เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 23 ฝ่ายอำนาจที่สาม

ชื่อตอน : บทที่ 23 ฝ่ายอำนาจที่สาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 484

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 18:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23 ฝ่ายอำนาจที่สาม
แบบอักษร

​“ส่งผลึกอสูรคืนมา!” ถังชิงพุ่งทะยานไปทางเทียนเหยาพร้อมพรรคพวกสี่อสรพิษ ล้อมกรอบเทียนเหยาและจิ้นฝานไว้ตรงกลาง รวมถึงหลิวฮวนและเสือสองตัวของกายก็มาด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่หลิวจิวเลี่ยนเองก็เปลี่ยนจิตวิญญาณของตนเองกลายเป็นดาบและเข้าร่วมวงด้วยอีกคนหนึ่ง

“พวกแกเป็นใครถึงได้บังอาจคิดแย่งชิงของกับสกุลหลิว!” หลิวฮวนตะโกนก้องด้วยความโกรธรวมถึงผู้คนในตระกูลหลิวที่ทำสีหน้าถมึงทึง “พวกเราสกุลหลิวลงทุนลงแรงไปมากมายกว่าจะทำให้สิงโตลายพยัคฆ์อ่อนแรง พวกแกคิดจะแย่งชิงกันไปหน้าด้านๆขนาดนี้เชียวเหรอ!” หลิวฮวนจ้องเขม็งไปยังผู้คนทั้งสองตรงกลาง ผลึกอสูรนี้มีความสำคัญต่อสกุลหลิว ไม่สิ มันมีความสำคัญต่อหลิวจิวเลี่ยนเป็นอย่างมาก หลิวฮวนไม่อาจปล่อยให้มันหลุดมือไปได้เด็ดขาด!

“หึๆ น่าขำยิ่งนัก” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเทียนเหยาดังลอดออกมาจากหน้ากากโลหะรูปปีศาจ “สกุลหลิวหรือที่ลงแรงไปอย่างนัก ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าไม่ได้สูญเสียอะไรไปเลยหรอกเหรอ เท่าที่ข้าเห็นมีแต่ผู้คนที่เลี่ยมใสในตระกูลใหญ่อย่างเจ้าและยอมติดตามมาเท่านั้นที่ตายไปเป็นจำนวนมาก!”

“อึก..” หลิวฮวนถึงกับเถียงไม่ออกเมื่อได้ยินคำกล่าวของเทียนเหยา

“ถูกต้อง! พวกเจ้ามันก็ดีแต่หลอกใช้ผู้คนไร้ทางสู้” จิ้นฝานมีสีหน้าที่โกรธแค้นต่อการกระทำของตระกูลใหญ่เหล่านี้ “ออกมาได้!” จิ้นฝานส่งสัญญาณออกไปทันใดนั้นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดจำนวนมากได้ออกมาจากชายป่าและรวมกันที่อีกด้านหนึ่งแต่กลุ่มอำนาจนี้นับว่าน้อยกว่าฝั่งตระกูลใหญ่ทั้งสองมากนัก

“ฮ่าๆๆ พวกเจ้ามีคนกันแค่นี้ยังจะมาทำตัวหยิ่งผยองอีกเหรอ!” ถังชิงหัวเราะเยาะออกมาเมื่อพบเห็นจิ้นฝานตามพรรคพวกที่อ่อนแอเหล่านี้ออกมา

“ใครบอกพวกเจ้ากันว่ากลุ่มของพวกเราอ่อนแอที่สุดในนี้” เทียนเหยายิ้มเยาะอยู่ภายใต้หน้ากาก “พวกเจ้าคิดว่าตนเองจะหยิ่งยโสเหนือทุกคนได้เพราะแค่ว่าเป็นตระกูลใหญ่ภายในเมืองได้อย่างงั้นเหรอ? พวกเจ้าคิดจะกดขี่ข่มเหงผู้คนอย่างไรก็ได้อย่างงั้นเหรอ? พวกเจ้าคงคิดผิดไปหน่อยละมั้ง” เทียนเหยาชูก้อนเนื้อในมือขึ้นเหนือหัวจากนั้นปลดปล่อยปราณสีฟ้าเยือกแข็งออกมาในฝ่ามือข้างในนั้น ก้อนเนื้อนั้นเมื่อสัมผัสปราณสีฟ้าเยือกนี้ก็ถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยือกในพริบตา เทียนเหยาออกแรงบีบเพียงเบาๆก้อนเนื้อที่เกาะอยู่รอบๆก็สูญสลายหายไปเหนือก็เพียงแต่ผลึกอสูรชั้นพิภพที่เปล่งแสงสีเหลืองเจิดจ้าอยู่ในมือ “ของสิ่งนี้ไม่ใช่ของที่พวกเจ้าตระกูลใหญ่หามา แต่เป็นเลือดเนื้อของชาวยุทธ์ไร้สังกัดเยี่ยงพวกเราต่างหาก!” เสียงของเทียนเหยาสะท้อนเข้าหูของชาวยุทธ์ทุกคนโดยรอบในทันทีราวกับจุดประกายบางอย่างขึ้นมาในใจของพวกเขา

