เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 29 ภูษาอสูร

ชื่อตอน : บทที่ 29 ภูษาอสูร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 442

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 12:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 29 ภูษาอสูร
แบบอักษร

“เอาละ..เจ้าออกมาจากตัวของเจ้างูนี่จะดีกว่านะเจ้าผู้บงการ...ไม่สิ จิ้นฝาน!” เสียงของเทียนเหยาดังสะท้อนออกไปจนกระทบเข้ากับโสตประสาทของทุกคนในที่แห่งนั้นพร้อมกับคำถามมากมาย พวกเขาต่างมีสีหน้ามึนงงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนผู้หนึ่ง

“จิ้นฝานคือใครกัน?” แม่นางหยางกล่าวถามด้วยความงุนงง

แต่ดูเหมือนชายหนุ่มด้านข้างจะไม่สนใจนางแม้แต่น้อย ทำให้นางรู้สึกไม่พอใจชายหนุ่มด้านข้างเลย นางกอดอกกระทืบเท้า บดขยี้ไปบนพื้นนั้นเพื่อระบายอารมณ์ของตนเอง แม้อยากจะทุบคนผู้นี้สักป้าปหนึ่ง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะนัก หากนางจัดการเจ้าคนด้านข้างนี้ไป นางก็ไม่ได้รู้น่ะสิว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่

ในตอนนั้นเองที่เกิดบางสิ่งขึ้น งูพิษนิลกาฬอ้าปากอันใหญ่โตของมันออกมาจากนั้นก็มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนที่จากในท้องของมันออกมา ผู้คนสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายๆจากผิวหนังของมันที่เคลื่อนที่ไปในลักษณะแปลกประหลาดจากท้องขึ้นมาถึงคอและในที่สุดก็ได้มาถึงปาก

มือของคน

ใช่แล้วมันเป็นมือของคน มือของคนผู้หนึ่งซึ่งเป็นสีน้ำตาลได้จับที่ขอบปากของงูพิษนิลกาฬและเปิดเผยร่างกายของตนให้ผู้คนได้พบเห็น เมื่อคนผู้นั้นออกมาแล้วทุกคนก็สามารถจดจำคนผู้นี้ได้ในทันที ร่างกายแข็งแรงกำยำที่เปลือยท่อนบนและสวมใส่ผ้าโพกหัว คนผู้นี้เป็นใครไม่ได้นอกจากหัวหน้าของกองกำลังผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัด จิ้นฝาน ผิวหนังสีน้ำตาลของเขาที่แข็งแกร่งดุจหินได้กลับกลายเปลี่ยนกลับเป็นสีผิวของมนุษย์ธรรมดาสามัญอีกครั้งหนึ่ง สายตาของจิ้นฝานกลับมองทางเทียนเหยาด้วยความประหลาดใจ

“เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน...ว่าเป็นข้า” จิ้นฝานกล่าวถามด้วยความสงสัย

เทียนเหยาลดกระบี่ของตนลงและมองไปยังใบหน้าของจิ้นฝานด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา “เจ้าเผยตนออกมาโดยไม่รู้ตัว” เขายกฝ่ามือขึ้นมาด้านหน้าและปลดปล่อยปราณพิษสีเขียวเข้มออกมาเป็นควันอยู่บนฝ่ามือ “หนึ่ง เจ้าไม่หวาดกลัวต่อปราณพิษของข้า เจ้านั่นเข้ามาใกล้ตัวข้าระหว่างต่อสู้โดยไม่มีอาการอันใดบ่งบอกว่าโดนพิษของข้าเข้าไป นั่นเป็นข้อสงสัยที่หนึ่ง”

แม่นางหยางดูจะมึนงงอยู่บ้างกับข้อสันนิษฐานของเทียนเหยา“เพียงแค่นั้นอย่างงั้นเหรอ? แล้วมันแปลกอย่างไรกัน? เขาอาจจะมียาแก้พิษหรือไม่ก็ฝึกฝนวิชาสำหรับต่อต้านพิษมาบ้างก็ไม่แปลก” ผู้คนที่ยังรอดชีวิตอยู่นั้นเมื่อได้ฟังคำพูดของนางก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของนาง จะยกเว้นก็เพียงแต่คนสกุลถังเท่านั้น

