เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 37 สถานีม้า พรรคอาชา

ชื่อตอน : บทที่ 37 สถานีม้า พรรคอาชา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 362

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 13:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 37 สถานีม้า พรรคอาชา
แบบอักษร

​ผัวะ! ผัวะ!! ผัวะ!!!

เสียงฝักดาบฟาดเขากับเนื้อหนังของอาไห่ดังขึ้นอย่างถนัดถนี่ คนของสกุลหลิวผู้นั้นฟาดอย่างหนักหน่วงไปยังร่างของอาไห่น้อยอย่างสุดแรงเพื่อหวังสร้างผลงานให้คุณหนูหลิวพึงพอใจ แต่เมื่อเขาหันกลับไปก็พบว่านางหาได้สนใจไม่ นางเดินละลิ้วเลยไปเสียแล้ว ดูเหมือนนางจะรีบร้อนเป็นอย่างมาก นางไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ และดูเหมือนทิศทางที่นางกำลังไปนั้นจะเป็นหอหงส์แดง

“โอ๊ยยย....” อาไห่ร้องโอดครวญอยู่บนพื้นโดยหามีใครสนใจไม่ หน้าคว่ำจูบพื้นโดยคนที่อยู่รอบๆต่างก็หาสนไม่ พวกเขาไม่อยากจะไปมีเรื่องบาดหมางกับสกุลหลิวหรอกนะ พวกตระกูลชั้นสูงในเมืองเมื่อไม่พอใจสิ่งใดก็จะลงมือกระทำกับพวกเขาโดยหาสนใจกฎหมายไม่ พวกเขามีคติเชื่อว่าพลังคือทุกสิ่ง ขอเพียงมีพลังก็อยู่เหนือกฎหมาย

แม้แต่ท่านเจ้าเมืองก็ยังไม่กล้าแตะต้องเหล่าตระกูลชาวยุทธ์พวกนี้ คนเหล่านี้ไม่เคยมองกฎหมายอยู่ในสายตาอยู่แล้ว สนใจก็เพียงแต่กฎเกณฑ์ในยุทธภพของตนเอง แต่หากให้ถามว่าราชสำนักไม่จัดการอันใดเลยงั้นเหรอ?

แล้วพวกเขาจะทำอะไร ในเมื่อราชสำนักก็คือชาวยุทธ์เช่นกัน แถมพวกเขายังมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในยุทธ์ภพ มีลำดับอยู่ในยอดฝีมือสูงสุดของแผ่นดิน สี่ราชา ห้าตระกูลและหกพเนจร สี่ราชานั้นย่อมหมายถึงคนของราชสำนักอยู่แล้ว กฎหมายนั้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อคุ้มครองชาวบ้านธรรมดาไม่ให้รังแกกันเองเท่านั้น แต่ชาวยุทธ์หาต้องสนใจกฎหมายใดๆไม่! พวกเขามีอิสระจะทำสิ่งใดก็ได้ขอเพียงมีพลังมากพอเท่านั้น หากเจ้ามีพลังที่มากมายพอ ใครกันที่จะกล้าทวงถามถึงสิ่งที่เจ้าทำ?

ขอทานชราที่อาไห่ได้ช่วยไว้นั้นได้ใช้ไม้เท้าไผ่หยกของตนเขี่ยไปยังร่างของอาไห่ที่นอนอยู่ราวกับเด็กเอากิ่งไม้จิ้มขี้ควายเล่นก็ไม่ปาน “นี่ๆ เจ้าตายยังไอ้หนู” ชายชรายังคงเขี่ยชายหนุ่มผู้นี้เล่นต่อไปไม่สนจิตใจของอาไห่เลยแม้แต่น้อย

อาไห่รู้สึกทนไม่ไหวต้องกระเด็งร่างขึ้นมาชี้หน้าด่าขอทานชรา “นี่ท่านลุง! ข้าอุส่าช่วยท่านไว้นะ ไม่เพียงไม่ขอบคุณยังมากวนบาทาข้าอี..เอ๊ะ! ข้าไม่เป็นอะไรนี่นา” อาไห่คลำมือสำรวจร่างตัวเองไปทั่ว แต่ก็ไม่พบว่าร่างของเขาจะบาดเจ็บที่ไหนเลย เขางุนงงเป็นอย่างมาก ในตอนแรกยังเจ็บเจียนตายอยู่เลยแท้ๆ

