เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 27 อาคมมรณะ

ชื่อตอน : บทที่ 27 อาคมมรณะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 427

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 18:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 27 อาคมมรณะ
แบบอักษร

ตึก ตึก

เพล้งงง

เสียงหัวใจของชายวัยกลางคนผู้มีดวงตาสีฟ้าราวกับอัสนีเต้นผิดจังหวะขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ถ้วยน้ำชาโบราณในมือของเขาถึงกับร่วงหล่นลงพื้นและแตกออกเป็นเสี่ยง น้ำชาหกเลอะนองเต็มพื้นไปหมด แม้จะอายุมากแล้วก็ตามทีแต่อายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีผลต่อรูปโฉมของไป๋หู่อ๋องอย่างเขาแม้แต่น้อย การฝึกบำเพ็ญทำให้อายุของผู้คนยืนยาวมากขึ้นและสามารถคงรูปโฉมในวัยหนุ่มไว้ได้แม้จะอายุมากขึ้นก็ตาม ว่ากันว่าขึ้นสูงสุดของการฝึกตนก็คือหนทางแห่งชีวิตอมตะหรือก็คือเซียน

เฟิงหมิงซึ่งอยู่ในตำหนักพยัคฆ์ขาวที่ซีหนานรู้สึกว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก ในห้วงความคิดของเขาผุดภาพของสตรีผู้หนึ่ง ใบหน้าอันงดงามของนางยังตราตึงอยู่ในใจของเขาตลอดมาแม้จะไม่พบเห็นนางมานานหลายปีก็ตาม ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้ออกมาเพราะความคะนึงคิดถึงหญิงผู้เป็นที่รัก

“ถังหลิว...เฟิงเฟยหู่....พวกเจ้าไปอยู่ที่ไหนกัน....ทำไมพวกเจ้าถึงจากข้าไป” เฟิงหมิงเอ่ยถามออกมาพร้อมกับมองขึ้นไปยังเบื้องบนราวกับคำถามนี้ของเขาจะถามต่อฟ้าต่อสวรรค์ว่าครอบครัวของเขาไปอยู่ที่ใด น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโศกาอาดูร ไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียวที่จะเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ของเขาได้ และในตอนนั้นเองที่ได้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งได้เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าแปลกๆ คนผู้นี้เป็นชานหนุ่มผู้มีดวงตาสีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลเซียนพยัคฆ์สามตา อายุราวๆสิบสี่ปีเห็นจะได้ คิ้วโก่งดุจคันศร ผิวกายขาวละเอียด มีรูปโฉมงดงามดุจรูปวาด

“ท่านลุง...ท่านคิดถึงพี่ใหญ่อีกแล้วหรือ? ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าและท่านพ่อต่างก็ตามหาครอบครัวของท่านอย่างสุดกำลัง ข้าเชื่อว่าสักวันเราจะต้องเจอท่านป้าและพี่ใหญ่เฟยหู่อย่างแน่นอน” ชายหนุ่มถามเฟิงหมิงด้วยความเป็นห่วงยิ่งนัก ตั้งแต่เขาจำความได้ก็เห็นลุงของเขาเป็นเช่นนี้บ่อยๆ

หงหู่....ขอบใจเจ้ามาก ตอนนี้เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าขออยู่คนเดียวสักพัก” เฟิงหมิงยิ้มให้แก่หลานชายจากนั้นจึงค่อยเทน้ำชาใส่ถ้วยใบใหม่และค่อยยกมันมาจิบเพื่อให้จิตใจของตนสงบมากขึ้น

เฟิงหงหู่เองก็ปล่อยให้ท่านลุงของเขาอยู่เพียงลำพังต่อไป เขาได้หันหลังและเดินจากมาอย่างนั้น แต่ในตอนนั้นที่อยู่นอกสายตาของเฟิงหมิงแล้ว ใบหน้าอันใจดีและเปื้อนรอยยิ้มของเฟิงหงหู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย เขาเองก็มีแผนการณ์ของตนเองอยู่ในใจเช่นกัน และท้ายที่สุดแล้วเขานี่แหละคือผู้กุมชัยชนะ