ชาวยุทธ์ไร้สังกัดจากสองฝ่ายอำนาจเริ่มมองตากันอย่างคิดไม่ตก โดยเริ่มจากชาวยุทธ์ฝ่ายที่เข้าร่วมกับสกุลหลิวเป็นฝ่ายที่เริ่มเคลื่อนไหวก่อน พวกเขาถูกข่มเหงโดยคนสกุลหลิวมากจนเกินไป เพื่อนพ้องของพวกเขาจำนวนมากต้องตายลงไปก็เพราะสกุลหลิว พวกเขาจะไม่ยอมทนอีกต่อไป พวกเขาเข้าใจความหมายที่บุรุษปีศาจเทียนเหยาต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี

พวกเขาก้าวเดินออกมาและเข้าไปร่วมกลุ่มกับพรรคพวกของจิ้นฝาน เมื่อเห็นดังนั้นกลุ่มชาวยุทธ์ที่ไปเข้าร่วมกับตระกูลถังเองก็เริ่มเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน พวกเขาเข้าใจเป็นอย่างดีในคำพูดของบุรุษปีศาจตรงหน้านี้ดี ตระกูลใหญ่เหล่านี้เห็นพวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้แล้วทิ้ง ไม่ได้เห็นความสำคัญของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะได้ทรัพยากรอะไรดีๆมาก็คงไม่เหลือถึงมือพวกเขา เพียงเวลาไม่นานนักกลุ่มของชาวยุทธ์ไร้สังกัดก็ได้ไปร่วมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเดียวภายใต้การนำของจิ้นฝาน เกิดเป็นฝ่ายอำนาจที่สามภายในป่าอสูรซึ่งมีจำนวนคนมากมายพอๆกับเหล่าตระกูลใหญ่

ทั้งสี่อสรพิษ หลิวจิวเลี่ยนรวมไปถึงหลิวฮวนต่างก็ทำหน้าตาดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย สองคนตรงหน้านี้ใช้เวลาเพียงไม่นานกลับแย่งชิงผู้คนจากกองกำลังของพวกเขาไปเป็นจำนวนมากขนาดนี้ “หึ! พวกเจ้าช่างเสี้ยมคนเก่งนักนะ ถ้าหากตายภายใต้ดาบของข้าดู อยากรู้นักว่าจะมีปัญญาไปเสี้ยมใครที่ไหนอีกไหม!” หลิวจิวเลี่ยนพุ่งทะยานออกไปพร้อมทั้งฟาดฟันดาบใส่เทียนเหยาหวังจะฆ่าให้ตายในดาบเดียว

เพลงดาบหมาป่าทองคำ คมเขี้ยวหมาป่า

ดาบจิตวิญญาณของหลิวจิวเลี่ยนฟาดฟันออกไปโดยไวจนบังเกิดภาพมายารูปหมาป่าทองด้านหลังของนาง ดาบของนางพุ่งอย่างรวดเร็วไปที่ลำคอของเทียนเหยาอย่างรวดเร็วจนจิ้นฝานที่ด้านของยังป้องกันได้ไม่ทัน ปราณขั้นเจ็ดระดับของหลิวจิวเลี่ยนกดดันจนเทียนเหยาแทบรับมือได้ไม่ทัน

เข็มทิพย์ดอกเหมย ดอกอิงฮวากั้นเมฆา

ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบ ฟุบ

เทียนเหยากระโดดถอยหลังออกไปพร้อมกับปลดปล่อยเข็มข้างละหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเล่มรวมทั้งหมดสองร้อยห้าสิบหกเล่มออกมา เข็มดำทั้งหมดถูกดึงดูดและหมุนวนอยู่รอบตัวบังเกิดปราการปราณทรงกลมที่สร้างจากเข็มดำ ที่รอบเข็มดำทั้งหมดสองร้อยกว่าเล่มนั้นบังเกิดภาพมายาปราณกลีบดอกอิงฮวาสีชมพูหมุนวนอยู่รอบกาย แต่ที่กลีบดอกอิงฮวาแต่ละอันนั้นกลีบแฝงไว้ด้วยรัศมีปราณสีเขียวเข้มอันน่าสะอิดสะเอียนชนิดหนึ่งแฝงอยู่บนกลีบดอกอิงฮวาแต่ละอันนั้น เป็นกระบวนท่าที่หกจากเข็มทิพย์ดอกเหมย