แต่มีหรือที่อาไห่จะทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่มีทางเดาออกแน่นอนว่าขอทานชราต้องหน้านี้ที่ได้ใช้ไม้เท้าเขี่ยเขาราวกับขี้นั้นคือการถ่ายทอดลมปราณให้ในจุดต่างๆของร่างเขาเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บและช่วยรักษา ขอทานชรายิ้มให้กับท่าทีบื้อๆของอาไห่

“ฮ่าๆๆ ไอ้หนู เจ้านี่ช่างแปลกคนจริงนะ คนอื่นต่างก็มองข้ามขอทานอย่างข้าและไม่คิดดูดำดูดี เจ้ายังจะมาช่วยข้าแถมยังโดนเล่นงานเสียจมกองดินเลยนะ! ฮ่าๆๆ ขอดูท่าทางของเจ้าเช่นนี้ ในวันหน้าเจ้าจะต้องเป็นใหญ่แน่นอน!” โจ้วซือกล่าวด้วยท่าทีจริงจังจนอาไห่รู้สึกเคลิบเคลิ้มตามคำพูดของชายชรา

“จะ..จริงเหรอท่านลุง!” อาไห่ยิ้มออกมาพร้อมเริ่มวาดฝันว่าชายชราผู้นี้จะเป็นนักทำนายลึกลับที่มักจะโผล่มาเหมือนในนิทานที่เขาเคยได้ยินมา เรื่องราวของการเกิดวีรบุรุษย่อมต้องมีดวงชะตามาเกี่ยวข้องเสมอ เขาวาดฝันว่าตัวเองจะกลายเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่พร้อมกับพยายามลุกขึ้นมาด้วยท่าทีที่สงาที่สุดที่เขาคิดออก

“ใช่ไอ้หนู! โหงวเฮ้งเช่นเจ้าจะต้องกลายเป็นจ้าวแห่งขอทาน!”

โคร้มมม

แต่ยังไม่ทันที่อาไห่จะลุกขึ้นยืนได้เท่าไหรเอง เมื่อได้ยินคำพูดของชายชราเขาก็ถึงกับแข้งขาอ่อนล้มหน้าคะมำไปอีกรอบ จากนั้นเขาก็โวยวายใส่ชายชราขอทานไปชุดใหญ่ที่มาพังความฝันเขาไปจนหมดก่อนที่เขาจะรีบกุลีกุจอเก็บของที่ตกอยู่ทั้งหมดแล้วเร่งรีบกลับไปยังหอนางโลมซึ่งเป็นที่ทำงานของเขา หากไปช้าเช่นนี้มีหวังถูกไล่ออกเป็นแน่ เขาไม่น่าไปยุ่งเรื่องของขอทานเลอะเลือนเลย!

ทางด้านโจ้วซือก็ได้ดื่มเหล้าไปพลางมองอาไห่วิ่งกระหืดกระหอบไปจนสุดสายตาของเขา ชายชรายิ้มพร้อมกับคิดบางอย่างภายในใจของตน จากนั้นร่างของเขาก็หายไปราวกับเป็นอากาศธาตุ ไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียวที่สามารถเห็นร่องรอยชายชราผู้นั้นได้

เวลาได้เลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะนี้ถังเฟยหู่ได้ฝึกตนนานถึงหนึ่งเดือนแล้วภายใต้การคุ้มครองและควบคุมไอเย็นโดยตะขาบน้ำแข็ง หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรร่วมกันฝึกบำเพ็ญจนดูไปแล้วสภาพนั้นราวกับเป็นไข่สีขาวใบหนึ่ง ร่างสีขาวของตะขาบน้ำแข็งที่ขดเรียงกันล้อมรอบร่างของถังเฟยหูดูไปแล้วก็ราวกับเปลือกไข่ใบหนึ่ง

ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้น ถังหยางหลิวและถังมู่หลิวได้มาเยี่ยมเยียนถังเฟยหูอยู่เนื่องๆ แม้เข้ามาดูแล้วจะไม่เกิดอันใดขึ้นแต่พวกเขาก็เฝ้ามองหลานและบุตรชายคนเดียวของพวกเขาด้วยความเป็นห่วง ถังมู่หลิวมองบุตรชายของตนด้วยความรู้สึกสับสนปนเปไปเสียจริง บุตรชายผู้นี้ช่างเหมือนพ่อของเขามากจนเกิดไป โดยเฉพาะนิสัยบ้าฝึกวิชาเช่นนี้

