เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 48 สร้างความโกลาหล

ชื่อตอน : บทที่ 48 สร้างความโกลาหล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 295

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2562 13:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 48 สร้างความโกลาหล
แบบอักษร

​ตุบ ตุบ ตุบ

เสียงฝีเท้ากระทบเข้ากับพื้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จังหวะการก้าวเดินของคนผู้นี้นั้นคงเส้นคงวาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเหล่ามือปราบที่ประจำอยู่ที่ลานกว้างหน้าศาลได้เห็นคนผู้นี้แล้วก็ต่างแสดงความเคารพต่อคนผู้นี้ แต่ดวงตาของคนผู้นี้กลับไม่แม้แต่มองเจ้าที่และมือปราบทั้งหลาย แววตาอันเหม่อลอยและไร้แววชีวิตของคนผู้นี้ทำให้ผู้คนของศาลต่างก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นำมาใส่ใจใดๆ พวกเขาต่างก็คิดว่าท่านเจ้าเมืองคงจะทำงานหนักมากไปจึงได้เกิดอาการเช่นนี้

ฉวี่ฮุ่ยในชุดขุนนางได้ก้าวเดินไปจนถึงที่นั่งของเขาที่ตรงกึ่งกลางเบื้องหน้าศาลพอดิบพอดี จากนั้นเขาก็ได้นั่งลงและไม่ขยับเขยื้อนใดๆอีก ที่เยื้องไปทางด้านหลังของเขาคือบุรุษผู้หนึ่งในชุดของมือปราบ ที่มือของคนผู้นี้มีกระบี่อยู่เล่มหนึ่งที่ดูธรรมดาเป็นอย่างมาก แต่ที่ใบหน้าของเขากลับสวมใส่ไว้ด้วยหน้ากากไร้อารมณ์สีขาว หน้ากากใบนี้เรียบเนียนและไม่มีลวดลายใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งช่องมองภาพเสียด้วยซ้ำไป เมื่อมองไปแล้วยากนักที่จะคาดเดาถึงใบหน้าหรือแม้แต่ความรู้สึกของมือปราบผู้นี้

มือปราบผู้ลึกลับได้หันไปทางเจ้าเมืองและยกยิ้มอยู่ภายใต้หน้ากากอย่างพึงพอใจ เขาได้หันกลับไปมองยังเหล่าเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ประจำการอยู่ในตำแหน่งรอบๆศาลรวมถึงชาวบ้านที่เริ่มมาร่วมเป็นสักขีพยาน เหล่าชาวบ้านพวกนี้คือผู้ที่เชื่อในคำกล่าวหาของทางการต่อสกุลถัง พวกเขานั้นพึงพอใจเป็นอย่างมากที่คนชั่วพวกนี้จะได้ตายไปสักที! อย่างน้อยพวกเขาก็ยังเชื่อในทางการและกฎหมายบ้านเมืองได้อยู่ พวกเขาแทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นความตายของเหล่าคนชั่วช้า!

มือปราบผู้ลึกลับได้แตะไปยังแหวนเล็กโบราณบนนิ้วของตัวเองก่อนที่จะปรากฎเข็มอาคมเล่มหนึ่งในมือของเขา จากนั้นเขาจึงได้ใส่ปราณของตนเองเข้าไปภายในเพื่อกระตุ้นให้อาคมของมันทำงาน ไม่นานนักเข็มเล่มนั้นก็ได้ชี้ไปในทิศทางหนึ่งตรงหน้าของเขา ความรู้สึกที่ส่งมาจากเข็มทำให้เขาทราบได้โดยสัญชาตญาณว่าเป้าหมายที่เข็มเล่มนี้กำลังชี้ไปนั้นกำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

ภายใต้หน้ากากไร้อารมณ์ของมือปราบลึกลับ เขายิ้มอย่างพึงพอใจ ดวงตาสีฟ้าเยือกแข็งภายใต้หน้ากากได้เปล่งรัศมีเรืองรองออกมา ทุกๆอย่างเป็นไปตามแผนการของเขาแทบทั้งหมด อีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการก็จะอยู่ในมือของเขา และในตอนนั้นเองที่เบื้องหลังของเขาได้ปรากฏเงาสีดำที่พลิ้วไหวไปมา แต่แปลกยิ่งนักที่เงาดำนี้ไม่อาจมีผู้ใดเห็นได้นอกจากมือปราบลึกลับ

