เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 46 แผนการช่วยเหลือ

ชื่อตอน : บทที่ 46 แผนการช่วยเหลือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 306

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2562 10:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 46 แผนการช่วยเหลือ
แบบอักษร

​“เป็นอย่างไรบ้าง...” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังของเจ้าเมืองภายในจวนสกุลฉวี่ของเขาเอง สถานที่แห่งนี้คือที่ใดกัน เป็นสถานที่ศักสิทธิ์ของผู้ปกครองเมืองซึ่งเป็นอำนาจอันสูงสุดของเมืองฟูเจี้ยน เหล่าทหาร มือปราบ และเจ้าหน้าที่ศาลนั้นมีมากมายถึงเพียงใดกัน แต่เจ้าของเสียงอันลึกลับกลับโผล่ขึ้นมาจากอากาศธาตุที่เบื้องหลังของเขา ฉวี่ฮุ่ยผู้เป็นเจ้าเมืองถึงกับขนลุกเป็นเกรียว เหงื่อแตกพลั่กไปทั่วทั้งกาย

“ระ..เรียบร้อยขอรับ ข้าน้อยจัดการตามที่นายท่านสั่งเรียบร้อย” เสียงของฉวี่ฮุ่ยสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับความหวาดกลัวได้กัดกินสมองและวิญญาณของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “แต่...ข้าน้อยคิดว่า..”

หุบปาก!

เสียงจากภายในเงาเบื้องหลังกระซิบคำเพียงหนึ่งคำออกมาแต่ก็ได้สั่นสะเทือนไปจนถึงชั้นวิญญาณของฉวี่ฮุ่ย เจ้าเมืองผู้นี้ถึงกับกระอักเลือดออกมาเพียงเพราะคำพูดเพียงคำเดียวของเงาอันลึกลับเบื้องหลัง ไม่เพียงเท่านั้น เงานั้นนอกจากพูดคำนั้นออกมาก็ได้ยืนมือออกไปกดยังไหล่ของฉวี่ฮุ่ยเอาไว้

ฝ่ามือที่กดไปยังไหล่ของฉวี่ฮุ่ยได้ส่งพลังอันเยือกเย็นลงมากดทับราวกับมีเขาไท่ซานหล่นลงมากดทับบนไหล่ของฉวี่ฮุ่ยก็ไม่ปาน พลังปราณเยือกแข็งได้เข้าแทรกซึมไปทั่วทั้งร่างของฉวี่ฮุ่ยไปทั่วทุกส่วน เส้นสายลมปราณชอนไชไปทั้งเนื้อ กระดูกและอวัยวะภายในแทบทั้งหมดของฉวี่ฮุ่ย เจ้าเมืองผู้นี้สามารถสัมผัสได้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามาอยู่เพียงเอื้อม ไม่นานนักภาพทั้งหลายเบื้องหน้าก็ดับวูบไป ทั้งหมดทั้งมวลไม่หลงเหลือสิ่งใดอีกต่อไป ชีวิตของเขาได้จบสิ้นด้วยเพียงหนึ่งสัมผัส...

“เจ้าไม่ควรจะสงสัยสิ่งใด การทำแบบนี้คงจะดีที่สุดในการปิดปากของแก จากนี้ไปแกจะเป็นเพียงเครื่องมือที่ไม่อาจสงสัยสิ่งใด หึๆๆ” เงาลึกลับได้กล่าวขึ้นพร้อมกับปลดปล่อยปราณจำนวนมากออกมา ละอองปราณสีม่วงอัปมงคลถูกรวบรวมกันอยู่ที่ฝ่ามือของบุรุษลึกลับในเงา ละอองปราณสีม่วงถูกรวบรวมกันไว้เป็นเส้นสายอาคมอันชั่วร้ายอยู่ในมือของเขา จากนั้นเขาจึงได้ประทับอาคมชั่วร้ายนั้นใส่ศพของฉวี่ฮุ่ย

ชายลึกลับแย้มยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมา เขาจ้องมองไปยังศพของอดีตเจ้าเมืองที่กำลังส่งกลิ่นอายมรณะออกมาเพราะการกระทำของเขา เขาสะบัดแขนเสื้อออกไปใส่ศพนั้นซึ่งในวินาทีนั้นเองที่ศพได้หายไปจากตรงนั้น หลงเหลือก็เพียงแต่กลิ่นอายมรณะสายหนึ่งที่หลงเหลือไว้ที่แหวนเหล็กโบราณบนนิ้วมือของชายลึกลับ ชายลึกลับนั้นได้จากไปโดยที่ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่รับรู้การคงอยู่ของเขา ชายคนนั้นได้พุ่งทะยานไปตามหลังคาภายในเมือง ทิศทางที่เขามุ่งไปก็คือจวนสกุลหลิว...

ในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง ในที่ทำการของศาลแห่งเมืองฟูเจี้ยน ในห้องคุมขังผู้ต้องหาได้มีนักโทษชายหญิงอยู่คู่หนึ่งได้ถูกขังแยกไว้คนละห้อง กรงขังผู้ต้องหานั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ซึ่งลงอาคมป้องกันไว้ ที่พื้นห้องขังนั้นเต็มไปด้วยฟางที่ชื้นและสกปรก ถูกปูไว้เพียงเพื่อให้นักโทษได้ใช้นอนแทนเตียง กำแพงด้านต่างๆทำจากหินอันแข็งแกร่งซึ่งลงอาคมป้องกันไว้เช่นกัน

ที่กำแพงในที่จองจำแห่งนี้มีเพียงคบเพลิงไม่กี่อันที่ถูกติดตั้งไว้เพื่อมอบแสงสว่าง ที่ต้องมุมห้องของคุกแห่งนี้ได้มีโต๊ะไม้และเก้าอี้ที่ซอมซ่อตั้งอยู่ ที่ตรงนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ศาลสองคนทำการนั่งเฝ้ายามแก่นักโทษทั้งสองไว้

เจ้าหน้าที่ศาลคนแรกนั้นมองไปยังนักโทษที่ห้องขังทางด้านขวาพร้อมกับถอนหายใจออกมา “อาเถี่ย…คนเราก็เป็นเช่นนี้แหละนะ ทำกรรมชั่วไว้แต่ครอบครัวกลับต้องมารับเคราะห์นั้นไว้เอง ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ เฮ้อออ” เจ้าหน้าที่ศาลคนแรกกล่าวกับเพื่อนด้านข้างของตน เขาทอดถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน

“ถุยยย! เจ้าจะไปสงสารมันทำไม!” เจ้าหน้าศาลคนที่สองที่ถูกเรียกว่าอาเถี่ยอดที่จะสบถออกมาไม่ได้เมื่อเห็นสหายของตนสงสารครอบครัวของคนสารเลวคนนั้นออกมาให้เห็นตรงหน้า “พวกมันก็แค่รับผลกรรมที่มันทำไว้! เสียดายนักที่ยังจับเจ้าหมอเถื่อนผู้นั้นไม่ได้ มาทำทีว่าเป็นผู้ใจบุญรักษาผู้คน แต่ที่ไหนได้ เหอะ!! มันกลับ..มันกลับ…ว๊ากก! แค่คิดถึงเรื่องนี้ข้าก็โมโหยิ่งนัก! ข้าแค้นใจจริงๆ!”

ปังง!!

อาเถี่ยตบโต๊ะไม้จนดังสนั่นเพื่อระบายความแค้นในใจที่ไม่อาจหาที่ระบายได้ เลือดในร่างของเขาแทบจะเดือนพล่านราวกับน้ำร้อนเพราะความโมโห เลือดทั้งหลายวิ่งพล่านไปจนทั่วแทบจะฉีกชีพจรหัวใจของเขาให้เป็นชิ้นๆ ยังดีที่เขาเป็นเพียงคนธรรมดาหาใช่พวกผู้ฝึกยุทธ์ไม่ พลังต่างๆในร่างและชีพจรมีไม่มากนัก ไม่อาจทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บหนักได้เพราะมีพลังไม่เพียงพอ