แต่สิ่งที่ถังมู่หลิวเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือเรื่องความลับในยามเกิดของบุตรชาย หากเขาเก่งกาจจนเกินไป โดงดังจนเกิดไป จดจรัสมากเกินไป ก็ย่อมเป็นเป้าให้ผู้คนจำนวนมากย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาได้ โดยเฉพาะราชสำนักที่ไม่มีทางปล่อยเรื่องเช่นนี้ไว้ นางที่เป็นพระชายาของอ๋องย่อมรับทราบดีถึงผลที่จะตามมา นางไม่อาจปล่อยเรื่องเช่นนั้นให้เกิดขึ้น ผลที่ตามมานั้นมากมายเกิดกว่าที่ใครจะคาดเดา ผลเลวร้ายที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์บิดาและบุตรประหัตประหารกัน นาง...ไม่อาจปล่อยให้มันเกิดขึ้น

เปรี๊ยะ!

ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงแตกหักดังกังวานออกมาจากร่างของตะขาบน้ำแข็ง ไม่สิ มันไม่ได้ออกมาจากทาสอสูรตนนี้ มันดังออกมาจากสิ่งที่มันกำลังปกป้องอยู่ข้างใน นั่นเป็นเสียงราวกับการแตกหักของน้ำแข็งที่ฟังทลายลงจากยอดเขา ตะขาบน้ำแข็งเองก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ มันได้คลายการขดตัวของตนเองออก

เมื่อตะขาบน้ำแข็งได้ถอยฉากออกมาแล้ว ไอหนาวเย็นสีขาวได้ฟุ้งกระจายออกไปจนทั่วทั้งห้อง และในเวลาไม่นานนักไอเย็นเหล่านั้นก็ได้จางหายไปและปรากฎร่างของชายหนุ่มนั่งสมาธิอยู่บนเตียง แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ขยับตัวดี เขารู้สึกถึงความรู้สึกคาวหนึ่งพุ่งขึ้นมาที่ลำคอ

อ็อกก

ชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาเป็นสีดำที่มีกลิ่นเหม็นเน่า เมื่อได้คายก้อนเลือดนี้ออกไปแล้วเขากลับรู้สึกสบายขึ้นเป็นอย่างมาก เขาเข้าใจดีถึงหลักการแพทย์และการฝึกตน เมื่อเขาฝึกวิชาที่เกี่ยวพันธ์กับการฝึกฝนร่างกายก็จะทำให้ร่างกายมีความบริสุทธิ์มากขึ้นและขับส่วนที่ไม่ดีออกมา

แต่ถึงอย่างไรก็ตามที ของเสียที่ถูกขับออกมาก็ไม่ได้นับว่ามากมายอย่างเท่าที่ควรจะเป็นนัก อาจจะเป็นเพราะวิชาขั้นของปราณเก้าเยือกแข็งที่เขาฝึกฝนยังน้อยจนเกินไป หรือไม่แน่ว่าเพราะวิชานี้ไม่ได้มีผลการฝึกกายโดยตรง ไม่เหมือนกับวิชากายาปีศาจหินของจิ้นฝานที่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา พื้นฐานร่างกายของคนผู้นั้นนับว่าสุดยอดเป็นอย่างมาก

แต่การฝึกฝนเพียงแต่การป้องกันเช่นจิ้นฝานก็ไม่นับว่าดีเท่าไหรนัก ตามความคิดของถังเฟยหู่แล้ว แม้จะมีพลังป้องกันมากมายเพียงใดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่เท่ากับว่าได้กลายเป็นนักรบที่มีดีเพียงแต่โล่อันแน่นหนาหรอกเหรอ การต่อสู้จริงๆนั้นต้องอาศัยไหวพริบและการโจมตีที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

