เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 34 ขอทานเทพยดา โจ้วซือ

ชื่อตอน : บทที่ 34 ขอทานเทพยดา โจ้วซือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 409

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 13:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 34 ขอทานเทพยดา โจ้วซือ
แบบอักษร

โครมมมม

เสียงราวฟ้าถล่มดินทลายดังขึ้นพร้อมกับปราณมังกรได้พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน ในสายตาของเหล่าชาวยุทธ์ทั้งหลายโดยรอบราวกับเห็นวันโลกาวินาศก็ไม่ปาน ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาไม่เคยพบเจอพลังอันมากมายมหาศาลเช่นนี้มาก่อนในช่วงชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะหลิวจิวฮุ่ยซึ่งตกเป็นเป้าหมาย...

“ผู้อาวุโส!! ได้โปรดยั้งมือก่อนนน!! ข้าน้อยผิดไปแล้ว!!!” หลิวจิวฮุ่ยตะเบ็งอย่างสุดเสียงเพื่อต้องการเอาชีวิตรอด จิตใจของเขาแทบจะพังทลายลงเพราะพลังสะกดข่มที่มาพร้อมกับปราณมังกรอันน่าหวาดกลัวนี้!

แต่แล้วก็เหมือนกับเสียงของหลิวจิวฮุ่ยนี้จะได้ผลอยู่บ้าง เพราะทันใดนั้นเองที่ปราณมังกรที่พุ่งทะยานลงมาได้สลายหายไปดุจหมอกควัน ราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มาก่อน หลิวจิวฮุ่ยหลั่งเหงื่อกาฬออกมาทั่วทั้งร่างด้วยความหวาดกลัว แต่ทันใดเมื่อเขาได้สติก็เร่งประสานมือขึ้นคาราวะ “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ไว้ชีวิต ขะ..ข้าน้อยขอตัวลา!”

หลิวจิวฮุ่ยเมื่อรอดตายก็เร่งพุ่งทะยานกายหนีไปด้วยความหวาดกลัว เมื่อคนอื่นเห็นเช่นนั้นจึงรีบทำตามและหนีตามหลิวจิวฮุ่ยไปเช่นนั้น ในชั่วพริบตานั้นเองที่ชาวยุทธ์จากนั้นตระกูลหลิวและถังเร่งหนีตายกันอย่างชุลมุน

แม่นางหยางพยายามมองขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับประสานมทือคาราวะอย่างเหนื่อยอ่อน “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ...ไม่ทราบท่านคือ...?”

ในตอนนั้นเองที่เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าได้มีมังกรจีนตัวยาวตัวหนึ่งได้บินทะยานลงมาใกล้พื้นดินตรงที่แม่นางหยางและถังเฟยหู่อยู่ มังกรตนนี้มีเกล็ดกายสีฟ้าใสที่งดงาม เกล็ดของมันงามประดุจแก้วผลึก ดวงตาคู่โตของมันเจือปนไปด้วยแววตาอันอ่อนโยน เส้นขนรอบศีรษะของมันมีสีฟ้าดุจน้ำทะเล เป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามเหนือคำบรรยาย และที่บนหัวของมันนั้นได้มีชายชราคนหนึ่งที่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ชายชราผู้นี้มีผมเผ้าและหนวดเคราสีขาวราวกับหมอกควัน แต่ชุดที่ชายชราผู้นี้สวมใส่กลับเป็นชุดผ้าป่านขาดๆ มีรอยปะมองมายอยู่บนนั้น มือข้างหนึ่งของชายชราได้ถือไว้ด้วยไม้เท้ารูปร่างเหมือนไผ่แต่กลับทำด้วยหยกสีเข้มอันล้ำค่า ที่ปลายไม้เท้านั้นผูกไว้ด้วยด้ายแดงและเม็ดประคำสามเม็ด ส่วนมืออีกข้างของชายชราได้ถือน้ำเต้าซึ่งบรรจุเหล้ารสแรงไว้ในนั้น

เมื่อมังกรยักษ์ตนนั้นร่อนลงมาจนใกล้กับพื้นแล้ว ชายชราก็กระโดดตีลังกากลับมายืนอยู่บนพื้นเบื้องหน้าคนทั้งสองพร้อมกับสลายมังกรตนนั้นกลับเป็นละอองปราณสีฟ้าและดูดกลืนกลับเข้ามาสู่ในร่าง ชายชราเดินเข้ามาหาคนทั้งสองพร้อมกับรอยยิ้ม