ซึ่งเทียนเหยาก็เป็นคนสกุลถังเช่นกัน เขาย่อมไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวของนาง เขาหันกลับไปมองแม่สาวด้านข้างก่อนจะกล่าวออกมา “เจ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ของวิชาพิษจึงอาจจะไม่รู้ การรักษาโรคของหมอนั้นจำต้องใช้ยารักษาให้ถูกโรค วิชาในศาสตร์ของพิษก็เช่นกัน จะรักษาพิษก็จำต้องแก้พิษให้ถูกชนิด...แต่จิ้นฝานกลับไม่หวาดกลัวพิษของข้าแม้แต่น้อย เขามาเข้าใกล้ข้าโดยไม่หวาดกลัวพิษ ผิดกับผู้คนโดยทั่วไปยิ่งนัก”

แม่นางหยางพยักหน้าตามแต่ก็มีข้อสงสัยตามมาเช่นกันจึงได้ถามออกไป “แต่เจ้าก็สู้กับคนจากสกุลหลิวกับถัง? เจ้าคนพวกนั้นก็ไม่หวาดกลัวพิษของเจ้า แล้วมันต่างกันอย่างไรเล่า ไหนลองบอกมาสิ”

“เรื่องนี้ง่ายอย่างมาก พวกคนสกุลหลิวนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสกุลถังมานานหลายต่อหลายปีในเมืองฟูเจี้ยน” เทียนเหยาหยุดพูดแล้วหันกลับไปมองเหล่าคนสกุลหลิวเล็กน้อย “…พวกเขาย่อมเรียนรู้วิธีการต่อต้านพิษรวมถึงรับมือกับคนสกุลถังที่มีจิตวิญญาณอสรพิษ วิชาปราณพิษของข้ามีรากฐานการฝึกฝนจากพิษของจิตวิญญาณประจำตระกูล การที่หลิวจิวฮุ่ยพอต่อต้านปราณข้าได้บ้างก็ย่อมสมเหตุสมผล ส่วนเจ้านั้น” เทียนเหยาหันกลับไปมองยังจิ้นฝาน “กลับต่อต้านพิษนี้ได้อย่างสบายๆดีทีเดียว...นั่นก็เพราะก่อนหน้านี้ข้าเคยได้รับพิษของงูดำของเจ้ามาหล่อหลอมเข้ากับปราณพิษของข้าเอง การที่เจ้าสามารถต่อต้านได้นั้นหากไม่ใช่เพราะเตรียมตัวมาอย่างดี ก็ต้องเป็นเจ้าของจิตวิญญาณไม่ก็ทาสอสูรที่มีความเกี่ยวพันธ์ทางพิษ แถมยังเป็นหนึ่งในพิษที่ข้าใช้ฝึกฝน และยังต้องเป็นพิษที่ร้ายแรงที่สุด ไม่งั้นพิษชนิดอื่นคงส่งผลกับเจ้าไปแล้ว และคำตอบนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือพิษของเจ้างูตัวนี้” ชายหนุ่มชี้กระบี่ไปทางงูที่นอนอยู่บนพื้น

“เพียงแค่นั้นเจ้าก็ปักใจเชื่อว่าข้าคือคนร้ายผู้อยู่เบื้องหลังงั้นเหรอ?” จิ้นฝานเอ่ยถามออกมา มันน่าแปลกใจเกินไปหากข้อสังเกตเพียงเท่านี้จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเป็นเขาเองที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด

เทียนเหยายิ้มออกมา “ไม่ใช่เพียงเท่านั้นหรอก หากเป็นเรื่องพิษยังไม่อาจทำให้ข้าแน่ใจมากนัก แต่เป็นเรื่องที่งูพิษตนนี้ป้องกันการโจมตีของถังชิงได้ต่างหาก ในตอนนั้นงูดำของเจ้าใช้พลังปราณที่แปลกประหลาดซึ่งคล้ายกับวิชาที่เจ้าใช้ หากเจ้าไม่ได้ใช้มือสัมผัสเพื่อถ่ายทอดให้มัน...เจ้าก็ต้องถ่ายทอดให้จากภายในร่างของมันแน่ หากข้าเดาไม่ผิด ที่เจ้าสามารถอยู่รอดในกระเพาะของมันได้คงเป็นเพราะเจ้าเป็นนายของมัน พิษของมันจึงไม่มีผลต่อเจ้าและหากพูดถึงน้ำกรดในกระเพาะของมัน...เจ้าผู้ฝึกฝนวิชากายาอันแข็งแกร่งมาไม่น่าจะเป็นอันใดมากมายนัก”

