เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 44 คันศรและลูกธนู

ชื่อตอน : บทที่ 44 คันศรและลูกธนู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 355

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 16:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 44 คันศรและลูกธนู
แบบอักษร

“ท่านลุงจาง!” เสียงเรียกขายอันสดใสของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นที่หน้าร้านตีเหล็กของจางฟางจิ้ง เมื่อชายแก่ได้ยินคนเรียกชื่อของตนจึงได้เดินออกจากร้านที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าและกลื่นเหล็กของตนออกมา และเมื่อออกมาก็ได้พบเข้ากับเด็กหนุ่มผู้ใส่ที่ปิดตาโลหะผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ เขาย่อมจดจำเด็กน้อยตรงหน้านี้ได้อยู่แล้ว

“ว่ายังไงบ้างหลานชาย วันนี้มีงานอะไรมารบกวนข้าอีกละ” ลุงจางยิ้มตอบพร้อมกับตอบกลับไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้า ตั้งแต่ที่ชายชราได้พบเข้ากับเด็กหนุ่มผู้นี้ ไม่ว่าเขาจะโผล่หน้ามากี่ทีก็มักจะนำปัญหามาให้เขาช่วยเสมอ แม้ในครั้งแรกๆในตอนที่ยังไม่สนิทกันดีนั้นยังมีความเกรงใจอยู่บ้าง แต่พอรู้จักกันมากขึ้นก็ชักจะไม่มีแล้วสิ....

‘เหอะๆ แต่ก็ดีที่ยังมีอะไรมาให้ข้าทำบ้าง ไม่อย่างงั้นนั่งเหงาเฝ้าร้านอย่างเดียวก็คงจะรู้สึกเบื่อตายไปแล้ว’ ลุงจางคิดอยู่ภายในใจของตนพร้อมกับหัวเราะแห้งๆออกมา

“แฮะๆ จะว่าไปข้าก็มีเรื่องรบกวนอีกเช่นเคยนั่นแหละครับ” ถังเฟยหู่อดไม่ได้ที่จะทำสีหน้าดูไม่ได้เมื่อโดนลุงจางผู้นี้จับได้เอาเสียแล้ว เขาทั้งสองคนได้พากันเข้าไปพูดคุยกันที่หลังร้านโดยที่ลุงจางได้ปิดร้านของตัวเองไปในทันทีด้วยคำพูดที่ว่า ถึงเปิดไปก็ไม่มีลูกค้าอยู่ดี ไปหาอะไรทำแก้เบื่อกับเจ้ายังดีซะกว่า

แม้จะฟังดูแล้วแปลกอยู่บ้าง แต่ถังเฟยหู่ก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของลุงจางอยู่บ้าง เมื่อเข้ามาสู่ห้องด้านหลังแล้ว ถังเฟยหู่จึงได้นำแผนความคิดต่างๆเกี่ยวกับการปรับปรุงอาวุธจิตวิญญาณปลอกแขนอสูรหมื่นเข็ม ซึ่งในตอนแรกนั้นลุงจางก็รู้สึกจะไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง นั่นก็เพราะปลอกแขนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของเขาน่ะสิ! จะให้มาย่ำยีอาวุธชิ้นเอกของตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไรกัน

แต่ถังเฟยหู่ก็ไม่ยอมแพ้ ใช้ความพยายามในการเกลี้ยกล่อมชายชราอยู่นานด้วยแผนการณ์ปรับปรุงอันน่าสนใจของตน ซึ่งแม้จะไม่เห็นด้วยแต่ชายชราก็ไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่าแผนการบ้าๆของเด็กน้อยตรงหน้าก็น่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งชายชราก็ได้ลงทุนอ่านและศึกษาแผนการณ์พวกนั้นทั้งหมด

ซึ่งส่วนใหญ่นั้นก็มักจะใช้ไม่ได้และมีปัญหา บ้างก็ยากจนเกินไป อ่อนแอจนเกินไปซึ่งชายชราไม่ยอมรับ ผ่านไปกว่าหลายชั่วยามจนพวกเขาทั้งสองตกลงที่จะใช้แผนการณ์หนึ่งซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนบางอย่างจากชายชราไปด้วย ถึงแม้จะมีจุดหนึ่งที่ไม่ทราบว่าจะทำไปทำไมกัน แต่ถังเฟยหู่ก็ยืนยันว่าเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ชายชรานั้นคร้านจะเถียงอีกจึงตกลงระหว่างกลางให้คงสิ่งที่ถังเฟยหู่ต้องการไว้

