เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 22 เทียนเหยา

ชื่อตอน : บทที่ 22 เทียนเหยา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 515

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 18:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 เทียนเหยา
แบบอักษร

ฉัวะ!!! ฉัวะ!!! ฉัวะ!!! ฉัวะ!!!

เสียงคมดาบฟาดฟันใส่เนื้อหนังดังอย่างต่อเนื่อง ทั้งชิ้นเนื้อและเลือดสดต่างสาดกระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศ กองทัพของผู้เยาว์เมืองฟูเจี้ยนได้บุกทะลวงเข้าไปสู่ใจกลางป่าไปเรื่อยๆ ตลอดทางที่ผ่านไปไม่ว่าจะเจอสัตว์อสูรตนไหนต่างก็ถูกเหยียบย่ำให้ตายไปอย่างง่ายดายด้วยฝ่ายมนุษย์ที่มีพวกมากกว่า

ในรอบหลายต่อหลายปีที่ผ่านมานั้นไม่เคยมีผู้ฝึกยุทธ์มารวมตัวกันภายในป่าอสูรมากมายขนาดนี้มาก่อน แม้แต่เหล่าผู้ฝึกยุทธืที่ไม่สังกัดสำนักหรือตระกูลใดๆยังได้เข้าร่วมการแย่งชิงในครั้งนี้ไปด้วย พวกเขาเหล่านั้นบ้างก็แฝงตัวอยู่ภายในป่าอสูรอย่างเงียบๆเพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์ บ้างก็ไปรวมกลุ่มกับตระกูลใหญ่เพื่อหวังได้ผลตอบแทนเล็กๆน้อยจากเหล่าคนพวกนั้น

ภายในป่าอสูรนั้นได้แบ่งฝ่ายอำนาจใหญ่ออกเป็นสองฝ่าย หนึ่งคือฝ่ายตระกูลถังและอีกหนึ่งคือดาบทองสกุลหลิว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดต่างเลือกเข้าร่วมกับสองฝ่ายนี้ก็เพราะพวกตระกูลใหญ่เหล่านี้มีโอกาสมากที่สุดที่จะได้กอบโกยผลประโยชน์จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายอำนาจตระกูลหลิวจะมีคนเข้าร่วมมากมายกว่านัก

ผลประโยชน์ที่ได้จากการกำจัดสัตว์อสูรระหว่างทางถูกมอบให้แก่ผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดที่เข้าร่วมกับทั้งสองฝ่ายทั้งหมด เพราะสำหรับตระกูลใหญ่อย่างสกุลถังและสกุลหลิวแล้วละก็ ทรัพยากรที่ได้จากสัตว์อสูรรอบนอกของป่าอสูรไม่อาจจูงใจพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย ของพวกนั้นจึงถูกแบ่งให้แก่ผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดแทนค่าจ้างเพื่อให้อำนาจของพวกเขาในป่าอสูรนั้นมีมากขึ้น

ตุบ ตุบ ตุบ

เสียงฝีเท้ากระทบเข้ากับพื้นดินดังขึ้นที่ชายป่าด้านหนึ่ง บนเส้นทางหนึ่งที่รอบนอกของป่านั้นคือบุรุษผู้หนึ่งในชุดผ้าสีดำ ผมยาวสลวยสีดำเข้มแต่บนใบหน้าของเขากลับสวมใส่ไว้ด้วยหน้ากากโลหะสีดำ มันเป็นหน้ากากที่น่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่างมาก มันเป็นใบหน้าของปีศาจซึ่งมีตาสีดำไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดด้านในได้ เขี้ยวยาวยื่นออกมาจากปาก ส่วนที่หน้าผากนั้นมีเขายาวหนึ่งคู่

ปีศาจนั้นเดินตรงไปเรื่อยๆเพื่อหวังจะเข้าไปสู่ใจกลางป่าอสูรได้อย่างรวดเร็ว ระหว่างทางนั้นแม้จะมีสัตว์อสูรทั้งระดับหนึ่งถึงสองออกมาขัดขวางแต่ก็ไม่ครณามือของเขาแม้แต่น้อย ปีศาจนั้นหยิบยื่นเข็มดำออกมาจากปลอกแขนโลหะแล้วจัดการซัดใส่สัตว์อสูรทั้งหลายให้ตายไปได้ภายในเข็มเดียว