ในเวลาเดียวกันนั้นเองห่างออกไปทางตอนใต้ของแผ่นดิน การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายของผู้คนจำนวนมากกับอสูรร้ายยังคงดำเนินต่อไป ผู้คนจำนวนมากของกองกำลังทั้งสามต่างล้มตายกันไปเป็นจำนวนมากตั้งแต่งูพิษนิลกาฬปรากฏตัวขึ้นมา ไม่ว่าผู้ใดจะจู่โจมมันมากเพียงไหนก็ไม่อาจฝ่าม่านปราณพิษซึ่งอยู่รอบตัวมันได้ แค่สัมผัสก็สามารถทำให้ร่างถูกย่อยสลายไปจนตายได้

ถึงแม้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญพิษอย่างสายเลือดสกุลถังก็ตาม แม้พวกเขาจะพอต่อต้านพิษได้แต่เมื่อพบเจอเกล็ดอันแข็งแกร่งของสัตว์อสูรตนนี้ก็ไม่อาจทำอันใดได้ พวกเขาไม่มีใครมองเห็นหนทางชนะเลยแม้แต่น้อย ภายในใจนั้นรู้สึกราวกับพบแม่น้ำฮวงโหอันเชี่ยวกราดมาขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าและมีไฟป่าลามเลียอยู่เบื้องหลัง จะไปต่อก็ไม่ได้จะถอยหลังก็ไม่ได้ เป็นความรู้สึกที่สิ้นหวังจนไม่เห็นหนทางชนะได้จนบางคนถึงกับหยิบจับดาบในมือของตัวเองขึ้นมาปาดคอตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายให้พ้นๆไปเสียเพราะไม่ต้องการที่จะกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูร สู้ตายด้วยน้ำมือตนเองไม่ดีกว่าหรืออย่างไร?

การตายของผู้คนเป็นจำนวนมากทำให้เกิดความรู้แปลกประหลาดขึ้นในอากาศ ความแค้น ความสิ้นหวัง ความเศร้าโศกเสียใจ ความรู้สึกด้านลบจำนวนมากของผู้คนที่ตายไปนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ในสนามรบราวกับพวกเขาไม่ได้จากไปไหน ราวกับเสียงกรี๊ดร้องโหยหวนของวิญญาณจำนวนมากถึงกับสั่นสะเทือนเข้าไปในจิตใจของผู้คน ทำลายสิ้นแม้แต่ความหวังที่ยังเหลืออยู่ ทำลายแม้แต่พลังวิญญาณในอากาศ...

“ปราณมรณะ...มันกำลังเกิดห้วงอเวจี!” เทียนเหยามีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมากเมื่อสามารถสัมผัสได้ถึงปราณมรณะในอากาศ

“เจ้าทึ่ม...เราจะทำยังไงกับมันดี ปราณพิษของมันร้ายกาจและหนาแน่นเป็นอย่างมาก ถึงข้าจะโจมตีจากระยะไกลก็ตามที แต่ปราณพิษพวกนั้นทำให้พลังของข้าอ่อนลงจนไม่สามารถทำร้ายมันได้”

“ข้าจัดการพิษพวกนั้นได้ แต่ข้าคงจะต้องขอให้เจ้าช่วยป้องกันร่างกายข้าระหว่างที่จัดการพิษพวกนั้น”

“ได้! ข้าจะช่วยป้องกันให้กัน ระหว่างนี้รีบจัดการกับมันเถอะ” หญิงสาวนัยน์ตาแดงกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยปราณสีแดงเพลิงออกมา

ส่วนเทียนเหยานั้นได้สั่งการให้อาวุธจิตวิญญาณกระบี่งูดำให้กลับเป็นละอองปราณหมุนเวียนอยู่รอบตัวและสั่งการให้มันหมุนวนและเกาะบนแขนของตนเองจนมันกลายเป็นปลอกแขนสีดำอยู่บนแขนทั้งสองข้างของเขา เทียนเหยาเรียกปลอกแขนอสูรหมื่นเข็มออกมาแทน ชายหนุ่มเดินลมปราณใส่ปลอกแขนทั้งสองข้างเพื่อให้อาคมด้านในทำงานเพื่อสร้างเข็มดำ

เข็มทิพย์ดอกเหมย ด้ายแดงชิงใจ!