“ท่านอาจารย์...” มือปราบลึกลับกล่าวกับเงาวิญญาณสีดำนั้น

เงาดำวูบไหวไปมา เสียงอันน่าสยดสยองได้ถูกเปล่งออกมาจากเงาดำนั้น ไอมรณะที่ถูกส่งออกมาช่างทรงพลังยิ่งนัก “ทุกๆอย่างเป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์ ขอเพียงไม่มีเรื่องผิดพลาดประการใด ดวงชะตาของเจ้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะมาอยู่แทบเท้าเจ้า!” เงาดำมืดเมื่อกล่าวเสร็จก็สลายหายกลายเป็นอากาศธาตุ ทิ้งไว้เพียงแต่มือปราบผู้ลึกลับที่ควบคุมทุกอย่างราวกับอยู่ในกำมือ

ห่างออกไปในช่วงเวลาเดียวกัน ในเรือนรับรองอันยิ่งใหญ่ของจวนสกุลหลิว เหล่าทหารเกราะพยัคฆ์ที่ตามอารักขาองค์ชายสองมาด้วยในครั้งนี้ต่างก็ใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกฝนอย่างไม่ว่างเว้น ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานั้นพวกเขาได้เดินทางข้ามแคว้นเป็นระยะทางที่ไกลเป็นอย่างมาก แม้สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ก็ตามที เส้นทางเหล่านี้ไม่ใช่สั้นๆเลยแม้แต่น้อย การเดินทางของพวกเขาเป็นไปตามที่องค์ชายสองเฟิงหงหู่บัญชา พวกเขาทราบดีถึงเบื้องหลังการเดินทางในครั้งนี้ว่าเป็นบัญชาลับจากไป๋หู่อ๋องเพื่อตามหาองค์ชายใหญ่ซึ่งหายไปหลายปี ซึ่งทหารเหล่านี้ก็มีจากลูกหลานของตระกูลสาขาและผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมกับฝ่ายอำนาจของพวกเขา

ซึ่งนอกจากเฟิงฉีหัวหน้ากองกำลังพยัคฆ์เหมันต์ที่ได้ติดตามการเดินทางในครั้งนี้ด้วยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งคนซึ่งมีพลังและอำนาจในกองทัพไม่ต่างจากเฟิงฉีมากนัก คนผู้นี้ก็คือคนที่สังเกตถึงสิ่งที่ผิดปกติบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น คนผู้นี้ก็คือเฟิงชิงเถาผู้เป็นรองหัวหน้ากองกำลังพยัคฆ์สายฟ้า เฟิงชิงเถาคือทหารที่เข้ามาในกองทัพรุ่นเดียวกันกับเฟิงฉี แต่เฟิงฉีกลับมีตำแหน่งใหญ่โตกว่าเขาหนึ่งขั้นก็เพราะเฟิงฉีเป็นคนสนิทของเฟิงอิงหู่ผู้นำตระกูลสายเลือดพยัคฆ์แห่งพิรุณ

เฟิงชิงเถาในชุดเกราะพยัคฆ์สีขาวและผ้าคลุมสีแดงยืนอย่างองอาจต่อหน้าเฟิงฉีซึ่งยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้าเรือนรับรอง สีหน้าของเฟิงชิงเถาดูจะไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงจะเป็นทหารเช่นกันแต่เขาและเฟิงฉีมีนิสัยที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว เฟิงชิงเถามีเลือดของทหารกล้าในร่างอย่างเต็มเปี่ยม สำหรับเขาแล้วคำสั่งของเฟิงหมิงคืออาญาสิทธิ์แห่งสวรรค์ เขาเป็นคนประเภทที่ยอมหักไม่ยอมงอ สิ่งที่เขากระทำทุกอย่างก็เพื่อนายเหนือหัวเท่านั้น!

“เจ้ากระทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน” เฟิงฉียืนขวางอยู่ที่ด้านหน้าเรือนพักรับรองขององค์ชายสองพร้อมกับชี้ดาบในมือของตนไปยังเฟิงชิงเถา อาวุธในมือของเฟิงฉีนั้นเป็นอาวุธจิตวิญญาณระดับสูงที่ล้ำค่ายิ่งนัก

ส่วนเฟิงชิงเถาเองก็หาได้สนใจคำพูดของเฟิงฉีไม่ “เฟิงฉี! ออกไปให้พ้นทางของข้าเสียซะ! ข้าจำเป็นต้องเตือนสติขององค์ชาย พวกเราได้รับคำบัญชาจากท่านอ๋องเพื่อให้ทำภารกิจสำคัญ พวกเราพักอยู่ที่เมืองแห่งนี้นานเกินไปแล้ว!”