“ฮ่าๆๆๆ ดีมาก! แม้ข้าจะรู้จักเจ้าเพียงไม่นานนัก แต่ก็มองออกถึงความสามารถของเจ้าและยังมองเจ้าเป็นสหายคนหนึ่ง แผนการของข้านั้นวางไว้อย่างดี ในคราแรกก็ถูกหมอฝีมือดีมารักษาชาวบ้านทำให้แผนการณ์ขั้นแรกของข้าพังไม่เป็นท่า คราที่สองที่ปล่อยให้พวกมือปราบรอดกลับไปก็เพื่อพาผู้คนกลับเข้ามาอีกเพื่อเพิ่มพลังให้แก่งูพิษนิลกาฬ แต่พวกเจ้าตระกูลใหญ่กลับหวาดระแวงกันเกินไปจนไม่ลงมือฆ่ากันสักทีจนข้าต้องรวบรวมผู้คนให้มาทำลายสมดุลของพวกเจ้า ด้วยความโลภของพวกเจ้าทั้งหมดทำให้พวกเจ้าเข้ามาหาที่ตาย! เปิดโปงข้าแล้วเป็นอย่างไร ยังไงเสียพวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ที่นี่ ฮ่าๆๆ!” จิ้นฝานหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แผนของเขาถูกมองออกเพราะเขาใกล้ชิดเทียนเหยามากจนเกินไป ความผิดพลาดของเขาคือมองคนผู้นี้เป็นสหาย

“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ...อยากให้ท่านช่วยให้ความกระจ่าง” เทียนเหยา

จิ้นฝานผายมือออกไปทางเทียนเหยาแล้วกล่าว “เชิญเจ้าถามมาได้เลย”

“ที่ข้าอยากทราบก็คือ...เจ้าทำทั้งหมดลงไปทำไม” เมื่อชายหนุ่มหน้ากากปีศาจถามเสร็จ ทุกคนในที่แห่งนั้นก็ได้รอฟังเช่นกัน พวกเขาไม่อาจเข้าใจความคิดของบุรุษร่างกำยำตรงหน้าผู้นี้ได้เลย

“****นั่นก็เป็นเพียงการตอบโต้เท่านั้น...”

“ตอบโต้อย่างงั้นเหรอ...?” เทียนเหยาไม่อาจเข้าใจคำตอบของคนตรงหน้าได้

“ถูกต้อง...พวกคนต้าหลิงอย่างพวกเจ้ามักจะมองชนชาติของข้าว่าเป็นปีศาจ ลิดรอนสิทธิ์ของพวกข้าตั้งแต่กำเนิด แค่เพียงพวกข้าเกิดมาโดยยังไม่ได้กระทำผิดอันใด พวกเจ้ากลับฆ่าพวกเราไม่เลือก แม้แต่ทารกพึ่งเกิดพวกเจ้าก็ยังฆ่าได้! พวกเจ้าไม่เคยมองว่าพวกข้าเป็นมนุษย์! ไอ้พวกต้าหลิงบัดซบ!” จิ้นฝานกระชากผ้าโพกศีรษะของตนออกไปและเปิดเผยสิ่งที่ตนเองปิดซ่อนมาโดยตลอด ภายใต้ผ้าผืนนั้นที่ปิดบังไว้ มันคือเส้นผมสีน้ำตาลและเขาทั้งสองซึ่งงอกเงยอยู่บนศีรษะดุจดั่งปีศาจ

ถูกต้องแล้วมันคือ เขา ทุกคนมองสิ่งนั้นด้วยแววตาหวาดกลัว นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาที่ได้พบเจอชนเผ่าซีเซี่ยจริงๆ มันเป็นชนเผ่าซีเซี่ย! เสียงในใจของทุกคนร่ำร้องอย่างหวาดกลัว พวกเขาต่างปลูกฝังมาแต่เด็กเกี่ยวกับชนเผ่าปีศาจนอกด่านเหล่านี้ ว่าพบเจอที่ไหนให้ฆ่าได้ทันที เผ่าพันธุ์อันวิปลาสซึ่งแตกต่างจากพวกตน ยกเว้นก็เพียงแต่คนผู้หนึ่ง นั่นก็คือเทียนเหยา เขากลับไม่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความคิดนี้ แม้จะเอ่ยถึงยังแทบไม่เคยเลยด้วยซ้ำไป

