หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 26 จะมีประโยชน์อะไร หากไร้ซึ่งความเชื่อใจ

ชื่อตอน : บทที่ 26 จะมีประโยชน์อะไร หากไร้ซึ่งความเชื่อใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 13:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26 จะมีประโยชน์อะไร หากไร้ซึ่งความเชื่อใจ
แบบอักษร

หลังจากที่ลั่วชิวพบกับสัตว์ประหลาดไม่นานนัก ก็มาเจอกับความลึกลับของวัตถุโบราณนี่อีก

นักพรต...

ชายชราผู้นี้ทำให้ลั่วชิวรู้สึกเหมือนโดนพลังประหลาดบางอย่างกดทับอยู่ในตอนแรกที่พบกัน แต่พลังกดดันนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ได้เป็นเพราะโยวเย่ช่วยเอาไว้ แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณของตนผูกติดกับแท่นบูชาของสมาคม ที่ได้ทำการตอบสนองกันในความมืดที่มองไม่เห็น

นี่ก็เหมือนกับผลงานการสร้างตัวละครในเทพนิยายของชาวตะวันตกที่เขาเคยดู เกี่ยวกับเรื่องราวของลิชพ่อมดผีดิบ ผู้ซึ่งไม่มีวันตาย เพราะลิชได้ซ่อนหัวใจของเขาเอาไว้ ขอเพียงแค่หัวใจไม่เป็นอะไร ลิชก็จะไม่มีวันตาย

นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นตรรกะที่ใช้กับตัวลั่วชิวได้เหมือนกัน แต่ของลั่วชิวอาจไม่ใช่หัวใจ แต่กลับเป็นจิตวิญญาณที่ไม่มีตัวตน

จิตวิญญาณของลั่วชิว...อยู่ในแท่นบูชาของสมาคม จะว่ามันถูกจองจำก็ดี จะว่ามันได้รับการคุ้มครองก็ได้ ดังนั้นถ้าแท่นบูชานี้ยังคงดำรงอยู่ และเวลาชีวิตของเขายังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ตามทฤษฎีแล้วเขาก็จะไม่มีวันตาย

“โยวเย่ เธอจัดการกับชายชราคนนี้ได้ไหม?” ลั่วชิวถามขึ้นทันที

โยวเย่กล่าวขึ้นด้วยท่าทางที่ไม่ยำเกรงว่า “เป็นแค่คนแก่ไร้น้ำยาคนหนึ่ง ริอ่านใช้พลังจิตมาข่มขู่นายท่าน ดูสิว่าฉันจะจัดการกับเขายังไง”

ไม่รู้ว่าในตอนแรกที่นักเล่นแร่แปรธาผู้สร้างโยวเย่ เขาตั้งใจอยากจะสร้างเธอขึ้นมาให้เป็นหุ่นประเภทไหนกันแน่ แต่ดูจากกิริยาท่าทางที่ใช้กับชายชราผู้นี้แล้ว คงไม่ได้สร้างโยวเย่ขึ้นเพียงเพื่อทำงานบ้านหรือต้อนรับลูกค้าอย่างเดียวแน่นอน

“ชายชราผู้นี้บอกว่าตราหยกขาวนี้เป็นของอาจารย์เขา ฉันอยากถามให้เรื่องมันชัดเจน” ลั่วชิวจึงกระชิบเบาๆ ว่า “เบามือหน่อยนะ”

โยวเย่พยักหน้า ก่อนแสดงสายตาอันโหดเหี้ยมเย็นเยือกออกมาอีกครั้ง แล้วพลังจิตอันมหาศาลที่มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้พลันถูกปลดปล่อยออกมา

ลั่วชิวยังรู้สึกถึงพลังนั้นไม่ชัดเจนเท่าไร อาจด้วยพลังในตัวของเขายังมีไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น แต่หยางไท่จื่อกลับสัมผัสได้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าไม่รู้จะอยู่หรือตายด้วยตัวเองมาแล้ว

พลังกดดันทางจิตอันมหาศาลที่โยวเย่ปล่อยออกมานั้น ทำให้หยางไท่จื่อเห็นภาพความตายอยู่ตรงหน้า ราวกับรอบกายของเขาเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจ เขาพยายามตั้งสติและสมาธิ สิ่งสำคัญที่สุดของผู้รักษาศีลชาวตะวันออกคือจิต เมื่อจิตได้รับการทำลาย ก็จะตกอยู่ในภวังค์ของมนต์อย่างง่ายดาย