“เฟิงชิงเถา!” เฟิงฉีตะโกนออกมาในทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่คนตรงหน้ากล่าวออกมา เขาไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด “เจ้าอย่าได้บังอาจก้าวล่วงอำนาจขององค์ชาย ท่านจะทำสิ่งใดต้องขอความเห็นจากเจ้าด้วยหรืออย่างไรกัน!”

กร็อบ! เสียงกระดูกมือของเฟิงชิงเถาดังขึ้น เขากำมืออย่างแรงด้วยความโกรธ บรรยากาศรอบตัวของเขาเกิดสภาวะแปลกประหลาดบางอย่าง นี่ราวกับหากผู้ใดเข้าไปใกล้เขาในตอนนี้ก็อาจจะถูกอัสนีบาตฟาดฟันใส่จนเป็นเถ้าถ่านได้เลย เฟิงชิงเถาสะบัดการเดินจากไปด้วยความโมโห เขาไม่อาจยอมรับการกระทำขององค์ชายสองที่ไม่เห็นคำสั่งของท่านอ๋องอยู่ในสายตาเช่นนี้ได้!

เฟิงฉีมองภาพตรงหน้าอย่างพอใจ เขาหันหลังกลับไปและมองประตูห้องพักรับรองที่ไร้การเคลื่อนไหวตรงหน้า เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ‘แผนการขององค์ชายยังเป็นไปได้ด้วยดีนัก สิ่งเดียวที่อาจทำให้แผนสะดุดก็คือเจ้าชิงเถา! หากมันยุ่งวุ่นวายมากจนเกินไปก็อาจจะต้องจัดการมันซะ!’ เฟิงฉีคิดในใจพร้อมกับดวงตาที่ฉายแววอำมหิตอยู่ชั่วพริบตาหนึ่งก่อนที่จะหายไป

“นำนักโทษเข้าสู่ลานประหาร!” เสียงอันเยือกเย็นไร้ชีวิตของฉวี่ฮุ่ยดังขึ้น เจ้าหน้าที่ทั้งหลายในลานประหารได้ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ผ่านไปไม่นานนักก็ได้มีคนสองคนในชุดนักโทษสีขาวถูกล่ามโซ่ทั้งมือและเท้า ผมเผ้าทั้งสองคนต่างกระเซอะกระเซิง ไม่หลงเหลือภาพลักษณ์ของอดีตพระชายาและหมอหลวงของทั้งสองเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของถังหยางหลิวและถังมู่หลิวต่างก็เต็มไปด้วยความกังวล

พวกเขาทั้งสองหาได้กังวลเรื่องที่ตนเองกำลังจะถูกประหารไม่ เรื่องที่พวกเขาไม่อาจปล่อยวางได้ก็คือเรื่องของถังเฟยหู่ พวกเขารับรู้ได้ในทันทีว่าถังเฟยหู่จะต้องมาเพื่อช่วยพวกเขา ความผูกพันของครอบครัวของพวกเขานั้นแน่นแฟ้นจนเกินไป ถึงแม้จะมีความตายรออยู่ตรงหน้า...ถังเฟยหู่ก็คงตัดสินใจมา

ถึงแม้จะมีความหวังเสี้ยวเล็กๆอยู่ในจิตใจว่าถังเฟยหู่จะหลบหนีออกไปได้แล้วด้วยความช่วยเหลือของจางฟางจิ้ง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นเล่า? นั่นเท่ากับถังเฟยหู่กำลังพาดคอของตนเองลงบนใบดาบของสกุลเฟิง พวกเขาทั้งสองยังคงไม่อาจสงบใจได้จนกว่าการประหารจะเริ่มขึ้น หากถังเฟยหู่ไม่มาปล้นนักโทษ พวกเขาก็ยังคงมีความหวังในจิตใจว่าอย่างน้อยผู้เป็นหลานและบุตรชายจะสามารถหนีรอดไปได้เป็นที่สำเร็จ ถังหยางหลิวและถังมู่หลิวถูกเจ้าหน้าที่ดึงโซ่ที่ผูกข้อมือและข้อเท้าของพวกเขาไว้ ไม่นานนักพวกเขาทั้งสองก็ได้มาหยุดยืนอยู่ตรงกลางลานประหาร

