เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 32 ดวงตาเซียนพยัคฆ์

ชื่อตอน : บทที่ 32 ดวงตาเซียนพยัคฆ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 436

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 12:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 32 ดวงตาเซียนพยัคฆ์
แบบอักษร

กร็อบ

เสียงไม้แตกหักดังสนั่นไปทั่วทั้งตำหนักพยัคฆ์ขาวแห่งซีหนาน ชายหนุ่มเฟิงหงหู่เร่งรีบพุ่งทะยานออกไปยังที่ต้นกำเนิดเสียงนั้นทันที เมื่อเข้าไปในห้องโถงนั้นก็พบกับเฟิงหมิงซึ่งเป็นลุงของเขานั่งอยู่ตรงเก้าไม้ตัวหนึ่ง ในมือของผู้เป็นลุงคือพนักแขนของเก้าอี้ไม้ที่ถูกบีบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ สายตาของเฟิงหมิงนั้นดูตกตะลึงเป็นอย่างมาก

เฟิงหมิงหันไปมองทางทิศตะวันตกอย่างไม่วางตา เขาลุกขึ้นมาและจับจ้องไปทางนั้น หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในเวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ หัวใจของเขาบีบรัดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดและคะนึงหา ความรู้สึกเมื่อก่อนหน้านี้ยังคิดว่าตนเพียงรู้สึกไปเอง แต่คราวนี้ไม่ใช่อย่างแน่นอน

เขาสามารถสัมผัสได้ถึงสายเลือดเซียนพยัคฆ์ของตนเองที่สั่นสะท้าน ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ผิดอย่างแน่นอน เขาสัมผัสได้ถึงการตื่นขึ้นของสายเลือดเซียนพยัคฆ์อีกหนึ่งจากทางตะวันออกของแคว้นซีหนาน ทุกคนในตระกูลเฟิงต่างก็อยู่ในแคว้นซีหนานทั้งนั้น หากจะมีคนที่อยู่ด้านนอกนั้นก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

ใบหน้าของเฟิงหมิงเปล่งประกายความยินดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาปลดปล่อยประกายแสงอัสนีสั่นสะท้านออกไปรอบด้าน เขาพุ่งทะยานออกไปด้วยความรวดเร็วที่แม้แต่ใครก็ไม่สามารถมองตามได้ทัน แรงกระแทกจากความเร็วที่เฟิงหมิงหลงเหลือไว้นั้นบังเกิดแรงปะทะเข้ากับสายลมจนพัดพาข้าวของหรือแม้แต่อาคารต่างๆภายในตำหนักจนบังเกิดความเสียหายขึ้น แม้แต่เฟิงหงหู่ผู้เป็นหลานยังถูกพัดพาจนกระเด็นไปหลายตลบแล้วค่อยกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรง

แต่เฟิงหมิงพุ่งทะยานออกไปได้ไม่ทันเท่าไหร ร่างของเขาก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นเข้าไปจนถึงกระดูกของเขา การเคลื่อนไหวแม้แต่ความคิดก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัดจนเฟิงหมิงต้องหยุดลงบนพื้นที่ลานกว้างหนึ่งภายในตำหนัก เฟิงหมิงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ถูกขัดขวางไว้เช่นนี้ และเมื่อมองไปก็พบเห็นคนผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าคล้ายเขาอยู่หลายส่วน คนผู้นี้คือน้องชายต่างมารดาของตนเอง เฟิงอิงหู่

ดวงตาของเฟิงอิงหู่ปลดปล่อยประกายแสงสีฟ้าเยือกแข็งมาทางตน ที่ด้านหลังของเฟิงอิงหู่มีมายาปราณรูปพยัคฆ์ขาวอันหนาวเหน็บอยู่ที่ด้านหลัง นี่เป็นหนึ่งในวิชาดวงตาประจำตระกูลเซียนพยัคฆ์สามตา วิชาสายเลือดอันสุดหนาวเหน็บ สามสามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งห้วงความคิดของคนผู้หนึ่ง

เฟิงหมิงไม่ยินยอมถูกแช่แข็งเช่นนี้ง่ายๆ เขาต้องการเดินทางไปทางตะวันออกให้เร็วที่สุดก่อนที่ความรู้สึกถึงสายเลือดนี้จะจางหายไป ดวงตาของเฟิงหมิงปลดปล่อยประกายแสงสีฟ้าอัสนีบาตของตนออกมาขึ้นต่อต้าน เพียงการมองเพียงปราดเดียวก็สามารถเผาทำลายห้วงความคิดของคนผู้หนึ่งให้เป็นจุลราวกับอัสนีบาต

เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นเอง หนึ่งสายฟ้าและหนึ่งความเย็บเยียบได้ต่อต้านกันกลางอากาศจนเกิดแสงประกายสีฟ้าเจิดจ้า ราวกับเปลี่ยนโลกนี้ให้กลับกลายมีแต่แสงสีฟ้าสองสีนี้ การปะทะกันของสองอำนาจได้ดึงดูดผู้คนทั้งหมดในตำหนักพยัคฆ์ขาวให้ออกมาชมเรื่องราวการทะเลาะกันของสองพี่น้องนี้

แต่แล้วการต่อสู้ของทั้งสองก็ได้หยุดลง ในตอนนั้นเองที่ได้มีมือที่สามเข้ามาสอดแทรกการต่อสู้ของทั้งสอง อากาศถูกแหวกออกจนเป็นทางและตัดผ่าการปะทะกันของสองวิชาดวงตาที่กลางอากาศนั้น และเมื่อมองไปทางต้นกำเนิดพลังอันแหลมคมนั้นก็ได้พบเข้ากับบุรุษอีกคนหนึ่งที่ได้เข้ามาหยุดทั้งสองไว้ คนผู้นี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเฟงิหมิงและเฟิงอิงหู่ เป็นผู้สืบทอดสายเลือดเซียนพยัคฆ์สามตาอีกคนหนึ่งซึ่งวิชาของเขาเพียงหนึ่งการมองก็สามารถผ่าแยกอากาศออกเป็นเสี่ยงๆด้วยความรวดเร็วและความรุนแรงดุจพายุ ในตอนนี้สายเลือดทั้งสามแห่งท้องนภาได้มาอยู่รวมกัน

เฟิงหมิงแห่งอัสนี เฟิงอิงหู่แห่งพิรุณ และสุดท้ายก็คือผู้ที่ได้มาหยุดการต่อสู้ของทั้งสองเอาไว้ เฟิงหยุนแห่งวายุ เหล่าผู้เยาว์ของตระกูลเฟิงต่างมองทั้งสามด้วยแววตาอันเลื่อมใส ทั้งสามคือผู้มีพลังสูงสุดในตระกูลเซียนพยัคฆ์สามตา รวมกันเป็นวิชาดวงตาทั้งสามแห่งท้องฟ้าของเซียนพยัคฆ์

“พี่ใหญ่! ท่านต้องการอะไรกันแน่ถึงได้รีบร้อนจากไปโดยไม่บอกกล่าวสักคำ ท่านยังเห็นตำแหน่งของอ๋องของตระกูลอยู่ในสายตาหรือไม่!” เฟิงอิงหู่ตะโกนก้องออกมาใส่เฟิงหมิงด้วยความไม่พอใจ “หากอ๋องแห่งแคว้นหายตัวไป ท่านคิดว่าราษฎรจะตกอยู่ในความรู้สึกเช่นใด ท่านเคยมีความรับผิดชอบในฐานะผู้ครองแคว้นหรือไม่!” เฟิงอิงหู่ชี้หน้าด่าพี่ชายของตนโดยไม่มีการไว้หน้าใดๆทั้งสิ้น

“เอาน่าพี่รอง ท่านอย่าว่าพี่ใหญ่เช่นนี้เลย มีอะไรก็ค่อยๆคุยกัน อย่าใช้กำลังเข้าตัดสินกันเช่นนี้เลย” เฟิงหยุนผู้มีนิสัยไม่ถือตัวและทำตัวตามสบายตามชื่อของตนดุจดั่งก้อนเมฆขาวสะอาดไร้เรื่องราวใดๆได้อ่ยขึ้นเพื่อยุติการทะเลาะกันของพี่น้อง