“พวกเจ้าเคยถูกไล่ฆ่าแค่เพราะเจ้าเกิดมาในโลกนี้หรือไม่!...พวกเจ้าเคยถูกหาว่าเป็นมารร้ายแค่เพราะพวกเจ้าเกิดมาหรือไม่!....พวกเจ้าเคยเห็นพ่อแม่ของตนเองถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาหรือไม่!.....พวกเจ้าเคยพบเห็นกองทหารของทางการมาไล่เข่นฆ่าคนทั้งหมู่บ้านของเจ้าเพียงเพราะเจ้าเกิดมาหรือไม่!.....เพียงเพราะพ่อของข้าเป็นคนต้าเซี่ย...แม่ของข้านั้นความจริงเป็นคนต้าหลิง แต่เพียงเพราะพวกท่านรักกัน...แล้วมันเป็นความผิดหรืออย่างไรกัน!!!” เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นของจิ้นฝานกระทบเข้ากับโสตประสาทของทุกคน แม้จะน่าเวทนาเพียงไหน แต่พวกเขาก็ไม่เห็นใจคนต้าเซี่ยแม้สักนิด...

“ข้า...รังเกียจสายเลือดต้าหลิงในกายข้า!!! ทำไมข้าถึงต้องมีเลือดของพวกฆาตกรไหลอยู่ในร่างกัน!!” จิ้นฝานข่วนแผ่นออกของตนเองจนเกิดเป็นลอยเล็บลากยาวกว่าสองชุ่น เลือดสีแดงข้นไหลหลั่งรินออกมา

“ทำไมกัน!!!!! เป็นปีศาจแล้วผิดหรืออย่างไร พวกเจ้ามองคนอื่นว่าเป็นปีศาจ แล้วจิตใจของพวกที่ฆ่าเด็กทารกแรกเกิดที่ไม่มีความผิดได้ ฆ่าคนมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องได้เพียงเพื่อต้องการหนึ่งชีวิตของข้า…มันดีนักหรือยังไงกัน!!!” จิ้นฝานหอบหายใจด้วยความโกรธแค้นในอกที่แทบจะระเบิดออกมา ดวงตาแววโรจน์ไปด้วยความพิโรธ ในใจของเขาเหมือนมีไฟนรกมาสุมออก อึดอัดคับแค้นจนใครยากจะเข้าใจ

และในตอนนั้นเองที่ร่างกายของจิ้นฝานได้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาเล็กๆทั้งสองบนศีรษะได้งอกยาวขึ้นกว่าสามชุ่น ร่างกายของจิ้นฝานขยายใหญ่ขึ้นและดูแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เขี้ยวภายในปากแปรเปลี่ยนเป็นแหลมคมดุจสัตว์ร้าย ผิวกายงอกขนสีน้ำตาลปกคลุมจนทั่วทั้งร่าง ฝ่าเท้าและท่อนขาแปรเปลี่ยนกลายเป็นดุจดั่งหมาป่า หน้าของเขายืดยาวออกดูไปแล้วลักษณะคล้ายหมาป่าอยู่หลายส่วน

นี่เป็นรูปแบบการใช้จิตวิญญาณของชนเผ่าซีเซี่ย เปลี่ยนร่างกายของตนให้เป็นดั่งสัตว์ซึ่งเป็นจิตวิญญาณประจำตัว แตกต่างจากคนทั่วไปยิ่งนัก พวกเขาไม่สามารถแยกจิตวิญญาณของตนออกมาจากร่างได้ ได้แต่เปลี่ยนรูปลักษณ์ให้กลายเป็นสัตว์ร้ายแทน

“เหอะ! ข้าขอดูหน่อยแล้วกันว่าเจ้าจะรอดไปจากที่นี่ได้ยังไงกัน! โฮกก” จิ้นฝานวาดกรงเล็บปีศาจของตนออกไปทำลายพื้นดินด้านล่างเพื่อทำให้งูพิษนิลกาฬมีช่องว่างในการหนีรอดออกมา หนึ่งคนหนึ่งอสูรพุ่งทะยานออกไปฆ่าผู้คนโดยรอบต่อไปด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่เทียนเหยาจะหยุดไว้ได้ทัน งูพิษนิลกาฬดูดกลืนวิญญาณแล้วแปรเปลี่ยนเป็นปราณมรณะจำนวนมาก เทียนเหยาไม่ต้องการให้คนตายมากไปกว่านี้ เขาและแม่นางหยางพุ่งทะยานออกไปเพื่อช่วยเหลือกันต่อสู้

