เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 43 คิดค้นวิชาใหม่

ชื่อตอน : บทที่ 43 คิดค้นวิชาใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 353

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 16:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 43 คิดค้นวิชาใหม่
แบบอักษร

โฮกกกก!!

เสียงพยัคฆ์คำรามลั่นดุจดั่งสายอัสนีฟาดผ่า ถังเฟยหู่ต่อสู้กับจิตวิญญาณของตนเองไปกว่าห้าวัน พลังสมาธิของเขาถูกใช้ไปอย่างมากมายมหาศาลเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะเทียบได้ มีหลายครั้งที่ร่างจำแลงของดวงจิตได้กระทบถูกเข้ากับกรงเล็บอันน่าหวาดกลัวของพยัคฆ์ขาว แต่นั่นก็เพียงส่งผลกระทบถึงแค่ดวงจิตที่เข้ามาในห้วงวิญญาณเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลร้ายใดกับร่างกาย เขาคิดดเช่นนั้น...

แต่นั่นก็อาจจะไม่จริงเสมอไป กรงเล็บสุดท้ายของพยัคฆ์ขาวได้เข้าปะทะกับร่างจิตของถังเฟยหู่อย่างถนัดถนี่ได้ทำให้จิตของถูกผลักดันออกมาจากห้วงวิญญาณ สภาวะการใช้สายเลือดดวงตาได้หายไปจนสิ้น เมื่อสติของเขาได้กลับมายังร่างกายภายนอกอีกครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นเองที่เขารู้สึกปวดหัวจนแทบสิ้นสติ ภาพเบื้องหน้าของเขากลับดำวูบไปเพราะอาการหน้ามืด เขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน

เดิมทีพรสวรรค์ในด้านการจดจำของถังเฟยหู่นั้นมีพื้นฐานมาจากพลังสมาธิที่เหนือคำว่าธรรมดาสามัญไปไกลสุดกู่นัก แต่ไม่ว่าจะมีพลังสมาธิมากมายเพียงใดก็ตาม มันก็ยังอยู่ในคำจำกัดความว่ามาก นั่นย่อมหมายถึงมันมีขีดจำกัด หาใช่ไร้ที่สิ้นสุด พลังสมาธิของเขาทั้งหมดถูกใช้ไปกับการต่อสู้อันหนักหน่วงกับจิตวิญญาณเสือขาว

“เป็นครั้งแรก...เป็นครั้งแรกที่ข้าใช้สมาธิกับสิ่งใดมากมายถึงเพียงนี้ ถึงอย่างไรข้าก็ยังเป็นมนุษย์ หาใช่เซียนในตำนาน ยังไงเสียก็ต้องมีพักผ่อนกันบ้าง ดูเหมือนการหักโหมฝึกฝนมากจนเกินไปก็นับว่าไม่ดีนัก” เมื่อถังเฟยหู่ได้กล่าวเสร็จเขาก็ได้ล้มตัวลงนอนบนที่นอนของเขาในทันทีด้วยสติอันอ่อนล้าราวกับฟางเส้นบางที่ใกล้ขาดเต็มที นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้ใช้เจ้าเตียงนอนของตนด้วยหน้าที่ของมันจริงๆ

ความอ่อนล้าที่เข้าจู่โจมสติสัมปชัญญะ ชายหนุ่มเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว ในฝันของคนเรานั้น พวกเราสามารถเป็นได้ทุกอย่างไม่ว่าจะบินบนฟ้าหรือแหวกว่ายในน้ำ แต่ความฝันของถังเฟยหู่นั้นช่างแตกต่าง เขาฝันของเขานั้นมีแต่ความดำมืด ทุกๆอย่างมีเพียงแต่ความมืดที่ไม่อาจเห็นแสงใดและไม่อาจเห็นแม้แต่มือตัวเอง

เขาฝันเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่ที่เขาจำความได้ แม้จะไม่อาจมองเห็นสิ่งใด แต่ความฝันนั้นก็มักจะมีเสียงบางอย่างที่เบาเป็นอย่างมากลอยมาตามสายลมจากที่ห่างไกล เสียงนั้นไม่อาจบอกได้ว่าคือสิ่งใด เขาเป็นเสียงเล็กๆที่ราวกับเป็นเสียงกระซิบของสายลม แต่เขาก็แทบจะลืมมันไปเสียแล้ว