เข็มดำทั้งหกเล่มพุ่งทะยานออกไปด้วยการขับเคลื่อนของปราณพิษสีเขียวเข้มของเทียนเหยา เข็มพิษทั้งหกเล่มหมายจะจู่โจมงูพิษนิลกาฬแต่ก็ไม่อาจตามความเร็วของมันได้ทันเลยแม้แต่น้อย งูพิษนิลกาฬยังคงพุ่งทะยานออกไปดื่มกินเลือดเนื้อของผู้คนจำนวนมากอย่างไม่อาจควบคุม ส่วนเข็มของเทียนเหยาก็ยังคงตามอยู่เบื้องหลังไม่อาจตามสัตว์ร้ายตนนี้ได้ทัน

“ข้าไม่อาจตามความเร็วของมันได้ทัน!” เทียนเหยา

“งั้นข้าจะช่วยเจ้าเองแล้วกัน” แม่นางหยางกล่าวพร้อมกับเดินปราณอันร้อนแรงของตัวเองออกมาอย่างรุนแรง มือซ้ายเหยียดตรงไปด้านหน้าและเหยียดนิ้วโป้งและนิ้วก้อยออกมา นิ้วทั้งสองปลดปล่อยปราณสีแดงออกมาและสร้างธนูปราณขึ้นมา มือขวายื่นนิ้วชี้ตามอยู่ด้านหลังและปล่อยปราณออกมาจากนิ้วนั้นเชื่อมกับธนูปราณที่มือซ้ายกลายเป็นศรที่สร้างจากเปลวเพลิง

ดัชนีหงส์ฟ้า ศรเพลิงดับตะวัน!

ฟิ้ววววว

มือขวาสะบัดออกไปด้านหลังและปลดปล่อยปราณดัชนีเพลิงพุ่งทะยานออกไปเป็นศรเปลวเพลิงขวางไว้เบื้องหน้าของงูพิษนิลกาฬทำให้มันตกใจและหันเหเปลี่ยนทิศทางไปยังทางอื่น แม่นางหยางดูมีสีหน้าไม่พอใจอยู่บ้างที่ผลออกมาไม่เป็นอย่างที่คาดคิด นางยังคงยิงศรเปลวเพลิงออกไปอย่างต่อเนื้องไม่หยุดหย่อน ส่วนเทียนเหยาเองก็พยายามจะโจมตีให้ได้แต่ก็ไม่อาจตามความเร็วของมันได้ทัน

“หนอยยย บงกช..สีชาด!” เทียนเหยาปลดปล่อยปราณสีเขียวของตนออกมามากกว่าเดิมหลายเท่า ร่างของเขาลอยอยู่กลางอากาศและสร้างด้ายปราณนับไม่ถ้วนขึ้นด้านหลังและเชื่อมต่อกับเข็มทั้งพันห้าร้อยเล่มจนบังเกิดเป็นภาพราวกับดอกบัวสีแดงชาดนับพันลอยที่ยังไม่บานอยู่รอบตัวชายหนุ่ม

เข็มทิพย์ดอกเหมย บงกชสีชาด!

ฟิ้วว ฟิ้ววว ฟิ้ววววว

ชายหนุ่มชี้มือไปยังเบื้องหน้าเพื่อบงการดอกบัวสีชาดทั้งพันห้าดอกให้พุ่งทะยานไปดุจใจนึก ดอกบัวสีชาดล้อมลอบดักทางของงูพิษนิลกาฬจากทุกทิศทางยากจะหลบรอดออกไปได้ ส่วนแม่นางหยางก็ยิงศรปราณสีแดงออกไปสนับสนุนด้วยเช่นกัน ในสนามรบนั้นผู้ที่สู้รบอยู่มีเพียงคนทั้งสองเท่านั้น

ผู้คนที่เหลือหากไม่หวาดกลัวจนหนีหายไปก็ขลาดจนไม่อาจขยับเขยื้อน ส่วนผู้ที่ยังสามารถสู้รบได้นั้นก็ไม่ได้เข้าร่วมรบด้วยตามคำสั่งของถังชิงและหลิวจิวฮุ่ย ทั้งสองนั้นทำตัวราวกับเสือนอนกิน หวังรอกัดกินเนื้อชิ้นโตโดยไม่ยอมลงแรง