ในตอนนี้พลังของงูพิษนิลกาฬเพิ่มขึ้นด้วยอาคมมรณะจนมีพลังใกล้เคียงกับแม่นางหยางซึ่งอยู่ในขอบเขตจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก แค่เพียงงูพิษนิลกาฬฟาดหางตบใส่เทียนเหยาเพียงทีเดียวก็พอจะดับชีวิตของเขาไปได้แล้ว ทั้งสองจึงได้แบ่งแยกกันต่อสู้ แม่นางหยางรับมือกับงูพิษนิลกาฬ ส่วนเทียนเหยารับมือกับจิ้นฝาน

แม่นางหยางใช้วิชาตัวเบาจนพริ้วไหวดุจหงส์พุ่งทะยานบนฟากฟ้า สะบัดมือฟาดออกไปราวกับหงส์สะบัดหาง สร้างแส้ปราณอันร้อนแรงเข้าปะทะกับงูพิษนิลกาฬ แต่เมื่อไม่มีเทียนเหยาคอยสลายม่านปราณพิษอันหนาแน่นแล้วดูเหมือนการโจมตีของนางดูจะไม่เป็นผลเท่าที่ควรนัก แต่นางก็ยังคงไม่ยอมแพ้ โจมตีศัตรูต่อไปด้วยกระบวนท่าร้อนแรงดุจเปลวเพลิงของนางจนมันไม่มีเวลาไปฆ่าผู้ใดอีก

ทางด้านเทียนเหยาที่ได้เข้าไปขัดขวางการเข่นฆ่าผู้คนของจิ้นฝานก็ดูไม่ดีมากนัก หลังจากที่จิ้นฝานกลายร่างเป็นครึ่งอสูรแล้วก็เหนือกว่าเทียนเหยาอย่างมาก ชายหนุ่มหน้าปีศาจทำได้เพียงประคับประคองการต่อสู้ไว้ สอดมือเข้าขัดขวางตอนที่จิ้นฝานจะฆ่าคนเพื่อไม่ให้วิญญาณเหล่านั้นถูกอาคมมรณะสูบไปมากกว่านี้

แต่จิ้นฝานก็ทนไม่ไหวที่โดนขัดขวางตลอดเวลาจนน่ารำคาญยิ่งนัก “เจ้าถอยไปดีกว่า! ข้าไม่อยากฆ่าเจ้า อย่างน้อยเจ้าก็เคยช่วยข้าไว้! จงออกไปจากเมืองนี้เสียเถอะ!”

“ไม่! จนกว่าข้าจะหยุดเจ้าได้! เจ้าจงสำนึกผิดแล้วมอบตัวเถอะ การกระทำของเจ้าทำให้ผู้คนบริสุทธิ์จำนวนมากต้องตายไป” เทียนเหยา

เมื่อได้ยินดังนั้นจิ้นฝานก็โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก “พี่น้องของข้าก็บริสุทธิ์! คนในหมู่บ้านของข้าก็บริสุทธิ์!! รวมถึงพ่อแม่ของข้าก็เป็นผู้บริสุทธิ์เช่นกัน!!! แล้วพวกเขาทำผิดอะไรกัน เจ้าอย่าพูดให้มากความ! อยู่ต่างฝ่ายย่อมมีความคิดต่างกัน แม้จะเป็นเพื่อนกันแต่ความแค้นฆ่าบิดามารดายิ่งใหญ่เกินกว่าจะอภัย ข้ากับชนชาวต้าหลิงไม่อาจลงรอยกัน! แค้นนี้ยิ่งใหญ่กว่าแผ่นฟ้า เรื่องราวนี้จะไม่จบลงจนกว่าข้าจะตายไม่เจ้าก็ม้วย!” จิ้นฝานวาดกรงเล็บปีศาจของตนออกไปอย่างสุดแรง! เทียนเหยาก็ได้ยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันอย่างทันท่วงที แต่เขากลับไม่อาจต้านแรงของครึ่งอสูรเช่นจิ้นฝานได้ ร่างของเขาลอยละลิ่วออกไปจนปะทะเข้ากับต้นไม้ด้านหลัง