“ข้า...สัมผัสได้ถึงบุตรชายข้า! สายเลือดของเขาได้ตื่นขึ้นแล้ว ข้าสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงตัวตนของเขา! พวกเจ้าอย่ามาขัดขวางข้าดีกว่า ครอบครัวของพวกเจ้านั้นยังอยู่ดีมีสุข จะมาเข้าใจความรู้สึกของข้าได้อย่างไร! เจ้าเคยทุกข์ทรมานเพราะความคิดถึงคนผู้หนึ่งตลอดเวลาสิบกว่าปีหรือไม่! เจ้าเคยได้ให้กำเนิดบุตรชายผู้หนึ่งแต่ไม่เคยได้เลี้ยงดูหรือพบหน้าตลอดสิบกว่าปีหรือไม่! เหอะ! พวกเจ้าย่อมไม่เคยอยู่แล้ว พวกเจ้าไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของข้าหรอก!” เฟิงหมิงตะโกนด่าพี่น้องทั้งสองของตนตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ความเจ็บปวดของเขายากที่ใครจะมาเข้าใจได้

“แต่ท่านก็ไม่ควรทำเช่นนี้! ท่านเคยนึกถึงผลที่ตามมาหรือไม่?” เฟิงอิงหู่เอ่ยถามออกมาจนเฟิงหมิงไม่รู้จะตอบเช่นใด “หึ! ท่านย่อมไม่เคยนึกถึงอยู่แล้ว นอกจากท่านจะออกไปตามหาบุตรชายโดยไร้จุดหมายแล้ว ท่านจะไปตามหาเขาที่ไหน? ไปตามหาเขาถึงไหนกัน? หากเขาไม่ได้อยู่ภายในแคว้นของเราละ ท่านจะทำอันใดต่อไป? ท่านก็คงคิดจะบุกเข้าไปในแคว้นอื่นโดยพลการ หากเป็นคนธรรมสามัญย่อมไม่เท่าไหร แต่ท่านถึงกับเป็นไป๋หู่อ๋อง องค์ชายพยัคฆ์แห่งต้าหลิง เป็นตัวแทนของแคว้นซีหนาน การกระทำของท่านก็เท่ากับการกระทำของแคว้น หากเป็นเรื่องครอบครัวแล้วท่านก็จะทำการต่างๆไปโดยไม่สนสิ่งใดเหมือนที่แล้วมาสินะ การที่ท่านเข้าไปก่อความวุ่นวายในแคว้นอื่นก็เหมือนกับการก่อสงครามระหว่างแคว้นกรายๆ ท่านคิดจะสร้างความลำบากให้คนกี่แสนคนเพื่อแลกกับโอกาสการพบหน้าบุตรชายของตนกัน!”

คำพูดของเฟิงอิงหู่ดุจดั่งน้ำเย็นสาดใส่หัวของเฟิงหมิงจนได้สติขึ้นมา เฟิงหมิงได้ลดพลังของตนเองลงจนอยู่ในสภาวะปกติ พี่น้องเขาเขาทั้งสองเองเมื่อเห็นพี่ใหญ่ได้ทำเช่นนั้นไปก็ได้ลดพลังของตนเองไปด้วยเช่นกัน ซึ่งในตอนนั้นเองที่เฟิงหงหู่ที่ได้สติก็ได้ตามมาทันและได้ฟังเหตุการณ์ทั้งหมดจนเข้าใจแล้วจึงได้เดินออกมาข้างหน้าและเอ่ยขึ้น

“ท่านลุง งั้นเป็นเช่นนี้แล้วกัน ท่านให้ข้าและทหารจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าออกไปทางตะวันออกเพื่อตามหาพี่ใหญ่เฟยหู่เป็นอย่างไร หากใช้ข้ออ้างว่าข้าต้องการท่องเที่ยวแล้วเข้าไปในแคว้นอื่นก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้” เฟิงหงหู่กล่าวความคิดของตนออกมาซึ่งเมื่อสามพี่น้องได้ฟังแล้วก็รู้สึกเห็นด้วยกับความคิดเช่นนี้

เฟิงหมิงยกนิ้วชี้ของตนเองออกมาและสกัดสายเลือดเซียนพยัคฆ์หนึ่งหยดออกมาจากนั้นจึงนำเข็มทองเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เข็มเล่มนี้คือสิ่งที่ภรรยาของเขาเคยใช้ปักผ้าในสมัยก่อนตอนที่ยังอยู่ร่วมกัน เป็นของดูต่างหน้าเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยังหลงเหลืออยู่และเฟิงหมิงพกสิ่งนี้ติดตัวมาตลอดหลายปี

