เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 38 ป๋อเล่อเซี่ยงหม่า

ชื่อตอน : บทที่ 38 ป๋อเล่อเซี่ยงหม่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 315

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 13:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 38 ป๋อเล่อเซี่ยงหม่า
แบบอักษร

​เถ้าแก่สถานีม้าได้เดินนำถังเฟยหู่ไปยังคอกม้าซึ่งผู้ดูแลในชุดผ้าป่านที่ดูซอมซ่อไปสักหน่อยกำลังอาบน้ำล้างตัวให้เหล่าม้าพวกนั้นอยู่ เมื่อได้ไปถึงแล้วเถ้าแก่ที่อยู่ด้านข้างก็แลดูนอบน้อมเป็นพิเศษต่อคนดูแลม้าผู้นี้จริงๆ ถังเฟยหู่เมื่อเห็นดังนั้นก็จึงไม่กล้าเสียมารยาท ถึงอย่างไรคนดูแลม้าผู้นี้ก็แก่กว่าเขาอยู่ดี ผู้น้อยสมควรนอบน้อมต่อผู้ใหญ่

“คาราวะผู้อาวุโส” ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะท่านลุงซึ่งกำลังดูแลม้าอยู่ ซึ่งเมื่อชายคนนั้นหันกลับมาก็สามารถเห็นได้ถึงรูปลักษณ์ของเขาอย่างชัดเจน ท่านลุงผู้นี้ดูผอมแห้งแรงน้อย ใบหน้ามีริ้วรอยของความแก่ เส้นผมของท่านลุงผู้นี้เป็นสีดำซึ่งมีแซมเส้นผมสีขาวอยู่บ้างประปราย ดวงตาของเขามีแววตาที่ดูลี้ลับยิ่งนัก

เมื่อเห็นท่าทางของชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูมีมารยาทดีเช่นนี้ ลุงผู้ดูแลม้ารู้สึกถูกชะตากับคนผู้นี้เป็นอย่างมาก เขาจัดการเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดม้าต่างๆให้เข้าที่และทำความสะอาดมือให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินไปหาสองคนที่ได้ยืนรออยู่

ท่านลุงยิ้มให้แก่เด็กน้อย “ว่าไงพ่อหนุ่ม เจ้าต้องการจะซื้อม้าอย่างงั้นเหรอ?”

“ถูกต้องขอรับ ข้าน้อยกำลังมองหาม้าเพื่อใช้เดินทางไกลสักตัวหนึ่ง” เด็กหนุ่มผู้ใส่ที่คาดตากล่าวกับท่านลุงดูแลม้าพร้อมกับกวาดไปที่ด้านหลังของชายแก่ด้านหน้าเพื่อมองสำรวจม้าหลายสิบตัวพวกนั้นอย่างสนใจ

“อืมมม งั้นข้าจะพาเจ้าไปดูเหล่าอาชาชั้นยอดของพวกเราก่อน พวกเราพรรคอาชาได้เลี้ยงพวกมันมาเป็นอย่างดี แบ่งแยกออกเป็นหลากหลายระดับ หลากหลายพันธุ์ แต่ละตัวก็จะมีราคาค่างวดต่างกันออกไป แล้ววันนี้เจ้านำเงินมาเท่าไหรละ ข้าจะได้แนะนำตัวที่เจ้ามีกำลังพอที่จะซื้อไว้” ท่าลุงดูแลมากล่าวถาม เขากอดอกมองสำรวจลักษณะของถังเฟยหู่พร้อมคิดคำนวนเรื่องราวต่างๆในหัวไปด้วย

“เรียนท่านป๋อเล่อ น้องชายผู้นี้ได้นำเงินมาจำนวนสิบตำลึงเงินขอรับ” เถ้าแก่กล่าวอย่างนอบน้อมต่อลุงดูแลม้า ซึ่งนั่นทำให้ถังเฟยหู่รู้สึกว่าการคาดการณ์ของตนเองนั้นถูกต้องแล้ว ท่านลุงผู้ดูแลม้านี้ไม่ได้มีฐานะธรรมดา

ลุงดูแลม้าผู้นั้นหันกลับไปมองถังเฟยหู่ “เจ้าคงจะแปลกใจสินะว่าทำไมเจ้าหนูนี่ถึงได้เคารพข้านัก” ท่านลุงผู้นั้นกล่าวถึงเถ้าแก่ที่ได้นำถังเฟยหู่มาซึ่งเถ้าแก่ผู้นั้นได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มตอบกลับไป