แม้ผลยังไม่น่าพอใจเท่าไหรก็ตาม แต่ถังเฟยหู่ก็ไม่ได้คิดมากต่อเรื่องนี้เท่าไหรนัก นั่นก็เพราะการเพิ่มความสามารถพื้นฐานทางร่างกายของเขาก็แค่เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมอย่างคร่าวๆของร่างตนเองเท่านั้น การฝึกกายขั้นสูงยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของเขา นี่เป็นเพียงทางผ่านที่จะทำให้เขามีพื้นฐานที่ดีขึ้นเพื่อฝึกฝนวิชาที่อยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างฝ่ามือมังกรอัสนีที่เป็นวรยุทธ์ระดับห้า

ถึงแม้ว่าจะเป็นวิชาระดับห้านี้ก็ตามที แต่มันก็เป็นเพียงทางผ่านของเขาเพื่อที่จะเตรียมพร้อมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเรียกใช้สายเลือดเซียนพยัคฆ์อัสนีก็เท่านั้น ก่อนจะถึงเวลาประลองประจำปี เขาจำต้องใช้พลังสายเลือดนี้ให้ได้สักเล็กน้อยเพื่อเก็บไว้เป็นไพ่ตายในการต่อสู้ จากคำบอกเล่าของโจ้วซือและประสบการณ์การต่อสู้กับจิ้นฝานจึงทำให้เขาตัดสินว่าสายเลือดชนิดนี้ของตนเป็นประโยชน์ต่อห้วงเป็นตายมากนัก

สายเลือดที่มีพลังอัสนี นี่จึงเป็นไพ่ตายที่แท้จริงของเขา!

ถังเฟยหู่ขยับร่างของตนเพื่อลุกขึ้นยืนที่กลางห้องของตน เขาจัดการเก็บตะขาบน้ำแข็งกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณจากนั้นจึงค่อยออกไปยังลานกว้างหลังบ้านของตนเอง เขาค่อยขยับร่างกายของตนอย่างเชื่อช้าด้วยวิชาหมัดแปดปรมัตถ์

แกร๊ก! แกร๊ก!! แกร๊ก!!!

เสียงข้อต่อกระดูกของชายหนุ่มที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งเดือนได้ดังลั่นราวกับเสียงไม้ที่ถูกปะทุในกองไฟ เสียงแม้จะไม่ดังมากเท่าไหรแต่ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน เมื่อกระบวนท่าเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้นก็เริ่มไหลลื่นมากขึ้นราวกับสายน้ำที่ไม่ไหลเชี่ยวกราด หมัดที่แหวกอากาศออกไปทำให้บังเกิดเสียงสายลมพุ่งไปตามแรงหมัด

ร่างกายของถังเฟยหู่นั้นแม่ว่าจะดีขึ้นอย่างมากก็ตามที แต่หากไม่เคยใช้เลยก็ราวกับดาบเหล็กที่ปล่อยทิ้งไว้ก็จะขึ้นสนิมในสักวัน อีกทั้งการฝึกฝนยังอาจช่วยให้พื้นฐานของร่างกายของเขามั่นคงมากขึ้นด้วยเช่นกัน บางครั้งการใช้กำลังบ้างก็ดีกับร่างกายมิใช่น้อย

เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วที่ถังเฟยหู่ได้ซักซ้อมเพลงหมัดและร่างกายของตนเองให้ดียิ่งขึ้น แต่นั่นก็ยังไม่ดีพอและยังเชื่องช้าจนเกิดไป แม้การเร่งรีบได้มาซึ่งพลังจะขัดต่อหลักการฝึกยุทธ์ที่ถูกต้องก็ตามที แต่นั่นก็เป็นความเสี่ยงที่เขายินดีรับมันไว้ด้วยใจเช่นกัน! เขาพยายามขบคิดอย่างหัวหมุนว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปการฝึกฝนทางร่างกายของตนเองให้ดียิ่งขึ้นและรวดเร็วกว่านี้ดี

เขาได้ใช้พลังจากทรัพยากรที่ซื้อมากว่าสองในห้าส่วนไปแล้ว แม้ว่าเขาจะใช้เวลาถึงกว่าหนึ่งเดือนก็ตาม แต่การดูดกลืนพลังของพวกมันมาใช้ฝึกฝนก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายเช่นกัน อีกทั้งการฝึกฝนที่วิชาปราณอย่างเดียวโดยไม่ใช้ร่างกายเลยในขอบเขตปราณเช่นนี้ก็ไม่นับว่าดีเท่าไหรเช่นกัน