“เหอะ! มาถึงลานประหารแล้ว พวกคนชั่วจงคุกเข่าลงซะ!” เจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองที่นำพาถังหยางหลิวพ่อลูกมาได้ตะโกนสั่งพร้อมทั้งถีบเท้าใส่ข้อพับขาของทั้งสองคนพร้อมกันจนร่างทั้งสองทรุดเข่าลงกระแทกพื้นอย่างแรง

มือปราบลึกลับได้เงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า พระอาทิตย์ได้เริ่มขึ้นมาจากทางทิศตะวันออกแล้ว แสงอรุณได้เบิกฟ้าสู่วันใหม่ มือปราบลึกลับมองภาพนั้นอย่างพอใจ นี่เท่ากับถึงช่วงเวลาที่จะเริ่มการประหารแล้ว ในตอนนั้นเองที่ร่างกายที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยไอมรณะของฉวี่ฮุ่ยได้เริ่มเคลื่อนไหว

ฉวี่ฮุ่ยได้ยืนขึ้นและโบกมือสั่งให้เพชฌฆาตเข้าประจำตำแหน่ง เพชฌฆาตสองคนที่มีร่างกายกำยำหนาแน่นดุจกำแพงหินได้เดินเข้าสู่ลานประหาร พวกเขาสวมใส่กางเกงผ้าสีแดงดุจเลือด ผ้าโพกหัวสีแดงสดดุจเดียวกัน อีกทั้งในมือของทั้งสองยังมีดาบประหารเล่มใหญ่โตอีกคนละเล่ม เพชฌฆาตทั้งสองได้มาหยุดยืนอยู่ด้านข้างนักโทษทั้งสองอย่างสงบนิ่งเพื่อรอรับคำสั่งประหาร

เจ้าเมืองฟูเจี้ยนยื่นมือออกไปตรงหน้าของตนบนโต๊ะ ที่ตรงนั้นได้มีกล่องไม้ซึ่งใส่คำสั่งประหารที่ทำจากไม้เนื้อดีสีแดงและสลักคำว่าประหารสีทองเอาไว้ ฉวี่ฮุ่ยหยิบจับคำสั่งประหารขึ้นมา เมื่อเพชฌฆาตเห็นคำสั่งประหารก็ได้เปิดขวดเหล้าที่พกติดตัวมาด้วยขึ้นดื่มจากนั้นจึงพ่นเหล้าเหล่านั้นออกเป็นละอองน้ำใส่ใบดาบประหารของพวกตน

เพชฌฆาตทั้งสองวาดดาบขึ้นตั้งตรงชี้ขึ้นไปบนฟ้า พวกเขาเตรียมตัวรอรับคำสั่งประหาร เมื่อได้รับคำสั่งมาก็จะวาดดาบประหารทั้งสองออกไปในทันที นักโทษทั้งสองจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าพวกเขาตายไปตอนไหน เมื่อตายทุกอย่างก็จบสิ้น บุญคุณความแค้นของทั้งสองที่กระทำต่อชาวเมืองก็จะสิ้นสุดลง เมื่อครอบครัวสกุลถังตาย ชาวเมืองทั้งหลายก็คงจะคลายความแค้นที่มีต่อพวกเขาลงได้

“ประหาร!” ฉวี่ฮุ่ยตะโกนสั่งพร้อมกับโยนคำสั่งประหารสีแดงออกไป คำสั่งไม้สีแดงนั้นถูกจับจ้องโดยผู้คนจำนวนมากทั้งเจ้าหน้าที่ศาล มือปราบ และเหล่าชาวบ้านที่มารับชมการประหารของครอบครัวสกุลถัง แผ่นไม้ที่ลอยอยู่กลางอากาศราวกับเวลานั้นถูกเดินช้าลงไปเรื่อยๆ เพียงแค่นิดเดียวแผ่นไม้ก็จะหล่นลงสู่พื้น อีกเพียงนิดเดียวคนชั่วก็จะถูกฆ่า! อีกเพียงนิดเดียวความแค้นของพวกเขาก็จะถูกชำระเสียใหม่! อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นใบดาบประหารก็จะวาดผ่านคอของคนชั่ว!!