“ใช่ขอรับ ในคราแรกข้าคาดเดาว่าท่านน่าจะมีฐานะไม่ธรรมดาเมื่อสังเกตเห็นถึงกิริยาที่นอบน้อมของเถ้าแก่ แต่ข้าก็ไม่เก่งกาจถึงขนาดรับรู้ว่าท่านมีตำแหน่งอะไรในพรรคอาชา เพียงแต่เมื่อได้ยินคำกล่าวเรียกท่านของเถ้าแก่ก็ทำให้ข้านึกถึงเรื่องเล่าหนึ่งสมัยชุนชิวในยุคสมัยนั้นก็มีคนผู้หนึ่งที่ชื่อซุนหยัง ผู้คนต่างก็เรียกขานเขาด้วยฉายาป๋อเล่อ่นกัน” ถังเฟยหู่นึกถึงเรื่องที่เคยอ่านในตำรา ซุนหยังผู้นี้มีดวงตาที่พิเศษซึ่งสามารถคัดเลือกยอดอาชาที่เหมาะแก่ผู้คนได้จนได้รับฉายาว่าป๋อเล่อจากผู้คน

ในช่วงเวลานั้นที่แคว้นฉู่ ท่านอ๋องฉู่ได้รับสั่งให้ป๋อเล่อออกคัดสรรยอดอาชาให้แก่เขาหนึ่งตัว ป๋อเล่อผู้นี้ได้ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังหลากหลายจนในที่สุดเขาก็เจอยอดอาชาตนหนึ่งที่แคว้นฉี อาชาตนนั้นกลับทำหน้าที่เป็นเพียงม้าลากเกวียนธรรมดาๆตนหนึ่ง ผู้คนโดยทั่วไปล้วนมองไม่ออกว่าสัตว์อสูรตนนี้คือยอดอาชาที่หายาก

ป๋อเล่อได้ไปเจรจากับเจ้าของม้าตนนี้ การที่ให้ยอดอาชาเช่นนี้มาลากเกวียนย่อมไม่อาจแสดงถึงศักยภาพสูงสุดของมันออกมา เจ้าของเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยอมขายม้าให้แก่ป๋อเล่ออย่างโดยดีเพราะคิดว่าป๋อเล่อช่างโง่เขลายิ่งนักที่ขอซื้อม้าลากเกวียนด้วยราคาที่สูงลิ่วยิ่งนัก เวลากว่าหลายปีที่ป๋อเล่อใช้ไปนั้นไม่นับว่าสูญเปล่าแม้แต่น้อย เพราะยอดอาชาตนนั้นได้กลายเป็นยอดม้าศึกคู่ใจของอ๋องฉู่ หนึ่งคนหนึ่งม้าร่วมกันออกรบหลากหลายสมภูมิ ชื่อเสียงขจรไกลไปจนทั่วแดน

“คำกล่าวของเจ้าก็ไม่ผิดนัก” เถ้าแก่เป็นผู้พูดกับถังเฟยหู่ “ป๋อเล่อเป็นตำแหน่งที่ถูกริเริ่มในสมัยชุนชิวและสืบต่อมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในพรรคอาชา หัวใจสำคัญของพรรคเราคือม้า! ป๋อเล่อคือตำแหน่งอันทรงเกียรติในพรรคที่จะมอบให้แก่ผู้มีความสามารถในการคัดสรรม้า หากอยู่ที่พรรคก็นับว่าเป็นผู้อาวุโสประจำพรรคผู้หนึ่ง ในสถานีม้าแต่ละที่มักจะมีป๋อเล่อประจำการอยู่อย่างน้อยหนึ่งคน”

“ถูกต้องแล้วเจ้าหนู และข้าก็คือป๋อเล่อแห่งฟูเจี้ยน” ท่านลุงดูแลม้าผู้นั้นนำนิ้วโป้งมาชี้ใส่อกของตน เขาแสดงท่าทางดูภูมิใจกับตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งนี้เป็นอย่างมาก “ส่วนนามของข้านั้น...ไม่มี”

“เอ๋? ท่านไม่มีนามหรือขอรับ” ถังเฟยหู่ทำสีหน้างุนงงอยู่บ้าง

“ถูกต้องแล้วเจ้าหนู ป๋อเล่อคือตำแหน่งที่สำคัญยิ่ง สำหรับพวกเราแล้ว ม้าก็คือชีวิตของพวกเรา ชื่อเสียงเรียงนามใดๆล้วนไม่สำคัญ ทุกสิ่งที่อย่างนั้นมีเพื่ออาชา หากผู้ใดต้องการที่จะเป็นป๋อเล่อในพรรคอาชาก็จำเป็นต้องทิ้งนามของตัวเองไปทั้งนั้น” ท่านลุงป๋อเล่อเป็นคนชี้แจงให้ถังเฟยหู่ได้เข้าใจ ซึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ จากนั้นป๋อเล่อจึงได้นำพาถังเฟยหู่ไปดูเหล่าม้าทั้งหลาย