ขอบเขตปราณทั้งสิบสองขั้นนั้นเป็นพื้นฐานของพื้นฐานที่สุดในเชิงยุทธ์ ในขอบเขตพลังนี้คือการปูพื้นฐานสู่ขอบเขตที่สูงยิ่งขึ้นไปในอนาคต ในขอบเขตนี้คือการฝึกพื้นฐานทั้งหมดของร่างกายให้เข้าที่เข้าทาง การฝึกยุทธ์โดยทั่วไปในขั้นนี้นั้นควรจะฝึกวิชาปราณสำหรับฝึกตนควบคู่ไปกับวิชายุทธ์ที่ใช้ร่างกายส่วนต่างๆเพื่อพัฒนาทั้งสองด้านไปพร้อมๆกันโดยไม่ทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ด้านหลัง

แต่การฝึกฝนของถังเฟยหู่นับว่าผิดหลักการจนเกินไป เขาได้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขอบเขตของพลังโดยมุ่งเน้นไปที่ปราณห้าพิษเพียงอย่างเดียวซึ่งมันพัฒนาได้อย่างรวดเร็วเกินไปจนร่างกายของเขาอาจจะตามไม่ทันแล้ว การฝึกปราณเก้าเยือกแข็งควบคู่ไปก็อาจแก้ปัญหาเรื่องพื้นฐานร่างกายได้ในเบื้องต้นแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

ถังเฟยหู่จำเป็นต้องฝึกร่างกายของตนเองอย่างเร่งด่วน แต่เขาควรจะทำเช่นไรดี? เขาขบคิดไปต่างๆนาๆถึงความเป็นไปได้ทุกวิถีทาง หากจะใช้วิธีเดิมอย่างเช่นห้วงอเวจีของสุสานร้างนอกเมืองก็ไม่อาจจะเป็นไปได้มากนัก นั่นก็เพราะในตอนนี้เขาได้มีมุกมารพิษกำเนิดขึ้นภายในร่างกายของตนเอง หากให้เข้าไปอีกครั้งก็คงไม่ส่งผลใดๆอีก

ปราณเก้าเยือกแข็งก็คือวิชาแขนงวารีธาตุชนิดหนึ่ง การฝึกฝนวิชานั้นนอกจากใช้ปัจจัยภายในจากการตีความและทำความเข้าใจของตัวบุคคลแล้ว ปัจจัยภายนอกก็สำคัญมากไม่แพ้กันอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นพลังวิญญาณในฟ้าดิน ทรัพยากรมีค่าที่มีผลต่อการฝึกฝน หรือแม้แต่ปัจจัยเรื่องสถานที่เช่นกัน

สิ่งที่สะกิดใจทำให้เขานึดถึงสิ่งนี้ก็คือเรื่องที่เขาเคยได้ไปฝึกวิชาปราณเก้าเยือกแข็งจากภายในห้วงอเวจี ปราณมรณะก็คือปัจจัยภายนอกที่ทำให้เขาฝึกวิชาได้สำเร็จ และปัจจัยภายนอกเรื่องสถานที่ในครั้งนี้ที่อาจจะทำให้เขาฝึกฝนได้ผลดียิ่งขึ้นก็ควรจะหนุนเสริมวิชาปราณเก้าเยือกแข็ง

ในคราแรกเขาไม่อาจใช้วิธีเช่นนี้ได้ก็เพราะเขาไม่มีธาตุวารีที่หนุนเสริมจากภายในเช่นวิชาปราณเก้าเยือกแข็งเช่นนี้ อีกทั้งยังธาตุน้ำอาจช่วยหนุนเสริมให้ทรัพยากรธาตุน้ำแข็งทั้งสามไม่ว่าจะเป็นน้ำค้างแข็ง โสมหิมะและกุหลาบเย็นส่งผลดียิ่งขึ้น

ถังเฟยหู่คิดทบทวนแผนที่ของอาณาบริเวณโดยรอบเมืองฟูเจี้ยนเพื่อหาสถานที่เหมาะสมมากที่สุดในการฝึกฝน ทันใดนั้นเองที่เขาได้นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งห่างออกไปหลายลี้ทางนอกเมือง ที่แห่งนั้นมีนามว่าน้ำตกมังกรพิโรธ