ฟิ้วววว!!

แต่ก่อนที่คำสั่งประหารจะได้ล่วงหล่นลงสู่พื้น ในจังหวะนั้นเองก็ได้มีเสียงวัตถุแหวกอากาศมาดังสนั่นราวกับเสียงอสนีบาตฟาดลงมาก็ไม่ปาน! มันกลับเป็นลูกธนูสีแดงฉานดอกหนึ่งที่เต็มไปด้วยไอความเย็นและพลังทำลายล้างของสายฟ้า!

ธนูเซียนพยัคฆ์ ทะลวงวิญญาณ!

ทันทีที่ลูกธนูดอกนั้นสัมผัสกับตราคำสั่งประหาร คำสั่งไม้แผ่นนั้นก็ถูกทำลายและเผาไหม้จนเป็นเถ้าธุลีในพริบตาเดียว! ไม่เพียงเท่านั้น ลูกธนูยังทะลุทะลวงผ่านไปปักยังเบื้องหน้าโต๊ะของเจ้าเมืองฉวี่ฮุ่ยอีกด้วย พลังทำลายของธนูดอกนั้นทำให้พื้นหินแข็งเบื้องหน้าฉวี่ฮุ่ยแตกออกจากกัน แต่ไม่นานนักลูกธนูดอกนั้นก็สลายหายกลายเป็นอากาศธาตุในเวลาไม่นาน กลับคืนสู่รูปลักษณ์ลมปราณดั้งเดิมของมัน

เข็มทิพย์ดอกเหมย เข็มคู่ทะยาน!

ในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่ได้มีเข็มเล็กๆสีดำสองเล่มที่แทบมองไม่เห็นพุ่งเข้าสู่ร่างของเพชฌฆาตทั้งสองอย่างถนัดถนี่ เข็มทั้งสองได้ทำการสกัดจุดลมปราณของทั้งสองที่ไหลเวียนในร่างทำให้เกิดการติดขัด ลมปราณที่ติดขัดนั้นได้ส่งผลไปทั่วทั้งร่างกายและทำให้ร่างของทั้งสองล้มลงไปนอนกองกับพื้นในทันที หากทั้งสองเป็นชาวยุทธ์ก็อาจจะไม่ถูกสกัดจุดง่ายๆเช่นนี้เป็นแน่ ถังเฟยหู่ที่อยู่บนหลังคามองเพชฌฆาตทั้งสองสลบไปอย่างพึงพอใจ เขาทราบดีว่าตามกฎหมายของต้าหลิงหากไม่มีคำสั่งประหารและเพชฌฆาตก็ไม่อาจประหารนักโทษได้โดยเด็จขาด ไม่อย่างงั้นจะมีโทษอันร้ายแรงฐานฆ่าคนตาย

ท่ามกลางความตกใจของทุกผู้คน พวกเขาต่างก็มองไปยังที่มาของลูกธนูดอกนั้นบนหลังคาของอาคารหลังหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับศาลเมืองฟูเจี้ยน ที่บนนั้นก็คือจอมยุทธ์ผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดสีดำ ดวงตาและผมยาวสีดำสนิท ใบหน้าของคนผู้นี้ใส่ไว้ด้วยหน้ากากโลหะรูปปีศาจปิดครึ่งหน้าล่างไว้ ในมือของคนผู้นี้ก็คือธนูโลหะสีดำที่มีคันธนูอันแหลมคมดุจดาบและสายคันศรสีแดงฉาน

“ใครกัน!” องครักษ์ผู้คุ้มกันลานประหารพูดขึ้นก่อนที่จะรวมตัวกันเป็นรูปขบวนขวางกั้นเบื้องหน้าทางเข้าลานประหารไว้ แม้หัวหน้ามือปราบฉวี่กังจะบาดเจ็บไม่อาจมาปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่พวกเขาเหล่ามือปราบแห่งฟูเจี้ยนก็ไม่อาจให้ใครมาล่วงเกินอำนาจของกฎหมายเช่นนี้ได้! การทำลายป้ายคำสั่งประหารก็ทำกับการลบหลู่กฎหมายอย่างโจ่งแจ้งจนเกินไป! “จับคนร้าย!” หัวหน้ามือปราบชั่วคราวซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนฉวี่กังได้ออกสั่งการ เหล่ามือปราบทุกคน!