ฟิ้ววว

ดอกบัวแดงหนึ่งพุ่งเข้าทางด้านหน้า งูพิษนิลกาฬก็พุ่งทะยานหลบไปอีกทางแต่ทางนั้นก็มีดอกบัวแดงมาดักทางไว้เช่นกัน รอบทิศทางของมันเต็มไปด้วยแสงสีแดงของดอกบัวสีชาดจากสี่ทิศแปดทาง มันพยายามพุ่งทะยานหลบไปยังช่องวางอีกทางหนึ่งซึ่งเหลือรอดไว้ แต่มันตัดสินใจได้ผิดพลาดเสียแล้ว เพราะเทียนเหยาตั้งใจเปิดทางนั้นเพื่อให้งูพิษนิลกาฬพุ่งไปทางนั้น

ดัชนีหงส์ฟ้า หงส์สะบัดหาง!

**“**หนีไม่รอดหรอกน่า!” แม่นางหยางยื่นนิ้วชี้ออกไปและรวบรวมพลังปราณสีแดงเพลิงไปในนั้นจากนั้นก็กระโดดหมุนตัวเพื่อสะบัดแขนข้างนั้นออกไปจนบังเกิดเส้นสายลมปราณสีแดงเพลิงวาดออกไปดุจสายแส้ฟาดใส่ลงไปจนเกิดเป็นภาพมายาปราณของหงส์เพลิงสะบัดฟาดหางลงมา!

ตู้มมมมม!

เส้นสายลมปราณสีแดงเพลิงสะบัดฟาดขวางกั้นไว้เบื้องหน้าของงูพิษนิลกาฬจนมันต้องหยุดลงด้วยความตกใจที่พบเห็นเส้นสายลมปราณอันร้อนแรงฟาดขวางกั้นเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วจนราวกับเป็นกำแพงเพลิงขวางด้านหน้าในชั่วพริบตา และตอนนั้นเองที่ด้านหลังของมันได้มีดอกบัวสีชาดนับพันได้ตามติดมาถึงแล้ว!

“เสร็จข้าละ!” เทียนเหยาเร่งเร้าให้บงกชสีชาดนับพันเข้าล้อมร่างของงูพิษนิลกาฬในพริบตาและพันธนาการมันไว้ด้วยด้ายปราณจำนวนนับไม่ถ้วน ปลายด้ายแดงซึ่งเป็นดอกบัวแดงนั้นบานออกโดยพร้อมกันและยื่นเข็มสีดำออกมาพร้อมกับพุ่งแทงเข้าไปใน แต่ปราณพิษของงูพิษนิลกาฬดูจะไม่มีผลมากนักเพราะชายหนุ่มเดินปราณห้าพิษด้วยเคล็ดดูดกลืนปราณอยู่ตลอดเวลา

ก๊าชชชชชชช!!

งูพิษนิลกาฬร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เข็มนับพันได้แทงทะลุเข้าสู่ร่างของมันอีกทั้งร่างยังถูกด้ายแดงพันธนาการไว้อีกต่างหาก เทียนเหยาเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวของสัตว์ร้ายตนนี้ได้อย่างใจหวังแล้วก็คว้าเข้าไปในอกเสื้อเพื่อหยิบขวดยาฟื้นลมปราณออกมาจากนั้นก็กลืนเม็ดยาทั้งหมดในขวดไปจนหมดหลายสิบเม็ดในทีเดียว จากนั้นจึงนั่งสมาธิอยู่ที่พื้นตรงนั้นพร้อมกับลมปราณที่ถูกเติมเต็มตลอดเวลาเพราะฤทธิ์ยา เขารวบรวมสติของตนเข้าสู่ภายในเพื่อขับเคลื่อนลมปราณห้าพิษในร่างให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิมด้วยลมปราณที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน

หากเปรียบร่างกายของมนุษย์เป็นถังน้ำหนึ่งใบและลมปราณเป็นน้ำในถังแล้วละก็ การกินยาฟื้นลมปราณหนึ่งเม็ดก็เปรียบเสมือนสายฝนที่ตกลงมาเพื่อเติมเต็มน้ำที่ถูกใช้ไปในถังให้เต็มขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่การที่เทียนเหยากลืนกินเม็ดยาฟื้นลมปราณเข้าไปทีเดียวนับหลายสิบเม็ดแบบนี้ก็ราวกับเป็นพายุฝนฟ้าคะนองถล่มใส่ถังไม้นี้

หากถังไม้เปรียบเสมือร่างกายของคนจริงๆแล้ว การเติมเต็มลมปราณเข้าไปมากมายมหาศาลขนาดนั้นก็เท่ากับการทำลายร่างกายของตนเองสะเปล่าๆ และในที่สุดแล้วคนผู้นั้นก็เท่ากับตายเพราะลมปราณตีกลับจนร่างแหลกเหลวตาย แต่เทียนเหยามีแผนการณ์ในใจของตนเองเช่นเดียวกัน

เทียนเหยาร่ายมือวาดแขนตามเคล็ดวิชาลมปราณห้าพิษในร่างเร่งเร้าให้ชีพจรพิษทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดเดินกำลังโดยหักโหม เขาเผาผลาญปราณที่เพิ่มขึ้นมาอย่างไม่หยุด นี่ราวกับเขาเหยียบย่างขาข้างหนึ่งลงสู่หุบเหวแล้ว ปราณในร่างวิ่งวนรวดเร็วราวกับม้าพยศผ่านจุดชีพจรอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มพริบตาเดียวนับร้อยรอบ ลมปราณที่ผลาญไปนับว่ายังน้อยกว่าจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ส่วนหนึ่ง เขายังคงไม่ยอมแพ้แค่นี้ง่ายๆและเร่งเร้าใช้ปราณมากกว่าเดิมนับหลายเท่า ชีพจรพิษทั้งร้อยแปดปล่อยพลังดึงดูดพิษออกมาโดยพร้อมเพรียงราวกับภายในร่างของเขากลายเป็นอสูรร้ายที่หิวโหย

พลังดึงดูดนี้ส่งผลไปถึงด้ายปราณนับพันที่เชื่อมต่อร่างกายของเขากับงูพิษนิลกาฬไว้ แม้แต่ด้ายปราณในกลางอากาศยังส่งเสียงอื้ออึงออกมาดึงดูดไอพิษในอากาศไปเสียจนสิ้น งูพิษนิลกาฬมีสีหน้าที่เจ็บปวดเป็นอย่างมากเมื่อถูกดึงพิษออกไปจากร่างเช่นนี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นานที่ได้ทำการดูดพิษของงูพิษออกมาแต่มันก็ส่งผลต่อร่างกายของชายหนุ่มอย่างมาก ภายใต้หน้ากากนั้นได้มีเลือดไหลออกจากทั้งเจ็ดทวารบนใบหน้า

“เจ้าทึ่ม...” แม่นางหยางรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก นางสามารถเห็นเลือดที่ไหลออกจากดวงตาสีเขียวมรกตได้จากตรงบริเวณที่หน้ากากปีศาจแตกออก นางไม่ทราบเลยว่าคนแซ่ถังผู้นี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่ แต่มันก็คงมิใช่เรื่องดีเป็นแน่

ฟิ้วววว

เพลงดาบหมาป่าทองคำ คมเขี้ยวทะยาน

ในตอนที่แม่นางหยางเผลอนั่นเอง ได้มีเสียงแหวกฝ่าอากาศมาทางด้านหลัง เมื่อนางหันกลับไปก็พบปราณดาบสีทองพุ่งแหวกอากาศมาทางนี้ เมื่อนางพบเห็นแล้วก็รู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว คนพวกนี้ช่างไม่รู้ดีชั่วบ้างเลย เจ้าทึ่มของนางกำลังช่วยปราบอสูรร้ายมีพิษตนนี้แต่พวกมันกลับลอบแว้งกัดเขาในยามเผลอ