เถ้าแก่สถานีม้าและถังเฟยหู่ คนทั้งสองได้เดินตามป๋อเล่อไปอย่างติดๆ ท่านลุงดูแลม้านั้นได้พาไปบริเวณนึงของคอกม้าซึ่งมีม้าอยู่หลากหลายตัวนัก พวกมันช่างมีร่างกายกำยำและแข็งแกร่ง หน้าตาของพวกมันดุดันเหมือนมังกรร้าย ฝีเท้าแต่ละตัวเมื่อย่ำอยู่กับที่ยังส่งเสียงดังอันทรงพลังกระแทกกระเทือนกับพื้นดินจนส่งเสียงดัง

ยอดอาชา!

คำนี้ได้ผุดขึ้นภายในใจของถังเฟยหู่ทันทีที่ได้สังเกตท่าทางและลักษณะของพวกมันอย่างละเอียด แม้เขาจะไม่มีความรู้เรื่องการเลือกม้ามากนัก แต่ด้วยท่าทางอันดุดันของพวกมันก็ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าพวกมันคือยอดอาชาที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ในหนึ่งวันพวกมันคงวิ่งได้ไม่ต่ำกว่าร้อยลี้พันลี้เป็นแน่ ป๋อเล่อเมื่อเห็นท่าทีอันตื่นเต้นของเด็กน้อยตรงหน้าก็รู้สึกเอ็นดูอยู่บ้าง

“ฮ่าๆๆ เจ้าหนู เจ้าพึ่งเคยเห็นม้าหรืออย่างไร” ป๋อเล่อกล่าวถาม

“ถูกต้องขอรับผู้อาวุโสป๋อเล่อ ข้านั้นใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในบ้านเสียมากจึงไม่เคยพบเห็นม้าที่ไหนมาก่อน โดยเฉพาะยอดอาชาของพรรคท่าน! พวกมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แม้พวกมันจะดูดุดันสมกับเป็นอาชาหนุ่ม แต่พวกมันก็ไม่มีท่าทีแข็งกร้าวเลยแม้แต่น้อย พรรคอาชาสมแล้วกับที่เป็นอันดับหนึ่งในเรื่องม้า” ถังเฟยหู่กล่าวออกมาเช่นนั้นทำให้ป๋อเล่อและเถ้าแก่ถึงกับหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างชอบใจ พวกเขาชักจะถูกชะตากับเด็กน้อยผู้นี้แล้วสิ!

“ฮ่าๆๆๆ พูดได้ดี!” ป๋อเล่อตบไหล่ของเด็กน้อยตรงหน้าอย่างแรง “ข้าถูกชะตากับเจ้ายิ่งนัก! ข้าจะต้องเลือกเฟ้นยอดม้าที่เหมาะสมกับเจ้าเอง”

เถ้าแก่สถานีม้ายิ้มอย่างเล็กน้อย “น้องชายวางใจเถอะ ป๋อเล่อเซี่ยงหม่านั้นพรรคอาชาได้ดำเนินการมาหลายยุคหลายสมัย เรื่องนี้พวกเราเป็นอันดับหนึ่งย่อมไม่มีผิดพลาดอยู่แล้ว ขอเชิญป๋อเล่อแนะนำน้องชายผู้นี้เถอะ”

ถังเฟยหู่ได้ยินประโยคคำว่าป๋อเล่อเซี่ยงหม่าก็ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าในตำราอีกแล้วเช่นกัน คำพูดประโยคนี้มีมาตั้งแต่สมัยชุนชิว คำว่าป๋อเล่อเซี่ยงหม่านั้นแปลว่าการคัดสรรยอดอาชาโดยป๋อเล่อซึ่งเป็นพิธีที่ได้รับสืบทอดต่อมาจากตำนานของป๋อเล่อเช่นกัน