นั่นเพราะตลอดหลายเดือนมานี้เขาก็มัวแต่ฝึกวิชาจนไม่รู้วันคืน และเมื่อมีพลังที่แข็งแกร่งมากขึ้น การพักผ่อนก็มีความจำเป็นที่น้อยลงทุกที นั่นก็เพราะเขาสามารถใช้การเดินลมปราณเพื่อรักษาอาการเหนื่อยอ่อนต่างๆได้ นั่นจึงเป็นเหตุให้เขาแทบไม่เคยได้นอนหลับอีกเลยตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อมารดา

ในครานี้ความฝันของเขาได้เปลี่ยนไป เสียงอันแผ่วเบาที่มาจากสถานที่อันห่างไกลนั้นได้มีความชัดเจนมากขึ้นหลายส่วน แม้เขาจะไม่ทราบว่าเสียงนั้นคืออะไรหรือพูดสิ่งใดกับเขา แต่มันเหมือนกับเขาใกล้จะสัมผัสถึงมันได้อีกเพียงเอื้อมมือ แต่มันก็ราวกับมีอะไรบางอย่างมาขัดขวางไว้ ราวกับม่านหมอกที่บังตาของเขาไม่ให้รับรู้ถึงสิ่งที่เสียงจากที่ห่างไกลนั้นพยายามบอก

ในความฝันนั้น ถังเฟยหู่พยายามจะทำความเข้าใจถึงเสียงอันลึกล้ำนั้น แต่เขากลับไม่เข้าใจมันแม้แต่น้อย และที่เขายิ่งไม่เข้าใจก็คือว่าทำไมอยู่ๆเสียงในห้วงฝันของเขาถึงได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งๆที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้มันกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลยแท้ๆ เขาพยายามเป็นอย่างมากแต่ก็เปล่าประโยชน์ พอรู้สึกตัวอีกทีเขาก็ได้ตื่นขึ้นมาในเช้าอีกวันเสียแล้ว ตอนนี้เขาไม่รู้สึกผิดปกติใดๆอีก

การพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้พลังสมาธิที่สูญเสียไปพื้นคืนมาอย่างเต็มเปี่ยม เขาชันกายและลุกขึ้นมานั่งบนเตียงอีกครั้งหนึ่ง เขาเริ่มสำรวจการใช้พลังสายเลือดสีฟ้าของตนเองอีกครั้งหนึ่ง พลังการมองเห็นของดวงตาซ้ายนั้นเพิ่มมากขึ้น เมื่อใช้พลังสายเลือดอย่างเต็มที่แล้ว เขาสามารถมองเห็นแมลงที่เกาะบนต้นไม้ในสวนที่ห่างออกไป มันชัดเจนราวกับเขาไปยืนมองมันอยู่ใกล้ๆ

ความเจ็บปวดจากการใช้ดวงตาซ้ายนับว่าน้อยลงไปกว่าหลายส่วน ในระหว่างที่ได้ฝึกฝนฝ่ามือมังกรอัสนีนั้นเขาเองก็ได้ค้นพบความแปลกประหลาดบางอย่าง เขาได้ค้นพบว่าเคล็ดการเดินลมปราณเพื่อสร้างพลังอัสนีของวิชานี้มีส่วนช่วยในการลดความเจ็บปวดจากการใช้สายเลือดดวงตาอีกหลายส่วน

นี่อาจจะเป็นเพราะว่าพื้นฐานสายเลือดสีฟ้าของเขานั้นมาจากพลังอัสนี การดัดแปลงเคล็ดวิชาสายอัสนีมีส่วนช่วยในการควบคุมพลังสายเลือดอัสนีนี้อยู่บ้าง แต่เป็นที่น่าเสียดายนักที่เขาไม่มีวิชาบ่มเพาะลมปราณในศาสตร์อัสนี มีก็แต่ปราณเก้าเยือกแข็งที่พอใช้ถูไถไปได้บ้าง แม้พลังโดยรวมจะไม่มากเท่ากับการใช้ปราณอัสนีโดยตรง แต่ก็มีพลังโดยรวมมากกว่าการใช้ปราณห้าพิษร่วมกับวิชาฝ่ามืออัสนีนี้