ทันใดนั้นชายชราก็ตระหนักถึง ความแตกต่างของพลังระหว่างเขาและเธอ

แต่แล้วจะทำอย่างไรได้ล่ะ! นี่เป็นตราหยกสิ่งของสำคัญที่ท่านอาจารย์ได้เก็บเอาไว้ให้ ในฐานะที่เป็นคนรุ่นหลังของท่านอาจารย์ เขามีหน้าที่ที่จะต้องนำตราหยกขาวนั้นกลับมาให้ได้! ถ้านี่เป็นเพียงสิ่งของธรรมดาที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับท่านอาจารย์แล้วล่ะก็ เขาคงจะไม่รนหาที่ตายตั้งแต่ได้เจอกับพลังของหญิงสาวคนนี้ในงานประมูลหรอก

“ช้าก่อน! ช้าก่อน! สหายผู้นี้! ตราหยกคู่นี้เป็นสิ่งที่อาจารย์ของข้าเก็บเอาไว้ให้จริงๆ หาได้มีเจตนาร้ายไม่ ตอนแรกเพียงแค่อยากทำให้พวกคุณตกใจก็เท่านั้น” หยางไท่จื่อรีบพูดขึ้น

ในวินาทีนี้ใครจะมาสนเรื่องชื่อเสียงหรือหน้าตาอีกล่ะ? ที่บำเพ็ญพรตก็เพื่อให้มีชีวิตเป็นอมตะ หากพรตแตกในที่แห่งนี้เวลานี้ เขาจะมีหน้ากลับไปพบบรรพบุรุษของเขาได้อย่างไร?

ในเวลาที่นักพรตรู้ตัวว่าไม่สามารถเอาชนะได้ ยังจะต้องดันทุรังสู้ให้ถึงที่สุดอย่างนั้นหรือ? นี่เรียกว่าให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของมัน เมื่อรู้ว่าทำไม่ได้ก็อย่าทำ อย่าคิดว่าโชคชะตาชีวิตของทุกคนจะดีเหมือนตัวเอกในละครที่สู้สุดใจ ไม่รู้จักยอมแพ้อย่างนั้น เพราะมันเป็นความคิดที่โง่เง่ามาก ถ้าหากตายไปด้วยความเขลาของตน ก็ไม่มีใครมายกย่องเชิดชูหรอก

ในช่วงสงครามปีนั้น เขาและสหายได้หนีขึ้นไปบนภูเขาสูง และพบกับนักพรตที่ตัดจิตออกจากทางโลก ด้วยความบังเอิญนี้ทำให้พวกเขาได้เข้ารับเป็นศิษย์ของนักพรตผู้นั้น หลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เหล่าสหายของหยางไท่จื่อก็ร่ำเรียนจนสำเร็จวิชาไปขั้นหนึ่ง และมีวิชาเหนือมนุษย์ธรรมดาเล็กน้อย แต่พวกเขากลับตัดสินใจลงมาจากบนภูเขานั้น เพื่อหางานทำในโลกอันแสนวุ่นวายของมนุษย์ พวกเขาไม่ได้หวังจะมีชีวิตเป็นอมตะ ทั้งยังทนต่อความยากลำบากในการฝึกตนให้เป็นอมตะไม่ไหว พวกเขาหวังจะใช้ชีวิตในเมืองอันรุ่งโรจน์ของมนุษย์

แต่หยางไท่จื่อไม่เหมือนสหายของเขา เขารู้ดีว่าสถานการณ์ในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีวิชาเหนือคนธรรมดาทั่วไป แต่บนโลกมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายและอันตราย แล้ววิชาอันน้อยนิดที่เขามีอยู่นี้จะรับมือได้อย่างนั้นหรือ? จะว่าไป วิชาที่ร่ำเรียนมาก็ยังนับว่าน้อยนิด คิดว่าจะต่อกรกับอะไรบนโลกนี้ก็ได้อย่างนั้นหรือ ตัวเขาเองคิดว่านี่เป็นความคิดที่ปัญญาอ่อนสิ้นดี หยางไท่จื่อไม่ได้ไปกับเหล่าสหายของเขา แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับท่านอาจารย์ของเขา และหลายปีต่อจากนั้น เขาก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์ของเขาทั้งหมด และเหล่าสหายของเขาก็ตายไปกับสงครามความวุ่นวายตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่หลงเหลือไว้แม้กระทั่งกระดูก ทำได้เพียงแค่สร้างศาลตั้งไว้เป็นอนุสรณ์เท่านั้น

คำโบราณกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไรให้ปรึกษา อย่าทำตัวเป็นใหญ่กับผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์แก่ตน เรื่องอะไรที่อ่อนข้อได้ก็ให้อ่อน ทั้งชีวิตของเรายังอีกยาวไกล ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งอาจเป็นวันของเขา?