ถังเฟยหู่และลุงจางได้ร่วมมือกันเพื่อปรับปรุงอาวุธจิตวิญญาณของถังเฟยหู่ แต่การปรับปรุงอาวุธจิตวิญญาณที่ขึ้นรูปเรียบร้อยแล้วนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและออกจะยุ่งยากกว่าการสร้างใหม่อยู่บ้าง การสร้างอาวุธจิตวิญญาณนั้นหากมีการวางแผนที่ดีอยู่แล้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็สามารสร้างได้

แต่การปรับปรุงอาวุธจิตวิญญาณที่ขึ้นรูปและหลอมรวมกับจิตวิญญาณไปแล้วนับว่ายากกว่า นั่นเพราะต้องระวังไม่ให้จิตวิญญาณที่อยู่ในอาวุธไม่ให้ได้รับผลกระทบหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างขั้น ทุกขั้นตอนนั้นจำเป็นที่จะต้องละเอียดและแม่นยำเป็นอย่างมากเช่นกัน ลุงจางที่ได้รับการช่วยเหลือจากถังเฟยหู่ยังต้องใช้เวลาถึงกว่าสองวันในการปรับปรุงอาวุธจิตวิญญาณครั้งนี้

หลังจากที่ทุกอย่างได้เสร็จสิ้นนั้น ถังเฟยหู่ชักจะอดใจรอไม่ไหวและที่จะได้ทดสอบอาวุธที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ของตนเอง ชายหนุ่มได้ขอบคุณลุงจางเป็นอย่างมากจากนั้นจึงได้ออกจากร้านของชายชราไปพร้อมกับบอกลา เขาได้ออกเดินไปเรื่อยๆเพื่อไปยังประตูเมือง เขาต้องการที่จะออกไปยังป่าอสูรอีกครั้งเพื่อลองฝึกฝนอาวุธในสถานการณ์จริง แต่ในระหว่างทางที่เดินไปยังประตูเมืองนั้นก็ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับขุนนางผู้หนึ่งที่ได้เดินทางมาจากแคว้นอื่นจากชาวบ้านในตลาด นี่เป็นหัวข้อที่ถูกพูดคุยกันไปทั่ว แต่ถังเฟยหู่ก็ไม่ได้รับข่าวคราวมากมายนัก

เพราะแม้แต่พวกชาวบ้านก็ไม่รู้จักฐานะแท้จริงของคนผู้นี้ เพราะตั้งแต่ที่เขาได้เดินทางมาก็เอาแต่อาศัยอยู่ภายในจวนสกุลหลิวและไม่ได้ออกมาอีกเลย ขุนนางผู้นี้นับว่าไปมาอย่างรวดเร็วจนเกินไป แม้แต่ป้าจางขายหมูในตลาดขาผู้ชอบซุบซิบนินทาและมักจะรู้ข่าวคราวในเมืองก่อนเป็นผู้แรกก็ยังไม่ทราบว่าขุนนางผู้นั้นเป็นใคร

แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาจะไปรู้เรื่องของพวกขุนนางและคนชั้นสูงได้อย่างไรกัน ซึ่งถังเฟยหู่เมื่อรู้ว่าไม่ได้ข่าวคราวอะไรที่เป็นประโยชน์เลยก็คร้านที่จะสนใจอีก เขาจึงได้รีบเดินไปยังประตูเมืองในทันที เขาได้ใช้ป้ายของสกุลถังในการออกไปอีกครั้งหนึ่งจากนั้นจึงได้เรียกเฮยกุ่ยออกมาควบขี่มันออกไปอย่างรวดเร็ว