“ข้ามีนามว่าโจ้วซือ ฮ่าๆๆๆ ยินดีที่ได้รู้จักพวกเจ้า” ชายชราเมื่อกล่าวเสร็จก็ได้ยกเหล้าขึ้นมาดื่มอีกหลายอึก

“คาราวะผู้อาวุโสโจ้วซือ...อ้ะ!” แม่นางหยางคาราวะผู้อาวุโสตรงหน้าตามมารยาทแต่แล้วก็ฉุกใจบางอย่างกับชื่อและภาพลักษณ์ของคนตรงหน้า “ท่านคือขอทานเทพยดา!! หัวหน้าพรรคกระยาจก! ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่” แม่นางหยางเร่งรีบคาราวะชายชราตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วชายชราก็ได้ยกมือขึ้นมาห้ามไว้ก่อน

“ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องมากพิธีหรอกน่า ข้าเป็นเพียงขอทาน ชอบใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ค่อยสนใจกฎเกณฑ์ใดๆอยู่แล้ว” โจ้วซือ

ชายชราได้ชะโงกหน้าไปดูที่ด้านหลังของแม่นางหยางเพื่อมองดูร่างของถังเฟยหู่ที่สลบอยู่ตรงนั้น เมื่อแม่นางหยางเห็นดังนนั้นจึงคิดได้บางอย่างและพูดขึ้นกับชายชราตรงหน้า “จริงสิ ข้าลืมเจ้าไปเลยเจ้าทึ่ม” แม่นางหยางได้ก้มร่างลงข้างกายสหายของตนพร้อมกับนำเม็ดยาคุณภาพสูงออกมาและใส่ปากของสหายผู้นี้

ไม่นานนักอาการบาดเจ็บภายนอกของถังเฟยหู่ก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผ่านพ้นไปแล้วกว่าครึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มก็ยังไม่ได้สติขึ้นมาสักทีจนแม่นางหยางเองก็ร้อนใจเช่นกัน นางที่ได้กินยาพร้อมๆกันก็มีอาการดีขึ้นมากแล้ว แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับไม่เหมือนกัน นางที่มีขอบเขตพลังมากกว่ายังฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็ว แต่ถังเฟยหู่ผู้อยู่ในขอบเขตปราณกลับไม่เป็นเช่นนั้น แม่นางหยางนั้นดูร้อนใจเป็นอย่างมากที่สหายยังไม่ฟื้นขึ้นสักที

โจ้วซือที่ด้านหลังนั้นได้มองสำรวจร่างของถังเฟยหู่อย่างสนใจ เขาได้ใช้ไม้เท้าข้างกายเคาะสะกิดไปยังหัวของแม่นางหยางเพื่อเรียกความสนใจจากนาง “ข้าว่าเพื่อนของเจ้านั้นคงยังไม่ฟื้นเร็วๆนี้แน่”

“ท่านรู้หรือไม่ว่าเพื่อนข้าเป็นอะไรกันแน่ ท่านช่วยเขาได้หรือไม่?” แม่นางหยางเอ่ยด้วยความคาดหวังว่าชายชราจะช่วยชายหนุ่มผู้นี้ได้ ชายชราได้ก้าวมาหยุดยืนอยู่ด้านข้างของแม่นางหยางพร้อมกับจับชีพจรของชายหนุ่มผู้นี้ไปด้วย “น่าสนใจจริงๆด้วย เขาใช้พลังสายเลือดไปเป็นจำนวนมากจนกระทบกับพลังชีวิต แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าที่หากไกลสุดโพ้นทะเลเช่นนี้จะมีคนที่มีพลังสายเลือดเช่นนี้ น่าสนใจ! ข้าคิดว่าที่เขาใช้พลังจิตวิญญาณแบบซีเซี่ยได้นั้นเพราะมีความเกี่ยวโยงกับสายเลือด”

“เขาก็มีพลังสายเลือดเช่นกัน...? หรือว่าจะเป็นพลังสายเลือดของสกุลถัง? แต่ก็ไม่ถูกต้อง ที่ฟูเจี้ยนเป็นเพียงตระกูลสาขาที่ห่างไกลของสกุลถัง ไม่น่าจะสามารถปลุกพลังสายเลือดได้...แต่รูปลักษณ์ของเขาเมื่อกี้นี้....ไม่สมควรเป็นสายเลือดสกุลถัง หรือว่าเขามีพลังสายเลือดอีกหนึ่งอย่างกัน....” แม่นางหยางขบคิดอย่างวุ่นวาย

