีดำสุดอันตรายของตนใส่ถังเฟยหู่จนชายหนุ่มจนต้องพุ่งหลบออกไปอีกทาง

ถังเฟยหู่มองภาพตรงหน้าอยากแปลกใจและขนลุกไปพร้อมๆกัน คอของฝ่ายตรงข้ามแหว่งจนเป็นรูเช่นนี้ยังไม่อาจทำให้อีกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหว แถมยังโจมตีกลับมาเรื่อยๆราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ถังเฟยหู่เริ่มจะเชื่อเสียแล้วสิว่าผีมีจริงอยู่ในโลก เพราะผีดิบที่ไม่รู้จักตายได้ปรากฏอยู่ในสายตาของตนเองตนนี้

“นี่คงเป็นกรรมตามสนองที่เจ้าใส่ร้ายครอบครัวของข้าจนต้องกลายเป็นภูติผีปีศาจเช่นนี้นะ...” ถังเฟยหู่ได้แต่คิดเช่นนั้นไป เขาเริ่มคิดหาทางจัดการผู้ที่ไม่รู้จักตายเบื้องหน้า และในตอนนั้นเองเขาก็คิดบางอย่างออก หากอีกฝ่ายตายไม่เป็นก็แค่หยุดการเคลื่อนไหวของมันซะก็หมดเรื่อง! เขาใช้ท่าทางราวกับภาพมายาที่หลบไปมาดั่งงูพิษจนไปปรากฎอยู่เบื้องหลังของฉวี่ฮุ่ย

กรงเล็บมารกระดูกขาว หักกระดูกสะบั้นใจ!!

ความคิดเห็น