“เหลืออีกสามเดือนก็จะถึงเวลาประลอง ตอนนี้พลังของข้าอยู่ในขอบเขตปราณขั้นหก หากนับรวมพื้นฐานร่างกายที่ถูกฝึกฝนให้ก้าวหน้ากับวิชาฝ่ามือที่ผู้อาวุโสถ่ายทอดให้ ผนวกกับการใช้สายเลือดดวงตา...ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถต่อสู้กับคนในขอบเขตปราณขั้นแปดถึงเก้าได้” ถังเฟยหู่บ่นพึมพำกับตนเอง ในตอนนี้เขายังไม่ไว้วางใจในพลังของตัวเองมากนัก พลังในตอนนี้นั้นแค่เพียงพอต่อการคว้าโอกาสในการชนะ...แต่ไม่ใช่มากมายถึงขั้นชนะโดยเบ็ดเสร็จ

“ที่ข้าควรทำต่อไปนั้นคือควรเพิ่มระดับพลังโดยรวมให้เพิ่มขึ้น สิ่งที่ยังอ่อนก็ควรเสริมให้แข็งแกร่งขึ้น สิ่งใดที่เป็นจุดเด่นอยู่แล้วก็ควรพัฒนาให้มากขึ้น” ถังเฟยหู่เรียบเรียงทุกอย่างภายในหัวของเขาเพื่อหาหนทางพัฒนาตนเองให้เร็วที่สุด “ในตอนนี้นับว่าทรัพยากรในการฝึกฝนคือปัญหาที่ใหญ่สุดซึ่งมีผลต่อการฝึกตน เพิ่มระดับของลมปราณรวมถึงคุณภาพ...ถ้าพูดถึงสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรก็น่าจะเป็นการพัฒนารวมถึงเพิ่มระดับของวรยุทธ์ที่มี”

ถังเฟยหู่นึกถึงวิชาวรยุทธ์ทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ หมัดแปดปรมัตถ์ ฝ่ามือจงอาง เข็มทิพย์ดอกเหมย กระบี่อสรพิษหมื่นแปร กรงเล็บมารกระดูกขาว และฝ่ามือมังกรอัสนี ในบรรดาวรยุทธ์ที่เขาเคยฝึกฝนทั้งหมดนั้นอาจนับได้ว่าฝ่ามือมังกรอัสนีเป็นวิชาที่มีระดับสูงสุดถ้าหากไม่รวมกรงเล็บมารกระดูกขาวซึ่งเขาไม่อาจคาดเดาถึงระดับวิชาได้

วรยุทธ์ที่ยังคงพอมีช่องทางพัฒนานั้นยังคงมีอยู่ เช่นเข็มทิพย์ดอกเหมยหรือแม้แต่กระบี่อสรพิษหมื่นแปร เขากำลังคิดใช้เคล็ดเดินปราณของฝ่ามือมังกรอัสนีมาดัดแปลงใช้ในวิชาพวกนี้เพื่อเพิ่มอานุภาพในการทำลายล้าง เหมือนกับที่เคล็ดการเดินปราณนี้มีส่วนช่วยในการใช้เนตรเซียนพยัคฆ์

แต่นั่นก็ยังอาจไม่พอ เขารู้สึกว่าสามารถพัฒนาวิชาของตนให้ก้าวหน้าขึ้นกว่านี้ได้อีก เขาหลับตาแล้วเข้าไปในห้วงความจำของตนเอง คิดทบทวนถึงศึกในป่าอสูรอีกครั้งหนึ่ง ประสบการณ์ต่างๆที่เขาได้พบเจออาจมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสามารถของเขา แล้วทันใดนั้นเองที่เขาได้นึกถึงเสี้ยวความทรงจำหนึ่งของตนได้

ใบหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่งได้โผล่ขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา ใบหน้าของหญิงสาวที่ชอบแต่งกายเป็นชายเสมอทุกครั้งที่ได้พบกัน มันเป็นความทรงจำเกี่ยวกับช่วงที่หยางมี่ได้ช่วยเขาไว้ในระหว่างการต่อสู้ ซึ่งหากเขาจดจำไม่ผิดละก็...