“อืมมม...พลังสายเลือดของเขาก็แปลกจริงๆ จากที่ข้าตรวจสอบดูพบว่าเป็นพลังสายเลือดที่สูงส่งเป็นอย่างมาก แต่เขาใช้ไปอย่างไร้การควบคุม...มันราวกับตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยใช้พลังนี้มาก่อน...ข้าจะช่วยเขาสักหน่อยแล้วกัน” ผู้อาวุโสโจ้สซือกล่าวเสร็จก็ได้ใช้ไม้เท้าของตนเองกระแทกไปยังชีพจรหัวใจของถังเฟยหู่พร้อมกับถ่ายเทพลังปราณซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเข้าไปเพื่อกระตุ้นพลังชีวิตของชายหนุ่ม

ไม่นานมากนักถังเฟยหู่ก็เริ่มได้สติขึ้นมา ขนตาของเขาค่อยๆขยับ จากนั้นเปลือกตาก็ได้เปิดขึ้นพร้อมกับเห็นคนที่ชะโงกหน้ามามองตนสองคน หนึ่งคือสตรีในคราบบุรุษ ส่วนอีกหนึ่งกลับเป็นชายชราแปลกหน้าซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาค่อยๆชันกายและลุกขึ้นมานั่ง เขาสำรวจร่างกายตนในชั่วพริบตาก็พบว่าไม่มีอันใดร้ายแรงแล้ว

เขายิ้มให้กับสหายของตนจากนั้นจึงได้หันไปทางชายชราด้านข้างพร้อมกับยกมือขึ้นคาราวะ “คาราวะผู้อาวุโส ท่านคงจะเป็นผู้ที่ช่วยข้าไว้....” เขากล่าวขึ้นพร้อมกับนึกถึงสถานะการณ์ต่างๆตอนก่อนหมดสติ ทั้งร่างของเขาบาดเจ็บหนัก ทั้งแม่นางหยางในตอนนั้นก็อ่อนแอไป หากไม่มีผู้ช่วยเหลือก็คงไม่มีทางอยู่รอดถึงตอนนี้แน่

“ท่านผู้อาวุโสผู้นี้คือท่านโจ้วซือ” แม่นางหยางกระซิบข้างหูของถังเฟยหู่ แต่ถังเฟยหู่ก็ได้พยักหน้ารับอย่างเฉยชาจึงทำให้นางหนักใจอย่างมากเมื่อเห็นอย่างนั้น “นี่เจ้าไม่รู้จักผู้อาวุโสโจ้วซืออย่างงั้นเหรอ....” นางทำสีหน้าเหนื่อยใจต่อคนบ้านนอกตรงนี้เป็นอย่างมากที่ไม่เคยรับรู้อันใดเลย ต้องให้นางบอกกล่าวทุกอย่าง นางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายในตัวสหายผู้นี้ของนางจริงๆ

“เจ้าคงมิใช่ไม่รู้จักสี่ราชา ห้าตระกูล หกจอมยุทธ์หรอกนะ...” นางเมื่อเห็นสีหน้าอันงงงวยของคนตรงหน้าก็ได้คำตอบทันทีโดยที่เขาไม่ต้องตอบออกมา นางจึงได้อธิบายต่อไปเพื่อให้คนตรงหน้าฉลาดขึ้นบ้าง “เอาละๆ ข้าจะบอกเจ้าไว้ให้แล้วกันว่าสี่ราชาห้าตระกูลหกจอมยุทธ์คือสิ่งใด ทั้งสิบห้าตำแหน่งนี้คือผู้ที่ถูกขนาดนามว่าเป็นยอดฝีมืออันดับสูงสุดของแผ่นดินต้าหลิงเรา ทั้งสิบห้าคนมีพลังฝีมือใกล้เคียงกัน ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครเป็นอันดับหนึ่งจึงได้รับตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งร่วมกันทั้งสิบห้าคน” แม่นางหยาง