“เอาน่าอาเถี่ย...อย่าโมโหจนต้องทำร้ายตัวเองไปเลย” สหายของเขาได้พูดเพื่อให้อาเถี่ยได้ระงับอารมณ์ลงไปบ้าง ตัวของเขาเองนั้นไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองครอบครัวของหมอหนุ่มผู้นั้นเสียเท่าไหร เขานั้นไม่ได้มีครอบครัวหรือสหายที่ตายไปด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมา และตัวเขานั้นเป็นคนเงียบๆเช่นนี้ ไม่ได้แสดงอาการออกมาจนเกินหน้าเกินตาเช่นสหาย

อาเถี่ยสบถอีกครั้งก่อนที่จะหันกลับไปพูดกับเพื่อของตน “ก็ได้! ข้าจะลองเชื่อเจ้าดูสักครั้งแล้วกัน ถึงอย่างไรพรุ่งนี้พวกมันก็ต้องถูกประหารแล้ว!” อาเถี่ยมองไปยังกรงขังทั้งสองฝั่ง ในสายตาของเขานั้นได้ปรากฏภาพของคนสองคนซึ่งอยู่คนละห้องขัง ทั้งสองนั้นสวมใส่ไว้ด้วยชุดผ้าดิบสีขาวซึ่งถูกเขียนไว้ตรงหน้าอกด้วยคำว่านักโทษ

ซึ่งเมื่อแสงไฟจากคบเพลิงบนผนังได้พริ้วไหวและสาดแสงจนไปกระทบเข้ากับหน้าของนักโทษที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ในคุกก็พบว่าใบหน้าของทั้งสองนั้นช่างเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยเสียเหลือเกิน หากถังเฟยหู่ได้มาอยู่ที่นี่ย่อมรู้อย่างแน่นอนว่าทั้งสองนั้นคือญาติที่สนิทที่สุดของเขาเอง ผู้เป็นตาและมารดา ถังหยางหลิวและถังมู่หลิว....

ในสายตาของนักโทษทั้งสองนั้นเจือปนไปด้วยความเศร้าเสียใจและเป็นกังวล ถึงแม้พวกเขาจะไม่พูดออกมา แต่ก็สามารถสื่อใจถึงกันได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ในความคิดของคนทั้งสองหาได้เสียใจเรื่องที่ตัวเองโดนจับหรือแม้จะต้องตาย ความเสียใจและกังวลของพวกเขากลับเป็นเรื่องราวอื่น นั่นคือความปลอดภัยของถังเฟยหู่

พวกเขาทราบแล้วว่าถังเฟยหู่ไม่ได้อยู่ในเมือง ไม่อย่างงั้นก็คงจะถูกจับเช่นเดียวกับพวกเขาไปแล้ว สำหรับถังหยางหลิวผู้เป็นตานั้นมีความรู้สึกบางประการอยู่ลึกๆภายในใจว่าจางฟางจิ้งสหายของตนจะต้องช่วยเหลือหลานของเขาไว้ได้อย่างแน่นอน ข่าวการถูกจับและข้อหากบฏอันร้ายแรงของครอบครัวเขาถูกแพร่กระจายไปทั่วเมืองแล้ว

และในตอนนั้นเองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น การเคลื่อนไหวรวมถึงการหายใจของเจ้าหน้าที่ศาลที่เฝ้าห้องขังนั้นไว้กลับหยุดนิ่งกลางอากาศราวกับห้วงเวลาถูกหยุดไว้ ความหนาวเย็นทั้งหลายถูกแพร่กระจายไปในอากาศ และในมุมมืดนั้นได้ปรากฎชายวัยกลางคนซึ่งมีดวงตาสีฟ้าได้ก้าวออกมาจากเงามืด เขายิ้มอย่างแปลกประหลาดให้กับนักโทษทั้งสองที่ถูกคุมขังไว้

“เจ้า...!” ถังหยางหลิวตกใจเป็นอย่างมากเมื่อพบเห็นคนผู้ซึ่งได้ก้าวออกมาจากมุมมืดนั้นอย่างถนัดตา คนผู้นี้คือหัวหน้ากองกำลังพยัคฆ์เหมันต์ซึ่งขึ้นตรงต่อสกุลเฟิงสายเลือดแห่งพิรุณ “เฟิงฉี....” ชายชรากล่าวนามของชายวัยกลางคนออกมา