เคร้งงงง

เสียงดาบของหลิวจิวเลี่ยนปะทะเข้าม่านปราการของเทียนเหยาอย่างถนัดถนี่ แต่ไม่อาจเจาะทะลุม่านปราการนี้ไปได้ อาจจะเป็นเพราะวิชาปราณห้าพิษอันสูงส่งเป็นวิชาปราณระดับสี่ซึ่งเทียนเหยาได้ฝึกฝนนั้นได้ฝึกจนถึงขั้นที่สี่แล้ว ปราณชนิดนี้จะนับว่าฝึกยากก็ไม่ได้ฝึกง่ายก็ไม่ถูก หากเทียบกับวิชาปราณอื่นแล้วนั้น วิชาอื่นจำเป็นต้องฝึกอย่างยาวนานจึงจะมีการพัฒนาที่ก้าวหน้า

แต่วิชาปราณห้าพิษนี้นับว่าร้ายกาจกว่ากันยิ่งนัก หากมีทรัพยากรที่เพียงพอการฝึกฝนวิชานี้ให้ก้าวหน้านับว่ารวดเร็วเหนือผู้ใดนัก ในตอนนี้ความหนาแน่นของลมปราณห้าพิษของชายหนุ่มนับว่าไม่เป็นสองรองใครในที่นี้นัก

ถึงแม้ความหนาแน่นจะมากมายแต่ในด้านคุณภาพและความร้ายกาจนั้นก็ยังไม่อาจสู้คนที่มีพลังเหนือกว่าหลายช่วงชั้นได้ ร่างของเทียนเหยาในม่านปราการนั้นถูกถ่อยจนกระเด็นไปไกลหลายก้าว แรงกระแทกจะกระบวนท่าของหลิวจิวเลี่ยนก็ยังทำให้อวัยวะภายในของเทียนเหยาได้รับการกระทบกระเทือนได้เล็กน้อย เลือดไหลซึมออกจากมุมปาก

เทียนเหยากล้ำกลืนเลือดรสคาวในลำคอลงไป เขาจับจ้องไปยังร่างของหลิวจิวเลี่ยนที่พุ่งทะยานตามมา แปรเปลี่ยนกระบวนท่าจากรับเป็นรุก โบกสะบัดมือไปรอบตัวชักนำมายาปราณดอกอิงฮวาโดยรอบให้ไปตามการชักนำ กลีบดอกอิงฮวาหมุนรอบร่างของเทียนเหยาก่อนจะพุ่งออกไปด้านหน้าตามการชักนำ ใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่เจ็ดแห่งเคล็ดวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมย

เปลี่ยนรับเป็นรุก

เข็มทิพย์ดอกเหมย เงาอิงฮวาย้อนแสง

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว

กลีบดอกอิงฮวาที่แฝงไว้ด้วยเข็มดำนับสองร้อยเล่มพุ่งทะยานไปยังร่างของหลิวจิวเลี่ยนที่ตามมาจนนางนั้นไม่อาจหลบทันเพราะกระบวนท่านี้กระชั้นชิดจนเกินไปจริงๆ คุณหนูสกุลหลิวฟาดฟันใส่เข็มหลายร้อยเล่มที่พุ่งมาเพื่อหลบเลี่ยงมัน แม้จะเสียเวลาไปบ้างแต่นางก็สามารถแก้กระบวนท่านี้ได้อย่างง่ายดาย ถึงอย่างไรตัวนางก็อยู่ในขอบเขตพลังที่เหนือกว่าเทียนเหยาอยู่แล้ว แต่หากกลับกันเป็นขอบเขตพลังของทั้งสองสลับกันแล้ว คุณหนูสกุลหลิวคงไม่มีทางแก้กระบวนท่านี้ได้อย่างง่ายๆเช่นนี้แน่นอน หลิวฮวนที่เห็นดังนั้นก็พุ่งตามมาช่วยหลิวจิวเลี่ยนในทันที เมื่อเห็นกระบวนท่าของบุรุษปีศาจเบื้องหน้านี้แล้วเขากลับแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นดำคล้ำ