“เป็นเช่นนั้นเอง...อย่าบอกนะว่า.....” เมื่อถังเฟยหู่คิดตามคำพูดของนางก็ได้คำตอบออกมาทันทีว่าผู้อาวุโสตรงหน้าคงไม่ธรรมดาเป็นแน่

“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ท่านผู้อาวุโสโจ้วซือนั้นถูกจัดอยู่ในหกจอมยุทธ์ ประมุขแห่งพรรคกระยาจกซึ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ฉายาในยุทธภพมีนามว่าขอทานเทพยาดา” แม่นางหยางกล่าวแนะนำชายชราด้านข้างด้วยความเคารพอยู่หลายส่วน

“ฮ่าๆๆ ยอดฝีมืออันใดกัน ข้าก็แค่ขอทานผู้หนึ่งเท่านั้น” ชายชรายิ้มให้แก่เด็กน้อยทั้งสองคนด้วยความเอ็นดู “พวกเจ้าทั้งสองผ่านพ้นคราวเคราะห์มาแล้วก็นับว่าเหมือนเกิดใหม่เลยละนะ”

“ขอบคุณผู้อาวุโสอีกครั้งที่ช่วยเหลือ” ถังเฟยหู่เอ่ยขอบคุณอีกครั้งหนึ่งอย่างจริงใจ “ว่าแต่ท่านผู้อาวุโส...ทำไมท่านถึงได้เดินทางมายังโพ้นทะเลเช่นนี้ละครับ” ถังเฟยหู่กล่าวถามด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจจริงๆว่าผู้โด่งดังเช่นนี้มาทำอะไรยังที่หากไกลอย่างเมืองฟูเจี้ยน

“ข้าก็แค่ขอทานที่ชอบท่องเที่ยวน่ะ! มันน่าตื่นเต้นจะตายไปที่ได้ไปค้นพบเรื่องราวใหม่ๆ ได้พบเจอผู้คนที่ยังไม่เคยรู้จัก แม้แต่อาหารที่ไม่เคยกินก็ยังมีอีกมากมาย พวกเจ้าไม่เคยได้ยินเช่นนั้นหรือว่าการผจญภัยไม่มีที่สิ้นสุด ข้านั้นชมชอบเรื่องตื่นเต้นต่างๆมากมาย” โจ้วซือกล่าวอย่างยิ้มแย้มชอบใจ เขาช่างต่างจากผู้อาวุโสทั่วๆไปที่มักจะสำรวมท่าทีไว้จริงๆ เขามักแสดงท่าทางขี้เล่นดุจเด็กน้อยออกมาเสมอ

“ถ้าท่านชอบตามหาสิ่งใหม่ๆ อย่างงั้นท่านเคยได้ลองกินอาหารเลิศรสประจำสกุลถังแล้วหรือยัง?” ถังเฟยหู่กล่าวถามต่อชายชรา เขาต้องการที่จะตอบแทนชายชราโจ้วซือบ้างเพื่อตอบแทนน้ำใจที่เขาได้ช่วยชีวิตของตนไว้ ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแต่นับว่าอย่างน้อยก็ได้ตอบแทนบ้างแล้ว

“อาหารเลิศรสอันใด มันอร่อยหรือไม่!” ชายชราถามด้วยแววตาคาดหวัง ถังเฟยหู่จึงได้ตอบกลับไปยังชายชราผู้นั้นในทันที “อาหารจานนี้มีชื่อว่ามังกรดิน! แต่ข้าน้อยไม่ทราบว่าผู้อาวุโสจะกล้ากินหรือไม่” ถังเฟยหู่กล่าวถามต่อชายชราตรงหน้าด้วยท่าทีกำลังขบคิดบางอย่างอยู่ แต่เมื่อเขามองไปทางแม่นางหยางก็หัวเราะออกมาอย่างช่วยเขาไม่ได้ สหายของตนผู้นี้คงจะไม่สามารถกินอาหารจานนี้ได้อย่างแน่นอน

“เจ้ามีอันใดกันถึงได้หัวเราะออกมา! หน้าข้าตลกมากหรืออย่างไร?” แม่นางหยางกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจที่คนตรงหน้านี้อยู่ๆก็หัวเราะใส่นาง