ถังเฟยหู่ในชุดสีดำนั้นเมื่อขับขี่เฮยกุ่ยอยู่นั้นช่างเข้าคู่กันได้อย่างน่าแปลกประหลาด ทั้งสองที่พุ่งทะยานไปนั้นเป็นราวกับสายลมสีดำที่ไม่อาจหยุดยั้ง ทั้งสองชีวิตได้เร่งรีบไปยังป่าอสูรอย่างรวดเร็ว และเมื่อถังเฟยหู่คิดว่าเฮยกุ่ยนั้นเหนื่อยและสมควรได้พักเขาก็จะให้มันหยุดพักสักที่หนึ่งในกลางทาง

นั่งกลางดิน กินกลางทราย ควบอาชาคู่ใจ

นี่ช่างเป็นวิถีแห่งชาวยุทธ์โดยแท้ ถังเฟยหู่เมื่อคิดดังนั้นก็ได้เผลอยิ้มออกมา เขาในยามก่อนเองก็ชมชอบเรื่องราวเกี่ยวกับยุทธภพเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเขารับรู้ว่าตนเองไม่มีพรสวรรค์และไม่อาจข้ามระดับไปให้เทียบเท่าคนอื่นได้ เขาก็ได้เริ่มหันหลังให้แก่วิถียุทธ์และเริ่มศึกษาวิชาความรู้ต่างๆกลายเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งในวงการ

แต่ใครจะคิดละว่าเขาจะได้กลับมาทำตามความฝันในวัยเด็กอีกครั้ง เมื่อรู้สึกตัวอีกทีหนึ่งก็เป็นยามกลางคืนแล้ว ถังเฟยหู่นั่งพิงอาชาหนุ่มอยู่กลางพื้นดิน เขาแหวนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็พบหมู่ดาวทั้งหลายเรียงตัวกันอย่างสวยงาม ภาพอันงดงามตรงหน้านี้ก็ทำให้เขาผ่อนคลายอยู่บ้างหลายส่วน คนเราหากเครียดขึงจนเกินไปก็ราวกับสายพิณที่ตึงจนเกินไป มันพร้อมที่จะขาดลงได้ทุกเมื่อ ก็เฉกเช่นกันเดียวกันกับคนเราที่ควรผ่อนคลาย พักผ่อนเพื่อผ่อนสายพิณที่เปรียบดั่งความคิดและอารมณ์ให้มันได้พักบ้าง

หนึ่งคนหนึ่งม้าออกเดินทางมาได้กว่าสามวันแล้ว ในที่สุดชายหนุ่มก็ได้กลับมาเยือนยังป่าอสูรอีกครั้ง เขาได้มีภาพความทรงจำมากมายเกี่ยวกับที่แห่งนี้จริงๆ และในเร็วๆนี้ก็พึ่งจะเกิดศึกใหญ่ที่สุดในชีวิตเขาขึ้นในที่แห่งนี้ เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะต้องกลับมาถึงป่าอสูรอีกครั้งด้วยเวลาที่รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว

ถังเฟยหู่เก็บเฮยกุ่ยเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงได้ค่อยๆเดินเข้าไปในป่านั้นเรื่อยๆ เหล่าสัตว์อสูรชั้นมนุษย์ระดับต่างๆก็ได้ออกมาเพราะคิดว่าเขาเป็นอาหารอันโอชะ แต่พวกมันก็ไม่คณามือเขาแม้แต่น้อย เขาเพียงใช้ฝ่ามือโจมตีไปไม่กี่ท่าพวกมันก็วิ่งหนีกันไปหมดแล้ว

ชายหนุ่มเลือกยอดไม้หนึ่งซึ่งสูงที่สุดในอาณาบริเวณรอบๆที่เขาอยู่ เขาพุ่งทะยานจนไปถึงยอดข้างบนได้อย่างง่ายดาย เขายิ้มอย่างพึงพอใจต่อจุดที่เขาได้เลือกใช้มาเป็นที่พักชั่วคราว ตรงจุดนี้เขาสามารถเห็นอาณาบริเวณหลายลี้โดยรอบได้อย่างง่ายดาย และเมื่อใช้ร่วมกับเนตรเซียนพยัคฆ์ก็จะทำให้สามารถมองรายละเอียดต่างๆได้มากขึ้น