“เป็นแกนี่เอง!” หลิวฮวนตะคอกใส่เทียนเหยา

“หลิวฮวน เจ้ารู้จักคนผู้นี้เหรอ?” หลิวจิวเลี่ยนเอ่ยถามกับหลิวฮวนที่ข้างกายตนเอง นางยังคงจดจำเทียนเหยาผู้นี้ไม่ได้อยู่ดี

“เรียนคุณหนู เจ้าคนผู้นี้คือคนที่ช่วงชิงจิ้งจอกหิมะไปจากพวกเราในคราก่อน ขัดขวางแผนการสำคัญของคุณ” หลิวฮวนมองไปทางเทียนเหยาและทำเสียงฮึดฮัด “เหอะ! มาคราวนี้มันยังคิดแย่งชิงผลึกอสูรของสกุลหลิวเราอีก เป็นโจรที่หน้าด้านยิ่งนัก”

“หึ! เจ้าเป็นใครกันแน่ถึงได้ขัดขวางข้าครั้งแล้วครั้งเล่า” หลิวจิวเลี่ยนโมโหยิ่งนัก

บุรุษปีศาจประสานมือไปทางคุณหนูสกุลหลิว “ข้ามีนามว่าเทียนเหยา เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกองกำลังชาวยุทธ์ไร้สังกัดเท่านั้น ส่วนผู้ที่มากับข้านั้นคือจิ้นฝาน เป็นหัวหน้ากองกำลังชาวยุทธ์ไร้สังกัด” เทียนเหยาผายมือไปทางจิ้นฝานซึ่งบุรุษผู้นี้ยืนกอดอกยิ้มเย้ยอย่างพอใจ

“ฮ่าๆๆๆๆ ถูกต้อง ข้านี่แหละคือหัวหน้ากลุ่ม” จิ้นฝานชี้มือมายังตนเองจากนั้นจึงค่อยเดินไปหากลุ่มของตนเอง แต่มีหรือที่สี่อสรพิษที่ล้อมกรอบอยู่จะปล่อยไปโดยง่าย ถังเหยียนผู้มีร่างกายกำยำชกหมัดออกไปปะทะกับร่างของจิ้นฝานในทันทีด้วยพลังที่อัดแน่นอยู่ในหมัดกว่าเจ็ดสิบส่วน

ปังงง

แต่ผิดคาดยิ่งนัก จิ้นฝานไม่แม้แต่จะหลบหนีจากหมัดอันน่ากลัวนี้ เขาเพียงเกร็งกำลังขึ้นมาต้านรับ กล้ามเนื้อของจิ้นฝานแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลราวกับหินผา ดูแข็งแกร่งราวกับภูเขายักษ์ที่ไม่อาจเคลื่อน จิ้นฝานใช้ออกด้วยวิชากายาระดับสี่

กายาปีศาจหิน

“อ๊ากกก” ถังเหยียนร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเพียงชาวยุทธ์ไร้ชื่อจะมีการฝึกฝนร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงนี้จึงได้ใช้เพียงหมัดธรรมดาไร้กระบวนท่าออกจู่โจมไป แต่มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ หมัดที่กระทบถูกร่างของจิ้นฝานนั้นแม้จะมีอาวุธจิตวิญญาณป้องกันฝ่ามืออยู่แต่ก็ไม่อาจทนแรงสะท้อนกลับที่ส่งออกมาได้ กระดูกแขนข้างนั้นของถังเหยียนร้าวเล็กน้อย

“ถังเหยียน!” สี่อสรพิษที่เหลือร้องออกพร้อมกัน “ขัดขวางไอ้สวะนี้ไว้ มันบังอาจมาทำร้ายคนของสกุลถัง!” ถังชิงตะโกนด้วยความเดือดดาล ถังชิงพุ่งตัวติดตามจิ้นฝานไป ใช้กระบี่พิษงูเขียวในมือจู่โจมออกไปในทันที ประสานกับถังหลิวและถังฝู

กระบี่อสรพิษหมื่นแปร อสรพิษฉกเหยื่อ

สามกระบี่ของทั้งสามคนแทงออกไปยังจิ้นฝานพร้อมกัน ปราณสีน้ำเงินเข้มของทั้งสามคนบังเกิดภาพมายางูขนาดใหญ่สามตัวพุ่งออกไปฉกเหยื่อตรงหน้า จิ้นฝานเกร็งกำลังขึ้นต้านรับด้วยกายาปีศาจหินอีกครั้งหนึ่ง แต่ครานี้ราวกับงูทั้งสามตัวจมหายเข้าไปในร่างกายของจิ้นฝานโดยง่าย