“หึๆ ข้าว่าเจ้าคงไม่กล้ากินสิ่งนี้” ถังเฟยหู่กล่าวท้าทาย

“มีอันใดไม่กล้า! ไหนเจ้าลองทำมาสิ ข้าจะกินให้เจ้าดู!” แม่นางหยางกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ต่อคนตรงหน้า นางหมั่นไส้จนอยากจะทุบชายหนุ่มคนนี้ให้แบนติดไปเลยเสียทีเดียว คนผู้นี้ชอบกลั่นแกล้งผู้คนเสียจริง

“ได้! ตกลงตามนี้ ขอให้ผู้อาวุโสโจ้วรอสักครู่ ข้าขอไปเตรียมการสักหน่อย” ถังเฟยหู่กล่าวเสร็จก็ได้เรียกเข็มดำของตนเองออกมา ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ซัดเข็มนั้นพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับด้ายปราณสีแดง เข็มดำได้พุ่งทะลุร่างของนกตนหนึ่งที่กำลังบินอยู่อย่างแม่นยำ นกตนนั้นตายไปและร่วงหล่นลงจากฟ้าในทันที ถังเฟยหู่กระตุกมือและดึงด้ายปราณกลับเข้าสู่ตัว นกน้อยตนนั้นได้เข้าสู่มือของเขาอย่างแม่นยำ

จากนั้นถังเฟยหู่จึงค่อยใช้ลมปราณของตนเองถอนขนทั้งหมดบนร่างเจ้านกตัวนั้นออกไปจนหมดในชั่วพริบตา เขาได้พุ่งทะยานออกไปหาสมุนไพรเพิ่มเติมตรงบริเวณป่ารอบๆซึ่งไม่ไกลจากจุดที่แม่นางหยางและโจ้วซืออยู่

เขาได้เก็บดอกเกลือและต้นพวงดำกลับมาด้วย ดอกเกลือนั้นมีดอกเป็นสีขาวและเกษรของมันมีรสเค็มซึ่งเป็นที่มาของชื่อดอกเกลือ ส่วนต้นพวงดำอีกหนึ่งอย่างที่เขาเก็บมาด้วยนั้นเป็นต้นที่มีลักษณะเป็นพวงสีดำ เมื่อนำพวงสีดำเหล่านั้นมาบ่นก็จะได้เครื่องปรุงซึ่งมีรสเผ็ดร้อน เมื่อเก็บของทั้งสองได้เสร็จเขาก็ได้เดินกลับมายังที่สหายของตนพักอยู่

เมื่อมาถึงแล้วเขาก็ได้เรียกทาสอสูรตะขาบน้ำแข็งของตนเองออกมาท่ามกลางความสงสัยของแม่นางหยางและโจ้วซือว่าเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ ในตอนนั้นเองที่ตะขาบน้ำแข็งส่งเสียงแปลกประหลาดออกมา จากนั้นถังเฟยหู่ก็ได้ขุดหลุมขึ้นที่ตรงพื้นด้วยความรวดเร็วจากนั้นจึงค่อยนำสมุนไพรที่ได้มาทั้งสองทาไว้ที่ด้านในและนอกของตัวนกที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

ถังเฟยหู่ได้หันรูกรวงของนกที่ทำการนำอวัยวะภายในออกหมดแล้วลงไปยังดิน จากนั้นเขาจึงค่อยปิดกลบหลุมนั้นเสีย ส่วนตะขาบน้ำแข็งก็ยังส่งเสียงแปลกประหลาดออกมาไม่หยุดอีกหลายช่วงลมหายใจค่อยหยุดลง จากนั้นชายหนุ่มจึงค่อยขุดตัวนกนั้นขึ้นมาจากนั้นก็ใช้เถาวัลย์ในบริเวณใกล้เคียงมัดปิดรูที่ก้นของนกตัวนั้นอย่างรวดเร็ว ร่างของนกตัวนั้นขยับยุบยับอย่างแปลกประหลาดจนคนทั้งสองซึ่งกำลังชมอยู่รู้สึกแปลกใจ โดยเฉพาะแม่นางหยางที่อยู่ๆก็ขนลุกที่บริเวณคออย่างไม่ทราบสาเหตุ...