“อ็อกก” เทียนเหยาถึงกับกระอักเลือดออกมาเมื่อเจอแรงมหาศาลของจิ้นฝาน

เทียนเหยาเร่งรีบลุกขึ้นยืนอีกครั้งโดยเร็ว เขามองไปทางแม่นางหยางซึ่งต่อสู้กับงูพิษนิลกาฬเป็นพัลวัน เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงรีบพุ่งทะยานเข้าไปช่วยนางในทันที ในคราแรกเขาคิดเพียงแค่การฆ่าฟันที่ไม่จำเป็น แต่นั้นเป็นความคิดที่ผิดพลาด เขาไม่อาจปกป้องใครได้เลยหากไม่จัดการอันใดให้เด็ดขาด สิ่งที่ควรทำก่อนคือจำต้องจัดการฆ่างูพิษนิลกาฬให้ได้เสียก่อน และหากจำเป็น...บางทีเขาอาจจะต้องฆ่าจิ้นฝานเสียด้วยซ้ำไป แม้จะผิดต่ออุดมการณ์ของตนเอง แต่เพื่อชีวิตคนจำนวนมาก...เขาก็จำต้องทำ!

เทียนเหยาพุ่งทะยานมายืนเคียงข้างแม่นางหยางในพริบตา ชายหนุ่มเร่งเดินพลังดึงดูดพิษในทันทีเพื่อสลายมม่านปราณที่ขัดขวางการโจมตีของนางอยู่ เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว แม่นางหยางก็คว้าโอกาสนั้นไว้ในทันที นางเร่งเดินลมปราณเพลิงของนางในชั่วพริบตาพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดราวกับจุดระเบิด เบื้องหลังบังเกิดเงาของหงส์สาอยู่อย่างเลือนลางราวกับไอร้อนของอัคคีที่ทำให้เกิดภาพลวงตาคล้ายมีคล้ายไม่มี

ดัชนีหงส์ฟ้า หงส์เพลิงทะยาน!

ดัชนีปราณเป็นเส้นสายสีแดงอันเจิดจ้าพุ่งทะยานออกไปจนบังเกิดปราณรูปหงส์สาเพลิงพุ่งทะยานเข้าปะทะกับร่างของงูพิษนิลกาฬ แต่ตอนนั้นเองที่มีเงาหนึ่งพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วที่เหนือชั้น เงานั้นมาขวางไว้เบื้องหน้าของงูพิษนิลกาฬในชั่วพริบตา เงานั้นก็คือจิ้นฝานที่เข้ามาปกป้องทาสอสูรของตน!

กายาปีศาจหิน ปราการภูผา!

ขนบนร่างครึ่งอสูรของจิ้นฝานถูกหนุนเสริมด้วยวิชากายาอันทรงพลัง ร่างของจิ้นฝานกลายเป็นสีน้ำตาลและแข็งแกร่งดุจภูเขาไท่ซานที่ไม่อาจเคลื่อน การปะทะของปราณอันทรงของพลังแม่นางหยางเข้าปะทะกับร่างของจิ้นฝานอย่างถนัดถนี่ ร่างของเขาโดนส่งลอยถอยหลังไปกระแทกเข้ากับร่างของงูพิษนิลกาฬจนทั้งสองลอยไปไกลหลายก้าวพร้อมกันจนเมื่อจิ้นฝานตกลงถึงพื้นก็กระอักเลือดคำโตออกมา

มีวิชาป้องกันที่แข็งแกร่งแล้วเป็นอย่างไร เมื่ออยู่ต่อหน้าขอบเขตที่ทรงพลังกว่าก็ย่อมพ่ายแพ้ไปโดยไม่มีข้อแม้ ร่างครึ่งอสูรแล้วอย่างไร อยู่ต่อหน้าผู้เข้มแข็งกว่าแล้วทำอะไรได้บ้าง จิ้นฝานมองไปทางแม่นางหยางด้วยความแค้น ตัวแปรสำคัญที่ทำให้แผนการของเขาล้มเหลวคือคนตรงหน้านี้!