ถังชิง ถังหลิวและถังฝูใช้ออกด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับสลับตำแหน่งกันไปมาอย่างลึกลับยากจับตัวจากนั้นจึงค่อยใช้ท่าอสรพิษฉกเหยื่ออีกครั้งหนึ่ง และครานี้ก็เป็นเช่นเดิมอีกครั้งหนึ่ง งูปราณสีน้เงินเข้มทั้งสามตัวพุ่งหายเข้าไปในตัวของจิ้นฝานอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นทั้งสามคนจึงค่อยสลับตำแหน่งอีกเช่นเดิมราวกับเป็นค่ายกลวงจรอะไรสักอย่าง แต่ดูเหมือนจิ้นฝานจะรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างของตนได้แล้ว

“แย่แล้ว!” จิ้นฝานหน้าเปลี่ยนรีบขับลมปราณที่แฝงอยู่ในร่างออกไปสะ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นการจุดชนวนเร่งเวลาเสียมากกว่า ทันทีที่เขาใช้ลมปราณของตนเองไปสัมผัสกับปราณสีน้ำเงินเข้มที่แฝงอยู่ในร่างมันก็เริ่มเคลื่อนไหวในทันที

ตู้มมม

ราวกับเกิดระเบิดขึ้นในร่างกายของจิ้นฝาน ชายหนุ่มร่างกำยำกระอักเลือดออกมาในทันที พลังปราณที่แฝงอยู่ในร่างกายของเขาคือการสะสมการโจมตีซึ่งทับซ้อนกันได้หลากหลายชั้น การที่เขาใช้ปราณฝืนขับดันมันออกมาเป็นการเร่งให้มันระเบิดสิ่งที่สะสมอยู่ในกายออกมา การโจมตีสองเท่าที่ถูกสะสมในร่างกายไว้สามรูปแบบถูกกระตุ้นออกมาพร้อมกันทำให้จิ้นฝานบาดเจ็บภายใน สมแล้วที่ถูกเรียกว่าลมปราณหกสังหารอันร้ายกาจของสกุลถัง การโจมตีเพียงแค่หกครั้งสามารถระเบิดการโจมตีถึงหกเท่าจากภายในร่างกายของคู่ต่อสู้ได้เช่นกัน

แต่วิชาลมปราณนี้ก็มีข้อจำกัดมากมายเช่นกัน ถึงแม้จะสะสมการโจมตีได้สูงสุดถึงหกชั้นก็ตาม แต่ลมปราณของแต่ละคนก็เหมือนดั่งเช่นลายมือของผู้คน ปราณหกสังหารของแต่ละคนไม่สามารถสะสมร่วมกันได้ ปราณใครปราณมัน แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่เช่นกันที่ทำให้สามารถสะสมปราณหกสังหารในร่างได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการใช้ค่ายกล

ฟุบบบ

เสียงผ้ากระทบผ่านอากาศมา เทียนเหยาใช้โอกาสที่หลิวจิวเลี่ยนและหลิวฮวนเผลอในการพุ่งทะยานไปหาจิ้นฝาน เขากระโดดข้ามหัวพวกสี่อสรพิษที่ล้อมกรอบจิ้นฝานอยู่ไป เทียนเหยาเมื่อลอยกลับหัวอยู่กลางอากาศเหนือร่างของจิ้นฝานก็หยิบเข็มดำออกมาจากปลอกแขนโลหะสีดำ

เข็มทิพย์ดอกเหมย กระบวนท่าที่ห้า ปักษาสวรรค์เหินฟ้า

เทียนเหยาหมุนตัวรวดเร็วกลางอากาศพร้อมปลดปล่อยเข็มออกไปรอบตัวทั้งหมดหกสิบสี่เล่มรอบตัวทั้งสองข้างและถูกเชื่อมโยงกันไว้ด้วยด้ายปราณสีแดงราวกับเป็นปีกที่ยื่นออกมาจากแขนและกวาดการโจมตีออกไปโดยรอบด้าน สี่อสรพิษเมื่อพบเห็นการโจมตีนั้นก็ไม่นิ่งเฉย รีบใช้ท่าเท้าอสรพิษลี้ลับในการหลบฉากออกมาทันที

