เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 47 สำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ

ชื่อตอน : บทที่ 47 สำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 278

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2562 10:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 47 สำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ
แบบอักษร

​‘กำแพงเมืองอยู่ตรงหน้าแล้ว!’ ถังเฟยหู่คิดในใจเมื่อเห็นกำแพงเมืองอยู่ไม่ไกล เขาเร่งกระตุกบังเหียนอย่างแรงเพื่อกระตุ้นให้ม้าปีศาจเฮยกุ่ยพุ่งทะยานไปที่นั่นให้เร็วขึ้นมากกว่าเดิม และเมื่อกำแพงเมื่ออยู่ในระยะสายตาตรงหน้าแล้ว ถังเฟยหู่ก็ได้กระโดดออกจากหลังของเฮยกุ่ยพุ่งเข้าใส่กำแพงสูงตรงหน้า

ในจังหวะเดียวกันนั่นเองที่เขาได้สลายม้าปีศาจที่ด้านหลังแล้วดึงดูดมันกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเอง มือทั้งสองข้างของเขาปรากฎอาวุธลับหัวธนูขึ้นในตอนที่เขากำลังเข้าใกล้กำแพงเมือง เขาได้ขว้างซัดอาวุธลับในมือทั้งสองออกไปโดยมีด้ายปราณสีแดงผูกติดไปด้วย

ฟิ้วววว

อาวุธลับหัวธนูทั้งสองได้แทงทะลุเข้าไปทางด้านบนของกำแพงเมืองอันสูงใหญ่เบื้องหน้า จากนั้นชายหนุ่มจึงได้พลิกตัวและแตะเท้าลงบนกำแพงอย่างแผ่วเบา ในจังหวะนั้นเองที่เขาได้กระชากแขนทั้งสองข้างพร้อมกันเพื่อดึงให้ร่างเขาพุ่งขึ้นสู่ด้านบนไปตามกำแพงเมือง เมื่อผสานกับวิชาตัวเบาท่าเท้าอสรพิษลี้ลับก็ทำให้เขาทะยานไปตามแนวกำแพงได้อย่างเหนือธรรมชาติ

เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นเขาก็ได้ขึ้นมาหยุดยืนอยู่บนขอบกำแพงเมืองแล้ว เขาได้ยืนอยู่บนแนวสันของกำแพงเมืองซึ่งเป็นบริเวณที่ทหารรักษาการณ์ทั้งหลายจะใช้เพื่อเดินลาดตะเวณป้องกันอาณาเขตของเมือง เขาได้หันมองซ้ายขวาเพื่อสำรวจว่ามีทหารคนใดอยู่ใกล้บริเวณนี้หรือไม่ ทางด้านซ้ายไกลออกไปเขาได้เห็นแสงจากคบเพลิงพริ้วไหวไปมาตามแรงลม แสงไฟนั้นกำลังเข้าใกล้มายังบริเวณที่เขาอยู่

ถังเฟยหู่ไม่รั้งรออีกต่อไป หากเขาช้าเพียงก้าวเดียวก็อาจจะทำให้แผนที่เขาวางไว้นั้นเกิดข้อผิดพลาดได้ เขาถีบเท้าพุ่งทะยานออกไปทางด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เขาหมุนกายร่อนลงพื้นอย่างเงียบเชียบ เขาเข้ามาในเมืองได้สำเร็จแล้ว!

เขาได้มองไปยังรอบๆก็พบว่าตัวเองได้ปรากฎตัวอยาที่ทางถนนสายหนึ่งภายในเมืองของตัวเอง เขาได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตออกมาจากนั้นก็ได้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณหน้ากากปีศาจที่เคยใช้ตอนไปยังป่าอสูร ในมือของเขาได้ปรากฎหน้ากากโลหะสีดำ แต่ดูเหมือนว่ารูปร่างของมันจะต่างออกไปจากเดิม

หน้ากากในมือของเขานั้น ส่วนบนที่เคยแตกหักได้ถูกกำจัดออกไปและเหลือเพียงส่วนหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าส่วนล่าง เมื่อสวมใส่ไปแล้วจะสามารถมองเห็นครึ่งหน้าบนได้อย่างชัดเจนซึ่งต่างจากเดิม ในช่วงหลายวันมานี้เขาได้ให้ลุงจางช่วยดัดแปลงอย่างง่ายๆเช่นนี้ให้เพราะว่าหน้ากากเดิมนั้นมีคนพบเห็นมากจนเกินไป