ในมือซ้ายของเขาคือหยดเลือดของตน มือขวาคือเข็มทองของภรรยาตน เฟิงหมิงปลดปล่อยปราณอัสนีสีฟ้าวิ่งพล่านอยู่บนฝ่ามือทั้งสองและเผาไหม้ของทั้งสองสิ่งที่อยู่ในมือจนเดือนพล่านแล้วจึงค่อยนำมารวมกันตรงกลาง จากนั้นเขาจึงค่อยบีบอัดของสองสิ่งให้หลอมรวมกลายเป็นหยึ่งเดียวและยืดออกจนกลายเป็นเข็มเล่มใหม่ที่ทอแสงสีแดงด้วยความร้อนระอุของโลหะ เฟิงหมิงย้ายเข็มร้อนแดงนั้นมาไว้ที่มือซซ้ายจากนั้นรวบรวมพลังไว้ที่นิ้วชี้ในมือขวาและสลักอาคมระดับหกลงไปบนนั้นในตอนที่โลหะยังไม่เย็นตัวลง และเพียงเวลาไม่นานเข็มนั้นก็ได้เย็นตัวลงในมือของเขา

เข็มเล่มใหม่ที่ปรากฏขึ้นในมือของเฟิงหมิงคือเข็มสีทองอมแดงที่วิ่งหมุนไปมาบนมือของเฟิงหมิงราวกับพายุ จากนั้นมันก็จึงค่อยหยุดลงและชี้ไปยังทิศตะวันออก เฟิงหมิงยิ้มออกมาอย่างดีใจที่มันใช้ได้ผล ของสิ่งนี้คล้ายเป็นยันต์อาคมในรูปแบบของเข็ม มีหน้าที่ในการนำทางซึ่งจำเป็นต้องใช้ของที่จำเพาะเจาะจงในการสร้างที่มีความเกี่ยวโยงกับเป้าหมาย เฟิงหมิงเคยสร้างของนำทางเช่นนี้มาหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผลทุกครั้งก็เพราะตัวตนของบุตรของเขานั้นถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิด แม้แต่สายเลือดเซียนพยัคฆ์ยังไม่โผล่หางออกมาแม้เพียงสักเสี่ยวเดียว

ของติดตัวของภรรยาถูกใช้ทดลองทำเช่นนี้ไปมาก เฟิงหมิงเคยเสียเลือดไปหลายหยดจนทุกวันนี้ของๆภรรยาเขาแทบจะไม่เหลืออยู่อีกแล้วในตำหนัก แต่คราวนี้มันกลับใช้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ สายเลือดของบุตรชายตนที่หายสาบสูญไปกลับตื่นขึ้นมาในเวลานี้ ความดีใจของเขานั้นไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างไรดี เฟิงหมิงสะบัดมือออกไปเพื่อส่งเข็มนำทางนี้ไปให้แก่หลานชายของตน เฟิงหงหู่รับเข็มนำทางนี้ไว้ในมือจากนั้นจึงค่อยเก็บมันไว้ในแขนช่องลับในแขนเสื้อของตนเอง

“เฟิงหงหู่จงรับคำบัญชา ข้าให้เจ้าออกเดินทางท่องเที่ยวไปทางตะวันออกและมอบทหารให้แก่เจ้าเพื่ออำนวยความสะดวกหนึ่งร้อยนาย” เฟิงหมิง

เฟิงหงหู่คุกเข่าลงพร้อมกับประสานมือคาราวะ “น้อมรับคำบัญชา!”

ชายหนุ่มผู้เป็นความหวังของสกุลเฟิงได้เตรียมตัวออกเดินทางในทันที ไม่นานนักเหล่าผู้คนที่ได้มาชมการต่อสู้ของสามพี่น้องแห่งนภาก็ได้กระจายตัวหายไปในที่สุด ไม่กี่ชั่วยามต่อมานั้นเองที่หน้าตำหนักพยัคฆ์ขาวก็ได้มีเกี้ยวลวดลายพยัคฆ์ขาวตั้งอยู่ โดยผู้แบกเกี้ยวทั้งสี่ด้านนั้นคือยอดฝีมือที่มีวิชาตัวเบาอันเป็นเลิศ เป็นผู้คนของสกุลเฟิงซึ่งไม่ใช่สายเลือดตรง คนพวกนี้บ้างฝึกวิชาในศาสตร์อัสนีไม่ก็ศาสตร์แห่งวายุจึงทำให้มีวิชาตัวเบาเหนือชั้นกว่าผู้อื่นมากนัก ส่วนด้านหลังเกี้ยวพยัคฆ์นั้นคือทหารในชุดเกราะสีขาวนับร้อย บนอกของเสื้อเกราะคือตราพยัคฆ์ขาวแห่งตระกูลเซียนพยัคฆ์สามตา ที่ประตูตำหนักนั้นคือชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เต็มไปด้วยแววมาดมั่นและทรนงตนอย่างที่สุด เขาคือเฟิงหงหู่