เมื่อพวกสกุลถังถอยออกไปแล้วเทียนเหยาจึงได้ใช้กระบวนท่าด้ายใช้ชิงใจมัดร่างของจิ้นฝานไว้จากนั้นออกแรงเขวี้ยงร่างของชายกำยำผู้นี้ไปทางกองทัพของตนเอง โดยเทียนเหยารีบพุ่งทะยานติดตามร่างของจิ้นฝานไปติดๆ จิ้นฝานร่างกระแทกลงบนพื้นตรงหน้ากองทัพชาวยุทธ์ตรงนั้นพร้อมๆกับที่เทียนเหยาร่อนร่างลงที่ด้านข้าง เทียนเหยาหันกลับไปมองเหล่าตระกูลใหญ่ทั้งสองตรงหน้านี้และยิ้มเยาะอยู่ภายใต้หน้ากาก

“ในครั้งนี้ถือว่าพวกข้าเป็นผู้ชนะเป็นอย่างไร? ขอให้พวกเจ้าลองคิดให้ดีนะว่าต้องการต่อสู้หักหารกัน ณ ที่นี่เลยหรือไม่? การเจ้าตรงการต่อสู้ พวกเจ้าก็ไม่อาจไว้ใจพวกที่เหลืออีกฝ่ายได้ พวกเจ้าสกุลหลิว” เทียนเหยาชี้นิ้วไปยังหลิวจิวเลี่ยน “พวกเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าหากต่อสู้กับพวกข้าแล้วกองกำลังพวกเจ้าอ่อนแอลงไป” เทียนเหยาชี้นิ้วต่อไปยังถังชิง “เจ้าพวกสกุลถังจะไม่เล่นงานพวกเจ้าลับหลัง หรือพวกเจ้าสกุลถังละ? มั่นใจเหรอว่าสกุลหลิวจะไม่เล่นงานพวกเจ้าหากเข้ามาแย่งชิงผลึกอสูร” เทียนเหยาลอบมองดูปฏิกิริยาของผู้คนสองตระกูล

“หึ! งั้นของสิ่งนี้ข้ายกให้เจ้าก็ได้ ฝากไว้ก่อนเถอะเทียนเหยา!” หลิวจิวเลี่ยนทำฮึดฮัดแล้วกระทืบเท้าเดินจากไป “เดินหน้าต่อได้! ไปสู่ใจกลางป่าอสูร”

“พวกข้าก็ขอตัวเช่นกัน เจ้าหน้าปีศาจ เจ้าก็ระวังหลังของเจ้าให้ดีก็แล้วกัน” ถังชิงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป ถอนกองกำลังออกไปจากตรงนั้นในลักษณะนี้

“เฮ้อ รอดไปทีนะ” จิ้นฝานถอนลมหายใจอย่างหมดห่วง จากนั้นจึงค่อยนั่งปรับลมปราณอยู่ที่พื้นตรงนั้นโดยเทียนเหยาก็ได้นั่งปรับลมปราณอยู่ด้านข้างเช่นกัน ส่วนกองกำลังที่เพิ่มจำนวนขึ้นมานั้นต่างก็ได้ทำความรู้จักกันอยู่ที่บริเวณใกล้ๆไม่ห่างไกล พวกเขาต่างก็เข้าใจหัวอกของกันและกันเพราะต่างก็ได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายภายใต้เท้าของพวกตระกูลใหญ่เช่นเดียวกัน

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามดีนัก เทียนเหยาและจิ้นฝานได้ปรับฟื้นลมปราณของตนจนกลับมาสู่สภาพสมบูรณ์ดีแล้วจึงค่อยลุกขึ้นมาและปรึกษาหารือกัน เทียนเหยาได้โยนผลึกอสูรระดับสี่ไปให้แก่จิ้นฝานซึ่งเขาได้รับด้วยสีหน้างงงวยเช่นกัน

“เจ้าเป็นหัวหน้า เจ้าตัดสินใจ” เทียนเหยากล่าว เขาไม่กล้าที่จะหน้าด้านเก็บของสิ่งนี้ไว้เพียงคนเดียวเหมือนเช่นที่คนจากตระกูลใหญ่ทั้งหลายทำ

“ตกลง งั้นหลังจากนี้ข้าจะรักษาของล้ำค่านี้ไว้ชั่วคราวก่อน เมื่อกลับไปถึงเมืองแล้วจะนำไปขายและแบ่งเงินทองให้แก่พี่น้องทุกคน” จิ้นฝานเก็บผลึกอสูรใส่ในถุงผ้าจากนั้นค่อยนำมันไปผูกไว้ยังบริเวณเอวของตนเอง เก็บรักษาของสิ่งนี้ไว้เป็นอย่างดี