ถังเฟยหู่สวมใส่หน้ากากครึ่งล่างลงบนใบหน้าของตนเอง เขาจัดการถอดที่ปิดตาโลหะรูปอสรพิษออกไป ดวงตาสีฟ้าครามได้ปรากฏสู่สายตา เขาจัดการเก็บที่ปิดตาโลหะเข้าไปในอกเสื้อ ในตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่เรื่องดวงตาของเขาที่ดูยังเป็นจุดเด่นเกินไป เขาได้กระตุ้นและโคจรปราณจากมุกมารทั้งสามไปจนทั่วทั้งร่าง

ลมปราณมารไร้ลักษณ์

ร่างของถังเฟยหู่ส่งกลิ่นอายมรณะออกมา อีกทั้งปราณมารไร้ลักษณ์ยังส่งผลให้ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีดำอีกต่างหาก นี่เป็นหนึ่งในความสามารถของปราณมารไร้ลักษณ์ที่ได้แปรเปลี่ยนดวงตาของเขาให้สามารถมองเห็นปราณมรณะได้ด้วยตาเนื้อของเขาเอง แต่เขากลับใช้วิชามารเช่นนี้ในการปลอมแปลงตัวตนเสียได้

ถังเฟยหู่ใช้ความพยายามอีกเล็กน้อยในการเก็บรั้งไอมรณะที่ถูกส่งออกมาจากร่างไม่ให้มันเป็นที่สะดุดตาเกินไปนัก ในตอนนี้หากไม่ใช้สัมผัสวิญญาณตรวจอย่างละเอียด หรือสายเลือดดวงตาชนิดต่างๆ ก็คงยากนักที่จะมองออกถึงปราณมรณะที่กำลังวิ่งพล่านไปทั่วทั้งร่างของเขา

ภาพลักษณ์ในตอนนี้ของเขานั้นราวกับเป็นจอมยุทธ์จากพรรคฝ่ายอธรรมผู้หนึ่ง หน้ากากปิดครึ่งใบหน้าล่างที่ดูดชั่วร้าย นัยน์ตาทั้งสองข้างสีดำดุจดั่งห้วงราตรี เสื้อผ้าสีดำ ดูรวมๆไปแล้วนั้นทำให้ภาพลักษณ์ของเขาราวกับเป็นผู้ร้าย ไม่ก็พวกนอกรีตในยุทธภพยิ่งนัก แต่ข้อดีก็คือทำให้คนไม่ทราบถึงความเป็นคนสกุลถังของเขา

ภาพจำของผู้คนทั่วไปเกี่ยวกับคนสกุลถังก็คือการที่มีดวงตาสีเขียวมรกต และจากคำบอกเล่าของลุงจางแล้ว ทางการนั้นได้ออกหมายจับประกาศไปทั่วทั้งเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่เขาได้ปลอมตัวจนมีรูปลักษณ์เช่นนี้ก็นับว่าทำให้การเคลื่อนไหวในเมืองนั้นสะดวกขึ้นระดับนึง

ถังเฟยหู่ดำดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำของตนเองเพื่อหาเกี่ยวกับภาพแผนผังสถานที่ต่างๆภายในเมือง ไม่นานนักเขาก็ได้พบกับที่ตั้งของสถานที่ๆเขาตั้งใจจะไป เขาพุ่งทะยานไปทางทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว เขาถีบเท้าพุ่งทะยานออกไป เท้าของเขาสัมผัสเข้ากับกำแพงทางด้านหนึ่งใกล้ๆเพื่อส่งตัวเองให้ลอยขึ้นกลางอากาศและเหยียบลงบนหลังคาของบ้านหลังหนึ่ง

เขาได้พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วบนหลังคาบ้านเรือนต่างๆ เขาพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้เกิดเสียงใดๆขึ้น เขาออกเดินทางไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็ได้พบเข้ากับเป้าหมายที่ต้องการอยู่ด้านหน้า นั่นก็คืออาคารหลังใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีป้ายติดไว้เหนือประตูทางเข้าว่าสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ

ถังเฟยหู่หยุดยืนอยู่บนหลังคาอาคารหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ เขากวาดตามองสำรวจคร่าวๆก็พบว่าอาคารหลังนี้มีขนาดที่ใหญ่เป็นอย่างมาก เมื่อมองจากด้านบนก็สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของผู้คนที่ออกเดินตรวจตรารวมถึงแสงไฟจากคบเพลิงที่พริ้วไหวไปมาตามแรงลม ทันใดนั้นเองที่เขาได้กระตุ้นสายเลือดดวงตาเซียนพยัคฆ์ของตนเองให้ทำงาน ดวงตาข้างซ้ายของเขาที่ดำมืดเพราะปราณมารไร้ลักษณ์ได้เปลี่ยนจนกลายเป็นสีฟ้าดุจอสนีบาตอีกครั้ง

ม่านตาของเขาขยายขึ้น ภาพตรงหน้าที่ดูห่างไกลนั้นมองได้ชัดเจนและไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิมมากมายนัก ภาพอาคารของสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อนั้นไม่อาจมีจุดไหนหลุดรอดสายตาของเขาไปได้ การฝึกฝนที่ผ่านมานั้นได้ทำให้วิชาสายเลือดของเขาพัฒนาขึ้น และมีความช่ำชองมากขึ้นหลายเท่านัก

การใช้สายเลือดดวงตาเช่นนี้แม้ว่าจะใกล้เคียงกับเนตรหมื่นลี้ของเฟิงหงหู่ แต่หากเทียบกันจริงๆแล้วนั้นไม่อาจเทียบกันได้แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะด้านคุณภาพหรือขอบเขตการค้นหาก็ตามที ถังเฟยหู่ยังต้องพัฒนาทักษะนี้อีกไกลนักกว่าจะเทียบเคียงได้กับเนตรหมื่นลี้ของสกุลเฟิง

ถังเฟยหู่ได้ดึงเส้นผมของตนเองออกมาหนึ่งเส้นในมือ จากนั้นจึงค่อยใช้นิ้วที่เคลือบลมปราณไว้ตัดมันออกเป็นหลายๆชิ้น เขาได้เดินลมปราณเข้าไปในเส้นผมเหล่านั้นในมือของเขาจนมันแข็งราวกับเหล็ก กลายเป็นเข็มที่ทำจากเส้นผมอยู่ในมือของเขา ถังเฟยหู่ได้ใช้ปราณห้าพิษเคลือบเข็มทั้งหมดในมือไว้ ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ค่อยขวางซัดพวกมันออกไปอย่างรวดเร็ว!

เข็มพิษทั้งหมดนั้นพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วไปในทิศทางที่ต่างกัน เข็มทั้งหมดทะลวงเข้าไปในจุดชีพจรในร่างของคนสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋นที่กำลังงลาดตระเวนอยู่อย่างแม่นยำ คนทั้งหมดร่วมสิบกว่าคนสิ้นสติไปในทันทีเพราะจุดที่ถูกทะลวงทั้งหมดนั้นเป็นจุดที่ทำให้ลมปราณติดขัดและหยุดการทำงานของสติสัมปชัญญะ

นอกจากนั้นพิษที่แฝงมากับเข็มเหล่านั้นยังแทรกซึมเข้าใส่ร่างของคนพวกนั้นอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้เขาซึ่งสำเร็จวิชาปราณห้าพิษแล้ว มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์พิษที่สูงเป็นอย่างมาก ทำได้แม้กระทั่งสร้างพิษในแบบของตนเองจากภายในร่างกายและแพร่พิษเหล่านั้นใส่คนอื่น พิษในคราวนี้ที่เขาสร้างนั้นมีความร้ายกาจเป็นอย่างมาก แม้มันจะไม่ทำให้ผู้ถูกพิษถึงตาย แต่มันก็จะสร้างความเจ็บปวดที่แทบจะถึงตายให้กับผู้ถูกพิษเป็นเวลากว่าเจ็ดวัน และทุกๆวันจะสร้างความเจ็บปวดทวีคูณไปเรื่อยๆวันละหนึ่งครั้งเป็นเวลากว่าเจ็ดวันก่อนที่พิษจะเริ่มสลายไปเอง ซึ่งนั่นเป็นเงื่อนไขที่เขาต้องการจะใช้ประโยชน์ และเมื่อเขาเห็นว่าเหล่าคนที่ลาดตระเวนนั้นถูกจัดการจนหมดแล้ว เขาก็ได้หยุดการใช้สายเลือดดวงตาซึ่งทำให้ดวงตาของเขากลับเป็นสีดำสนิทอีกครั้ง