“ไม่ได้พบกันเสียนานนะท่านหมอหลวง” เฟิงฉีกล่าวทักกับถังหยางหลิ่วก่อนที่จะหันไปทางถังมู่หลิว “พระชายาถัง...ไม่พบเสียนาน” เขายิ้มออกมาพร้อมกับมองคนทั้งสอง เรื่องราวในโลกนั้นช่างพลิกพลันและไม่แน่นอน สิบกว่าปีก่อนนั้นเขาจำต้องคาราวะทั้งสองึคนตรงหน้านี้และอยู่แทบเท้า เป็นเพียงขี้ข้าที่ไม่สิทธิ์มีเสียงใดๆ แต่ในตอนนี้เขากลับมองคนทั้งสองจากจุดที่สูงกว่า ชีวิตของทั้งสองกลับอยู่ในกำมือของเขาเสียได้ เฟิงฉีค่อยๆเดินเข้าไปหาทั้งสองคน การเดินทางในครั้งนี้ไม่นับว่าศูนย์เปล่าเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดสกุลเฟิงก็ได้พบกับคนทรยศเกือบทั้งหมดที่หายไป

“จงบอกมาดีกว่าว่าเฟิงเฟยหู่อยู่ไหน” เฟิงฉีกล่าวถามต่อคนทั้งสอง

“เจ้า...ทำไมถึง..” ถังมู่หลิวดูตกใจเป็นอย่างมากที่เฟิงฉีได้ทราบถึงนามของบุตรชายนาง เพราะพวกเขาทั้งสามได้จากตระกูลมาเนิ่นนานแล้ว

แต่เฟิงฉีเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา “หึๆๆ แสดงว่านั่นก็คือนามของเจ้าปีศาจตนนั้นจริงๆสินะ เจ้าดูจะตกใจเป็นอย่างมากที่พวกเราล่วงรู้ถึงนามของมัน แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือยังไงว่านามเฟยหู่เป็นนามที่ท่านอ๋องได้ตั้งไว้ให้แก่บุตรชายของเจ้าตั้งแต่ยังไม่คลอด”

“...เขาสั่งให้เจ้าทำเช่นนี้เหรอ” ถังหยางหลิวกล่าวถามด้วยความเจ็บปวด แม้นางจะเคยคิดเช่นกันว่าอาจมีโอกาสที่เฟิงหมิงและสกุลเฟิงจะตามล่านางและลูก แต่นางกลับไม่อย่างจะเชื่อเรื่องราวเช่นนี้...และไม่มีวัน แต่เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรวมทั้งการปรากฎตัวของเฟิงฉีก็ทำให้นางไม่อาจปฏิเสธความคิดเช่นนั้นได้

“ถูกต้อง นี่เป็นรับสั่งของท่านอ๋อง!” เฟิงฉีกล่าว

“เจ้าโกหก!” ถังมู่หลิวตะโกนใส่เฟิงฉี เมื่อได้ยินคำกล่าวของเขามันราวกับจะฉีกหัวใจอันบอบช้ำของนางให้เป็นเสี่ยงๆ แม้จะมีความคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่การถูกตอกย้ำซ้ำเติมจากคำพูดของผู้อื่นนั้นมันเจ็บปวดกว่ากันมากมายนัก

“...ท่านย่อมรู้คำตอบอยู่เต็มอกนะพระชายาถัง สกุลเฟิงไม่มีทางปล่อยเจ้าปีศาจนั่นให้รอดไปได้เด็จขาด มันคือจุดด่างพร้อย! และท่านที่เป็นผู้ให้กำเนิดเจ้าปีศาจนั่นก็จำเป็นที่จะต้องตายไปกับมันเช่นกัน! ถึงแม้จะไม่มีพวกเจ้าช่วย แต่ข้อหากบฏก็ทำให้มันไม่มีที่ยืนในแผ่นดินแห่งนี้แล้ว! ฮ่าๆๆ!”