ในตอนนั้นเองที่มุมหนึ่งไม่ห่างไกลจากบริเวณนั้นนัก ดวงตาสดใสสีแดงซึ่งมีแววตาอันซุกซนซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นกำลังมองออกไปอย่างสนใจ สายตาของหญิงสาวผู้นี้กำลังจับจ้องไปยังบุรุษผู้สวมใส่หน้ากากปีศาจอยู่ “คิกๆ เจ้าทึ่มนี่ทำตัวน่าหมั่นไส้เสียจริง ทำตัวผิดแปลกจากทุกที ทำตัวขรึมไม่คิดพูดคุย”

ในตอนนั้นเองที่เทียนเหยามองหันซ้ายแลขวาดูแปลกๆ เขามีความรู้สึกแปลกๆอยู่ที่ด้านหลังคอ ราวกับถูกใครบางคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลาแต่ก็มองหาไม่เจอเช่นกัน แต่มันคงเป็นแค่ความรู้สึกอย่างหนึ่งเท่านั้น คงเป็นสิ่งที่ผู้คนเรียกกันว่าลางสังหรณ์ละมั้ง

บุรุษปีศาจไม่ได้สนใจอันใดอีก เขาได้ออกเดินทางไปพร้อมกับเหล่าชาวยุทธ์ผู้ฝึกฝนและแสวงหาพลังในหนทางของผู้ฝึกตน เขามองดวงตาของผู้คนโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความหวัง จากการพูดคุยกันในวันนี้ทำให้เขารับรู้ได้ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นผู้ฝึกตนที่มีพื้นเพธรรมดาไม่เหมือนพวกตระกูลใหญ่ พรสวรรค์ก็ดาดเดื่อนทั่วไป ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตปราณขั้นสองถึงปราณขั้นสามระดับสุดยอด

กองกำลังฝ่ายที่สามนี้ได้ออกเดินทางต่อไปเป็นเวลากว่าสามวัน ระหว่างทางก็ได้พบกับสัตว์อสูรเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนมากนั้นสัตว์อสูรที่พบเจอจะเป็นพวกสัตว์อสูรชั้นมนุษย์ในระดับหนึ่งถึงสามเสียมากกว่า พวกเขาไม่ได้พบเห็นสัตว์อสูรชั้นพิภพอีกแม้แต่เงา การช่วยเหลือกันของกองกำลังชาวยุทธ์ไร้สังกัดนี้ทำให้พวกเขาได้รับทรัพยากรเป็นจำนวนมากเช่นกัน ถึงแม้พวกมันจะเป็นทรัพยากรระดับต่ำก็ตามแต่มันก็มีประโยชน์ต่อกองกำลังของพวกเขามากเช่นกัน

จิตวิญญาณของผู้คนส่วนมากในกองกำลังนับว่ามีการเลื่อนชั้นอย่างน้อยหนึ่งระดับชั้น แต่สำหรับเทียนเหยาแล้วไม่นับว่ามีประโยชน์เสียเท่าไหร ทรัพยากรอย่างหนึ่งเมื่อมีการใช้ไปมากขึ้นเท่าไหร ผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะน้อยลงไปด้วยตามปริมาณที่เคยใช้มา เทียนเหยาไม่ได้ใช้ผลึกอสูรที่ได้รับมาแต่เลือกที่จะเก็บมันไว้กับตัวเพื่อนำมันไปขายแลกกับเงินทองในตอนหลัง

ทรัพยากรในมือของชายหนุ่มตอนนี้แม้จะมีไม่มากมายนักแต่ก็คงจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้อย่างน้อยสักหลายตำลึงเงิน เทียนเหยาและกองกำลังของจิ้นฝานก็ยังคงเดินหน้าต่ออย่างไม่หยุดหย่อนราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ไม่มีใครหยุดได้ ยิ่งเดินหน้าเท่าไหรจำนวนสัตว์อสูรที่พบเจอก็เริ่มจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ในหลายวันมานี้สัตว์อสูรที่พบเจอส่วนมากนั้นกลับเป็นสัตว์อสูรระดับสามแทบทั้งหมดที่เจอ บางครั้งถึงขนาดต้องเจอกับฝูงสัตว์อสูรระดับสามด้วยซ้ำไป ทำให้กองกำลังชาวยุทธ์ไร้สังกัดเริ่มมีการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนไปหลายต่อหลายคน จิตใจของทุกคนแม้จะยิ่งย่ำแย่ลงไปเท่าไหร แต่ก็ยังดีที่ผู้คนที่ยังคงรอดอยู่ได้รับรู้ว่าปลายทางอยู่อีกเพียงไม่ไกลเท่านั้น