ชายหนุ่มพุ่งทะยานตัวออกไปกลางอากาศซึ่งอยู่เหนือใจกลางสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อพบดี ถังเฟยหู่ได้หมุนตัวกลางอากาศพร้อมกับปลดปล่อยปราณพิษออกมาเป็นจำนวนมาก เขาได้สร้างหมอกพิษสีเขียวเข้มปกคลุมเหนือสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ไว้ ร่างของเขาได้ตกลงตรงเบื้องหน้าเรือนใหญ่ของสำนักแห่งนี้พอดิบพอดีพร้อมกับที่หมอกพิษสีเขียวเข้มได้ล่วงหล่นลงจากฟ้าและปกคลุมทุกพื้นที่ในสำนักแห่งนี้ไว้จนหมดจด!

“เจ้าเป็นใครกัน! มีผู้บุกรุก!!” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งภายในเรือนใหญ่ตะโกนขึ้นเมื่อพบเห็นความผิดปกติเบื้องหน้า เขาได้พุ่งทะยานออกมาจากเรือนใหญ่และได้พบเข้ากับบุรุษลึกลับที่ใส่หน้ากากครึ่งใบหน้าสีดำยืนอยู่โดยนำมือไขว้หลังไว้ ภาพลักษณ์ตรงหน้าของชายลึกลับผู้นี้ช่างดูชั่วร้ายยิ่งนัก ราวกับมีความรู้สึกอันเป็นอัปมงคลล้อมรอบกายของบุรุษชุดดำเบื้องหน้าไว้

คนของสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อที่ได้มาพบถังเฟยหู่นั้นเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ดูมีภูมิฐาน หนวดเครายาวประมาณหนึ่ง สวมใส่ชุดเสื้อสีน้ำเงินซึ่งเป็นเครื่องแบบของสำนักคุ่มภัยจิ่นเอ๋อ คนผู้นี้ก็คือซูเหมยซานผู้เป็นหัวหน้าสาขาแห่งนี้ ชายวัยกลางคนผู้นี้ระแวดระวังคนแปลกหน้าที่บุกรุกสำนักของเขาเป็นอย่างมาก

ซูเหมยซานเรียกจิตวิญญาณหมีหิมะระดับสองของตนเองออกมาและแปรเปลี่ยนมันกลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณรูปร่างดาบในมือทันที เขาวาดดาบและวางท่าเตรียมพร้อมจู่โจมทุกเมื่อ สายตาของเขาจับจ้องไปทางผู้บุกรุกเบื้องหน้า แม้เขาจะใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบผู้บุกรุกตรงหน้าแล้วว่ามีระดับฝึกตนที่ต่ำมากก็ตามที

แต่คนอย่างซูเหมยซานผู้นี้ก็ไม่เคยที่จะประมาทผู้ใด! แต่ไม่นานนักเขาก็พบเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น เขาตะโกนเตือนผู้คนในสำนักตั้งนานแล้วว่ามีผู้บุกรุก เหล่าศิษย์ที่เดินลาดตระเวนอยู่นั้นสมควรที่จะเร่งรีบมาหาเขาอย่างเร็วที่สุด แต่ไม่นานนักเขาก็รู้ว่าทำไม! ดาบในมือของเขาล่วงหล่นลงพร้อมกับร่างของเขาที่ทรุดลงกับพื้นในทันที

“อ๊ากกกก!” ซูเหมยซานร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขากุ้มหน้าอกพร้อมกับกระอักเลือดออกมา เส้นเลือดทั้งร่างของเขาโป่งพองออกมาจนแทบแตก ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด! กล้ามเนื้อทุกส่วนของเขาเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด มันราวกับมีปีศาจจำนวนมากมายกัดแทะร่างของเขาไม่หยุด ความเจ็บปวดนี้แทบจะทำลายสติของเขาให้ดับลง เขาจับจ้องไปยังผู้บุกรุกด้วยแววตาอาฆาตแค้น!