“งั้นมาดูที่ตัวแรกก่อน ม้าวายุ” ป๋อเล่อชี้นิ้วแนะนำม้าตนหนึ่งที่ด้านหน้าของถังเฟยหู่ ม้าตนนี้มีขนสีเขียวเข้ม ร่างกายผอมเพรียว มันช่างดูปราดเปรียวเหลือเกิน “ขอแนะนำตัวแรกนี้ เจ้าตัวนี้ยังเป็นเพียงสัตว์อสูรในระดับหนึ่ง ม้าวายุมีความปราดเปรียวดุจสายลม การโจมตีของมันนับว่ายังอ่อนแออยู่บ้าง รับนับหนักไม่มากแต่ก็ได้ความรวดเร็วดุจวายุมาทดแทนข้อเสียต่างๆ”

เมื่อป๋อเล่อได้กล่าวเสร็จแล้ว ถังเฟยหู่จึงได้เดินเข้าไปใกล้ม้าวายุตัวนั้นและนำมือของตนออกมาลูบบนหัวของมัน เจ้าม้าวายุตัวนี้แสดงท่าทีที่เชื่องยิ่งนัก มันคลอเคลียอยู่กับมือของชายหนุ่มไม่ห่าง ในความคิดของถังเฟยหู่นั้น แม้จะรวดเร็วดุจวายุก็ตามที แต่นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์มากมายเท่าไหรนัก

เขาจะใช้เงินก้อนสุดท้ายทั้งทีจำต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เขายังไม่ได้ตกลงปลงใจอะไรในตอนนี้ ซึ่งเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังไม่ถูกใจนัก ป๋อเล่อจึงได้นำพาเขาไปดูยอดอาชาตัวต่อไปจากม้าวายุ ท่านลุงดูแลม้าได้พาถังเฟยหู่ไปดูม้าตัวถัดไป ม้าตัวถัดมาจากม้าวายุตัวสีเขียวคือม้าซึ่งมีร่างกายกำยำและขนสีแดงตลอดทั้งตัว

“ข้าขอแนะนำยอดอาชาเหงื่อโลหิต แม้ว่ามันจะอยู่ในระดับหนึ่งแต่เมื่อเจ้าสามารถบ่มเพาะมันจนเข้าสู่ระดับสูง มีโอกาสสามในร้อยส่วนที่มันจะวิวัฒนาการเป็นเผ่าพันธุ์อาชาเพลิงผลาญซึ่งมีเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับที่เคยเป็นยอดอาชาคู่บารมีของขุนพลลิโป้ในยุคก่อน” ป๋อเล่ออธิบายอย่างยืดยาวซึ่งแม้ว่ามันจะดูเย้ยยวนใจถึงเพียงใดก็ตามแต่เมื่อชายหนุ่มได้ยินว่ามีโอกาสเพียงสามในร้อยส่วนเท่านั้นที่จะได้วิวัฒนาการให้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ในตำนานก็ทำให้เขาต้องคิดหนัก

แต่อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยคลุกคลีกับวงการม้าก็เป็นได้ถึงได้ไม่รู้ว่าโอกาสสามในร้อยส่วนนั้นมากมายเพียงใดแล้ว เมื่อพูดถึงยอดเพลิงผลาญในยุคสมัยของลิโป้นั้นต่างก็มีแต่ผู้คนหวาดกลัว เพียงลมหายใจของมันก็สามารถฆ่าล้างศัตรูได้นับร้อย การเหยียบย่ำของมันบนพื้นสนามรบก็ทำให้ปฐพีลุกเป็นไฟ ไม่มีผู้ใดขวางได้

หากเป็นผู้อื่นที่ฝึกวิชาในศาสตร์เพลิงก็อาจจะสนใจมากกว่านี้ แต่ถังเฟยหู่เคยฝึกฝนเพียงวิชาปราณในศาสตร์ของพิษ น้ำแข็ง และมรณะเท่านั้น สิ่งนี้ยังไม่เย้ายวนใจชายหนุ่มพอ เมื่อเห็นเช่นนั้นป๋อเล่อก็รู้สึกเสื่อมเสียเกียรติเป็นอย่างมากที่ยังไม่สามารถเลือกเฟ้นม้าให้แก่ชายหนุ่มได้

ข้าไม่ยอมหรอก! มีเหรอป๋อเล่อจะเลือกม้าให้เด็กคนนึงไม่ได้เชียว!