ดังนั้นหยางไท่จื่อจึงลดทิฐิของตนลง เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าทำให้พวกเขาซึ่งเป็นนักพรตนั้นยำเกรง และรับรู้ได้ถึงพลังลึกลับบางอย่าง อีกทั้งก้มหัวให้ผู้ที่มีพลังเหนือกว่าก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร

ลั่วชิวโบกมือเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้โยวเย่หยุด ที่จริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกผิดสักเท่าไรที่เห็นคนแก่โดนรังแกต่อหน้าต่อตา เพราะเขาก็ไม่ค่อยชอบชายชราผู้นี้ที่ถือว่าตัวเองอายุมากกว่ามาแสดงอำนาจข่มตนอยู่แล้ว แต่ละช่วงอายุย่อมมีความคิดที่แตกต่าง และนี่อาจเป็นความคิดของเด็กหนุ่มเด็กสาวส่วนมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เคารพผู้อาวุโสกว่า ขอแค่ผู้อาวุโสกว่านั้นทำตัวให้ควรค่าแก่การเคารพ ถ้าหากความประทับใจแรกพบไม่น่าจดจำแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้มีช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น

“ซูโฮ่วเต๋อบอกเล่าเรื่องราวที่ทำให้ฉันเชื่อ” ลั่วชิวกล่าวขึ้นอีกว่า “แล้วคุณมีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ผมเชื่อ ว่าตราหยกคู่นี้เป็นของอาจารย์คุณ?”

เมื่อหยางไท่จื่อเห็นสถานการณ์ที่พอจะเป็นโอกาสให้เขาได้อธิบาย จึงรีบพูดว่า “บทคัมภีร์ที่สลักลงบนแผ่นตราหยกคู่นี้เป็นบทคัมภีร์จักรพรรดิหยกขั้นสูง ซึ่งไม่ใช่คัมภีร์ธรรมดาที่ได้รับการสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ แต่มันเป็นคัมภีร์ลับ! ข้าสามารถท่องได้บางส่วน ถ้าหากว่าชายผู้นี้เป็นช่างทำหยกในสมันนั้นจริง เขาจะรู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงหรือคำโกหก”

ลั่วชิวกล่าวขึ้นนิ่งๆ ว่า “อย่างนั้นก็ลองดู”

หยางไท่จื่อท่องบทคัมภีร์นั้นอย่างเร็ว...เหมือนว่าสิ่งที่เขาท่องออกมาจะเป็นการสุ่มท่อง เพราะไม่มีความต่อเนื่องก่อนหลังของบทคัมภีร์เลย แต่ลั่วชิวสังเกตได้ว่าซูโฮ่วเต๋อมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเมื่อฟังบทคัมภีร์นี้จบ

คาดไม่ถึงว่าหลังจากที่หยางไท่จื่อท่องบทคัมภีร์จบ ซูโฮ่วเต๋อก็กัดมือของชายชราผู้นี้ หวังเพียงแต่ว่าจะแย่งเอาหยกมาถือครอง

“บุรุษผู้นี้! ข้าเคยช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เจ้าจะมาลืมบุญคุณแบบนี้ไม่ได้” หยางไท่จื่อรู้สึกโกรธมาก จึงกล่าวขึ้นว่า “เหนือศรีษะสามฟุตมีเทพเทวา*

“เทพเทวาอย่างนั้นเหรอ?” ซูโฮ่วเต๋อยิ้มแห้งๆ พลางพูดว่า “ถ้าเทพเทวามีจริง แล้วทำไมตลอดหลายปีที่ฉันตะลอนไปทั่วอย่างผีเร่ร่อนถึงไม่สงสารข้าล่ะ? แล้วทำไมตอนที่ซานเหนียงถูกหมอผีจองจำจิตและวิญญาณลงบนแผ่นตราหยกนี้ถึงไม่สงสารล่ะ? ท่านยังจะเอาเรื่องเทพเทวาอยู่เหนือศีรษะเพียงสามฟุตมาพูดกับฉันอีกเหรอ ถุย!”