มันใช้พิษร้าย!

“ชีวิตของพวกเจ้าอยู่ภายใต้กำมือของข้าแล้ว” ถังเฟยหู่ค่อยๆเดินไปหาซูเหมยซานที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น เขาใช้ฝ่าเท้าเหยียบลงบนหน้าอกของชายวัยกลางคนผู้นี้ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้แก่ซูเหมยซานเป็นอย่างมาก

ดวงตาสีดำดุจห้วงราตรีของถังเฟยหู่จับจ้องไปยังสภาพของหัวหน้าสาขาผู้นี้ แม้จิตใจของเขาจะเจ็บปวดเป็นอย่างมากที่ทำกับผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกมากมายเท่าไหรนัก! เพื่อครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขา แม้จะต้องกลายเป็นปีศาจอันชั่วร้ายก็ตามที...เขาก็ยอม!

ถังเฟยหู่ทราบดีว่าซูเหมยซานที่ถูกพิษเข้าไปยังไม่อาจเคลื่อนไหวได้โดยง่าย แม้คนผู้นี้จะมีขอบเขตการฝึกตนที่มากกว่าเขาก็ตามที แต่การฝึกตนของซูเหมยซานยังไม่มากพอที่จะต่อต้านพิษของเขาได้อย่างเด็ดขาด ขอบเขตปราณช่วงปลายของซูเหมยซานนับว่ายังอ่อนแอจนเกินไป ยิ่งไม่ต้องนับรวมถึงศิษย์ของสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อที่ส่วนใหญ่อยู่เพียงขอบเขตปราณเช่นเดียวกัน

จากการคำนวณของถังเฟยหู่ ในตอนนี้พิษทั้งหมดได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างของคนทุกคนจากสำนักคุ้มภัยแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงได้ดูดกลืนหมอกพิษทั้งหมดกลับสู่ร่างของตนอีกครั้งหนึ่งในชั่วพริบตา เขามองไปยังซูเหมยซานที่ใต้ฝ่าเท้าที่ดูบรรเทาอาการเจ็บปวดขึ้นบ้างแล้ว “เจ้าคงจะทราบดีใช่ไหมว่าพิษพวกนั้นได้แทรกซึมเข้าไปในร่างของเจ้าแล้ว อย่างได้คิดทำอะไรโง่เขลาละ หากไม่ได้รับยาถอนพิษภายในเจ็ดวัน ความตายจะเป็นสิ่งที่พวกเจ้าปรารถนามากที่สุด เพราะความเจ็บปวดที่พิษนี้มอบให้แก่เจ้านั้นมันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าตาย!”

สายตาของซูเหมยซานที่มองกลับไปยังถังเฟยหู่นั้นแสดงถึงความเข้าใจและจำยอม เมื่อชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจและเดินตรงเข้าไปยังเรือนใหญ่ตรงหน้า เมื่อเข้ามาแล้วก็พบว่าในนั้นเป็นห้องโถงรับรองขนาดใหญ่ซึ่งตรงกลางคือเก้าอี้ใหญ่ตัวหนึ่งที่ทำจากไม้เนื้อดี เก้าอี้ตัวนี้ถูกวางพาดไว้ด้วยหนังสัตว์สีน้ำตาลขนาดใหญ่แทนเบาะรองนั่ง ที่ด้านหลังเก้าอี้ตรงกลางคืออักษรสีทองซึ่งเขียนไว้ด้วยคำว่าสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ รอบข้างทั้งสองด้านในโถงใหญ่นั้นคือเก้าอี้ไม้รับรองขนาบทั้งสองด้าน

ถังเฟยหู่เดินต่อไปเรื่อยๆจนถึงเก้าอี้ใหญ่ตรงกลาง เขาหันหลังกลับมาพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ใหญ่ตัวนั้นในทันที เขานั่งลงตรงนั้นพร้อมกับจับจ้องไปยังซูเหมยซานที่ตอนนี้ทำหน้าตาดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย และในตอนนั้นเองที่มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากเข้ามาใกล้เรือนใหญ่แห่งนี้