“คราวนี้เป็นพวกหมาน้อยอย่างงั้นเหรอ” แม่นางหยางยิ้มเยาะเมื่อเห็นว่าผู้ที่กำลังโจมตีมานั้นคือหลิวจิวฮุ่ย นางสะบัดวาดนิ้วออกไปด้วยกระบวนท่าหงส์สาสะบัดหางใส่ปราณดาบสีทองที่พุ่งทะยานเข้ามา แส้ปราณสีแดงเจิดจ้าปะทะเข้ากับปราณดาบกลางอากาศ เสียงดังกังวานสะท้อนก้องไปทั่ว ปราณดาบของหลิวจิวฮุ่ยถูกทำลายไปง่ายๆราวกับกิ่งไม้แห้งปะทะเข้ากับโซ่เหล็กกล้า ทุกคนในสนามรบนั้นตกตะลึงเป็นอย่างมากเมื่อพบเห็นสิ่งนั้น แต่กระบวนท่าของนางนั้นยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น

เส้นสายลมปราณเพลิงอันเจิดจ้ายังพุ่งทะยานต่อและฟาดเข้าใส่หลิวจิวฮุ่ยอย่างถนัดถนี่ แม้หลิวจิวฮุ่ยจะพยายามยกดาบขึ้นมาป้องกันแล้วก็ตามทีแต่มันก็ยังไม่พอที่จะป้องกันกระบวนท่านี้ของคนตรงหน้าได้ แส้ลมปราณฟาดเข้าใส่ดาบสีเขี้ยวหมาป่าจนสั้นสะเทือนไปทั่วทั้งเล่มและยังรุนแรงพอขนาดส่งแรงกระทบนั้นไปหาหลิวจิวฮุ่ยได้

“อ๊ากกกกก” หลิวจิวฮุ่ยร้องอย่างเจ็บปวด ร่างของเขากระเด็นหงายไปด้านหลังกลิ้งอยู่หลายตลบ เมื่อร่างของเขาหยุดลงก็ได้ลุกขึ้นมาและมองไปยังใบหน้าของแม่นางหยางด้วยความโกรธเกรี้ยว ในวันนี้เกียรติที่เขายึดถือมาตลอดกลับพังทลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นความอัปยศอย่างที่สุดสำหรับยอดฝีมืออันดับหนึ่ง!

“****อย่าหาว่าข้าไม่เตือน พวกเจ้าจงอย่าเข้ามา!” แม่นางหยางกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับปลดปล่อยอำนาจวิญญาณออกมาสะกดข่มทุกคนออกมา สัมผัสที่รับรู้ได้จากร่างของนางนั้นราวกับถูกส่งออกมาจากสัตว์อสูรตนหนึ่ง ทุกคนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวราวกับพวกเขาได้ยืนต่อหน้าสัตว์อสูรจริงๆ

“****ขอบเขตจิตวิญญาณ...” หลิวจิวฮุ่ยหน้าไร้สีเลือด ภายในจิตใจเริ่มขลาดเขลาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ขอบเขตพลังของคนตรงหน้านี้มากกว่าของตนถึงสองช่วงชั้นใหญ่ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน? คนตรงหน้าดูไปแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าเขาถึงสองสามปี แต่กลับครอบครองพลังมากมายถึงเพียงนี้ได้ยังไงกัน “เป็นไปไม่ได้...”

ถึงแม้พลังของแม่นางหยางนับว่าจะมากที่สุดในที่แห่งนี้ แต่หากจะให้นางเข้าไปโจมตีงูพิษตนนี้นับว่าจะยากจนเกินไป หนึ่งคืองูพิษตอนนี้กำเนิดและเติบโตขึ้นในภาคกลางซึ่งความหนาแน่นของพลังวิญญาณสูงกว่า จึงทำให้ตัวของมันนับว่าอันตรายเป็นอย่างมาก สองคือร่างของมันเต็มไปพิษอันร้ายกาจของเซียนตู๋ที่สามารถฆ่าได้แม้แต่ผู้ที่อยู่ขอบเขตจิตวิญญาณอย่างนางได้ง่ายๆ