“นางใช้พลังปราณเพื่อสร้างธนู....ธนู!” ถังเฟยหู่เผยสีหน้าที่มีรอยยิ้มออกมา ดูเหมือนเขาพบหนทางในการพัฒนาวิชาของตน แรงจากนิ้วของมนุษย์ในการขว้างซัดเข็ม ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่อาจเทียบเท่ากับธนู ถ้าจะพูดถึงลักษณะของอาวุธทั้งสอง จะพูดไปแล้วก็นับว่ามีส่วนที่คล้ายกันอยู่บ้าง ทั้งสองเป็นอาวุธโจมตีในระยะไกล ทั้งเข็มและลูกธนูก็มีส่วนที่คล้ายกันหลายๆอย่าง หากจะมองทั้งสองคือสิ่งเดียวกันที่แตกต่างกันที่ขนาดก็ไม่นับว่าผิดอันใดนัก แต่ขนาดของมันนั้นก็มีผลต่ออานุภาพทำลายล้างและระยะโจมตีอยู่บ้าง

วิธีการนั้นก็เหมือนกับตอนที่เขาดัดแปลงเข็มทิพย์ดอกเหมยให้กลายเป็นวิชากระบี่ แต่นั่นก็มีข้อจำกัดอยู่ในหลายๆอย่างเช่นกัน เขาไม่สามารถเปลี่ยนวิชาที่ใช้กับเข็มทั้งหมดให้กลายเป็นกระบี่ได้ นี่ก็เหมือนกัน เขาเองก็คงไม่อาจเปลี่ยนวิชาเข็มทุกกระบวนท่าให้กลายเป็นวิชาธนูได้ทั้งหมด

แต่ก็ใช่ว่าเขาเห็นกระบวนท่าของหยางมี่แล้วเขาจะสามารถทำตามหรือเลียนแบบได้อย่างไร้ที่ติ ในห้วงความจำของเขานั้นได้วนเวียนถึงวินาทีที่แม่นางหยางได้ใช้วรยุทธ์ธาตุไฟเพื่อสร้างธนูขึ้นมา ท่วงท่าของนาง การวางขา สายตาของนาง จังหวะการหายใจของนาง ทุกๆอย่างของนางได้วนเวียนเป็นร้อยเป็นพันรอบภายในหัวของเขาเพื่อพยายามจะเรียนรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างจากการใช้ธนูของนาง

ถังเฟยหู่ถึงขนาดกับใช้สายเลือดดวงตาเซียนพยัคฆ์เพื่อช่วยในการเรียนรู้ เมื่อใช้ดวงตาเซียนอัสนีนี้แล้วก็ทำให้ห้วงความคิดของเขาจะรวดเร็วมากขึ้นหลายเท่า นี่ทำให้การเลียนแบบของเขาทำได้รวดเร็วมากขึ้น เขาแม้กระทั่งลุกขึ้นมาเลียนแบบท่ายิ่งธนูของหยางมี่ราวกับคนบ้า เขาพยายามจะซึมซับสำนึกแห่งธนูจากนาง

แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังขาดองค์ความรู้ด้านธนูอยู่ดี การจะดัดแปลงเข็มทิพย์ดอกเหมยให้กลายเป็นวิชาธนูเพื่อเพิ่มอานุภาพก็ยังคงยากไปอยู่ดี ที่เคยเรียนรู้ก็มีแค่วิชาธนูธรรมดาระดับหนึ่งก็เท่านั้น ด้วยระดับเพียงแค่นี้ไม่ทำให้เขาสร้างวรยุทธ์ที่ร้ายกาจได้ หรือว่าเขาควรจะกลับไปยังหอตำราของตระกูลดี?

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงได้ลุกขึ้นและออกไปจากห้องของตัวเองเพื่อหวังจะกลับไปยังหอตำราของตระกูลอีกครั้ง เมื่อเขาได้เดินออกมาจากห้องของตัวเองก็ได้ยินเสียงพูดคุยบางอย่าง เป็นเสียงของแม่และตาของเขากำลังพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงที่ดูค่อนข้างกังวล แม้เสียงของทั้งสองจะเบาเป็นอย่างมาก แต่ห้องไม้ธรรมดาในบ้านของพวกเขาก็เป็นแค่ห้องธรรมดาที่ไม่ได้ลงอาคมป้องกันเสียงใดไว้ แม้พวกเขาจะพูดเบาๆแต่ก็ไม่เกินแรงของเขาที่จะรับฟัง ในตอนนี้ความก้าวหน้าในการฝึกตนของเขานับว่าเหนือกว่าก่อนเยอะมาก เสียงของคนทั้งสองสะท้อนเข้าหูของเขาอย่างถนัดถนี่

“ท่านพ่อ...หรือพวกเขารู้แล้วว่าเราอยู่ที่นี่” ถังมู่หลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูกังวลเป็นอย่างมาก เสียงของนางดูสั่นเครือและเจือไปด้วยความหวาดกลัว ความรู้สึกที่ได้หายไปหลายปีมันกลับมาอีกครั้งแล้ว...