เมื่อมองออกไปด้านนอกก็พบว่าเป็นคนของสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อที่ได้ตามมาสมทบ เมื่อทุกคนเห็นคนแปลกหน้าท่าทางชั่วร้ายผู้นั้นนั่งอยู่ที่ตำแหน่งเก้าอี้ของหัวหน้าสาขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พวกเขากำลังที่จะก้าวเข้าไปถามให้รู้ความแต่ก็ถูกซูเหมยซานยกมือห้ามปรามไว้

ซูเหมยซานสมแล้วกับที่เป็นเปาเปียวที่อยู่ในวงการมานาน เขานั้นรู้ว่าเวลาไหนควรที่จะรุก เวลาไหนควรที่จะถอย เขาใช้ชีวิตอยู่ในวงการสำนักคุ้มภายมาหลายปีก็ย่อมเข้าใจดีถึงสถานการณ์เช่นนี้ คนลึกลับหากต้องการฆ่าทุกคนก็คงทำไปแล้ว แต่เขากลับดึงรั้งพิษกลับไปแล้วเฝ้ารออยู่ตรงหน้าพวกเขา เขาต้องมีจุดประสงค์แน่นอนที่ทำเช่นนี้!

ซูเหมยซานเดินนำหน้าคนทั้งหมดไปพร้อมกับประสานมือคาราวะถังเฟยหู่ที่อยู่บนเก้าอี้หัวหน้าสาขาของเขา “ขอคาราวะท่านจอมยุทธ์ สำนักคุ้มภัยของเราไม่เคยบาดหมางกับท่านมาก่อน ผู้น้อยไม่เข้าใจอยู่บ้างว่าท่านทำเช่นนี้ต้องการอะไรกันแน่ เพียงแต่ว่าได้โปรดมอบยาถอนพิษให้พวกเราเถอะ ถึงจะต้องบุกน้ำลุยไฟพวกเราก็ยอม”

“ข้ายึดสำนักของเจ้าเพราะมีจุดประสงค์จริงๆ ข้าต้องการกำลังคนจำนวนมากมาช่วยงานของข้าให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับหยิบขวดยาใส่ยาฟื้นปราณที่เก็บไว้ในอกเสื้อของตนออกมา “หากพวกเจ้าให้ความร่วมมือแต่โดยดี ยาแก้พิษขวดนี้ก็จะเป็นของพวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าไม่ทำตาม! ความเจ็บปวดเช่นเมื่อครู่ก็ยังน้อยไป ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร ความเจ็บปวดที่พวกเจ้าได้รับจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในหนึ่งวันพิษนี้จะกำเริบขึ้นมาหนึ่งครั้ง และเมื่อครบเจ็ดวันพวกเจ้าก็จะตายอย่างอนาถที่สุด!” ถังเฟยหู่กล่าวคำโป้ปดออกมาเป็นจำนวนมากโดยไม่อายปากแม้แต่น้อย พิษที่เขาพึ่งแพร่ไปเมื่อสักครู่จำเป็นต้องใช้ยาถอนพิษซะเมื่อไหร แค่เจ็ดวันพิษก็จะสลายไปเองแล้ว

เสียงแปลกๆที่ถูกพูดผ่านหน้ากากของถังเฟยหู่นั้นได้สะท้อนก้องเข้าสู่หู่ของทุกคนอย่างถนัดถนี่ พวกเขายังจดจำความเจ็บปวดเมื่อสักครู่ได้อย่างดี แค่ได้ยินว่าจะต้องทนเจ็บเช่นนั้นไปอีกเจ็บวันพวกเขาก็แทบจะเป็นบ้าแล้ว สำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อที่อยู่อย่างสงบสุขมาโดยตลอดไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน

ถึงแม้ว่าความเจ็บปวดที่พวกเขาได้รับจะมากมายก็ตามที แต่ทุกสรรพสิ่งย่อมต้องรักชีวิตของตนเอง หากจะบอกว่าพวกเขาไม่กลัวตายและชิงลงมือปลิดชีพตัวเองเพื่อหลุดพ้นจากความเจ็บปวดของพิษเหล่านี้ก็ดูจะโกหกเกินไปหน่อย ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