ถังเฟยหู่ได้เรียกจิตวิญญาณอสูรทมิฬออกมาเป็นเงาดำของโครงกระดูกอันน่ากลัวอยู่ที่เบื้องหลังของเขา ดวงไฟวิญญาณภายในตาของมันพริ้วไหวไปมาราวกับคลื่นไฟจากขุมนรกที่โหมกระหน่ำไปมา ชายหนุ่มได้กางแขนทั้งสองข้างออกมาก่อนทที่อสูรทมิฬที่เบื้องหลังจะสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำและถูกรวบรวมไว้ที่แขนทั้งสองข้าง

หมอกควันปราณสีดำทมิฬได้เกาะอยู่บนท่อนแขนทั้งสองข้างของถังเฟยหู่ก่อนที่จะผนึกรวมกันจนกลายเป็นปลอกแขนโลหะสีดำทมิฬที่มีลวดลายของเกล็ดงูสีดำอยู่บนนั้น บนหลังฝ่ามือเป็นรูปร่างของปีศาจ ที่บริเวณข้อมือที่เมื่อก่อนมีรูเล็กๆอยู่เพื่อใช้เรียกเข็มดำออกมานั้นถูกดัดแปลงเสียใหม่

จากรูเล็กๆจำนวนนวนมากได้เปลี่ยนกลายเป็นช่องว่างยาวขนาดหนึ่งชุ่น ส่วนปลอกแขนทางฝั่งมือซ้ายนั้นได้มีการเพิ่มกลไกบางอย่างขึ้นมา ที่ท่อนแขนของปลอกแขนฝั่งซ้ายได้มีการติดใบดาบบางๆเรียบไปกับท่อนแขน และหากเมื่อหงายฝ่ามือขึ้นมาก็จะพบกับห่วงเหล็กสีดำติดอยู่ที่ข้อมือของเขา

นี่คืออาวุธจิตวิญญาณที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ของถังเฟยหู่ มันถูกเรียกขานโดยลุงจางว่าปลอกแขนอสูรเมฆา ที่จางฟางจิ้งได้ตั้งชื่อเช่นนี้ก็เพราะต้องการจะสื่อถึงความสามารถอันพิเศษของมันที่เน้นการโจมตีผ่านห้วงอากาศ แม้แต่จะหลบซ่อนอยู่หลังม่านเมฆก็ไม่อาจหลบหนีพ้น และถึงแม้มันจะถูกดัดแปลงไปมากก็ตามที แต่อาวุธชิ้นนี้ก็ยังคงอยู่ในขอบเขตเพียงระดับสามเช่นเดิม

ถังเฟยหู่ปลดปล่อยปราณของตนเข้าสู่อาวุธจิตวิญญาณเพื่อเรียกใช้อาคมจากภายในของมัน ภายในปลอกแขนข้างขวาของถังเฟยหู่บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น มันได้สร้างวัตถุบางอย่างขึ้นมาจากเหล็กดำอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นเองที่ชายหนุ่มได้เรียกวัตถุเหล่านั้นให้มาอยู่ในมือของตนเอง

วัตถุที่อยู่ในมือของเขาคือเหล็กดำซึ่งมีรูปร่างแบนและเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่ปลายยอดของสามเหลี่ยมนั้นแหลมคมเป็นอย่างมาก ส่วนปลายที่ฐานอีกสองด้านกลับโค้งลงมาและแหลมคมราวกับตะขอเกี่ยว และตรงกลางของฐานวัตถุเหล็กดำนั้นคือรูกลมๆที่ทะลุไปทั้งสองด้านของแผ่นเหล็กนั้น หากมองดีๆแล้วก็จะสามารถเห็นถึงความคล้ายคลึงของแผ่นเหล็กในมือของชายหนุ่มกับปลายของลูกธนู...

ถูกต้อง! สิ่งนี้ก็คือลูกธนูที่มีแต่หัวโลหะ...แล้วตัวลูกธนูไปไหนเล่า?