โฮกกกก

ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงคำรามอันน่าหวาดกลัวของสัตว์อสูรตนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหน้าของเขา ปีศาจผู้นี้เร่งรีบทะยานไปยังที่ต้นกำเนิดเสียงคำรามนั้นทันที เมื่อได้ไปถึงแล้วเขาก็เข้ากับสัตว์รูปร่างหมูป่าตัวใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่ง ในที่แห่งนั้นได้มีผู้ยุทธ์เป็นจำนวนมากกำลังลุมล้อมสัตว์อสูรหมูป่าไว้โดยผลัดกันล่อหลอกและโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง

บุรุษปีศาจผู้นั้นได้เฝ้ามองอยู่ห่างและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป เขาลอบสังเกตว่าพวกผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังจัดการสัตว์อสูรหมูป่าอยู่นี้ไม่ได้สังกัดตระกูลหรือค่ายสำนักใดเลย เพราะท่าร่างและกระบวนท่า รวมถึงรูปแบบการใช้ลมปราณแต่ละคนนั้นไม่ได้มีจุดที่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย แม้บุรุษปีศาจผู้นี้จะเคยศึกษาวิชาต่างๆมามากมายแต่ก็เป็นเพียงวิชาระดับต่ำเท่านั้น

หากเป็นวิชาระดับสามหรือสี่ขึ้นไปแล้วนั้น ส่วนมากจะถูกครอบครองโดยค่ายสำนักหรือตระกูลต่างๆภายในเมืองฟูเจี้ยน พวกเขามีธรรมเนียมปฎิบัติที่ทำสืบต่อกันมาอย่างช้านานมากนั่นก็คือวิชาฝีมือระดับนี้มักจะไม่ถูกถ่ายทอดให้กับคนนอก จึงทำให้บุรุษปีศาจสามารถแยกออกได้ว่าคนพวกนี้ไม่ได้สังกัดค่ายสำนักหรือตระกูลใดเพราะวิชาที่พวกเขานั้นอ่อนแอจนเกินไป

“ล้อมมันไว้! โจมตีจากทุกทางพร้อมกัน” เสียงของผู้ฝึกยุทธ์ผู้หนึ่งดังขึ้น เมื่อบุรุษปีศาจหันมองมองยังทิศทางนั้นก็พบว่าคนที่ดูท่าทางเป็นผู้นำนั้น คนที่เป็นผู้นำนั้นแต่งกายด้วยกางเกงผ้าสีน้ำตาลเข้ม โพกผ้าโพกหัวสีดำปกคลุมบนศีรษะ เปลือยร่างท่อนบนของตนเอง กล้ามเนื้อบนร่างกายของคนผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมากดุจดั่งหินผา

“วิชาบ่มเพาะกายา...” บุรุษปีศาจดูมีความสนใจในวิชาที่ผู้นำกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ใช้อยู่นัก เป็นที่รู้กันในยุทธภพว่าศาสตร์วิชาบ่มเพาะกายานั้นคือการเพิ่มคุณสมบัติร่างกายอย่างใหญ่หลวงทำให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพัน แม้จะมีคุณสมบัติที่ดีแค่ไหนก็ตามแต่วิชาประเภทนี้นับว่าฝึกฝนยากที่สุด นั่นก็เพราะจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรหลากหลายอย่างในการเพิ่มคุณสมบัติร่างกาย

หากจะนับว่าลมปราณห้าพิษมีความใกล้เคียงกับวิชาบ่มเพาะกายาก็ว่าได้ นั่นก็เพราะนี้นั้นเพิ่มคุณสมบัติความเป็นพิษให้ก่อเกิดขึ้นภายในร่างกาย เพิ่มความทนทานพิษต่อร่างกายจนถึงจุดที่สร้างพิษขึ้นมาเองได้ในร่างกาย แต่หากเป็นวิชากายาทั่วไปแล้วกลับเป็นการฝึกฝนเพิ่มความทนทานร่างกายภายนอกเสียมากกว่า ดั่งเช่นวิชาระฆังทองในตำนานของวัดเส้าหลิน

โฮกกก

สัตว์อสูรหมูป่าร้องคำรามอย่างเจ็บปวด มันเริ่มวิ่งพล่านไปทั่วพยายามจะใช้เขี้ยวยาวอันแหลมคมทิ่มแทงผู้ฝึกยุทธ์โดยรอบ แต่ในตอนนั้นเองที่ผู้นำกลุ่มได้วิ่งออกมาด้วยความรวดเร็วและใช้ร่างกายของตนเองรับเขี้ยวยาวอันแหลมคมนั้นไว้ท่ามกลางสายตาอันตื่นตะลึงของผู้คนโดยรอบ