ทางด้านเทียนเหยาผู้กำลังดึงดูดพิษของงูพิษนิลกาฬอยู่นั้นดูเหมือนจะสามารถเผาผลาญปราณไปเป็นจำนวนมากด้วยเคล็ดดูดกลืนพิษ เขาเริ่มสามารถตามทันความเร็วของลมปราณซึ่งเพิ่มขึ้นด้วยฤทธิ์ยาได้แล้ว แต่ร่างกายของเขาก็บาดเจ็บไปไม่ใช่น้อยเช่นกันเพื่อแลกกับปราณที่ฟื้นขึ้นมาเป็นจำนวนมากเช่นนี้ พิษจำนวนมากกว่าสามสิบส่วนถึงดูดกลืนเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มและไหลเวียนไปรอบร่างผ่านจุดชีพจรพิษทั้งหมดของเขา ในขณะที่เขาดึงดูดพิษมาก็ยังย่อยสลายพวกมันทั้งหมดเพื่อฝึกฝนวิชาปราณห้าพิษไปด้วย นั่นก็เพราะเขาไม่อาจรู้ได้ว่าร่างของเขาจะรองรับพิษทั้งหมดจากมันได้ไหม จึงต้องย่อยสลายพวกมันไปด้วยระหว่างที่แย่งชิงมันมา

ความเจ็บปวด...

นั่นเป็นความรู้สึกเดียวที่เทียนเหยาสามารถรับรู้ได้ในสติสัมปชัญญะ การฝึกฝนวิชาปราณห้าพิษนี้แม้จะมอบพลังการฝึกฝนที่ก้าวกระโดดให้แก่เขาได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยทรัพยากรพิษที่ทรงพลังและความเจ็บปวดที่เกินกว่าใครจะเข้าใจ ใบหน้าภายใต้หน้ากากนั้นแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาอย่างถึงที่สุด

แม้จะเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม แต่ชายหนุ่มก็สามารถสัมผัสได้ถึงขอบเขตพลังของตนเองที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในเวลาเพียงไม่นาน อาจจะเป็นเพราะพิษของงูพิษนิลกาฬนั้นทั้งคุณภาพและปริมาณมีจำนวนมหาศาลมากกว่าพิษใดที่เขาเคยได้พบเจอมา พิษของมันในคราก่อนที่เขาได้รับมานั้นราวกับเป็นเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น ไม่อาจเทียบกับความร้ายกาจของพิษในคราวนี้ได้เลย

“อ๊ากกกกกก” เทียนเหยาร้องด้วยความเจ็บปวด ผิวกายถูกย้อมด้วยพิษที่แทรกซึมออกมาจากภายในร่างจนกลายเป็นสีดำเหมือนกับงูพิษนิลกาฬไม่มีผิด แม้แต่ตาขาวของเขายังถูกย้อมจนกลายเป็นสีดำจนเหลือเพียงนัยน์ตาเท่านั้นที่ยังคงเป็นสีเขียวดุจเดิม ภายในตันเถียนของเทียนเหยานั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นสัญญาณของขอบเขตพลังที่สูงมากขึ้นกว่าเก่า

ขอบเขตปราณขั้นห้าระดับสุดยอด...!

ร่างของเทียนเหยาแทบจะปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ผิวหนังแตกแยกออกและมีเลือดไหลซึมออกมา แม่นางหยางซึ่งกำลังยืนมองอยู่นั้นมีสีหน้าที่ดูเจ็บปวดที่เห็นสหายของตนได้รับบาดเจ็บเช่นนั้น แต่นางก็เข้าใจเหตุการณ์เหมือนกันว่าเกิดอันใดขึ้น มันคาดเดาได้อย่างไม่ยากเลยถึงสภาพร่างกายของเขาและขอบเขตลมปราณที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดและสภาพร่างกายของเทียนเหยานับว่าทำให้เขาอยู่ใกล้ความตายเพียงเอื้อมเท่านั้น

ในตอนที่ชีวิตของเขาที่จวนเจียนจะดับสิ้นก็เปรียบเสมือนแสงเทียนไหววูบท่ามกลางพายุ ความเจ็บปวดของชายหนุ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆทุกขณะลมหายใจราวกับจะกลืนกินความคิดและวิญญาณของเขาให้หายไปท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำที่มีชื่อว่าความเจ็บปวดนี้

ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มได้ระลึกถึงผู้คนที่ทำดีต่อเขาในช่วงชีวิตนี้ มันเป็นราวกับสายเชือกที่โยนมาให้เขาท่ามกลางพายุความเจ็บปวด เขารีบไขว่คว้ามันเอาไว้ด้วยทั้งสองมือของเขา ห้วงความคิดของเขาแหลมคมและตั้งมั่นขึ้นราวกับกระบี่เล่มหนึ่ง กระบี่ซึ่งสร้างจากความคิดที่ถูกกดดันด้วยความเจ็บปวดพุ่งทะลวงทำลายล้างผลกระทบทั้งหมดของความเจ็บปวดที่กดดันเขาเอาไว้!