อย่างน้อยก็ต่อสู้ทั้งหมดที่ทุ่มเทมาเป็นเวลาหลายวันยังคงไม่สูญเปล่า ฝีเท้าของทุกคนย่ำผ่านผืนป่าไปเรื่อยๆจนถึงจุดหนึ่งที่บรรยกาศเริ่มแปลกประหลาดแตกต่างออกไป โดยผู้ที่สามารถรับรู้สถานะการณ์ตรงหน้านี้ได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นเทียนเหยาผู้คุ้นเคยกับสิ่งๆนี้เป็นอย่างดี

‘ไอพิษ..’ เทียนเหยาคิดในใจ

ชายหนุ่มมองไปยังรอบทิศทางและแจ้งเตือนให้ผู้คนโดยรอบระวังตัวกันให้ดีเพราะมันเริ่มเข้าใกล้ใจกลางป่าไปเรื่อยๆแล้ว เมื่อเดินเข้าไปอีกสักพักนั้นก็เริ่มมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นโดยรอบ เสียงของแมลงทั้งหลายในป่าพลันเงียบหายไปโดยไร้ร่องรอย มันเงียบเสียจนสามารถได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นอยู่ในอก

แต่เมื่อตัดสินใจที่จะเข้ามาเพื่อตามหาสัตว์อสูรลึกลับนี้แล้ว ผู้ฝึกตนทุกคนต่างก็นับว่ามีความกล้าอยู่ในใจอยู่บ้าง กองกำลังของจิ้นฝานยังคงเลือกที่จะก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงจุดหนึ่งที่ปลายทางด้านหน้า ป่าไม้โดยรอบเริ่มเบาบางลงไม่ขึ้นรกชันเหมือนเส้นทางที่ได้เดินผ่านมา

ที่ปลายแสงด้านหน้าเมื่อได้เดินผ่านพ้นออกมาแล้วก็พบกับพื้นที่ราบแห่งหนึ่งซึ่งตรงกลางเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ซึ่งน้ำในนั้นมิใช่น้ำที่บริสุทธิ์และใสสะอาดอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับถูกแทนที่ด้วยน้ำสีดำสนิทดูน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก พื้นที่หญ้าโดยรอบบ่อน้ำแห่งนี้กลับกลายเป็นสีดำและตายไปเสียหมด ในตอนนั้นเองที่มีการเคลื่อนไหวจากชายป่าอีกด้านไม่ห่างจากจุดที่กองกำลังของจิ้นฝานอยู่นัก

มีผู้คนจำนวนมากออกมาจากทั้งชายป่าสองด้านทั้งซ้ายและขวา เทียนเหยามองไปทางด้านซ้ายก็พบเข้ากับพวกสี่อสรพิษก้าวเดินออกมา ส่วนทางด้านขวานั้นบุรุษปีศาจกลับเห็นหลิวจิวเลี่ยนและหลิวฮวนปรากฎออกมาพร้อมกับคนผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่แน่นอนว่าคนผู้นี้เป็นสมาชิกของตระกูลหลิวเช่นกัน บุรุษลึกลับผู้นี้เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง คิ้วโค้งดุจดาบอันคมกล้า สายตาเชือดเฉือนราวกับอาวุธร้าย

“แข็งแกร่งยิ่งนัก” เทียนเหยามีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อสัมผัสเข้ากับรัศมีพลังของชายหนุ่มผู้ลึกลับ พลังของคนผู้นี้แหลมคมราวกับดาบเล่มหนึ่ง ราวกับคนผู้นี้เป็นดาบที่มีชีวิต ที่ด้านหลังของชายลึกลับมีดาบสีทองเล่มหนึ่งสะพายอยู่

เมื่อสังเกตดีๆแล้วเทียนเหยาก็เข้าใจได้ในทันที รัศมีพลังที่คุ้นเคยเช่นนี้คือสิ่งที่เขาเคยพบเจอมาครั้งหนึ่งแล้ว ‘สำนึกดาบ’ เทียนเหยามีสีหน้าเคร่งเครียดมากยิ่งขึ้น “คนผู้นี้คงมิใช่...ยอดฝีมืออันดับหนึ่งหลิวจิวฮุ่ยหรอกนะ...”

ช่างบังเอิญเสียจริง ฝ่ายอำนาจทั้งสามในป่าอสูรกลับมาถึงพร้อมกันเสียได้...

  1. ดอกอิงฮวา หมายถึง ดอกซากุระ

error loaded

error loaded

ความคิดเห็น