ถังเฟยหู่ยิ้มเยาะต่อการกระทำของเหล่ามือปราบ เขาสะบัดมือขวาออกไปทางด้านข้างพร้อมกับปลดปล่อยหัวธนูออกมาสามดอก หัวธนูสีดำที่พุ่งออกมาจากปลอกแขนสีดำทั้งสามดอกนั้นได้หยุดอยู่กลางอากาศ ไม่สิ หากดูดีๆแล้วจะพบว่ามีด้ายปราณสีแดงเชื่อมต่อระหว่างมือข้างขวาของถังเฟยหู่กับธนูทั้งสามดอก ในตอนนั้นเองที่ด้ายปราณสีแดงจำนวนมากได้พันล้อมรอบ เชื่อมต่อ และถักทอจนกลายเป็นลูกธนูสีแดงฉานสามดอกที่มีเกรียวอันแปลกประหลาดล้อมรอบลูกธนูนั้น

ถังเฟยหู่พาดลูกธนูทั้งสามลงบนคันศร เขาออกแรงดึงอย่างมหาศาลจนกล้ามเนื้อและกระดูกส่งเสียงดังออกมาอย่างรุนแรง และในตอนนั้นเองที่มือปราบกำลังวิ่งเข้ามาใกล้อาคารที่เขายืนอยู่ ชายหนุ่มก็ได้ปล่อยลูกธนูทั้งสามให้หลุดออกจากแล่ง ด้วยรูปร่างของธนูที่เป็นเกรียวจึงทำให้บังเกิดลูกธนูที่ปกคลุมด้วยวายุสามสายพุ่งทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว!

ธนูเซียนพยัคฆ์ สามเซียนวายุ!

ครืนนนน

ลูกธนูวายุทั้งสามดอกพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ถังเฟยหู่บังคับให้พวกมันพุ่งเข้าไปทางเบื้องหน้าของเหล่ามือปราบที่ดาหน้ากันเข้ามา ลมพายุจากลูกธนูทั้งสามได้ผสานรวมกันจนกลายเป็นกำแพงวายุขนาดใหญ่พุ่งเข้าไปกระแทกพวกมือปราบจนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง!

พวกมือปราบเหล่านี้มีฝีมือและขอบเขตการฝึกฝนที่ธรรมดายิ่งนัก พื้นฐานไม่มั่นคง วิชาที่ใช้ฝึกก็อ่อนแอ มือปราบที่มีฝีมือส่วนใหญ่นั้นได้ถูกฆ่าตายไปโดยจิ้นฝานเมื่อครั้งที่เหล่ามือปราบเข้าไปสืบในป่าอสูรเมื่อครั้งก่อน คนที่รับเข้ามาใหม่เหล่านี้ไม่มีอำนาจและพลังมากพอที่จะต่อต้านพลังของถังเฟยหู่ได้เลย

แม้จะบอกว่าไม่อาจต่อต้านได้ แต่ก็ใช่ว่าจะกำราบจนอยู่หมัด เหล่ามือปราบแค่ถูกกระแทกจนล้มไม่เป็นท่าและบาดเจ็บกันเสียส่วนใหญ่ แต่ไม่มีใครที่บาดเจ็บหนักหรือล้มตายแม้แต่ผู้เดียว ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้สร้างธนูจากด้ายปราณขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งดอก ในคราวนี้ตรงกลางของลูกธนูกลับมีสิ่งแปลกปลอมที่ดูคล้ายเศษผ้าถูกตรึงไว้ตรงกลางก่อนที่ด้ายปราณจะพันกันจนเป็นตัวลูกธนู

“จงปล่อยตัวครอบครัวสกุลถังซะ!!” เสียงของถังเฟยหู่สะท้อนก้องเข้าสู่โสตประสาทของทุกผู้คนในนั้น ชายหนุ่มพาดลูกธนูพิเศษดอกนั้นลงบนคันศรจากนั้นจึงได้ยิงมันออกไปและปักเข้าสู่พื้นตรงกลางของพื้นที่ซึ่งเหล่ามือปราบกระเด็นกระดอนออกไปเมื่อสักครู่นี้ จากนั้นอาคมในเศษผ้าที่แฝงไปกับธนูก็ได้ทำงานในทันที

ตู้มมมม!!