การกระทำของถังเฟยหู่นั้นเป็นดั่งเช่นการเขียนเสือให้วัวกลัว เขาใช้ความเจ็บปวดจากพิษในการข่มขู่ผู้คน ใช้ภาพลักษณ์อันน่าหวาดกลัวในการสร้างความยำเกรงแก่ผู้คนของสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ ในตอนนี้ภายในหัวพวกเปาเปียวเหล่านี้คงคิดว่าเขาอาจจะคนของฝ่ายอำนาจอธรรมในยุทธภพก็เป็นได้ ผู้คนของสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรสักคำ พวกเขาเข้าใจดีว่าชีวิตของตนตกอยู่ในกำมือของผู้บุกรุกลึกลับ และยิ่งสำนักของพวกเขาไม่ได้เชี่ยวชาญและเก่งกาจทางด้านวิทยายุทธ์โดยตรงด้วย นั่นก็เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่ถูกจ้างมาโดยสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อ

การเป็นเปาเปียวก็คืองานประเภทหนึ่งเพื่อแลกกับเงิน!

หากจะถามว่าสำนักคุ้มภัยคือสิ่งใด มันก็คือกิจการในยุทธภพประเภทหนึ่งที่มักจะถูกจ้างวานโดยเหล่าพ่อค้าและคหบดีเมื่อพวกเขาเหล่านั้นต้องการจะเดินทางหรือขนสินค้าไปในที่ต่างๆ สำนักคุ้มภัยก็มีหน้าที่คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของคนเหล่านั้น และมักจะเป็นที่รู้กันอย่างลับๆในยุทธภพว่าการจ้างสำนักคุ้มภัยก็มักจะไม่ค่อยพบปัญหาในการเดินทางมากเท่าไหรนัก

นั่นก็เพราะสำนักคุ้มภัยเหล่านี้อยู่ได้โดยการสร้างมิตรสหาย พวกเขาเหล่านี้เมื่อได้รับงานมาก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนมาก สำนักคุ้มภัยมักจะสร้างสัมพันธ์อันดีต่อผู้คนในเมืองต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงแม้แต่จ่ายค่าผ่านทางเล็กๆน้อยๆให้แก่เหล่าโจรภูเขาเพื่อการเดินทางที่ราบลื่น

ที่สำนักคุ้มภัยเหล่านี้ไม่แข็งแกร่งมากนักอาจจะเพราะเป้าหมายของพวกเขามิใช่การแสวงหาพลังอันแข็งแกร่ง แต่เป็นค่าตอบแทนและทรัพย์สินเงินทองต่างหาก ที่ถังเฟยหู่เลือกใช้วิธีการเช่นนี้กับสำนักคุ้มภัยจิ่นเอ๋อก็เพราะเขาทราบดีว่าคนโลภที่ต้องการเงินทองพวกนี้มักจะรักชีวิตของตนเอง พวกเขาหาเงินทองก็เพื่อมีชีวิตที่สุขสบาย มีหรือที่พวกเขาไม่ต้องการรักษาชีวิตตนเองไว้

หากถังเฟยหู่ใช้วิธีการเดียวกันกับค่ายสำนักที่ฝึกฝนทางยุทธ์โดยตรง ผลลัพธ์อาจจะแตกต่างกันมากก็ได้ คนพวกนั้นอาจจะกระทำแม้แต่การต่อสู้แลกชีวิตกับตนเองโดยไม่สนใจสิ่งใดก็เป็นได้

หัวหน้าสาขาซูเหมยซานกล่าวถามออกไป “ท่านต้องการให้พวกเราทำสิ่งใดกันแน่ หวังว่าท่านคงจะไม่โกหกเรื่องยาถอนพิษนะ...”