ถังเฟยหู่ได้นำใบไม้จำนวนมากมาห่อหุ้มนกตัวนั้นไว้จากนั้นจึงค่อยใช้ดินพอกโดยรอบตัวนกนั้น เขาได้ไปนำกองฟืนจำนวนมากมาสุ่มบริเวณรอบๆนกที่ถูกห่อไว้อย่างมิดชิดตัวนั้น ไม่นานนักเขาก็ได้จุดไฟขึ้นมาเพื่อเผาผลาญนกตัวนั้น

รอเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ถังเฟยหู่ก็ได้ใช้ลมปราณของตนเองผลักดันกองฟืนนั้นให้ออกไปเพื่อที่จะหยิบจับนกที่เขาได้เผาไฟเอาไว้ เขาได้ถือนกห่อดินตัวนั้นเดินไปหาคนทั้งสองที่กำลังรอรับประทานอยู่

“เหอะ! นี่เหรอมังกรดิน เจ้าทึ่ม! มันก็แค่นกอบธรรมดาๆเอง นี่เหรอคืออาหารประจำสกุลถัง ของแบบนี้จะหากินที่ไหนก็ได้ในแผ่นดิน! ไม่เห็นจะวิเศษวิโสอันใด” แม่นางหยางกอดอกพูดอย่างดูถูกสหายของตน แต่เฒ่าโจ้วกลับต่างออกไป ดูเหมือนเขาจะสนใจสิ่งที่อยู่ในกองดินที่ห่อไว้นี้เป็นอย่างมาก

ถังเฟยหู่เมื่อเห็นสหายตนเองทำท่าดูถูกเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา เขาได้ใช้มือบีบดำที่พอกอยู่จนแตกออกจากกัน ตอนนั้นเองปรากฏใบไม้ซึ่งห่อนกตัวนั้นไว้ เขาได้แกะห่อใบไม้ออกไปอย่างรวดเร็ว และตอนนั้นเองที่นกอบซึ่งมีสีดำสนิทอย่างแปลกประหลาดปรากฎสู่สายตาของแม่นางหยางและโจ้วซือ

ในคราแรกแม่นางหยางนึกว่านกสีดำตัวนี้ก็คือมังกรดินที่ถังเฟยหู่กล่าวถึง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขายังจับตัวนกฉีกทิ้งออกไปจนแม่นางหยางถึงกับทำหน้างุนงงว่าถังเฟยหู่กำลังทำอะไรกัน นกตัวนี้ไม่ใช่อาหารค่ำของพวกเขาหรืออย่างไร แต่แล้วความจริงก็ได้ปรากฏขึ้นในมือของชายหนุ่ม

แม่นางหยางเมื่อเห็นของในมือของชายหนุ่มก็หน้าตาซีดเซียว ปากสั่นจนแทบพูดไม่ออกเลยที่เดียว ในมือของชายหนุ่มคือก้อนสีดำบางอย่างซึ่งเมื่อสังเกตดีๆจะพบว่าพวกมันคือสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่รวมกลุ่มเกาะกันจนเป็นก้อน พวกมันถูกเผาเสียจนแข็งกรอบอยู่ภายในตัวนกนั้น

“มะ..มันคือตัวอะไรกัน!” แม่นางหยางเอ่ยถามเสียงสั่น

“ฮ่าๆๆๆ ที่แท้มังกรดินนี้ก็คือตะขาบนี่เอง!” โจ้วซือหัวเราะร่าอย่างชอบในใจ ของสิ่งนี้ช่างแปลกใหม่สำหรับเขาจริงๆ เขาไม่เคยได้กินตะขาบมาก่อน ช่างน่าตื่นเต้นและท้าทายเป็นอย่างมาก

“ผู้อาวุโสพูดได้ถูกต้องแล้ว! นี่ก็คือมังกรดิน พวกมันเมื่อมองผ่านๆก็ราวกับเป็นมังกรบนฟ้าใช่ไหมละ หากแต่แค่พวกมันอยู่บนดินก็เท่านั้นเอง! อาหารจานนี้เป็นท่านตาของข้าเคยทำให้กินในตอนที่ออกไปเก็บสมุนไพรบนเขาด้วยกัน” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมรอยยิ้มเมื่อนึกถึงครอบครัวอันเป็นที่รักและช่วงเวลาที่มีความสุขของตน

“มะ..มันมีพิษไม่ใช่หรือ! แล้วจะกินยังไงเล่าเจ้าทึ่ม!” แม่นางหยางกล่าวถามอย่างกล้าๆกลัวๆเมื่อมองไปยังก้อนดำในมือของชายหนุ่ม