แต่ถังหยางหลิวกลับยกมือขึ้นมาห้ามไม่ให้นางได้พูดต่อไป “เจ้าอย่าได้กลัวไป พวกเราปกปิดร่องรอยเป็นอย่างดี พวกเขาไม่มีทางตามหาเราได้พบอย่างแน่นอน อีกทั้งเมืองนี้ยังอยู่ไกลจากที่นั่นมากมายนัก พ่อคิดว่าพวกเขาก็แค่แวะผ่านมาจริงๆ พ่อได้ข่าวจากคนในตลาดว่าขุนนางผู้นี้เพียงแต่ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆจนมาถึงที่เมืองของเราก็แค่นั้น เจ้าอย่าได้กังวลไปเลยนะลูกพ่อ” ชายชราลูบหัวบุตรสาวของตนอย่างอ่อนโยน เขาพยายามพูดพูดเพื่อคลายความกังวลให้แก่นาง แต่แท้จริงแล้วตัวเขาก็หวาดกลัวไม่ได้ต่างกันเลยแม้แต่น้อย

“พ่อว่าพ่อจะไม่ออกไปไหนข้างนอกในช่วงเวลานี้จะดีกว่า พวกเราสองคนนั้นถ้าหากถูกพบเห็นเข้าก็อาจจะมีคนจดจำได้ ถึงแม้คนที่พอจำพวกเราได้นั้นจะมีส่วนน้อยมากก็ตามที...แต่การป้องกันไว้ก่อนก็ย่อมดีกว่า” ถังหยางหลิว

“ข้าทราบแล้วท่านพ่อ...”

เสียงของทั้งสองได้เงียบหายไปแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นถังเฟยหู่จึงได้หลบออกไปจากบ้านอย่างเงียบๆ เขาเดินไปยังหอตำราของตระกูลพร้อมกับขบคิดเรื่องราวต่างๆไปด้วย ในตอนนี้เขามีเรื่องราวมากมายประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเรื่องการสำรวจวิญญาณของตนเองก็ยังไม่สำเร็จดีเพราะถูกขัดขวางโดยพยัคฆ์ขาวเสียก่อน หรือจะเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาความสามารถให้มากขึ้นเพื่อรับมือกับการประลองที่ใกล้เข้ามา หรือแม้แต่เรื่องราวแปลกประหลาดที่ตาและแม่ของเขาคุยกัน ใครคือขุนนางผู้นั้นกันแน่นะ....

และเมื่อรู้ตัวอีกทีเขาก็ได้มาหยุดอยู่ด้านหน้าหอตำราเสียแล้ว สถานที่แห่งนี้ดูจะเงียบเหงาไปเสียบ้าง อาจจะเป็นเพราะใกล้จะถึงช่วงเวลาประลองแล้ว ทุกคนต่างก็มักจะเก็บตัวเพื่อฝึกฝนให้แข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับยอดยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งเมืองฟูเจี้ยน หากพวกเขาได้เป็นอันดับหนึ่งในการประลอง ชื่อเสียงเกียรติยศ เงินทองมากมายก็จะเป็นของพวกเขา

ยิ่งโดยเฉพาะการประลองในครั้งนี้ มีข่าวลือมาอย่างหนาหูว่าสำนักและฝ่ายอำนาจอันยิ่งใหญ่จะมาร่วมชมการประลองนี้ พวกเขาอาจสนใจคัดเลือกผู้มีพรสวรรค์จากบ้านนอกอย่างพวกเขาให้เข้าร่วมกับสำนักอันยิ่งใหญ่ นี่เป็นความหวังอันสูงสุดของพวกเขาเหล่าชาวยุทธ์แห่งฟูเจี้ยน

พวกเขาหวังไว้ว่าจะได้ออกไปจากที่รกร้างบ้านนอกอย่างฟูเจี้ยน ได้ออกไปสร้างตำนานการผจญภัยในยุทธภพอันยิ่งใหญ่ของพวกตน ขีดเขียนเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงภาพฝันสำหรับพวกเขาเท่านั้น เพราะก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้จำต้องแสดงพรสวรรค์และความสามารถเป็นที่น่าพอใจในการประลองให้ได้