แต่เมื่อถังเฟยหู่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สิ่งว่าคนพวกนี้ยังมีความรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง เขาจึงได้ปล่อยปราณห้าพิษออกมาเป็นหมอกควันหมุนเวียนอยู่รอบตัวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเหล่าเปาเปียวเห็นควันพิษสีเขียวนั้นอีกครั้งต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าพูดมากความใดๆอีกต่อไป เมื่อเห็นท่าทางของเปาเปียวเช่นนั้น ถังเฟยหู่จึงค่อยวางใจขึ้นมา

“พวกเจ้าจงไปหาเสื้อผ้าสีดำพร้อมกับผ้าดำเพื่อใช้ปิดบังใบหน้า ข้ามีเรื่องราวบางประการที่ต้องการใช้คนเป็นจำนวนมาก และหากเจ้าทำตามที่ข้าสั่งอย่างเคร่งครัด จะไม่มีใครแม้แต่ผู้เดียวที่รู้ว่าสำนักคุ้มภัยของพวกเจ้าให้ความร่วมมือกับข้า และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นโดยดี ข้าจะส่งมอบยาถอนพิษให้แก่พวกเจ้า” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับสะบัดมือไปเพื่อไล่คนทั้งหมดตรงหน้าให้ไปจัดการตามที่เขาได้สั่งไป “ข้าให้เวลาพวกเจ้าเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น จงไปเตรียมการให้พร้อมเสร็จสรรพ หากผู้ใดไม่สามารถกระทำตามที่สั่งได้ ข้าก็จะไม่มอบยาถอนพิษให้แก่มันผู้นั้นเป็นอันขาด!”

สิ้นคำพูดของถังเฟยหู่ เหล่าเปาเปียวเหล่านั้นก็เร่งรีบพุ่งกายทะยานออกไปที่พักของตนเองรวมถึงคลังใหญ่ของสำนักเพื่อหาเสื้อผ้าดั่งกล่าวที่ผู้บุกรุกลึกลับได้บอกกล่าว ไม่นานนัก ใช้เวลายังไม่ถึงครึ่งชั่วยามดี เหล่าผู้คนในชุดอำพรางสีดำได้กลับมารวมตัวที่โถงใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ถังเฟยหู่มองผู้คนนับร้อยตรงหน้าอย่างพอใจ

เมื่อมีกำลังคนพวกนี้อยู่ในกำมือ โอกาสสำเร็จของแผนชิงตัวนักโทษของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนนัก เขามองไปยังท้องฟ้าที่ยังมืดดำและพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดี จากการคำนวนของเขาแล้วนับว่ายังพอมีเวลาอยู่ ตามกฎหมายของต้าหลิงแล้ว การประหารนักโทษต้องกระทำเมื่อยามพระอาทิตย์ขึ้น ไม่อาจกระทำช่วงยามวิกาลได้

ถังเฟยหู่ลุกขึ้นจากเก้าอี้จากนั้นก็พุ่งทะยานออกไปพร้อมกับบอกให้ผู้คนนับร้อยตามเขาออกมา ชุดสีดำที่อำพรางไปกับความมืดทำให้คนนับร้อยไม่ค่อยเป็นที่สังเกตเท่าไหร ยิ่งเป็นยามเช้ามืดที่ดวงตะวันยังไม่ขึ้นด้วย แม้ผู้ฝึกยุทธ์นับร้อยของถังเฟยหู่จะมีขอบเขตการฝึกตนที่ต่ำมากก็ตามที แต่นั่นไม่เป็นปัญหาต่อการเดินทางแม้แต่น้อย การฝึกท่าทางหรือแม้แต่วิชาตัวเบาคือพื้นฐานที่ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ล้วนเคยฝึกฝนมา เหล่าเปาเปียวนับร้อยได้พุ่งทะยานออกไปโดยแทบจะไม่มีเสียงใดๆ คนนับร้อยชีวิตได้เร่งรีบเดินทางออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งหน้าสู่ที่ว่าการศาลแห่งเมืองฟูเจี้ยนซึ่งเป็นลานประหารของนักโทษทั้งสอง ถังหยางหลิวและถังมู่หลิว...

1) เปาเปียว หมายถึงคำเรียกแทนตัวเองของคนจากสำนักคุ้มภัย **เปาเปียวเป็นอาชีพที่ถูกกฏหมายซึ่งปรากฏครั้งแรกในสมัยราชวงศ์สุย (**ค.ศ.581-618)

ความคิดเห็น