ตู้มมมม!!

ขอบเขตปราณขั้นหกระดับต่ำ...!

ไม่หยุดเพียงเท่านั้น พิษทั้งหมดในร่างที่กำลังไหลเวียนอยู่นั้นในพริบตาก็ถูกดึงรั้งเข้าสู่ชีพจรพิษทั้งหมดด้วยพลังมหาศาลมากมายมหาศาลมากกว่าหลายต่อหลายเท่า! และในตอนนั้นเองที่ผิวกายของเขาแข็งราวกับเกล็ดงูสีดำและในที่สุดมันก็แตกออกราวกับเป็นการลอกคราบตัวเอง!

ลมปราณห้าพิษขั้นห้า!

ขอบเขตพลังใหม่ สำเร็จวิชาลมปราณระดับสี่! แต่ในตอนนั้นเองที่แรงดูดกลืนของวิชาลมปราณห้าพิษทวีคูณความรุนแรงมากขึ้นจนชั่วพริบตาก็ดูดกลืนพิษในร่างของงูพิษนิลกาฬไปกว่าเจ็ดสิบส่วนในพริบตา อาจจะเป็นเพราะความเจ็บปวดที่ระเบิดขึ้นในชั่วพริบตาจากพลังของเทียนเหยาทำให้งูพิษนิลกาฬไม่อาจทนได้อีกต่อไป มันถึงกับเผาผลาญแก่นโลหิตซึ่งเปรียบเสมือนชีวิตของตนและไม่สามารถฟื้นคืนได้โดยง่ายไปโดยไม่เสียดายแม้แต่น้อย ตาของมันกลายเป็นสีแดงโลหิตด้วยความคลั่ง มันปลดปล่อยปราณออกไปเป็นจำนวนมากเพื่อสลายด้ายปราณซึ่งเกาะติดกับตัวมันในพริบตา แม้ผลที่ออกมาจะช่วยชีวิตมันไว้ก็ตาม แต่ผลที่ตามมาก็หนักหนาใช่ย่อย

งูพิษนิลกาฬจับจ้องไปทางเทียนเหยาด้วยแววตาคลั่งแค้น แม่นางหยางซึ่งอยู่ข้างกายไม่ห่างก็รีบเร่งตั้งกระบวนท่าขึ้นเพื่อป้องกันสหายของตนไว้ ส่วนเทียนเหยาก็กลับมาลุกขึ้นนั่งอีกครั้งหนึ่งและกินยารักษาอาการบาดเจ็บภายในไปสองเม็ดเพื่อหมายฟื้นฟูสภาพร่างกายให้อยู่ในสภาพพร้อมรบที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ตอนนั้นเองที่ร่างของงูพิษนิลกาฬเรืองแสงด้วยเส้นสายอาคมจำนวนมากรอบกายของมัน อาคมที่อยู่บนกายของมันนับว่าแปลกประหลาดและยังส่งอารมณ์อันน่าหวาดกลัวและน่าสะอิดสะเอียนออกมา เป็นความรู้สึกที่เทียนเหยาเคยสัมผัสมาแล้ว มันเป็นความรู้สึกด้านลบซึ่งเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือปราณมรณะ!

“นั่นเป็น...อาคมมรณะ? แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน มันเป็นแค่สัตว์อสูรนะ มันไม่ใช่ปรมาจารย์อาคมสักหน่อย...นอกเสียจากว่ามีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในที่แห่งนี้ เจ้างูตัวนี้มันมีนาย! มันเป็นทาสอสูร!!” แม่นางหยางมีสีหน้าที่โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก ทุกอย่างมันเป็นแผนการณ์ที่ถูกวางเอาไว้และทุกคนดันมาติดกับเพราะความโลภ...

ความคิดเห็น