กลับมาที่ทางด้านถังเฟยหู่ เขาที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าของหอตำรานั้นได้เข้าไปข้างในเป็นที่เรียบร้อย เขาเดินเลยผ่านตำราต่างๆในชั้นหนึ่งไปในทันทีและขึ้นสู่ชั้นที่สอง ผู้อาวุโสถังเค่อผู้เฝ้าทางขึ้นชั้นสองนั้นจดจำถังเฟยหู่ได้จึงไม่ได้ขัดขวางอันใด ชายหนุ่มได้เดินขึ้นไปที่ชั้นสองนั้นก็ไม่ได้พบใครอีกเช่นกัน พวกเขาทุกคนต่างก็เก็บตัวฝึกตนกันทั้งนั้น

ถังเฟยหู่คร้านจะคิดถึงเรื่องของผู้อื่น เขาได้เริ่มออกสำรวจวิชาต่างๆที่เกี่ยวกับธนูและอาวุธระยะไกลทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อช่วยในการพัฒนาเข็มทิพย์ดอกเหมยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ส่วนใหญ่ตำราที่มีอยู่นั้นคือวรยุทธ์ระดับสาม ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์ระดับสามธนูฝนดาวตก วรยุทธ์ระดับสามธนูล่าอินทรี วรยุทธ์ระดับสามโซ่กระชากใจ วรยุทธ์ระดับสองตะปูตอกวิญญาณ

ถังเฟยหู่เรียกใช้ดวงตาเซียนพยัคฆ์ในการช่วยคัดลอกตำราทั้งหมดเข้าสู่ห้วงความจำ ในครั้งนี้ได้สายเลือดดวงตาช่วยไว้จึงทำให้รวดเร็วกว่าคราวก่อนมากมายหลายเท่านัก เขาไม่อยากจะเสียเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดโดยเปล่าประโยชน์นัก ทุกวินาทีเขาจะต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด แต่เมื่อตอนที่กำลังจะเดินกลับไปนั้นเขาก็ได้ผ่านชั้นตำราที่เก็บวิชาของสกุลถังไว้ ทันใดนั้นเองที่เขาได้นึกถึงวิชาหนึ่งขึ้นมา

นั่นคือวิชาปราณหกสังหาร...

เขาจำได้ว่าพวกสี่อสรพิษใช้วิชานี้ในป่าอสูร ในตอนแรกที่เขาไม่ได้สนใจในวิชานี้ก็เพราะมันเป็นวิชาที่มีระดับต่ำกว่าปราณห้าพิษอยู่ถึงหนึ่งขั้น แต่เขาได้เห็นความสามารถของมันผ่านฝีมือของสี่อสรพิษแล้ว...วิชานี้นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มจึงได้เจียดเวลาส่วนหนึ่งลอบจดจำตำราปราณหกสังหารออกไปด้วย แต่ตอนที่เขาได้อ่านวิชานี้อยู่ก็รู้สึกแปลกๆเกี่ยวกับวิชานี้ มันราวกับว่าวิชานี้มีอะไรบางอย่างที่ถูกซ่อนอยู่แต่เขาก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่ามันคือสิ่งใด บางทีเขาอาจจะแค่รู้สึกไปเองก็ได้

เมื่อจัดการเรื่องราวต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถังเฟยหู่ก็ได้กลับไปยังห้องนอนของตนเองอีกครั้งเพื่อเก็บตัวฝึกวิชา เขายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ทั้งต้องพัฒนาวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมยและยังต้องสำรวจภายในห้วงวิญญาณเกี่ยวกับจิตวิญญาณอันลึกลับของตนเอง เวลานับว่ากระชั้นเข้ามาทุกที

เขานั่งอยู่บนเตียงและรวบรวมสมาธิของตนเพื่อใช้ความคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นเองที่ได้ปรากฎภาพวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมย ท่วงท่าวิชาธนูของหยางมี่ ความทรงจำเกี่ยวกับตำราวิชาธนูฝนดาวตก ธนูล่าอินทรี โซ่กระชากใจ และตะปูตอกวิญญาณ ในช่วงก่อนหน้านี้เป็นเพียงการคัดลอกวิชามาโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์และฝึกฝนใดๆ มันเหมือนกับการหยิบจับหนังสือวรยุทธ์ทั้งหลายมาไว้ในหัวเพียงเท่านั้น