“ไม่นึกเลยว่าข้าจะมาพ่ายแพ้แบบนี้ได้” จิ้นฝานพูดอย่างเจ็บใจ ในคราแรกเขาหวังใช้ชีวิตชาวยุทธ์จำนวนมากในเมื่อผสานกับอาคมมรณะเพื่อสร้างอาวุธสุดท้ายอย่างเช่นงูพิษนิลกาฬตนนี้ เขาหวังว่าพิษจำนวนมากจะสังหารผู้คนในเมืองจนบังเกิดห้วงอเวจีขึ้นมา จากนั้นอาคมมรณะจะกลืนกินปราณมรณะและวิญญาณแค้นจำนวนมากจนสามารถต่อกรกับขอบเขตนภาซึ่งซุ่มซ่อนอยู่ในเมืองได้

แต่ใครจะคาดว่าทุกอย่างกลับผิดแผนไปเสียหมด ไม่นึกว่าสกุลถังจะมีคนที่ต่อต้านพิษได้เช่นเทียนเหยาออกมากัน ทำให้จุดแข็งด้านการใช้พิษโจมตีและป้องกันของงูพิษนิลกาฬไร้ประโยชน์ขึ้นมาเสียอย่างงั้น หากเป็นขอบเขตจิตวิญญาณธรรมดาๆคนเดียวก็คงไม่อาจต่อกรกับทาสอสูรจากจงหยวนได้ง่ายดายเช่นนี้

จิ้นฝานลุกขึ้นมายืนตรงอีกครั้งพร้อมกับเช็ดเลือดที่ปากออกไป ความแค้นเคืองของเขายิ่งทวีรุนแรงขึ้นดุจไฟจากนรกโลกันต์! เขามองไปที่ผู้คนโดยรอบด้วยความแค้น โดยเฉพาะสองคนตรงหน้า เทียนเหยาและแม่นางหยาง! ตัวแปรที่คาดไม่ถึงซึ่งทำให้แผนทั้งหมดต้องพังทลายลง!

เขาคงต้องจบชีวิตที่นี่เป็นแน่ ยังไม่ทันได้พบเจอองค์หญิงแห่งแคว้นที่ได้มาอยู่ในเมืองตามแผน ไม่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งใดๆต่อแคว้นของศัตรูได้อีกต่อไป แผนการของเขานับว่าพังทลายอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยก่อนที่จะตายเขาสมควรที่จะลากคนทั้งหมดตรงนี้ไปลงนรกด้วยกันถึงจะถูก! ดวงตาของเขาแววโรจน์ด้วยความแค้นราวกับคนบ้า ภายในดวงตานั้นราวกับเป็นวังวนแห่งความบ้าคลั่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด ในดวงตาของเขานั้นราวกับฉายภาพการต่อของพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายของตนเองตลอดเวลา จิ้นฝานหยิบผ้ายันต์สีแดงดำซึ่งเปล่งรัศมีชั่วร้ายออกมาจากสายคาดเอว

นี่คือผ้ายันต์ซึ่งบรรจุอาคมไว้โดยปรมาจารย์อาคม เพียงผู้ใช้เดินปราณลงไปในนั้นอาคมก็จะทำงานไม่ต่างจากปรมาจารย์อาคมมาสลักไว้เองที่นี่ จะต่างกันก็เพียงหากคิดใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้นับว่าสิ้นเปลืองจนเกินไป ราคาของผ้ายันต์หนึ่งผืนนับว่าแพงจนเกินไป ชาวยุทธ์บางคนแม้ทั้งชีวิตยังไม่มีโอกาสได้เห็น

ดูไปแล้วผ้ายันต์อาคมในมือของจิ้นฝานนั้นคือต้นตอของอาคมมรณะบนร่างงูพิษนิลกาฬ มิใช่จิ้นฝานเป็นปนมาจารย์อาคม แต่ฝ่ายซีเซี่ยต่างหากที่มีปรมาจารย์อาคมมืดซึ่งเชี่ยวชาญในศาสตร์มรณะ

เส้นสายอาคมในผ้ายันต์สีดำแดงในมือของจิ้นฝานเรืองแสงสีอันชั่วร้ายออกมาก่อนที่มันจะเผาไหม้กลายเป็นไฟสีดำแดงอันชั่วร้ายและแปรเปลี่ยนจากไฟกลายเป็นเส้นสายอาคมจำนวนมากลอยล่องออกมา จิ้นฝานบังคับให้พวกมันพุ่งทะยานเข้าไปหาร่างของงูพิษนิลกาฬและรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน

ก๊าซซซซซซ

งูพิษนิลกาฬร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันแปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายและอึมครึมยิ่งขึ้น ปราณมรณะในร่างนับว่าหนาแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมจนดูไปคล้ายกับตัวงูพิษนิลกาฬนี้กลายเป็นห้วงอเวจีไปเองเสียแล้ว จิ้นฝานยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายเมื่อพบว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดคิด เขาประทับมือลงไปบนร่างของมัน

จิ้นฝานหยิบผ้ายันต์ปีศาจออกมาอีกหนึ่งแผ่นและใช้มันอักครั้งหนึ่ง แผ่นยันต์เผาไหม้จนกลายเป็นเปลวไฟอันชั่วร้ายและเผาไหม้ทั้งสองในกองเพลิงท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกผู้คน หรือว่าคนผู้นี้เห็นว่าตนเองกำลังจะพ่ายเลยชิงฆ่าตัวตาย?

พลังของปราณมรณะปลดปล่อยออกมาจนทุกคนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้แม้เพียงสักก้าวเดียวเพราะหวาดเกรงต่ออำนาจอันชั่วร้ายนั้น จิ้นฝานหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและชั่วร้ายจากภายในเพลิงปีศาจนั้น เสียงอันหลอนประสาทนั้นสะท้านสะเทือนเข้าไปในใจจิตใจของผู้คนจนสัมผัสได้ถึงความคับแค้นของคนผู้นี้ ไฟสีดำแดงที่เผาไหม้อยู่นั้นผ่านไปไม่นานก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวลี้ลับดุจดวงตาของผีร้าย

ที่ภายในใจกลางไฟสีเขียวปีศาจนั้น เงาร่างอันใหญ่โตของงูพิษนิลกาฬได้หดเล็กลงเรื่อยๆราวกับมันพังทลายลงเพราะเปลวไฟอันชั่วร้าย เงาทั้งสองในเปลวเพลิงนั้นราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่เคยมีใครแต่คนเดียวที่พบเห็นเรื่องราวแปลกประหลาดและน่าหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน

ในที่สุดไฟสีเขียวนั้นก็ค่อยๆจางหายจนมอดดับไปในที่สุด พื้นตรงกลางที่เคยมีเปลวไฟปีศาจอันชั่วร้ายเผาไหม้อยู่นั้น เมื่อมอดดับไปก็เหลือเพียงแค่เงาดำหนึ่งอยู่บนพื้น รูปลักษณ์ของมันช่างคล้ายกับมนุษย์ซึ่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงอยู่บนพื้น ร่างนั้นค่อยๆขยับลุกขึ้นอย่างช้าๆจนสายตาของถูกคนสามารถเห็นร่างนั้นได้อย่างถนัดตา

ร่างเงานั้นดุจดั่งปีศาจซึ่งมีผิวกายเป็นเกล็ดสีดำ บนท่อนแขนของมันมีกระดูกอันแหลมคมและแบนยื่นยาวออกมาดุจดาบสีขาว บนหัวเข่าของมันก็มีใบดาบกระดูกยืดยาวออกมาราวหนึ่งชุ่นเช่นกัน เขายาวสีดำสองข้างยืดยาวอยู่บนศีรษะ ใบหน้าของมันราวกับครึ่งอสรพิษครึ่งคน เขี้ยวยาวสีขาวสองอันยืดยาวออกมาจากปาก บนไหล่ของมันประดับไว้ด้วยขนสีน้ำตาลของหมาป่า บนหน้าอกของมันมีแก้วผลึกสีดำแดงฝังอยู่ตรงนั้น ภายในแก้วผลึกนั้นคือเปลวไฟชั่วร้ายสีดำแดงเต้นไหวไปมา หางยาวสีดำขยับไปมาอยู่ด้านหลัง ดวงตาสีแดงคลุ้มคลั่งดุจปีศาจนั้นสามารถทำให้จดจำได้ว่าเจ้าสิ่งนี้คือ....จิ้นฝาน

แม่นางหยางมองจิ้นฝานในร่างใหม่นี้ด้วยแววตาเจือปนความหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย ดูราวกับนางจะรู้จักสิ่งนี้อยู่บ้าง “ภูษาอสูรอย่างงั้นเหรอ...”

ความคิดเห็น