ชายหนุ่มมองขึ้นไปด้านบนและเห็นนกที่กำลังบินอยู่บนนั้น บนหัวลูกธนูในมือของเขาถูกปกคลุมด้วยปราณที่เพิ่มความแหลมคมของวัตถุเหมือนกับพื้นฐานของวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมยที่ชายหนุ่มเคยใช้มาก่อน ในตอนนี้หัวธนูของเขามีความแหลมคมเป็นอย่างมาก มีอานุภาพในการทะลุทะลวงที่สูงมาก

จากนั้นเขาได้เดินปราณเก้าเยือกแข็งไปตามเส้นสายลมปราณและชีพจรต่างๆภายในร่างของเขาตามเคล็ดวิชาปราณของฝ่ามือมังกรอัสนี เขาได้เคยทดลองใช้วิธีการเช่นนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ในตอนนี้ภายในร่างของเขาได้บังเกิดพลังของศาสตร์เหมันต์อัสนีขึ้น ชายหนุ่มได้ชักนำพลังของเหมันต์อัสนีเข้าสู่หัวลูกศรในมือของตนจนมันบังเกิดรัศมีแห่งความเยือกแข็งและเส้นสายอัสนีเล็กๆวิ่งไปมาบนหัวธนูนั้น

ธนูเซียนพยัคฆ์ ทะลวงวิญญาณ

ฟิ้วววว! เปรี๊ยะ!

ถังเฟยหู่สะบัดมือขว้างซัดหัวธนูนั้นออกไปแทนอาวุธลับ ความรวดเร็วของหัวลูกศรนั้นถึงขนาดกับแหวกอากาศออกเป็นทางและทิ้งเส้นสายอัสนีสีฟ้าไว้ลางๆ และในชั่วพริบตานั้นเองที่หัวธนูนั้นปักเข้าสู่ร่างของนกน้อยที่บินอยู่บนฟ้าอย่างถนัดถนี่! ร่างของนกน้อยตัวนั้นถูกทั้งความเยือกเย็นของปราณเก้าเยือกแข็งหยุดการเคลื่อนไหวและความคิด อีกทั้งยังถูกทำลายล้างจนเป็นเถ้าธุลีด้วยพลังทำลายล้างของอัสนีในเวลาเดียวกัน

“ท่าแรกสำเร็จไปด้วยดี กระบวนท่านี้สามารถใช้ได้ทั้งรูปแบบอาวุธลับขว้างซัดและใช้กับการยิงธนู ผสมผสานระหว่างศาสตร์ของธนู เข็มทิพย์ดอกเหมย และตะปูตอกวิญญาณ เมื่อรวมกับพลังของศาสตร์ทำลายล้างของอัสนียิ่งส่งผลเป็นอย่างดี” ถังเฟยหู่กล่าวพึมพำวิเคราะห์ไปพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ

ถังเฟยหู่เรียกอาวุธลับหัวธนูออกมาสามชิ้นจากปลอกแขนอสูรเมฆา เขาจับจ้องหาเป้าหมายต่อไป จากนั้นก็เห็นผลไม้สามลูกที่อยู่ไปไม่ไกลมากนัก สามารถเห็นมันได้อย่างชัดเจนจากบนยอดไม้ที่เขายืนอยู่ เขาสะบัดมือออกไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อซัดหัวธนูทั้งสามออกไปอย่างรวดเร็ว

ธนูเซียนพยัคฆ์ กระชากวิญญาณ!

เปรี๊ยะ!!

เส้นแสงสายฟ้าสามสายในครั้งนี้พุ่งออกไปในวิถีโค้ง แต่ในครั้งนี้อาวุธลับหัวธนูทั้งสามได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง ในช่องว่างของหัวธนูเหล่านั้นถูกผูกไว้ด้วยด้ายปราณสีแดงเพลิงของเขา ถังเฟยหู่สามารถควบคุมอาวุธลับทั้งสามได้อย่างอิสระตามใจคิด ท่านี้ถูกดัดแปลงมาจากด้ายแดงชิงใจและโซ่กระชากใจ การควบคุมด้ายที่ติดอาวุธลับไว้นั้นถูกเสริมการควบคุมที่เปลี่ยนแปลงและหลากหลายขึ้นจากโซ่กระชากใจ อาวุธทั้งหมดสามารถเข้าเป้าได้ทั้งหมดไม่ว่าศัตรูจะอยู่ไหนก็ตาม อีกทั้งยังผสานหลักการที่ใช้เพื่อพันธนาการของด้ายแดงชิงใจไว้อีกด้วย ใช้ได้ทั้งโจมตีและสนับสนุน