หลังจากนั้นป๋อเล่อจึงได้นำพาถังเฟยหู่ไปเลือกม้าอีกมากมายภายในสถานีม้าจนกระทั้งแม้จะเลือกดูยอดอาชาระดับหนึ่งจนหมดแล้วก็ตามยังไม่อาจเลือกตัวที่ถูกใจและดีพอสำหรับชายหนุ่มได้สักที แม้กระทั่งป๋อเล่อยอมกัดฟันขาดทุนจนพาชายหนุ่มไปเลือกดูม้าที่ระดับสูงขึ้นแต่ขายในราคาเดิมก็ยังไม่อาจทำให้ชายหนุ่มพอใจสักที แม้แต่เถ้าแก่สถานีม้ายังเหงื่อตกกับการกระทำที่หยิ่งในสักศรีของป๋อเล่อจริงๆ ไม่ทราบว่าหากทางพรรครับรู้เข้าจะโกรธเคืองถึงเพียงไหน

น่าเสียดายนักที่สถานีม้าสาขานี้ไม่ได้มียอดอาชาที่มีความเกี่ยวพันธุ์ในศาสตร์ของพิษ น้ำแข็ง หรือแม้แต่อัสนีเลยแม้แต่น้อย ป๋อเล่อรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง ทันใดนั้นเองที่ชายแก่ผู้นั้นออกบางอย่าง “เจ้าหนูจงตามข้ามา! ข้านึกเรื่องดีๆออกแล้ว อาชาตนนี้จะต้องเป็นยอดอาชาคู่บารมีของเจ้าแน่นอน!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเถ้าแก่เองก็นึกออกบางอย่าง เถ้าแก่ลอบใช้ลมปราณของตนบีบเสียงให้เล็กและพุ่งเข้าสู่หูของป๋อเล่อโดยที่ถังเฟยหู่ไม่มีทางได้ยินการพูดคุยนี้ “ท่านป๋อเล่อ! หรือว่าท่านจะหมายถึงม้าตัวนั้น! แต่มันเป็นของมีตำหนินะ มันเป็นม้าที่พยศเป็นอย่างมาก แม้แต่พวกเราก็ไม่อาจฝึกมันได้ นี่เป็นสิ่งที่พวกเรากำลังจะส่งให้แก่ทางพรรคใหญ่จัดการต่อนะ” เถ้าแก่สถานีม้าทำสีหน้าร้อนรนเป็นอย่างมาก

ป๋อเล่อเบะปากบ่นงุบงิบได้แต่ใช้ลมปราณบีบเสียงให้เล็กและส่งตอบกลับเข้าไปยังแก้วหูของเถ้าแก่โดยตรง “เจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นหรอก! ข้าเป็นป๋อเล่อ! มีเหรอที่ข้าจะหาม้าให้ถูกใจเด็กคนนึงไม่ได้เชียว ข้ามีความรู้สึกบางอย่างว่าม้าตนนี้จะต้องเลือกเจ้าหนูนี้เป็นเจ้านายอย่างแน่นอน ส่วนปัญหาที่ตามมาข้าจะจัดการเอง!”

เมื่อป๋อเล่อพูดเช่นนั้นออกมา เถ้าแก่ก็ถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี ได้แต่ติดตามป๋อเล่อที่เดินลิ่วไปทางด้านในสุดของคอกม้า ที่ตรงนั้นเป็นที่แปลกประหลาดกว่าที่อื่นภายในสถานีม้ามากนัก

ถังเฟยหู่เองก็สังเกตถึงท่าทีแปลกๆของเถ้าแก่แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาสังเกตบริเวณคอกม้าในสุดตรงหน้า ที่แห่งนั้นมีประตูไม้หนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น อีกทั้งยังมีโซ่เหล็กเส้นใหญ่ล่ามเอาไว้และยังมียันต์อาคมถูกเขียนด้วยเลือดแปะไว้มากมาย เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกประหลาดที่ส่งออกมาจากหลังประตูไม้บานนั้น ไม่ทราบว่าเป็นม้าชนิดใดกันถึงได้ถูกกระทำเช่นนี้ มันร้ายกาจมากถึงเพียงนั้นเชียวเหรอ?

“...ท่านป๋อเล่อ ท่านแน่ใจเหรอที่จะทำเช่นนี้” เถ้าแก่บีบเสียงด้วยลมปราณออกไปถามผู้อาวุโสของพรรคตนอีกครั้งหนึ่ง เขารู้สึกไม่สบายใจเลยจริงๆที่จะต้องทำเรื่องเช่นนี้ไป แม้เขาจะยังไม่ทันได้รายงานพรรคใหญ่ แต่ตามธรรมเนียมแล้วพวกเขาก็จำต้องส่งม้าตัวนี้ไปให้ทางนั้นจัดการอยู่ดี นี่ไม่เท่ากับเขาโกหกพรรคตนอยู่หรืออย่างไร?