น้ำตกแห่งนี้มีความสูงเป็นอย่างมาก น้ำที่ไหลบ่าออกจากที่สูงลงที่ต่ำนั้นมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก แม้แต่หินผาที่แข็งแกร่งหากได้มาตั้งอยู่ภายใต้น้ำตกแห่งนี้ก็ยังไม่อาจทนทานอยู่ได้ ต้องแตกสลายไปเพราะความพิโรธของธรรมชาติ เมื่อมองจากที่ไกลๆแล้วก็อาจจะเห็นน้ำตกนี้เป็นมังกรสีขาวตัวยาวที่พุ่งทะลวงลงสู่น้ำด้านล่าง

น้ำตกที่มีความรุนแรงเช่นนี้คาดว่าคงมีธาตุวารีหนุนเสริมเป็นอย่างมาก หากได้ฝึกภายใต้น้ำตกนอกจากจะใช้ธาตุวารีเหล่านั้นช่วยในการฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งแล้วยังอาจสามารถใช้แรงน้ำนั้นในการฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

ในตอนนี้วิชาปราณเก้าเยือกแข็งของถังเฟยหู่ได้ฝึกถึงขั้นที่สองแล้ว ผ่านการทรมาณและขัดเกลาร่างกายมากว่าสองครั้ง พื้นฐานร่างกายนับว่าดีขึ้นมาแต่ก็ยังไม่เพียงพอ การผลัดเนื้อเปลี่ยนกระดูกครั้งที่สามนี้จะเป็นด่านเคราะห์ที่เจ็บปวดมากกว่าเดิมหลายเท่านัก การใช้คำว่าทรมานมาอธิบายยังไม่อาจบรรยายได้

กระดูกและกล้ามเนื้อหลังจากสำเร็จปราณเก้าเยือกแข็งขั้นที่สามก็จะเข้าสู่ระดับใหม่ที่ผู้อื่นในขอบเขตปราณทั่วๆไปไม่อาจเทียบได้ ส่วนอีกหกขั้นที่เหลือของปราณเก้าเยือกแข็งเป็นการเพิ่มระดับของอานุภาพของความเย็นเยือก ในสามขั้นแรกที่ได้มีการฝึกฝนร่างกายก็เพื่อแปรสภาพและเตรียมความพร้อมของร่างกายให้สามารถทนรับพลังของขั้นต่อๆไปในชุดวิชานี้ได้ แต่ในความเห็นของถังเฟยหู่แล้ว หกขั้นที่เหลือยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฝึกในตอนนี้มากนัก เพราะยิ่งฝึกมากขึ้นก็จะต้องใช้ทรัพยากรในศาสตร์น้ำแข็งมากขึ้นเพื่อช่วยเร่งการฝึก เวลาไม่กี่เดือนนับว่ายังไม่พอ

หลังจากสำเร็จวิชาในขั้นที่สามแล้วเขาก็ควรจะหันไปฝึกวิชาฝ่ามือมังกรอัสนีอย่างจริงจังเพื่อทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับการใช้สายเลือดตนเองได้ดียิ่งขึ้น ถังเฟยหู่ได้กลับเข้าไปในบ้านของตนเองเพื่อรวบรวมสิ่งของและบอกลาครอบครัวอีกครั้งเพื่อออกไปฝึกยังนอกเมือง

ถังเฟยหู่ได้ออกเดินไปตามถนนและมุ่งตรงไปยังประตูเมือง ตรงหน้าของเขาคือกำแพงหินสูงใหญ่ที่มีเหล่าทหารของทางการเฝ้าเวรยามไว้ยังที่แห่งนั้น ที่บริเวณไม่ไกลจากประตูเมืองนักคืออาคารที่ทำจากไม้แห่งหนึ่งดูไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่บริเวณด้านข้างของอาคารนั้นถูกสร้างด้วยรั้วกั้นไม้และมีกองฟางกระจายอยู่ทั่วไปหมดทั้งบริเวณ