หยางไท่จื่อพูดว่า “ตอนนั้นที่ท่านอาจารย์ส่งซานเหนียงเข้าวังไปกับฮ่องเต้ เพื่อให้นางมีโอกาสไปฝึกตนอยู่ในเมืองหลวงอันรุ่งโรจน์ ไม่คิดว่านางจะตกหลุมรักกับเจ้าจนทำให้ฮ่องเต้กริ้ว แล้วเจ้ายังสลักชื่อของเจ้ากับนางลงบนแผ่นตราหยกอีก สุดท้ายส่วนหัวและตัวของเจ้าก็แยกออกจากกัน นั่นก็เป็นเพราะเจ้าทำตัวของเจ้าเอง”

“ความรักของฉันกับซานเหนียงเป็นความรักที่จริงใจ ใครจะไปสนเรื่องฮ่องเต้ฝึกวิชาอมตะอะไรนั่น? พวกนักพรตอย่างพวกท่านไม่มีทางเข้าใจความรักที่สัตว์เลือดอุ่นอย่างมนุษย์เราหรอก คืนตราหยกมาให้ฉัน!”

ลั่วชิวที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ข้างๆ เริ่มจะทนไม่ไหว ทีแรกคิดว่าจะได้รู้ความลึกลับของนักพรตชาวตะวันออก แต่นี่กลับกลายเป็นละครรักน้ำเน่าเสียอย่างนั้น ลั่วชิวถึงกับส่ายหัวแล้วหันไปพูดกับโยวเย่ว่า “คนพวกนี้เสียงดังน่ารำคาญ ช่วยหุบปากพวกเขาที แล้วเอาแผ่นตราหยกกลับมาให้ฉัน”

เมื่อเจ้านายรู้สึกโกรธ โยวเย่ก็ไม่หลงเหลือความปราณีใดให้กับใครหน้าไหนทั้งนั้น หุ่นเชิดที่ถูกสร้างขึ้นโดยการเล่นแร่แปรธาตุนี้ ฉับพลันก็ปล่อยพลังอันทรงประสิทธิภาพออกมา

นั่นเป็นเพียงเสียงถอนหายใจอันเยือกเย็น ทว่าหยางไท่จื่อ ซูโฮ่วเต๋อ และเด็กหนุ่มผู้ติดตามของหยางไท่จื่อกลับร้องด้วยเสียงทรมาน แล้วล้มลงกับพื้น โยวเย่เพียงแค่ใช้มือกวักไปทางหยางไท่จื่อ ตราหยกก็ค่อยๆ ลอยออกมาจากมือของเขา

โยวเย่คว้าตราหยกมาไว้ในมือ แล้วส่งมอบให้ลั่วชิว

ลั่วชิวถือตราหยกทั้งสองไว้ในมือ แล้วมองไปที่สามคนซึ่งล้มลงอยู่กับพื้นพร้อมพูดว่า “ฉันจะดูว่าซานเหนียงว่าอย่างไร”

เขาประกบตราหยกทั้งสองแผ่นเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ “ถ้าหากว่าคุณยังอยู่ ถ้าหากว่าคุณรับรู้ว่ามีชายคนหนึ่งตามหาคุณมานับร้อยปี และรู้ว่าศิษย์ของอาจารย์คุณก็อยู่ ณ ที่แห่งนี้ จงปรากฎตัวเถอะ”

ตราหยกที่ถูกประกบเข้าด้วยกันปรากฎแสงขึ้น มีควันที่ไหลวนอยู่ในอากาศ และสุดท้ายก็รวมเข้ากันเป็นหนึ่งเดียว

แล้วค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

“ฮ่าๆๆๆๆ! ห้าร้อยปี! ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง!”

สิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ซานเหนียงอย่างที่คาดไว้ แต่กลับเป็นชายชราที่เหมือนคนบ้า...ปัญญาอ่อน เนื้อตัวมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิง

ลั่วชิวด่าออกมาพร้อมกับความตะลึงว่า แม่งเอ๊ย!


*เหนือศรีษะสามฟุตมีเทพเทวา ความหมายก็คือ หากเราจะทำสิ่งใดที่เป็นการดีหรือไม่ดี ให้เราสำรวมระวังไว้ เพราะเหนือหัวเราขึ้นไปเพียงสามฟุตมีเทพเทวาคอยสอดส่องตรวจตราอยู่ อย่าคิดว่าทำอะไรไปแล้วจะไม่มีใครรู้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น