อาวุธลับทั้งสามเข้าโจมตี แช่แข็ง และทำลายล้างผลไม้ทั้งสามไปแทบจะไม่เหลือแม้แต่ซาก ถังเฟยหู่พยายามเสมอทุกครั้งที่ใช้กระบวนท่าเพื่อใช้สายเลือดดวงตาไปด้วยพร้อมๆกันเพื่อเพิ่มความแม่นยำให้มากขึ้น และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนท่าก็จะหยุดใช้พลังนั้นในทันที เขากำลังฝึกฝนเพื่อจะใช้พลังดวงตาให้ได้มากขึ้น ซึ่งผลสรุปของเขาก็คือการพยายามใช้มันในจังหวะที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บและสูญเสียพลังมากเกินไป

ถังเฟยหู่ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขายังใช้หัวธนูทั้งสามปักลงไปยังกิ่งไม้ใหญ่ซึ่งไม่หากไกลกันมากนัก หัวธนูทั้งสามฝังลงไปในเนื้อไม้ใหญ่นั่นอย่างถนัดถนี่ จากนั้นชายหนุ่มก็ออกแรงกระชากด้ายปราณทั้งสามในทันที! mให้กิ่งไม้ใหญ่นั้นหักโค่นลงอย่างแรงและถูกดึงรั้งกลับมายังยอดไม้ที่ถังเฟยหู่อยู่

หมับ!

เขายื่นมือออกไปรับกิ่งไม้ที่พุ่งเข้ามาอย่างแรงได้อย่างง่ายดาย เขาเพียงออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กิ่งไม้นั้นก็ถูกทำลายและแตกเป็นเสี่ยงๆ “กระบวนท่ากระชากวิญญาณน่าจะสามารถพลิกแพลงได้หลากหลายในสถานะการณ์ต่างๆ” เมื่อกล่าวจบถังเฟยหู่ก็ได้สอดส่องหาเป้าหมายต่อไปในทันที

และในตอนนั้นเองที่เขาเห็นหมีขนเหล็กตัวหนึ่ง สัตว์อสูรระดับสองชั้นมนุษย์ที่ในอดีตเขาเคยต่อสู้ด้วยอย่างยากลำบาก ในวันนี้เขาจะลองทดสอบดูว่าเขาจะสามารถจัดการมันได้ไหม เขารู้สึกตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ทดสอบฝีมือกับมันอีก! ถังเฟยหู่เรียกอาวุธลับหัวลูกศรออกมาอีกเป็นจำนวนมากในมือ!

ธนูเซียนพยัคฆ์ กระชากวิญญาณ!

ฟิ้วววว เปรี๊ยะ!!

เจ้าหมีขนเหล็กที่ยังไม่ทราบถึงชะตากรรมของตนเองได้ยินเสียงอัสนีดังขึ้นจากบนฟากฟ้า เมื่อมันหันไปก็พบเห็นเพียงแสงสีฟ้าพุ่งลงมาราวกับฟ้าผ่า ในคราแรกมันคิดเสียด้วยซ้ำว่าคือฟ้าพิโรธผ่ามันลงมา แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีเส้นสายอัสนีสีฟ้านั้นก็พุ่งลงสู่พื้นรอบตัวมันจากนั้นเส้นสายพวกนั้นก็ยังพุ่งขึ้นมาจากพื้นและพันรอบร่างของมันไว้

โฮกกก!!

มันร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เมื่อสังเกตดีๆแล้วจะพบว่าสิ่งที่พันร่างของมันไว้ก็คือด้ายสีแดงเพลิงที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยสายอัสนีสีฟ้า อีกทั้งด้ายสีแดงนี้ยังส่งไอเย็นที่ทำให้เลือดทั้งร่างของมันไหลเวียนช้าลงไปหลายส่วน เจ็บปวดทั้งถูกความเย็นกัดกิน เจ็บปวดทั้งถูกสายฟ้าทำลายผิวหนังที่สัมผัสด้ายพวกนั้น มันพยายามที่จะดิ้นรนให้หลุดออกจากพันธนาการนี้แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้ายปราณพวกนี้นั้นแข็งแรงดุจเส้นเหล็กกล้า