เฟิงฉีกล่าวเสร็จก็ได้เดินจากมา เขาหันหลังให้แก่นักโทษทั้งสองคนพร้อมกับเผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายที่ไม่มีใครพบเห็น เขาจากไปพร้อมกับทิ้งร่องรอยความหนาวเย็นไว้ หลังจากที่เขาจากมาแล้ว ร่างของเจ้าหน้าที่ศาลทั้งสองที่ถูกแช่แข็งไว้ก็ขยับอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสองเพียงรู้สึกถึงอากาศที่หนาวเย็นขึ้นบ้างก็เท่านั้น พวกเขาไม่เห็นหรือรับรู้ถึงการมาเยือนของเฟิงฉีแม้แต่น้อย ทั้งสองยังคงเฝ้ายามกันต่อไปโดยที่ไม่ทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังใดๆ

ส่วนทางด้านจางฟางจิ้ง ในตอนนี้เขากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ที่ศาลร้างนอกเมือง เป็นเวลากว่าสามวันแล้วตั้งแต่ถังเฟยหู่กลับมายังเมืองฟูเจี้ยนอีกครั้ง แม้จางฟางจิ้งจะได้บอกกล่าวกับถังเฟยหู่แล้วเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นในวันนั้น...

ย้อนกลับไปเมื่อวันนั้น วันที่ถังหยางหลิวได้มาเยี่ยมเขาที่ร้านตีเหล็กเพื่อไหว้วานให้เขาทำของขวัญวันเกิดให้แก่หลานชายเช่นถังเฟยหู่ แค่ถังหยางหลิวได้ย่างก้าวออกไปจากร้านก็ปรากฏคนจำนวนมากมาล้อมร้านตีเหล็กของเขาไว้ เขาพยายามที่จะเข้าไปเจ้าพวกมือปราบและเจ้าหน้าที่ศาลที่เลอะเลือนที่กล่าวหาครอบครัวของสหายเขา แต่นั่นกลับไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย

เจ้าพวกคนของทางการเข้าจับกุมสหายของเขาไปด้วยข้อหาที่ไม่เป็นจริง ไม่ว่าเขาจะร้องขออย่างไร ไม่ว่าจะตีกลองร้องศาลก็ไร้ค่า! เป็นไปได้อย่างไรที่สหายของเขาจะกลายเป็นกบฏไป! พวกมันใช้ข้อหานั้นในการค้นบ้านของสหายเขาก็พบกับขวดยาใบหนึ่งที่มีร่องรอยของพิษชนิดเดียวกับที่ถูกแพร่ใส่ชาวเมือง ในขวดใบนั้นยังหลงเหลือพิษอันเข้มข้นไว้อีกหนึ่งหยด

ทางการได้ใช้หลักฐานชิ้นนี้ในการชี้ตัวว่าถังหยางหลิวเป็นผู้วางยาพิษอันร้ายกาจใส่ชาวเมืองโดยวิธีเจือจางใส่แหล่งน้ำ และจากคำให้การของผู้ที่เข้าไปในป่าอสูรทั้งหลายก็ทำให้รู้ว่าได้ปรากฎชาวซีเซี่ยขึ้น ทุกอย่างถูกเจ้าเมืองฉวี่ฮุ่ยผู้นั้นจับโยงเข้าด้วยกันและตัดสินว่าถังหยางหลิว ถังมู่หลิว รวมถึงถังเฟยหู่คือคนของพรรคอสูรที่แฝงตัวเข้ามายังเมืองแห่งนี้เพื่อกระทำบางอย่าง

จากใบประกาศที่ทางการได้แปะไว้ในป้ายบอกข่าวสารในเมืองนั้นคือเรื่องราวเช่นนี้ ทางการยังบอกอีกว่าถังเฟยหู่นั้นสามารถรักษาพิษทั้งหมดได้เพราะเป็นผู้ร่วมมือกับคนแพร่พิษ ทางการเชื่อว่าถังเฟยหู่ทำเช่นนี้เพื่อซื้อจิตใจของชาวเมืองเพื่อหวังกระทำบางอย่างอันชั่วร้ายในเมือง แต่เป็นเจ้าเมืองที่สืบจนรู้ความและขัดขวางแผนการเหล่านั้นร่วมกับชาวยุทธ์ที่ได้เข้าไปหยุดพรรคอสูรในป่า