แต่ป๋อเล่อเองก็คร้านที่จะตอบกลับไป เขาไม่สนใจใยดีเจ้าเถ้าแก่อีก ชายแก่เดินตรงไปที่ประตูไม้และทันใดนั้นเองที่เขาก็ได้กระชากแผ่นยันต์อาคมออกไปในทันที! เมื่อแผ่นยันต์อาคมหลุดออกมา สายโซ่ที่ล่ามกักกันสิ่งที่อยู่ภายในก็ได้หลุดร่วงลงมาพร้อมๆกันจนเกิดเสียงกระแทกพื้นอย่างดัง

ฮี้!

เสียงที่ลอดออกมาหลังบานประตูไม้นั้นคือเสียงม้าตนหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงเสียงม้าแต่เสียงนี้เมื่อฟังๆไปก็ราวกับเป็นเสียงของภูติผีปีศาจร้องครวญครางก็ไม่ปาน เสียงนี้สั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณของเถ้าแก่และป๋อเล่อ แต่แปลกยิ่งนักที่เสียงนี้ไม่กระทบใดๆกับตัวถังเฟยหู่เลยแม้แต่น้อย

ปัง!

ทันใดนั้นเองที่บานประตูไม้ถูกสิ่งที่อยู่ภายในกระแทกออกจนเปิดออก บานประตูนั้นฟาดออกอย่างรวดเร็วราวกับโดนมรสุมพัดผ่าน สิ่งที่อยู่ภายในนั้นได้ปรากฎโฉมอยู่ตรงหน้าสายตาของทั้งสามคน

ฮี้!

ที่ครรลองสายตาของถังเฟยหู่นั้นคือม้าตนหนึ่งที่หน้าตาดุร้ายราวปีศาจ ร่างกายของมันกำยำแข็งแรง ขนของมันมีสีดำสนิทดุจห้วงราตรี ขนหางของมันเป็นพู่ยาวราวกับเป็นกองไฟสีดำหนึ่งที่โบกสะบัดอยู่ตลอดเวลา ดวงตาของมันมีสีแดงราวกับสีเลือด ลมหายใจของมันมีควันดำหลั่งไหลออกมาตลอดเวลา ไม่สิ ตลอดทั้งร่างของมันราวกับมีหมอกดำจางๆไหลเวียนอยู่รอบตัว สิ่งที่ปกคลุมร่างกายของมันนี้คือสิ่งที่ถังเฟยหู่เคยสัมผัสมาแล้วกว่าสองครั้ง นี่ก็คือปราณมรณะ!

ป๋อเล่อนำยันต์ที่อยู่ในมือเข้าไปแปะยังหน้าผากของม้าปีศาจตนนี้ในทันที แต่มีหรือที่ม้าปีศาจจะยอมแพ้ง่ายๆถึงเพียงนี้ ม้าปีศาจนำตัวพุ่งหลบแผ่นยันต์นั้นและวิ่งชนคอกม้าข้างๆจนแตกหัก แม้แต่อาชาเหงื่อโลหิตที่มีสายเลือดของอาชาเพลิงผลาญยังตกใจกลัวกับท่าทีอันดุร้ายของมัน

“โถ่เอ้ย! ข้าว่าแล้วยังไงว่าท่านต้องสร้างเรื่อง!!” เถ้าแก่รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนศีรษะขึ้นมาในทันทีเมื่อเห็นความเสียหายตรงหน้า นี่แค่เงินเพียงสิบตำลึงเงินเนี่ยนะ! ข้าความเสียหายขนาดนี้เอาศักดิ์ศรีของป๋อเล่อมาจ่ายแทนได้ไหมเล่า!

แต่มีอีกผู้หนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนเช่นเถ้าแก่ กลับกัน! เขากลับเกิดความรู้สึกปิติยินดีขึ้นจากภายในอย่างแปลกประหลาด ราวกับว่าเขามีสัมพันธ์บางอย่างกับม้าปีศาจตนนี้ ถังเฟยหู่รู้สึกแปลกประหลาดอย่างที่สุด ในตอนนั้นเองที่ราวกับร่างกายของเขาเคลื่อนที่ออกไปเอง ร่างกายของชายหนุ่มไหววูบไปราวกับสายลม!