เฟิงหงหู่เดินอย่างมาดมั่นออกไปด้านหน้ากองกำลังขนาดย่อมจากนั้นจึงค่อยก้าวเดินเข้าไปในเกี้ยวพยัคฆ์ขาว ชายหนุ่มได้เอ่ยสั่งให้ขบวนของตนออกเดินทางในทันที ได้มีทหารห้าสิบนายนำหน้าไปโดยมีคนถือป้ายไม้สลักอักษรทองอยู่สองคน ป้ายแรกสลักไว้ว่าสกุลเฟิง สวนอีกป้ายนั้นคือองค์ชายรอง ลุงของเฟิงหงหู่นั้นก็คืออ๋องผู้ครองแคว้น เปรียบเสมือนกษัตริย์แห่งแคว้นซีหนาน ตำแหน่งที่แท้จริงของเขาก็คือองค์ชายรองแห่งแคว้นซีหนาน

ส่วนทางด้านหลังของขบวนนั้นคือทหารที่เหลืออีกห้าสิบนายโดยมีเกี้ยวพยัคฆ์อยู่ตรงกลางของขบวน ทหารนับร้อยต่างก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียง พื้นปฐพีสั่นสะเทือนไปตามการเคลื่อนเท้าของทหารทั้งร้อยชีวิต สร้างความน่าเกรงขามของสกุลเฟิงออกไปทั่ว สำหรับคนในแคว้นซีหนาน สกุลเฟิงก็เปรียบเสมือนนายเหนือหัว ไม่อาจล่วงเกินได้ การเดินทางของเฟิงหงหู่จึงเป็นไปอย่างราบรื่น ตลอดการเดินทางของเขาๆมักจะเรียกเข็มนำทางออกมาเพื่อหาทิศทางที่จะไป

‘พี่ใหญ่...ในที่สุดข้าก็จะได้เจอท่าน’ เฟิงหงหู่คิดในใจพร้อมกับยิ้มออกมาภายในเกี้ยวโดยที่ไม่มีใครเห็น มันช่างเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ลุงของเขามีแผนการจะรวมครอบครัวกลับให้เป็นหนึ่ง แต่เขาเองก็มีแผนการของตัวเองเช่นกัน....

กลับไปทางด้านเจียงหนานในใจกลางป่าอสูร ได้มีร่างของคน...ไม่สิ หากจะนับว่าเป็นคนนั้นก็ไม่ถูกเสียงทีเดียว ทางด้านหนึ่งเป็นอสูรรูปร่างคล้ายมนุษย์ซึ่งมีผิวกายเป็นเกล็ดงูสีดำ หางยืดยาวและหงอนยาวแหลม อีกทางด้านหนึ่งนั้นดูคล้ายมนุษย์มากกว่านักแต่ผมของคนผู้นี้เป็นสีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะ เล็บมือกลับกลายเป็นเหมือนปีศาจเสียหลายส่วน สวมใส่หน้ากากปีศาจซึ่งครึ่งซีกขวาบนแตกออกจนสามารถเห็นดวงตาสีเขียวภายใต้หน้ากากนั้นได้อย่างชัดเจน หากแต่แววตานั้นราวกับไม่ใช่ของมนุษย์ธรรมดา มันมีแต่ความบ้าคลั่งและความอำมหิตดุจดั่งสัตว์ร้ายตนหนึ่งที่จ้องจะทำลายล้างเท่านั้น ทั้งสองนั้นหนึ่งคือจิ้นฝานแห่งพรรคอสูรและอีกหนึ่งคือถังเฟยหู่แห่งฟูเจี้ยน