สกุลถังถูกชาวเมืองกล่าวหาว่าเป็นผู้ชักศึกเข้าบ้าน ถูกรังเกียจจากผู้คนและชาวยุทธ์มากมาย ซึ่งสกุลหลิวเองก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการซ้ำเติมสกุลถังที่เป็นศัตรูมาอย่างยาวนาน ในตอนนี้สกุลถังกลายเป็นพวกชั่วร้ายไม่ต่างจากคนซีเซี่ย อารมณ์ของชาวเมืองที่สูญเสียญาติและสหายต่างๆไปมากมายถูกระบายใส่สกุลถังจนหมดสิ้น

เหล่าชาวเมืองนั้นแม้จะแค้นใจต่อคนทรยศทั้งสาม แต่คนพวกนั้นก็ถูกทางการจับไปโดยที่พวกเขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลย พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะระบายความแค้นในใจของพวกเขาด้วยซ้ำไป พวกเขาจึงได้เลือกที่จะระบายความโกรธเกรี้ยวในใจของตนออกไปยังที่อื่น ซึ่งผู้ที่รับกรรมไปก็ย่อมเป็นจวนสกุลถัง

แม้ชาวบ้านจะมีกำลังไม่พอที่จะทำอะไร แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ขอให้ทำอะไรบ้างเพื่อระบายอารมณ์ หลายวันมานี้มีผู้คนมากมายที่เขียนคำด่าสาปแช่งมากมายไปแปะยังกำแพงโดยรอบจวนสกุลถังเต็มไปหมด แม้คนด้านในจะรู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากแต่ก็ทำอันใดไม่ได้ นั่นเพราะพวกเขาไม่อาจจับมือใครดม ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดที่ลงมือ และหากทำร้ายพวกชาวบ้านธรรมดาพวกนี้เพื่อระบายอารมณ์ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ของพวกตนยิ่งแย่ลงกว่าเก่า พวกเขาได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน...

กลับมาทางด้านจางฟางจิ้ง ในระหว่างสามวันมานี้ช่างหนักหนาสำหรับเขายิ่งนัก เขาได้ทำการเขียนอาคมจำนวนมากมายใส่แผ่นยันต์มากมายซึ่งเป็นอาคมธาตุไฟและธาตุลมสองธาตุผสมกัน ที่ด้านข้างของเขานั้นคือถังเฟยหู่ซึ่งกำลังช่วยเขาเขียนยันต์ประเภทนี้อย่างไม่หยุด เขามองไปยังสายตาที่ไร้แววชีวิตชีวาของหลานชายตรงหน้าอย่างเจ็บปวด

หลายวันมานี้เขาได้เกลี่ยกล่อมให้ถังเฟยหู่จากไปหลายต่อหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ฟังคำพูดของเขาแม้แต่นิดเดียว หลานชายผู้ช่างดื้อดึงเหมือนกับตาของเขาไม่มีผิด ถังเฟยหู่ทำแม้กระทั่งข่มขู่เขาว่าหากไม่ช่วยเหลือเขาในการช่วยเหลือครอบครัวของเขา เขาก็จะยอมฆ่าตัวตายไปพร้อมกับวันที่ครอบครัวของเขาถูกประหาร จางฟางจิ้งไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมช่วยเหลือถังเฟยหู่ เขาได้ทำการเขียนอาคมที่เขามีเพื่อใช้สร้างอาวุธจิตวิญญาณในแผ่นยันต์ทั้งหลายเพื่อสร้างสิ่งที่ถังเฟยหู่ต้องการ

ยิ่งยันต์พวกนี้ทำจากวัสดุก้อยค่าที่หาได้จากในศาลร้างไม่ว่าจะเป็นผ้าขาดๆทั้งหลายที่ถูกตัดออกเป็นจำนวนมากเพื่อใช้แทนแผ่นยันต์ หรือแม้แต่ทักษะอาคมที่ถูกใช้ผิดประเภทเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้คุณภาพด้อยค่าลงไปมาก หากเทียบกับแผ่นยันต์อาคมที่พวกเหล่านักพรตสร้างแล้วนับว่าไม่อาจเทียบกันได้

แต่เรื่องคุณภาพไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดในตอนนี้ พวกเขาทำการเร่งขีดเขียนยันต์ทั้งหมดลงไปเพื่อใช้จำนวนที่มากมายให้เกิดผล ในตอนแรกที่จางฟางจิ้งเป็นผู้เขียนยันต์คนเดียวนับว่าช้ากว่านี้มากนัก แต่ถังเฟยหู่เป็นผู้ขอให้เขาสอนการเขียนอาคมเอง ซึ่งจางฟางจิ้งค้นพบว่าถังเฟยหู่เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเขียนอาคมยิ่งนัก...