เมื่อรู้สึกตัวอีกทีร่างของชายหนุ่มก็ไปอยู่บนหลังของม้าปีศาจตนนี้แล้ว มันโกรธเป็นอย่างมากที่มีมนุษย์ผู้หนึ่งขึ้นมาขี่บนหลังของมัน! มันทั้งวิ่งพล่านไปทั่วและกระโดดไปมาเพื่อสลัดมนุษย์ผู้นี้ให้หลุดจากหลังของมันไปให้ได้ แต่ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่เป็นผลแม้แต่น้อย ถังเฟยหู่ราวกับรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าควรทำเช่นไร

ชายหนุ่มจับขนยาวบนหลังสันคอของม้าปีศาจไว้แน่นราวกับคีบเหล็ก เขาใช้สิ่งนี้แทนบังเหียนในการยึดจับม้า ขาทั้งสองข้างที่หนีบอยู่ที่ลำตัวของม้าปีศาจก็เดินลมปราณไปด้วยเพื่อยึดเกาะมันไว้ แต่แปลกยิ่งนักที่ลมปราณที่เขากำลังโคจรอยู่นี้กลับเป็นลมปราณมารไร้ลักษณ์! เขากลับเดินลมปราณมารนี้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อม้าปีศาจที่บ้าคลั่งได้รับลมปราณมารเข้ามาหล่อเลี้ยงในร่างกายก็ทำให้บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น นั่นก็เพราะร่างของมันและปราณมารมีที่มาจากสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือปราณมรณะ! ม้าปีศาจรู้สึกได้ถึงปราณแห่งความตายที่หล่อเลี้ยงมันอยู่ราวกับเป็นพลังที่หล่อเลี้ยงชีวิตของมัน ราวกับปลาที่อยู่กลางทะเลทรายและได้รับหยาดฝนที่พลั้นตกลงมาอย่างพลั่งพลู มันเป็นความรู้สึกอิ่มเอิบอย่างที่ไม่อาจบรรยาย

ม้าปีศาจถูกจับมาขังไว้ในสถานีม้าเป็นเวลาหลายวัน มันต้องอยู่ท่ามกลางพลังวิญญาณแห่งชีวิตในอากาศทำให้มันช่างรู้สึกอยากจะอ้วก! นี่แหละคือสิ่งที่มันตามหา ปราณแห่งความตายที่ทรงพลังจากร่างของชายหนุ่ม ม้าปีศาจรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากจนพลันดีดขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ พร้อมทั้งส่งเสียงร้องดังกังวานไปทั่ว

ฮี้!

ในตอนนั้นเองที่ม้าปีศาจได้สงบลงและเลิกมีท่าทีพยศใดๆอีก เถ้าแก่สถานีอ้าปากค้างมองภาพตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย เจ้าเด็กน้อยตรงหน้านี้กลับถูกม้าปีศาจเลือกอย่างที่ป๋อเล่อบอกจริงๆด้วย! แม้จะทำใจยอมรับไม่ได้อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่อาจปฎิเสธภาพตรงหน้านี้ได้เลย

กลับกัน! ป๋อเล่อกลับยิ้มจนหน้าบาน เขาช่างตาถึงจริงๆที่มองออกว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นเจ้านายของม้าปีศาจนี่ เขายังคงรักษาศักดิ์ศรีของป๋อเล่อไว้ได้! เขาอยากจะตอกกลับไปยังเถ้าแก่สถานีม้าตรงด้านข้างจริงๆ อย่างจะกระชากใบหูของคนด้านข้างและหัวเราะลั่นใส่เสียจริง!

“ฮ่าๆๆ! ข้าว่าแล้วว่าข้างมองไม่ผิด!” ป๋อเล่อ

“ท่านผู้อาวุโสป๋อเล่อ ข้าชอบม้าตนนี้จริงๆ แต่ข้ายังไม่ทราบประวัติเกี่ยวกับมันเลย แต่ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเงินของข้าจะพอหรือไม่...ม้าตนนี้ดูมีความสามารถเหนือกว่าตนอื่นมากมายนัก” ถังเฟยหู่รู้สึกยินดียิ่งนักแต่เจอม้าที่เหมาะสมกับตนจนได้ แต่ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าจะมีทุนทรัพย์พอที่จะครอบครองมันหรือไม่...