“เจ้า! เจ้าเป็นคนซีเซี่ย....แล้วเจ้ามาขัดขวางข้าทำไมกัน!” จิ้นฝานกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยวพร้อมกับย่างสามขุมเข้าไปหาชายหนุ่มเบื้องหน้า คำพูดของจิ้นฝานกระทบเข้าหูของผู้คนทุกคนในนั้นอย่างถนัดถนี่ คนของสกุลถังต่างรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากที่มีคนสายเลือดเดียวลักลอบสมสู่จนเกิดมารหัวขนกับชนซีเซี่ยได้

คนสกุลหลิวที่ยังหลงเหลืออยู่ต่างยิ้มเยาะเหล่าคนสกุลถังที่มีชะตากรรมเช่นนี้ หากเรื่องนี้หลุดรอดออกไปและพิสูจน์ได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนของสกุลถังแห่งฟูเจี้ยน ตระกูลสาขานี้คงไม่อาจอยู่ในเมืองฟูเจี้ยนได้อีกต่อไป ต้องถูกผู้คนสาปแช่งและประณาม

แต่จิ้นฝานยังไม่ทันเข้าใกล้ถังเฟยหู่ได้เท่าไหร ร่างของชายหนุ่มผมขาวกลับบังเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาก่อน ดวงตาสีฟ้าข้างซ้ายดันปลดปล่อยแสงสีฟ้าอัสนีอันเจิดจ้าออกมาและชั่วพริบตานั้นเองที่ชายหนุ่มวาดกรงเล็บอันแหลมคมออกไปด้วยความเร็วจนเกิดประกายแสงอัสนีอันเจิดจ้าออกมา

เปรี้ยงงงง!

ห้านิ้วของชายหนุ่มที่วาดออกไปปรากฏแสงอัสนีห้าสายอันน่าหวาดกลัว พลังของศาสตร์อัสนีนี้นับว่าน่ากลัวอย่างน่าเหลือเชื่อ อัสนีสีฟ้านี้เต็มไปด้วยพลังแห่งการทำลายที่น่าหวาดกลัว พลังของศาสตร์อัสนีเต็มไปด้วยพลังโจมตีอันเต็มเปี่ยม พลังที่ถูกกักเก็บมาสิบกว่าปีภายในร่างของชายหนุ่มถูกระเบิดออกมาในคราเดียว พลังของมันไม่อาจดูถูกได้เลยแม้แต่น้อย แม้แต่คนที่อยู่ในขอบเขคก่อเกิดและจิตวิญญาณยังต้องเกรงกลัวอยู่หลายส่วน กับสิ้นฝานที่บาดเจ็บและพลังชีวิตถดถอยเช่นนี้ย่อมไม่อาจทานทนได้

จิ้นฝานที่มีสัญชาตญาณสัตว์จากการหลอมรวมร่างกับทาสอสูรต่างสัมผัสความรู้สึกหวาดกลัวได้อย่างชัดเจน หน้าของเขาขาวซีดและเร่งรีบถอยออกมาอย่างทันท่วงทีพร้อมกับยกแขนทั้งสองขึ้นมาป้องกันอีกชั้นหนึ่ง แต่เมื่อถอยห่างได้หลายก้าวและหยุดลงแล้ว จิ้นฝานก็ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดบนแขนของตนเองและเมื่อมองลงไปก็พบเห็นเกล็ดบริเวณแขนทั้งสองถูกเผาไหม้ทำลายไปด้วยอัสนีสีฟ้าจากกรงเล็บตรงหน้านั้น ขนาดเขาแค่โดนเพียงถากๆยังบาดเจ็บถึงเพียงนี้ ไม่อยากจะนึกเลยว่าเมื่อได้สัมผัสเข้ากับประกายแสงสีฟ้านั้นเข้าอย่างจังจะเกิดอะไรขึ้น....

โฮกกกกกกกกก!

ถังเฟยหู่คำรามก้องสั่นสะท้านไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดทางจนชาวยุทธ์ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่โดยรอบต่างก็ปวดแก้วหูกันระงม ทุกคนต่างก็ต้องเอามือของตนขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้างเพื่อคลายความเจ็บปวดลง ถังเฟยหู่พุ่งทะยานออกไปใส่จิ้นฝานด้วยความเร็วดุจอัสนี เพียงพริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้าของจิ้นฝานจนอีกฝ่ายถึงกับหน้าถอดสีจำต้องเกร็งพลังขึ้นต้านรับและใช้พลังกายาปีศาจหินขึ้นต้านรับ

เคร้งงงงงงง!!