ในตอนแรกนั้นถังเฟยหู่ได้สังเกตทุกการกระทำของลุงจางเพื่อพยายามจะลอกเลียนแบบรวมถึงใช้เนตรเซียนพยัคฆ์และความสามารถในการจดจำของตัวเองในการจำภาพของอาคมธาตุไฟและลมของลุงจางที่กำลังขีดเขียนอยู่เข้าสู่ห้วงความจำของตนเอง แม้จะจำลักษณะของอาคมได้แต่ก็ใช่ว่าจะเขียนได้

เขาได้ขอให้ลุงจางสอนเขาเกี่ยวกับการเขียนอาคมเพื่อเพิ่มความรวดเร็วของแผนการทั้งหมด ไม่ว่าอย่างไรการช่วยกันทำสองคนย่อมรวดเร็วกว่าทำคนเดียวอยู่แล้ว ลุงจางได้ชี้แนะการใช้พลังเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ถังเฟยหู่สามารถเขียนอาคมได้แล้ว ชายหนุ่มค้นพบว่าการเขียนอาคมนั้นไม่ได้ยากอะไร ความยากของมันคือการจดจำความซับซ้อนของรูปแบบอาคมและเทคนิคการขีดเขียน

แต่จุดที่ยากในการเขียนอาคมนั้นกลับถูกกลบฝังไปด้วยความสามารถเฉพาะตัวของเขาจนเสียสิ้น ปลายนิ้วของถังเฟยหู่ถูกรวบรวมไว้ด้วยพลังปราณอันเข้มข้นซึ่งผสานกับพลังวิญญาณในบรรยากาศ เขาค่อยๆกดนิ้วลงไปบนแผ่นยันต์ที่พื้น เขาขีดเขียนตามท่าทางของลุงจางที่เขาได้คัดลอกไว้ในห้วงความจำ ไม่ว่ะเป็นน้ำหนักของการกดนิ้วหรือแม้แต่ลำดับขั้นตอนการขีดเขียน ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็เหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แม้แต่ลุงจางยังมองภาพนั้นอย่างโง่งม เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหลานชายคนนี้จะเก่งกาจการเขียนอาคมในระดับนี้ตั้งแต่ครั้งแรก

ในช่วงแรกนั้นถังเฟยหู่ยังคงมีความช้ากว่าลุงจางเพียงเล็กน้อย เมื่อผ่านการขีดเขียนยันต์หลายแผ่นมากขึ้นก็ทำให้ฝีมือการเขียนอาคมของถังเฟยหู่ชำนาญมากขึ้นจนมีความเร็วเทียบเท่ากับลุงจาง และในช่วงหลังนั่นเองที่ถังเฟยหู่ได้แซงหน้าลุงจางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงสามวันมานี้พวกเขาทั้งสองได้เขียนยันต์นับพันโดยที่แทบจะไม่ได้พักผ่อนเสียด้วยซ้ำไป

และในตอนนั้นเองที่ช่วงประมาณก่อนฟ้าสาง ลุงจางและถังเฟยหู่ได้เตรียมการณ์ทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ชายหนุ่มได้จัดการนำยันต์ทั้งหลายใส่ไปในห่อผ้าซึ่งทำจากเศษผ้าที่หลงเหลือในศาลร้างแห่งนี้เช่นกัน เขาและลุงจางได้เดินคู่กันจนออกมาพ้นเขตของศาลร้าง ถังเฟยหู่มองลุงจางด้านข้างอย่างสำนึกบุญคุณ

“ขอบคุณท่านลุงมากที่ช่วยเหลือข้าทุกอย่าง แม้โอกาสจะมีน้อย...แต่ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้ครอบครัวของข้าพบเจอเรื่องร้ายโดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ไม่แน่ว่า...นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน” ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะลุงจางอย่างจริงใจ ในโลกที่โหดร้ายนั้นอย่างน้อยเขาก็รับรู้ว่ายังมีผู้ที่จิตใจดีงามอีกมากนัก