ภายในรั้วกั้นนั้นคือนั้นคือเหล่าสัตว์อสูรประเภทม้าที่ถูกเลี้ยงไว้อย่างดีโดยลุงคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวด้วยผ้าป่านราคาไม่แพงนัก ลุงคนนั้นกำลังอาบถือถังน้ำเดินไปใกล้ๆเหล่าม้าพวกนั้นและได้ใช้แปรงในการล้างและขัดตัวให้ม้าเหล่านั้นอย่างมีความสุข ใบหน้าของเขาช่างดูสุนทรีย์กับการดูแลม้าพวกนี้นัก

บนอาคารไม้แห่งนั้นได้ถูกติดตั้งไว้ด้วยป้ายไม้ขนาดใหญ่ซึ่งถูกเขียนไว้ด้วยประโยคหนึ่ง ‘สถานีม้า พรรคอาชา’ ที่แห่งนี้ได้ให้บริการโดยพรรคอาชาซึ่งเป็นสำนักหนึ่งในยุทธภพ พรรคแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการฝึกและเพาะพันธุ์สัตว์อสูรประเภทม้าเป็นอย่างมาก การเดินทางของชาวยุทธ์ส่วนใหญ่ในยุทธภพก็ได้ใช้บริการใช้จากสถานีม้าพรรคอาชาเช่นกัน

บริการของสถานีม้านั้นมีหลากหลายทั้งการใช้บริการรถม้าเพื่อข้ามไปยังเมืองต่างๆในแคว้นสำหรับชาวบ้านธรรมดา โดยบริการรถม้านี้จะถูกที่สุดเพราะรถม้าของสถานีม้าจะออกเดินทางตามเวลาและต้องมีการจองล่วงหน้าหลายวัน โดยสถานีม้าจะรวบรวมรายชื่อและสถานที่ๆชาวบ้านต้องการจะไปเพื่อวางแผนเดินทาง ในบางครั้งการเดินทางโดยวิธีนี้ก็ช้าเป็นอย่างมากเพราะต้องแวะเวียนไปหลากหลายสถานที่ตามผู้ที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนั้นต้องการจะไป แต่หากต้องการความสะดวกรวดเร็วมากกว่านั้นก็สามารถที่จะจ่ายเหมารถม้าในเที่ยวนั้นๆแต่เพียงผู้เดียวเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางเลยก็ได้

บริการรถม้านั้นเสียเงินเพียงไม่กี่อีแปะเท่านั้น เหมาะแก่ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกยุทธ์แต่ต้องการเดินทางไกล หากให้พวกเขาออกเดินทางด้วยเท้ากันเองนับว่าเสี่ยงจนเกินไป ทั้งเหล่าโจรป่าทั้งหลาย ทั้งสัตว์อสูรอันน่ากลัว หากแต่เดินทางด้วยบริการของพรรคอาชาที่มีผู้ฝึกยุทธ์ร่วมเดินทางไปด้วยนับว่าดีกว่ากันเยอะ

พรรคอาชานั้นตั้งตัวเป็นกลางในยุทธภพโดยให้บริการทุกฝ่ายโดยไม่แบ่งแยกธรรมะหรืออธรรม นอกจากบริการรถม้าแล้วพวกเขายังมีบริการขายสัตว์อสูรประเภทม้าต่างๆอีกด้วย โดยราคาของพวกมันจะเริ่มดูจากระดับของพวกมันก่อน ต่อมาจึงค่อยเป็นลักษณะและพันธุ์ของพวกมัน

ถังเฟยหู่ได้เดินเข้าไปในอาคารของสถานีม้า ที่ด้านในนั้นถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย ที่ด้านในนั้นมีเถ้าแก่ประจำร้านคนหนึ่งซึ่งดูไปแล้วน่าจะอายุเพียงแค่สี่สิบถึงห้าสิบปีเท่านั้น ผมและตาของคนผู้นี้มีสีดำ หนวดเล็กๆของเขาสองอันทำให้ดูไปราวกับเป็นคิ้วที่สามและสี่ของเขาก็ไม่ปาน การแต่งกายของเขานั้นสวมใส่ไว้ด้วยชุดผ้าป่านที่เรียบง่าย

ที่ด้านหลังของเถ้าแก่คือกำแพงไม้ที่ถูกแขวนเรียงรายไปด้วยป้ายไม้จำนวนมากมายนัก บนป้ายไม้แต่ละแถวถูกแบ่งประเภทไว้อย่างดี โดยคร่าวๆคือแบ่งออกเป็นบริการของรถม้าและบริการขายม้า