กรงเล็บที่ไร้กระบวนท่าใดๆวาดลงมาใส่ร่างของอสูรร่ายที่ได้เปลี่ยนเกล็ดกายของตนจนกลายเป็นสีน้ำตาลดุจหินผา เล็บปีศาจทั้งที่อัดแน่นด้วยประกายแสงสีฟ้าอันเจิดจ้าของอัสนีเข้าทำลายกับสุดยอดพลังป้องกันของจิ้นฝานที่ผสานเข้ากับพลังของภูษาอสูรเทียมจนแข็งแกร่งเกินคาด

แม้พลังของถังเฟยหู่ยังไม่อาจเทียบเท่ากับแม่นางหยางที่ทุ่มเททุกอย่างให้กับการโจมตีสุดท้ายได้ก็ตาม แต่ก็นับว่ายังสามารถสร้างรอยร้าวเล็กๆขึ้นบนร่างที่แข็งแกร่งดุจหินผานี้ได้อยู่บ้าง แต่ถังเฟยหู่ที่ไร้สติไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขากระหน่ำฟาดกรงเล็บอัสนีเข้าใส่ร่างที่แข็งดุจหินตรงหน้าอย่างไม่หยุดหย่อนจนบังเกิดรอยร้าวขึ้นโดยรอบร่างนั้น

แต่พลังของชายหนุ่มนั้นเป็นพลังเพียงชั่วคราวเท่านั้น ที่เขาใช้อยู่คือพลังที่กักเก็บไว้ในร่างสิบกว่าปีโดยไม่ได้ใช้ พลังนี้ไม่ใช่พลังที่อยู่ฐาวรแต่เป็นพลังที่ใช้แล้วก็หมดไป ยิ่งถังเฟยหู่โจมตีจิ้นฝานมากเท่าไหร พลังของเขาก็ยิ่งลดน้อยถอยลงมากเท่านั้น แต่ก็นับว่ายังสร้างความลำบากให้แก่จิ้นฝานได้อยู่บ้าง เพราะการโจมตีของเขาทำให้จิ้นฝานยิ่งเผาผลาญพลังของตนเองไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นดุจดั่งเทียนไขเล่มหนึ่งที่ถูกเผาผลาญโดยกองไฟมหึมา เทียนไขที่เปรียบเสมือนชีวิตและแหล่งพลังของภูษาอสูรเทียมก็จะหดหายไปรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น จนเมื่อการโจมตีของถังเฟยหู่ได้ถดถอยจนกลับมาเทียบเท่ากับขอบเขตปราณนั่นเองที่ร่างของเขาได้หยุดชะงักการโจมตีไป

นั่นก็เพราะถังเฟยหู่เริ่มได้สติขึ้นมาแล้วหลังจากระบายพลังที่อัดแน่นอยู่ในกายทั้งหมดจนออกไป! ถังเฟยหู่เร่งรีบใช้ท่าเท้าอสรพิษลี้ลับทะยานหนีออกมาเบื้องหลังในทันทีเพราะเขาสังเกตได้ว่าพลังของตนเองไม่เพียงพอต่อการทำร้ายจิ้นฝานอีกต่อไปแล้ว

เมื่อเขาถอยห่างออกมาได้หลายก้าว ถังเฟยหู่ได้สำรวจร่างกายของตนเองที่แปรเปลี่ยนไปเป็นปีศาจร้ายเช่นนี้ เขาพอคาดเดาได้แล้วว่าร่างกายเช่นนี้เป็นเหมือนจิ้นฝานก่อนหน้านี้ที่ได้หลอมรวมกับจิตวิญญาณของตนเอง ภายในชั่วพริบตานั้นในหัวของเขาผูกปมเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ครอบครัวของเขาไม่ชอบให้เอ่ยถึงซีเซี่ย เป็นเหตุผลที่ท่านตาของเขาไม่เคยให้กล่าวถึงเรื่องราวนี้ต่อหน้ามารดาของตนเอง เขาคาดเดาไปต่างๆนาๆในหัวสมองจนยุ่งเหยิงไปหมด หรือว่าบิดาที่แท้จริงของเขาจะมาจากแผ่นดินต้าเซียกัน? แต่ก่อนที่จะคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น ถังเฟยหู่ได้ส่ายหน้าเพื่อไล่ความคิดที่วุ่วายในหัวออกไปและหันกลับไปจ้างทางจิ้นฝานที่เริ่มขยับกาย สิ่งที่ถังเฟยหู่ควรสนใจในตอนนี้คือหนทางในการรอดชีวิตและช่วยสหายของตนให้ออกไปอย่างปลอดภัย