อาคมวายุและเปลวเพลิงบนเศษได้ทำงานขึ้นแล้ว! เปลวเพลิงที่บังเกิดขึ้นจากอาคมได้ถูกอาคมวายุที่โหมกระหน่ำพัดพาออกไปจนกลายเป็นระเบิดเปลวเพลิงที่มีแรงกระแทกและพลังเผาผลาญทำลายล้างสูง เมื่อสิ้นเสียงระเบิดในที่แห่งนั้นได้บังเกิดร่องรอยเผาไหม้สีดำบนพื้นและควันดำลอยสูงขึ้นไปบนอากาศ

เหล่ามือปราบที่ถูกแรงระเบิดนั้นต่างก็ถูกเผาไหม้จนมีแผลพุพองไปทั่วตัว ผมเผ้าของพวกเขาต่างถูกเผาไหม้จนหงิกงอกันไปหลายคน ในสายตาของพวกเขาดูมีความหวาดกลัวกว่าหลายส่วน สิ่งที่ถูกเรียกว่าระเบิดนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้างของต้าหลิง ระเบิดถูกใช้หลากหลายรูปแบบในประเทศแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นในทางการทหาร หรือแม้แต่ถูกใช้ในการระเบิดภูเขาหินเพื่อทำเหมือง

สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตชั้นพิภพหรือผู้ฝึกยุทธ์ประเภทกายาอาจจะไม่หวาดกลัวต่อแรงระเบิด แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาทั่วไปรวมถึงชาวบ้านธรรมดาต่างก็เกรงกลัวต่อภาพลักษณ์ของระเบิด พลังทำลายของยันต์อาคมที่ถังเฟยหู่และจางฟางจิ้งเขียนขึ้นมานั้นไม่อาจเทียบกับแรงระเบิดของจริงได้เลยแม้แต่น้อย

แต่นั่นหาได้สำคัญไม่ เพราะภาพลักษณ์ของระเบิดที่ทุกคนรู้จักทำให้พวกเขาถูกหลอกลวงด้วยยันต์อาคมของถังเฟยหู่ไปแล้ว เสียงกรี๊ดร้องของชาวบ้านดังขึ้นพร้อมกับความอลหม่านที่บังเกิดขึ้น พวกชาวบ้านต่างก็หนีตายกันไปคนละทิศคนละทาง ทำให้เกิดความสับสนขึ้นในลานประหาร ถังเฟยหู่มองภาพนั้นอย่างพึงพอใจ เขายกมือขวาขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วสั่งการออกไปทางเบื้องหน้า ในตอนนั้นเองที่ได้มีชายชุดดำที่ปกปิดหน้านับร้อยที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังของถังเฟยหู่ได้พุ่งทะยานออกไป

“มะ..มันเป็นใครกันถึงได้กล้าทำเช่นนี้!” มือปราบผู้หนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับพยายามที่จะชันกายลุกขึ้นมาและหยิบจับดาบขึ้นหมายต่อกรกับเหล่าชายชุดดำลึกลับ พวกมือปราบต่างก็ฟาดฟันหมายต่อกรกับคนร้ายที่ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา แต่แปลกยิ่งนักที่พวกคนชุดดับพวกนี้ช่างต่อสู้ได้อย่างเหยาะแหยะยิ่งนัก แววตาของคนชุดดำพวกนี้ไร้แววของความอย่างต่อสู้ เหมือนกระทำเพราะความจำใจเสียมากกว่า

เหตุผลเหล่าเปาเปียวจากสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อกระทำการเช่นนี้ก็เพราะได้ถูกถังเฟยหู่สั่งไว้ว่าแค่ให้พวกเขาถ่วงเวลาและสร้างความวุ่นวายในลานประหาร แต่เขาสั่งห้ามโดยเด็ดขาดว่าห้ามฆ่าใครทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มอบยาถอนพิษออกมา พวกเปาเปียวเหล่านี้ไม่มีทางเลือกได้แต่กระทำตามอย่างฝืนใจ จะทำอย่างไรได้ พวกเขาตัดสินใจกระทำการครั้งนี้ก็เพื่อรักษาชีวิตตนเอง เมื่อขึ้นขี่หลังเสือแล้วก็ยากที่จะลง

และในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้กระตุ้นสายเลือดดวงตาของตนเองขึ้นมา ดวงตาข้างซ้ายที่เป็นสีดำสนิทเพราะลมปราณมารได้บังเกิดแสงสีฟ้าสว่างใสดุจแสงอัสนีหมุนวนอยู่ภายในนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนนัยน์ตาข้างนั้นจนกลายเป็นสีฟ้า และในจังหวะนั้นเองที่เข็มอาคมในมือของมือปราบลึกลับได้เกิดการสั่นไหวที่รุนแรง มือปราบลึกลับเองก็ได้กระตุ้นสายเลือดดวงตาสีฟ้าเยือกแข็งของตนเองเพื่อมองไปยังถังเฟยหู่ให้ชัดเจน

มือปราบลึกลับยิ้มเยาะอย่างมีความสุขเมื่อเห็นสายเลือดดวงตาของถังเฟยหู่ด้วยตาของตนเอง เขาแทบจะทนไม่ไหวและที่จะกระทำการตามแผนการขั้นต่อไปของเขา แต่เขายังคงหักห้ามใจตนเองไว้อยู่ สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่จังหวะ หากเขาลงมือเร็วไปเพียงนิดก็อาจทำให้แผนการทั้งหมดของเขาพังลงมาไม่เป็นท่า แสงจันทร์สว่างจ้า ใยต้องกลัวถูกเมฆบัง เพื่อแผนการในวันนี้เขาได้เตรียมการมาอย่างยาวนานกับอาจารย์ของเขา อีกเพียงแค่ก้าวเดียวใยเขาต้องกลัวเกรงว่าแผนจะไม่สำเร็จด้วยเล่า?

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!!

เสียงดาบของเหล่ามือปราบกับเหล่าเปาเปียวเข้าฟาดฟันกันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อย ส่วนชาวบ้านที่มารอดูการประหารต่างก็หนีหายกันไปหมดแล้ว ถังเฟยหู่เมื่อเห็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจนหมดแล้วจึงได้ทิ้งห่อผ้าที่ตนนำมาด้วยลงบนหลังคา เขาได้ใช้เท้าเขี่ยเปิดมันออกก็พบว่าเป็นแผ่นยันต์อาคมที่ทำจากเศษผ้าจำนวนมากมายในนั้น ถังเฟยหู่ปลดปล่อยหัวธนูออกมาเป็นจำนวนมากและใช้มันผสานเข้ากับยันต์อาคมจนสร้างเป็นลูกธนูติดระเบิดอาคมปลอมๆจำนวนมาก

ถังเฟยหู่ด้านหนึ่งสร้างลูกธนูจำนวนมากออกมาไม่หยุด อีกด้านหนึ่งก็ใช้สายเลือดดวงตาเซียนพยัคฆ์สอดส่องในสนามรบแล้วยิงลูกธนูเหล่านั้นออกไปในตอนที่เหล่าเปาเปียวเพลี่ยงพล้ำเพื่อถ่วงดุลอำนาจในสนามรบ เมื่อทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีแล้วเขาก็ได้เปลี่ยนเป้าหมายจากลานประหารเป็นสิ่งอื่น! ในมือของเขาคือลูกธนูดอกพิเศษที่เต็มไปด้วยเศษผ้าลงอาคมมากมาย ลูกธนูดอกนี้ราวกับที่ห่อไว้ด้วยเศษผ้าจำนวนมาก ลูกธนูดอกนี้ดูจะมีความหนาเป็นพิเศษ ไม่เหมือนกับลูกธนูก่อนหน้านี้ที่เขาเคยสร้าง

ถังเฟยหู่จับจ้องไปทางศาลตรงหน้าด้วยดวงตาสีฟ้าสว่างตนเอง ราวกับห้วงเวลาจะเดินช้าลงเมื่อมองผ่านดวงตาอันสุดพิเศาข้างนี้ เขาสามารถมองออกถึงโครงสร้างและจุดอ่อนของศาลนี้ได้ผ่านดวงตาข้างนี้ เขาได้พาดลูกธนูดอกนั้นลงบนคันศรและออกแรงดึงอย่างสุดแรงจนข้อต่อและเส้นเอ็นของเขาตึงจนสุดราวกับจะพังทลายร่างกายของตนเองก็ไม่ปาน ในตอนนั้นเองได้มีเสียงราวกับฟ้าร้องออกจากกระดูกและข้อต่อที่ถูกใช้จนสุดแรง

ธนูเซียนพยัคฆ์ ดาราสีชาด

ความคิดเห็น