“หลานชาย...เจ้า...” ลุงจางถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มตรงหน้า ตัวเขาเองแม้รู้ดีว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยเหลือถังหยางหลิวและถังมู่หลิว แต่อย่างน้อยเขาก็ขอให้ได้ลองกระทำดูในสิ่งที่ตัวเองทำได้ “หลานชาย...เจ้าแน่ใจอย่างงั้นเหรอที่ไม่ต้องการให้ข้าไปด้วย” ลุงจางถามย้ำอีกครั้งหนึ่ง

“...ข้าแน่ใจขอรับท่านลุง แผนการครั้งนี้เสี่ยงมากเกินไป ข้าไม่อาจให้ท่านลุงมาเสี่ยงชีวิตกับข้าได้ อีกอย่าง...การที่ข้าเคลื่อนไหวคนเดียวนั้นสะดวกกว่ากันมากนัก ท่านลุงจางนั้นไม่ถนัดวิชาตัวเบา การที่ให้ท่านไปกับข้าด้วยนั้นออกจะเสี่ยงจนเกินไป แต่ท่านก็ได้ช่วยข้าในส่วนที่ท่านช่วยได้ไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ขอขอบคุณท่านจริงๆ” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็ได้เรียกทาสอสูรม้าปีศาจเฮยกุ่ยออกมาจากห้วงวิญญาณของตนเอง เจ้าม้าปีศาจที่วิวัฒนาการจนเข้าสู่ระดับสองนั้นมีท่าทางที่ดุดันและโหดร้ายกว่าเดิมมากนัก แม้แต่ลุงจางที่พบเห็นเจ้าเฮยกุ่ยเป็นครั้งแรกยังรู้สึกตกใจอยู่บ้าง

แต่ไม่นานนักลุงจางก็ได้ยิ้มออกมา “หลานชาย...เจ้าโตแล้วจริงๆ มีความคิดอ่านที่ยอดเยี่ยม ข้าอดที่จะภูมิใจแทนพี่ถังไม่ได้เลยจริงๆ เจ้าสัญญากับข้าอย่างหนึ่งได้หรือไม่” ลุงจางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“....ได้ขอรับ” ถังเฟยหู่

“ไม่ว่าอย่างไร...เจ้าจงอย่าตายละ” ลุงจางได้แต่กล่าวคำพูดสุดท้ายนี้ไว้เพื่อหวังเตือนสติถังเฟยหู่ให้ไม่โง่งมจนเกินไปนัก นิสัยดื้อดึงเช่นนี้ถึงเขาจะตีจนขาหักแล้วลากหนีออกไปจากเมือง แต่ในที่สุดหากเด็กหนุ่มรู้ว่าไม่หลงเหลือครอบครัวแล้วก็ย่อมต้องฆ่าตัวตายตามไปอย่างแน่นอน

“ได้ครับท่านลุง...ข้าจะไม่ตาย รวมถึงท่านตาและท่านแม่! ข้าจะช่วยพวกท่านกลับมาให้ได้อย่างแน่นอน ข้าขอสัญญา!” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็จับสายบังเหียนและกระโดดขึ้นไปขี่บนหลังของมัน ถังเฟยหู่กระตุกบังเหียนอย่างแรง! เฮยกุ่ยนั้นหายใจอย่างรุนแรงและกระโดดตะกุยอากาศพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว!

แต่แปลกยิ่งนักที่เมื่อเฮยกุ่ยควบออกไปแล้วกลับไม่มีเสียงใดออกมาจากการวิ่งทะยานของมันแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะความสามารถใหม่ของมันที่ทำให้เท้าของมันไม่อยู่ติดพื้น การขี่เฮยกุ่ยในช่วงก่อนรุ่งสางนี้ทำให้ถังเฟยหู่ไม่ถูกสังเกตเห็นโดยง่าย หนึ่งคนหนึ่งม้าราวกับเป็นหมอกปีศาจสีดำที่พุ่งไปอย่างรวดเร็ว...

ความคิดเห็น