เกล็ดกายของจิ้นฝานกลับกลายเป็นสีดำอีกครั้งหนึ่งโดยรอยแตกร้าวมากมายที่บังเกิดขึ้นบนร่างของเขากลับกลายเป็นรอยแผลจำนวนมากที่มีเลือดจำนวนมากไหลซึมออกมา จิ้นฝานจับจ้องไปทางถังเฟยหู่ด้านหน้าของตนอย่างไม่วางตา

“หึ! ได้สติแล้วอย่างงั้นเหรอ ก็ดี! เทียนเหยา เจ้าอยู่ฝฝั่งไหนกันแน่ เป็นคนต้าหลิงหรือว่าต้าเซี่ย หากเจ้ามีเลือดของคนซีเซี่ยไหลเวียนอยู่ในกายเจ้าก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของข้าสิ! เจ้าสมควรมาช่วยงานพรรคอสูร ไม่ใช่มาต่อต้านเช่นนี้! เจ้าอาจจะต่อต้านชนชาติเดียวกันเพราะมีญาติหรือสหายเป็นคนต้าหลิง แต่เจ้ายังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด! เจ้ายังไม่เคยพบเห็นความจริงของโลกนี้! หากราชสำนักรู้ว่าเจ้าเป็นคนต้าเซี่ยเมื่อไหร คนทุกคนในตระกูลของเจ้าจะตาย แม้แต่คนในเมืองเดียวกันกับเจ้าทั้งหมดก็จะตาย! คนต้าหลิงสามารถที่จะฆ่าเพื่อนร่วมชาติได้แต่ไม่ใช่คนซีเซี่ย! หรือว่าจิตใจของเจ้าก็เป็นเหมือนดั่งคนต้าหลิงที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งชนชาติเดียวกัน!” จิ้นฝานตะโกนออกมาด้วยความไม่เข้าใจ เขาโกรธต่อการกระทำของถังเฟยหู่ที่เขาคิดว่าเป็นคนชาติเดียวกันอย่างมาก

“จะต้าหลิงหรือต้าเซี่ยก็ดี....ข้าไม่สนทั้งนั้น! ความเห็นไม่ตรงกันก็เพราะเพียงยืนอยู่ต่างฝ่าย ข้าไม่สนเรื่องใดนอกจากชีวิตของตัวเอง ครอบครัวและสหายเพียงเท่านั้น! หากเจ้าจะบ้าก่อสงครามมันก็เรื่องของเจ้า อย่าได้เอาข้าเข้าไปเกี่ยว!” ถังเฟยหู่

จิ้นฝานตกตะลึงกับคำพูดของถังเฟยหู่เป็นอย่างมาก จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนสีหน้าเป็นโกรธเกรี้ยว “เจ้ามันก็แค่เนื้อร้ายของต้าเซี่ย! เจ้าพวกความคิดนอกรีตเห็นแก่ตัว ไม่สนแม้แต่คนชนชาติเดียวกันจะเป็นจะตายยังไง! ข้าในฐานะนักรบของต้าเซี่ยจะสำเร็จโทษของเจ้าในวันนี้เอง!” จิ้นฝานไม่พูดพร่ำทำเพลงถีบเท้าด้วยแรงอันมหาศาลพุ่งทะยานออกไปเพียงพริบตาก็อยู่ที่เบื้องหน้าของศัตรู

หมัดของจิ้นฝานใกล้เข้าปะทะเข้ากับใบหน้าของถังเฟยหู่ หากหมัดอันรุนแรงถูกกระทบเข้ากับร่างที่ไร้การป้องกันของถังเฟยหู่อย่างถนัดถนี่ หัวของชายหนุ่มก็คงระเบิดออกไม่ต่างจากการเอาค้อนทุบใส่แตงโมเลยแม้แต่น้อย แต่ในวินาทีแห่งความเป็นตานนั้นเองที่ตาซ้ายของชายหนุ่มรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาราวกับมีสายวิชชุวิ่งพล่านอยู่ภายในพร้อมกับบังเกิดเสียงหนึ่งขึ้นภายในหัวของเขา

ดวงตาเซียนพยัคฆ์...

ความคิดเห็น