ถังเฟยหู่ได้ใช้ดวงตาเซียนพยัคฆ์ในการช่วยวิเคราะห์วิชาทั้งหลายที่ได้รับมา ความรวดเร็วในการฝึกฝนเมื่อผนวกกับพลังดวงตานับว่ารวดเร็วเป็นอย่างมาก และพวกมันอาจจะเป็นเพียงวรยุทธ์ระดับไม่เกินสามที่มีเคล็ดวิชาปราณไม่ลึกซึ้ง ยังต้องพึ่งพาพลังจากวิชาลมปราณเป็นส่วนใหญ่

นี่จึงเป็นเหตุให้การใช้สายเลือดดวงตาในการทำความเข้าใจวิชาเหล่านี้จึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก เคล็ดวิชาในระดับต่ำส่วนใหญ่ตัดสินกันที่ความร้ายกาจของกระบวนท่ากันทั้งนั้น จากพื้นฐานการใช้ธนูที่อยู่ในวิชาธนูฝนดาวตกและธนูล่าอินทรีทำให้เขาสามารถพอทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนท่าของหยางมี่มากขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การเลียนแบบอย่างไร้หลักการณ์

หลายชั่วยามผ่านไป ความเข้าใจในวิชาธนูของเขาก็มีมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าเขาจะเข้าใจกระบวนท่าของหยางมี่ได้ทั้งหมด เมื่อเริ่มศึกษาวิชาธนูอย่างจริงจังก็ได้ทำให้เขาเข้าใจว่าเพียงกระบวนท่าเดียวของหยางมี่กลับมีความเปลี่ยนแปลงหลากหลายเป็นอย่างมาก ในตอนนี้ภาพของหยางมี่ในความจำเขากลับราวกับสามารถมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอันหลากหลาย

มันราวกับเขาสามารถเห็นภาพทับซ้อนอันหลากหลายบนร่างของนาง มันราวกับเขาเห็นความเป็นไปได้อันมากมายในกระบวนท่าของนาง เพียงการเคลื่อนไหวสั้นๆของนางก็สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าได้หลากหลาย ในคราแรกที่เขาไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธนูก็อาจจะมองไม่ออก เมื่อมีความเข้าใจบ้างแล้วก็ทำให้เขาไม่เข้าใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงอันหลากหลาย

ความลึกซึ้งของวิชาที่หยางมี่ใช้นั้น ไม่แน่บางทีอาจจะอยู่ในระดับเดียวกับฝ่ามือมังกรอัสนีเลยทีเดียว ถังเฟยหู่ใช้เวลาอีกหลายชั่วยามในการทำความเข้าใจกระบวนท่านี้ อีกทั้งยังได้ศึกษาโซ่กระชากใจและตะปูตอกวิญญาณเพิ่มเติมไปด้วย เขาได้ใช้ด้ายปราณของเข็มทิพย์ดอกเหมยต่างโซ่เพื่อทดลองใช้โซ่กระชากใจ และยังได้ใช้เข็มดำแทนตะปูเพื่อฝึกตะปูตอกวิญญาณอีกด้วย

แม้จะไม่สามารถแสดงศักยภาพสูงสุดของวิชาได้แต่ก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้ฝึกและพัฒนาความหลากหลายให้กับการใช้ด้ายปราณและเข็มเหล็กดำ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดของการฝึกวิชาในครั้งนี้ ถังเฟยหู่พุ่งเป้าไปยังการพัฒนาและสร้างวิชาใหม่ขึ้นมาให้จงได้ ในตอนนี้ภาพวิชาระยะไกลทั้งห้าไปปรากฎขึ้นในหัวและวนเวียนผสมปนเปกันไปมา ในตอนนี้เขาเริ่มจากการทำลายภาพวิชาทั้งหมดในหัวทิ้งให้หมดจนกลายเป็นดั่งห้วงทะเลแห่งภาพของวิชาที่ผสมปนเปกันไปทั้งหมด ถังเฟยหู่ตั้งใจทำลายภาพวิชาทั้งหมดทิ้งเพื่อร่างวิชาใหม่ขึ้นมาจากเศษเสี้ยวทั้งห้าวิชา