ป๋อเล่อยิ้มให้แก่ชายหนุ่มจากนั้นจึงค่อยกล่าว “ขอบอกกับเจ้าตามตรงว่าม้าตนนี้ไม่ใช่สินค้าที่มีไว้ขายในสถานีม้า แต่เป็นม้าลึกลับตนหนึ่งที่เราได้มาจากห้วงอเวจี จากการศึกษาของข้ามาหลายวันนี้ค้นพบว่ามันคือยอดอาชาตนหนึ่งที่บังเอิญไปเกิดในห้วงอเวจี แต่เพราะได้เกิดในสถานที่อถรรพ์แบบนั้นจึงทำให้มันรับเอาพลังแห่งความตายเข้ามาสู่ร่างของมันจนบังเกิดชีวิตใหม่ที่ฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติขึ้นมา พวกเราไม่ใข่พวกนักพรตหรือมือปราบมารของทางการที่รับรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับปราณมรณะมากนัก ในคราแรกจึงหวังส่งให้ทางพรรคใหญ่จัดการ แต่เมื่อมันถูกชะตากับเจ้า ข้าก็จะขายให้เจ้าในราคาสิบตำลึงเงินตามเดิม ยังไงเสียมันก็ยังเป็นแค่สัตว์อสูรระดับหนึ่ง ราคานี้นับว่าสมเหตุสมผล” คำพูดว่าสมเหตุสมผลของป๋อเล่อเมื่อเข้ากระทบหูของเถ้าแก่ไม่ทราบทำไมเหมือนเป็นเข็มทิ่มแทงเข้าไปในหูของเขา เถ้าแก่ทำหน้าราวกับกลืนอุจจาระเข้าไปก็ไม่ปาน ทำสีหน้าแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก

“งั้นข้าก็ขอซื้อม้าตนนี้แล้วกันขอรับ” ถังเฟยหู่ลงมาจากหลังม้าปีศาจพร้อมกับนำเงินสิบตำลึงเงินให้แก่ป๋อเล่อ ซึ่งชายแก่ผู้ดูแลม้าก็ได้จัดการนำเงินไปพร้อมกับทำการติดบังเหียนและอานม้าให้แก่เจ้าม้าปีศาจ ภายใต้การดูแลของถังเฟยหู่จึงทำให้มันไม่พยศและสวมใส่อุปกรณ์ต่างๆโดยง่าย

“เจ้าหนู เจ้าจำเป็นต้องตั้งชื่อให้แก่ม้าของเจ้า ม้าเป็นสัตว์อสูรพิเศษที่จำต้องสื่อใจกับเจ้าของและอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของมากที่สุด ในการท่องยุทธภพนั้น ม้าคือสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ที่สุดสำหรับจอมยุทธ์ การตั้งชื่อจะทำให้เจ้านั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับม้าของเจ้า” ป๋อเล่อเอ่ยแนะนำกับถังเฟยหู่ก่อนที่เขาและม้าปีศาจจะออกจากร้านไป

“...ข้าจะเรียกมันว่าเฮยกุ่ย” ถังเฟยหู่หู่กล่าวพร้อมกับลูบไปยังหัวของเฮยกุ่ยอย่างเอ็นดูซึ่งดูไปแล้วมันก็ชอบให้เจ้านายของมันทำเช่นนั้นเหมือนกัน และในตอนนั้นเองที่บังเกิดแสงบางอย่างขึ้นที่คนทั้งสองจากนั้นจึงค่อยหายไป เขารับรู้ได้ถึงสัมพันธ์บางอย่างภายในห้วงวิญญาณของตนซึ่งป๋อเล่อได้กล่าวก่อนที่จะจากไปว่านั้นคือการทำสัญญาทาสอสูรซึ่งถ้าสัตว์อสูรยินยอมติดตามมนุษย์ก็จะเกิดสิ่งนี้ขึ้น

ซึ่งสำหรับเฮยกุ่ยแล้วมันยินยอมกระทำเช่นนี้กับถังเฟยหู่เท่านั้น ไม่เหมือนม้าตนอื่นๆของสถานีม้าที่ถูกฝึกมาให้เชื่องและพร้อมทำสัญญาทาสอสูรกับผู้ซื้อตลอดเวลา ถังเฟยหู่ได้จูงเฮยกุ่ยออกไปทางประตูเมืองซึ่งเมื่อแสดงป้ายสกุลถังให้เห็นก็ไม่ได้ถูกขัดขวางโดยทหารที่เฝ้าประตูเมืองอันใด ถังเฟยหู่กระโดดขึ้นไปบนหลังของเฮยกุ่ยในทันที เขาได้สอบถามถึงวิธีขับขี่ม้ามาโดยคร่าวๆจากป๋อเล่อแล้ว ถังเฟยหู่กระตุกบังเหียนในมือจากนั้นเฮยกุ่ยก็ดีดตัวตะกุยอากาศก่อนจะพุ่งตัวออกไปรวดเร็วดุจสายลมสีดำ เมื่อมองจากด้านหลังก็เห็นเพียงแต่กลุ่มควันที่เกิดจากการย่ำเท้าของเฮยกุ่ยเท่านั้น

ความคิดเห็น