เมื่อเถ้าแก่ผู้นั้นเห็นถังเฟยหู่ได้เข้ามายังสถานีม้าก็ยิ้มแย้มให้แก่เขา ถังเฟยหู่เมื่อเห็นดังนั้นจึงยิ้มกลับไปให้เขาและเดินเข้าไปหาเถ้าแก่ด้านหลังโต๊ะไม้ยาวด้านใน ชายหนุ่มได้มองไปยังป้ายไม้ที่ถูกแขวนไว้อย่างสนใจ

“พ่อหนุ่มน้อย เจ้าต้องการจะใช้บริการอะไรเหรอ?” เถ้าแก่ถามพร้อมกับมองสำรวจลูกค้าตรงหน้าอย่างสนใจ

“เถ้าแก่ ข้าคิดอยากจะซื้อหาม้าสักตัว แต่ข้าไม่เคยใช้บริการของสถานีม้ามาก่อน ท่านช่วยแนะนำข้าสักหน่อยจะได้ไหม” ถังเฟยหู่กล่าวอย่างสุภาพกับเถ้าแก่ ด้วยลักษณะท่าทางเช่นนี้ทำให้เถ้าแก่รู้สึกดีเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ผู้ที่มาใช้บริการซื้อม้ากับเขาส่วนใหญ่นั้นคือชาวยุทธ์ในเมืองนี้ ส่วนมากชาวยุทธ์มักจะมีความมั่นใจในตัวเองอย่างมากและไม่ค่อยแสดงความสุภาพกับใครนัก

โดยเฉพาะเถ้าแก่ร้านขายม้าเช่นเขา!

เถ้าแก่ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แก่ถังเฟยหู่ เขาเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์หนึ่งของพรรคอาชาเช่นกัน แต่เพราะหน้าที่จึงทำให้เขาได้แต่อดกลั้นและไม่อาละวาดเพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของสถานีม้าพรรคอาชาเสื่อมเสีย เขามองออกได้ว่าถังเฟยหู่ก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นกันแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีที่หยิงผยองนัก ช่างน่าประทับใจ!

“อืมมม แล้วอยากซื้อหาม้าแบบไหนละ เจ้ามีเงินเท่าไหร ข้าจะได้แนะนำได้ถูกว่าเจ้ามีกำลังพอที่จะซื้อหาม้าตัวไหนได้บ้าง ซึ่งแน่นอนว่าม้าของสถานีม้าย่อมผ่านการฝึกมาเรียบร้อยแล้ว พวกมันสามารถทำสัญญากลายเป็นทาสอสูรได้ในทันทีโดยไม่ต้องหวังพึ่งยันต์อาคมใดๆทั้งสิ้น”

“เอ่อ...ในตอนนี้ข้ามีเงินประมาณสิบตำลึงเงิน ไม่ทราบว่าพอจะหาซื้อมาตัวไหนของสถานีม้าได้บ้าง” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับหยิบถุงเงินของตัวเองออกมาแสดงให้เถ้าแก่ได้ดูเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขามีเงินก้อนนี้จริงๆ

​“ตกลง! เงินจำนวนนับว่าพอซื้อม้าของสถานีม้าได้ บางทีอาจจะเป็นม้าระดับหนึ่ง เจ้าตามข้าไปดูม้าพวกนั้นในคอกม้าเถอะว่าเจ้าชอบพวกมันไว้ ข้าจะแนะนำเจ้าอย่างหนึ่งว่าม้าเป็นผู้เลือกเจ้า มิใช่เจ้าเป็นผู้เลือกม้า แม้ม้าธรรมดาๆจะสามารถใช้เงินเพื่อซื้อหามันได้แต่กับยอดม้ากลับไม่อาจใช้วิธีนั้น ม้าพวกนั้นจะเลือกเจ้าด้วยตัวเอง” เถ้าแก่กล่าวเสร็จก็ได้เดินนำถังเฟยหู่ออกไปจากประตูของอาคารเพื่อพาไปยังคอกม้าด้านข้าง ซึ่งชายหนุ่มเองก็ได้เดินตามเถ้าแก่ไปอย่างติดๆเช่นกัน

ความคิดเห็น