ถังเฟยหู่มองภาพนั้นอย่างพอใจ เขาปล่อยด้ายปราณพวกนั้นออกจากมือของตนไปเพราะด้ายพวกนั้นได้หยั่งรากลงไปในดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้ายปราณเหล่านั้นราวกับเป็นรากไม้ที่ชอนไชลึกเข้าไปในดินและดึงร่างของหมีขนเหล็กให้ติดไว้กับพื้นไม่ให้เคลื่อนไหวไปที่ไหนได้

และทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้เดินปราณลงไปในปลอกแขนข้างซ้ายเพื่อให้อาคมภายในนั้นได้ทำงาน ปลอกแขนข้างซ้ายเกินการเคลื่อนไหวบางอย่าง กลไกของมันได้ทำงานอย่างรวดเร็ว ใบดาบที่แนบสนิทไปกับปลอกแขนได้กางออกและเชื่อมต่อเข้ากับกำไลเหล็กดำที่ถูกเพิ่มขึ้นมาที่ข้อมือ

จากนั้นกำไลนั้นก็ได้แสดงการทำงานกลไกของมัน มันถูกแยกออกและปรับเปลี่ยนรูปร่างร่วมกับใบดาบบนปลอกแขน พวกมันปรับเปลี่ยนขนาด รูปร่าง รวมถึงหน้าตาของพวกมันจนกลายเป็นวัตถุหนึ่งซึ่งมีขนาดยาวโค้งและถูกติดเข้ากับปลอกแขนทางด้านในของปลอกแขนอสูรเมฆา

ซึ่งหากสังเกตดีๆแล้วก็จะพบว่าของสิ่งนี้ก็คือธนูคันหนึ่งที่ไม่มีเอ็นใดขึงเอาไว้! มันเป็นคันธนูที่ถูกสร้างจากเหล็กดำเช่นกัน บนคันธนูนั้นก็คือโลหะแหลมคมสีดำซึ่งสามารถใช้แทนดาบได้อย่างดี บนคันธนูนั้นคือลวดลายรูปเมฆาอันงดงาม ถังเฟยหู่มองคันธนูในมืออย่างพอใจ ภาพในหัวก็คือภาพในหัว แต่เมื่อมาเห็นของจริงกับตาแล้วก็ย่อมรู้สึกพึ่งพอใจอยู่บ้าง และในตอนนั้นเองที่เขาได้ใช้ปราณของเขาสร้างด้ายปราณสีแดงสดขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อปลายทั้งสองด้านของธนูจนกลายเป็นเอ็นของคันธนูในมือ

เขาทดลองจับสายธนูและดีดมันดู แต่ใบหน้าของเขากลับรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ในตอนที่คิดในหัวเขาคาดว่าจะสามารถสร้างสายธนูที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ แต่วิธีการสร้างด้ายปราณในแบบที่แล้วมานั้นกลับไม่เหมาะสมแก่การใช้เป็นสายธนู สายธนูที่ดีนั้นควรที่จะยืดหยุ่นเป็นอย่างมากและเมื่อดีดไปแล้วจะบังเกิดเสียงดังสนั่น

ในตำราธนูที่เขาได้อ่านนั้นก็ได้บอกกล่าวถึงตำนานของคันธนูโบราณที่เมื่อดีดสายธนูคันนั้นก็จะบังเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งฟ้า แม้แต่วิหคบนฟ้าเมื่อได้ยินเสียงนั้นก็จะตกใจจนตายไปเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องยิงพวกมันด้วยซ้ำไป เขามองไปยังหมีขนเหล็กที่ดิ้นรนอยู่ตรงนั้นก็คิดว่ามันคงไม่หยุดมาง่ายๆเป็นแน่

ถังเฟยหู่จึงได้ใช่ช่วงเวลานี้ในการพัฒนาวิชาของตนเองเพิ่มขึ้นมา จะมีการฝึกใดที่ดีกว่าการได้ลองใช้งานจริง หากเขาใช้ด้ายปราณอย่างธรรมดาเพื่อเป็นสายธนูในสถานะการณ์จริงละก็ มันก็คงไม่อาจสำแดงอานุภาพที่น่าพึ่งพอใจออกมาได้