“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก เจ้าคงเห็นนกที่ห่อหุ้มตะขาบเหล่านี้ไว้ก่อนหน้านี้สินะ ที่ผิวของนกเป็นสีดำนั่นก็เพราะว่าพวกตะขาบเป็นๆด้านในเมื่อถูกความร้อนก็ดิ้นรนหาทางรอดและก่อนตายก็ได้กัดไปยังผิวของนกตัวนี้ มันได้คายพิษทั้งหมดของมันไปยังนกตัวนี้แทน นอกจากนกตัวนี้จะเป็นเหยื่อล่อและที่รองรับพิษของพวกมันแล้ว มันยังทำให้รสชาติของตะขาบเหล่านี้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้แก่แม่นางหยางดูเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นาง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยช่วยเสียเท่าไหร....

เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วก็พบว่าเป็นเวลาใกล้ค่ำเต็มทีแล้ว พวกเขาทั้งสามคนได้รวมตัวกันอยู่ตรงลานว่างตรงกลางนั้น พวกเขาได้ก่อกองไฟหนึ่งขึ้นพร้อมๆกับที่ถังเฟยหู่ได้แจกจ่ายมังกรดินนี้ให้แก่ทุกคนโดยเขาได้ใช้ใบไม้ต่างชาม เมื่อทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพก็เป็นช่วงกลางคืนแล้ว

“บรรยากาศเช่นนี้ช่างงดงามเหลือเกิน” เฒ่าโจ้วเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองดวงดาราบนท้องฟ้า มันช่างงดงามเป็นอย่างมาก เมื่อถังเฟยหู่และแม่นางหยางได้ยินเช่นนั้นจึงได้มองขึ้นไปบนฟ้าเพื่อมองด้วยเช่นกัน พวกมันสวยงามราวกับทะเลดวงดาวซึ่งเต็มไปด้วยดวงแสงของดาราอันงดงาม

สหายทั้งสองได้มองท้องฟ้าอันงดงามนี้ด้วยดวงตาที่สงบและเป็นสุข หลายวันมานี้พวกเขามัวแต่อยู่ในวังวนของการต่อสู้และแย่งชิงจนละเลยสิ่งงดงามรอบๆตัวไปหลายอย่าง บางทีความสุขก็เกิดได้จากสิ่งง่ายๆเช่นนี้

โจ้วซือเมื่อเห็นดังนั้นก็ยิ้มแย้มออกมาและได้หยิบจอกเหล้าสามใบออกมา ชายชราได้แจกจ่ายจอกเหล้าให้แก่หนุ่มสาวทั้งสองคนพร้อมกับนำเหล้าในน้ำเต้าที่พกติดตัวไว้ให้แก่คนทั้งสองอีกด้วย

“พวกเจ้าลองดื่มดูหน่อยเป็นอย่างไร การดื่มสุราท่ามกลางหมู่ดาวเช่นนี้ก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งเช่นกันนะ ฮ่าๆๆๆ แล้วเจ้าละไอ้หนู ทำไมถึงยังใส่หน้ากากไว้อยู่ละ แล้วเจ้าจะดื่มกินได้อย่างไร ฮ่าๆๆๆ” โจ้วซือ

“หากผู้อาวุโสไม่เตือน ข้าก็คงจะลืมไปแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มพร้อมกับจับไปยังหน้ากากของตนเองและสลายเป็นกลับกลายเป็นอสรพิษมรกตที่ด้านข้าง เผยโฉมหน้าอันหล่อเหลาของตนออกมาสู่สายตา ดวงตาสีเขียวและฟ้าสองช่างดูลึกลับเป็นอย่างมาก

“โอ้! ดวงตาสองสีเช่นนี้ เจ้ามีพลังสายเลือดสองประเภทจริงๆด้วยสินะ” โจ้วซือกล่าวพร้อมกับลูบคางไปด้วย ดูไปแล้วราวกับเซียนในภาพวาดเลยทีเดียว ต่างกันก็แค่โจ้วซือกลับใส่ชุดขอทานขาดๆเท่านั้นเอง

ถังเฟยหู่ได้มองภาพสะท้อนของตนเองในจอกเหล้าในมือก็พบเห็นดวงตาข้างซ้ายของตนเองเป็นสีฟ้าจริงๆ แม้เขาจะพบว่าตาข้างนี้ของเขากลับมามองเห็นนอนแล้ว แต่ก็ไม่นึกเลว่ามันจะมีสีที่แปลกประหลาดเช่นนี้