ในทะเลแห่งความทรงจำในหัวของเขา เขาได้หยิบจับส่วนสำคัญของเข็มทิพย์ดอกเหมยออกมาเป็นพื้นฐาน ผสานเข้ากับหลักการใช้ธนูอันลึกซึ้งของหยางมี่ร่วมกับวิชาธนูทั้งสอง ภาพวิชาใหม่ในหัวของเขาเริ่มมีความสมบูรณ์มากขึ้น จากนั้นเขาจึงได้นำหลักการ ความเข้าใจ และพื้นฐานของวิชาโซ่กระชากใจและตะปูตอกวิญญาณผสมผสานร่วมเข้าไปด้วยในวิชาใหม่นี้

แม้ขั้นตอนนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากมาย แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านมาแล้วกว่าห้าวัน นี่ขนาดเขาใช้สายเลือดดวงตาเพื่อเพิ่มความไวของความคิดของตนในการสร้างวิชานี้แล้วยังใช้เวลาถึงห้าวัน หากเทียบเท่าเป็นเวลาปกติก็อาจจะต้องใช้เวลากว่าหนึ่งเดือน ไม่สิ อาจจะต้องหลายเดือนด้วยซ้ำไปเพื่อทำสิ่งนี้

พลังสายเลือดช่างน่ากลัวยิ่งนัก นี่จึงเป็นเหตุให้คนผู้มีพลังสายเลือดต่างๆได้เปรียบมากกว่าผู้ที่ไม่มีมากมายนัก ถังเฟยหู่ลืมตาตื่นขึ้นมาและยิ้มอย่างพอใจ วิชาใหม่นี้ถูกพัฒนาจนมีความสมบูรณ์กว่าเจ็ดถึงแปดส่วนแล้ว เหลือก็แค่การลองใช้ในสถานะกาณ์จริงเพื่อเพิ่มความชำนาญให้มากขึ้น

แต่ที่สำคัญกว่าก็อาจจะเป็นเรื่องรูปแบบอาวุธที่ต้องปรับเปลี่ยนไป เขาได้ลองคิดถึงวิธีการต่างๆที่หลากหลายซึ่งต้องรอการทดสอบว่าจะสามารถใช้จริงได้มากเพียงไหน เพราะไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นเพียงการอุปโลกน์ขึ้นมาในหัวของเขาทั้งนั้น ยังต้องผ่านการใช้จริงและพัฒนาอีกมากมายหลายขั้นตอนนัก

เขาเรียกปลอกแขนอสูรหมื่นเข็มขึ้นมาเพื่อคิดบางอย่างเกี่ยวกับมัน เขามีความคิดมากมายเรื่องการปรับปรุงอาวุธจิตวิญญาณชิ้นนี้ เห็นทีเขาต้องเดินทางไปเยี่ยมลุงจางสักครั้งแล้ว แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกเรื่องสำคัญได้ นั่นคือวิชาใหม่นี้ยังไม่มีชื่อเรียก

“...งั้นขอเรียกว่าธนูเซียนพยัคฆ์แล้วกัน หากไม่ได้สายเลือดดวงตานี้ช่วยก็คงไม่อาจทำให้วิชานี้ก่อร่างขึ้นจริงได้” ถังเฟยหู่ยิ้มอย่างพอใจจากนั้นจึงได้หยิบกระดาษขึ้นมาว่างไว้บนโต๊ะจากนั้นจึงค่อยเริ่มฝนหมึกและขีดเขียนบางอย่าง เขามองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าเป็นช่วงเวลาเย็นแล้ว เขาได้ใช้ความพยายามและสายเลือดดวงตาเข้าช่วยในการเขียนแผ่นกระดาษเบื้องหน้า เขาใช้เวลาเกือบทั้งคืนจนถึงเช้า กระดาษจำนวนมากมายหลายแผ่นถูกเขานำใส่ในอกเสื้อ เขาได้เตรียมแผนการเพื่อดัดแปลงอาวุธจิตวิญญาณมากมายไปด้วย

แม้เขาจะมีความคิดที่หลากหลายแต่ก็ไม่ทราบว่าแบบไหนจึงจะเหมาะกับการใช้งานจริง เขาต้องการคำชี้แนะจากลุงจางอีกมากมาย เขาเดินออกไปจากตระกูลถังอย่างเงียบๆเพื่อเดินทางไปหาลุงจางอีกครั้ง

ความคิดเห็น