ชายหนุ่มใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามในการปรับเปลี่ยนด้ายปราณในแบบต่างๆกันไปเพื่อพยายามสร้างด้ายปราณที่ยืดหยุ่นและทรงพลังที่สุด และในที่สุดเขาก็ทำมันได้สำเร็จ แม้จะไม่ถึงขั้นยิงธนูเปล่าก็สามารถฆ่าสัตว์อสูรได้อย่างตำนาน แต่ก็นับว่าด้ายแบบที่เขาสร้างขึ้นมาก็มีแรงดีดอย่างมหาศาลเช่นกัน

จากนั้นในมือขวาของเขาก็ได้เรียกอาวุธลับหัวธนูออกมา เขาได้ใช้ด้ายปราณจำนวนมากหลายร้อยเส้นผูกติดเข้าไปในช่องว่างที่ฐานของหัวธนู ถังเฟยหู่หมุนมือของตนเพื่อบังคับด้ายปราณหลายร้อยเส้นนั้นในการถักทอให้พวกมันกลายเป็นเส้นเดียว อีกทั้งเขายังได้ใส่ปราณเก้าเยือกแข็งผสานเคล็ดอัสนีลงไปด้วย เขาได้พยายามบังคับและปรับเปลี่ยนให้ด้ายที่พันกันทั้งหมดนั้นแข็งจนกลายเป็นแท่งเหล็กแท่งหนึ่ง และในท้ายที่สุดแล้วก็ได้ปรากฎลูกศรที่ถูกสร้างจากอาวุธลับหัวธนูและด้ายปราณที่ถูกดัดแปลงจนแข็งราวกับเหล็กกล้าขึ้นในมือของเขา!

ซ้ายคือธนู! ขวาคือลูกศร!

ถังเฟยหู่ได้เปลี่ยนด้ายปราณของเขาจนกลายเป็นลูกศรที่เป็นสีแดงเพลิงและมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก คันศรนั้นถูกปกคลุมไปด้วยไอเย็นและเส้นสายอัสนีที่ปลดปล่อยพลังทำลายล้างออกมา จากนั้นชายหนุ่มก็ได้ใช้ดวงตาเซียนพยัคฆ์ออกมาเพื่อช่วยในการเล็งเป้าหมาย! ระยะที่ห่างไกลนั้นดูสั้นขึ้นมาในสายตาของเขา

แขนซ้ายยืดตรงไปยังด้านหน้า แขนขวาหยิบจับลูกธนูสีแดงเพลิงที่ส่งไอเย็นและเส้นสายอัสนีสีฟ้าไปวางฟาดไว้กับคันธนูโลหะสีดำ เขาดึงคันศรในมือไปสุดแขน และหากมองดีๆแล้วก็จะพบว่าท่าการวางขา จังหวะการหายใจ รวมทั้งท่าการเล็ง ทุกๆอย่างในตอนนี้ของถังเฟยหู่นั้นถูกคัดลอกมาจากท่าของหยางมี่!

ในสายตาของถังเฟยหู่นั้นคือหมีขนเหล็กที่แทบไม่ขยับ มันเหนื่อยจากการดิ้นรนและถูกทำร้ายเป็นเวลานาน ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับเลือด มันโกรธแค้นอย่างมากที่ถูกกระทำเช่นนี้ มันจับจ้องขึ้นไปยังยอดไม้ที่มันได้พบเห็นฟ้าผ่าในก่อนหน้านี้ก็ได้พบกับมนุษย์ผู้หนึ่ง มันรับรู้ได้ในทันทีว่ามนุษย์ผู้นี้คือผู้ที่ทำร้ายมัน!

ถังเฟยหู่เล็งไปยังกลางหน้าผากของหมีขนเหล็ก จากนั้นที่ปลายของธนูถูกเดินด้วยปราณที่แหลมคมของเคล็ดวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมยเพื่อเพิ่มพลังทะลุทะลวง อีกทั้งยังถูกเสริมด้วยพลังของปราณเก้าเยือกแข็งและพลังสายฟ้า เขาจับจ้องไปยังหมีขนเหล็กด้วยความว่างเปล่าจากนั้นจึงได้ปล่อยมือที่จับลูกศรในมือออก

ธนูเซียนพยัคฆ์ ทะลวงวิญญาณ!

ครืนนนน! เปรี้ยงงงงง!!

ความคิดเห็น