“จริงสิ! พวกเจ้ายังไม่ได้บอกชื่อของพวกเจ้าแก่ข้าเลยนะ” เฒ่าโจ้วกล่าวขึ้นมาอย่างยิ้มๆ หนุ่มสาวพวกนี้ดูไปแล้วต้องไม่ธรรมดา ไม่แน่ว่าอาจจะสร้างความตื่นเต้นให้เกิดขึ้นในยุทธภพอันน่าเบื่อนี้ก็ได้ เขาอยากจะจดจำคนทั้งสองไว้

“เสียมารยาทแล้ว ข้าน้อยมีนามว่าถังเฟยหู่ครับผู้อาวุโส”

“ส่วนข้ามีนามว่าหยางมี่....เอ่อ ข้าไม่กล้าโป้ปดต่อหน้าผู้อาวุโส ที่จริงแล้วข้าเป็นสตรี...แต่เพื่อความสะดวกในการท่องยุทธภพจึงได้แต่งตัวเป็นชาย ขออภัยที่หลอกลวงท่าน” หยางมี่กล่าวอย่างเก้ๆกังๆ แต่โจ้วซือก็ยิ้มรับไว้โดยไม่ถือโทษโกรธอันใด ที่จริงเขาก็ทราบแต่แรกแล้วว่านางเป็นหญิง แต่เรื่องราวเช่นนี้ก็มีทั่วไป สตรีนางหนึ่งจะท่องเที่ยวไปทั่วก็ดูจะถูกจับเป็นเป้าสายตาเกินไป กายแต่งกายเป็นบุรุษเป็นเรื่องทั่วไปของชาวยุทธ์หญิงในยุทธภพ

ถังเฟยหู่เองก็ตั้งใจฟังชื่อที่แท้จริงของนางไว้เช่นกัน นั่นก็เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาเขาก็ยังไม่ทราบนามจริงๆของนางสักที เขากับนางได้มีสัญญาต่อกันว่านางจะบอกชื่อของนางแก่เขาเช่นกัน แต่การได้รับรู้เช่นนี้ก็ถือว่านางก็ได้รักษาสัญญากับเขาทางอ้อมแล้ว

“ฮ่าๆๆ วันนี้ข้าช่างโชคดีนักที่ได้มารู้จักคนน่าสนใจเช่นพวกเจ้าในที่ห่างไกลเช่นนี้ หากคนเรามีวาสนาต่อกัน แม้อยู่ห่างไกลนับพันลี้ก็ย่อมมีวันได้พบกัน การพบพานกับพวกเจ้านับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่งเช่นกัน เอ้า! ดื่ม!” เฒ่าโจ้วยกจอกเหล้านั้นขึ้นมาดื่มทันที ซึ่งหนุ่มสาวทั้งสองเมื่อเห็นดังนั้นแล้วจึงได้ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มเช่นกัน

หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ได้ลองลิ้มลองมังกรดินในมือพร้อมกับเหล้าของเฒ่าโจ้วไปด้วย ซึ่งเฒ่าโจ้วหัวเราะชอบใจกับรสชาติอันพิสดารและอร่อยของมังกรดินนี้เป็นอย่างมาก ส่วนแม่นางหยางที่ตอนแรกไม่กล้ากินก็ได้ลองลิ้มลองด้วยคำยุยงของโจ้วซือไปอย่างงั้น และเมื่อนางได้ลองกินมันเข้าไปแล้วก็พบว่ามันอร่อยเป็นอย่างมาก ทั้งสามคนได้ดื่มกินมื้อค่ำท่ามกลางมวลหมู่ดาวอันงดงามช่างเป็นความสุขที่ยากจะบรรยายจริงๆ โจ้วซือแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคใหญ่และยอดฝีมือสูงสุดของแผ่นดิน แต่ลาภยศสรรเสริญใดๆล้วนไร้ค่า เขาแค่มีความสุขกับเรื่องง่ายๆที่พบเจอในทุกวัน เฒ่าโจ้วช่างแตกต่างจากผู้คนโดยทั่วไปอย่างแท้จริง ราวกับเป็นเทพเซียนที่อยู่เหนือความโลภทั้งหลายในใจ สมดั่งชื่อฉายาที่ผู้คนเรียกเขาเสียงจริงๆ ขอทานเทพยดา โจ้วซือ

ความคิดเห็น