ตู้มมมม

เสียงปะทะกันระหว่างสองชีวิตดังสนั่นขึ้นจนเศษดินเศษฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว สายตาของผู้นำผู้นั้นดูบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่าตนหนึ่ง เขาคนเดียวพยายามหยุดร่างของสัตว์อสูรตนหนึ่งไว้ พลังกายของคนผู้นี้ดุจดั่งปีศาจเสียจริง “เอาเลย!” ในตอนนั้นเองที่ผู้นำกลุ่มได้ตะโกนสั่งดังลั่น ผู้ฝึกยุทธ์โดยรอบได้สติขึ้นมาก็เร่งรีบเรียกจิตวิญญาณและทาสอสูรของตนออกมาจู่โจมโดยพร้อมเพรียงกัน

แสงสีตระการตาจากการโจมตีนับไม่ถ้วนสว่างจ้าขึ้น เมื่อสิ้นแสงลงแล้วก็พบเห็นสัตว์อสูรหมูป่าตนนี้บาดเจ็บอย่างหนัก เลือดของมันไหลอาบไปทั่วทั้งร่างของมัน ในขณะนี้ดวงตาของมันแดงก่ำเป็นอย่างมอง มันจับจ้องไปยังผู้นำกลุ่มที่จับเขี้ยวของมันไว้ที่ด้านหน้า มันขู่คำรามก้องด้วยความเกลียดชัง

สัตว์อสูรหมูป่าสะบัดจนร่างของผู้นำนั้นหลุดออกไปและวิ่งเข้าชนเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายที่โจมตีมันเมื่อครู่ แต่ตอนนั้นเองที่ผู้นำกลุ่มได้วิ่งเข้ากอดขาของหมูป่าตนนั้นไว้เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของมันไว้ และในตอนนั้นเองที่บุรุษปีศาจเล็งเห็นโอกาส มีหรือที่เขาจะไม่คว้าจับมันไว้ในมือของตน บุรุษปีศาจพุ่งทะยานเข้าไปหาสัตว์อสูรหมูป่าด้วยความรวดเร็ว พริบตาเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าหมูป่ายักษ์ท่ามกลางความตกตะลึงในรูปโฉมที่ใส่หน้ากากน่ากลัวนี้

ลมปราณห้าพิษ ฝ่ามือจงอาง

บุรุษปีศาจกระโดดขึ้นไปในกลางอาการและยื่นฝ่ามือออกไปกระทบเข้ากับหน้าผากของสัตว์อสูรตนใหญ่นี้ในชั่วพริบตาพร้อมกับปลดปล่อยปราณสีเขียวเข้มเข้าไปภายในร่างกายของมัน สัตว์อสูรหมูป่าได้รับพิษร้ายแรงเข้าไปก็ตาเหลือกค้างตายในทันทีที่โดนพิษจู่โจมเข้าสู่ร่างกาย ก่อนหน้านี้ร่างกายของมันบาดเจ็บหนักอยู่ก่อนแล้ว กลับมาโดนพิษร้ายอีกครั้งหนึ่ง มันไม่มีหนทางใดที่จะรอดจากยมทูตที่เบื้องหน้ามันได้เลย

เมื่อเห็นว่าสัตว์อสูรปีศาจตนนั้นตายไปแล้ว บุรุษปีศาจนี้จึงได้ใช้เคล็ดดูดกลืนพิษของวิชาลมปราณห้าพิษในการกำจัดพิษในร่างของสัตว์อสูรออกไปให้หมดเพื่อลบร่องรอยของพิษที่ตนเองใช้ออกไปในทันที จากนั้นเขาจึงค่อยล่วงหล่นลงมายืนบนพื้นอย่างมั่นคงพร้อมกับที่สัตว์อสูรหมูป่าล้มลงบนพื้น สามารถฆ่าสัตว์อสูรตนนี้ในหนึ่งฝ่ามือออกจะดูเหลือเชื่อไปอยู่บ้าง แต่ทุกคนในนั้นก็ได้เห็นสิ่งนี้กับตาของตนเองทั้งนั้น

“พี่ชายท่านนี้ ขอขอบคุณท่านมากที่ช่วยเราไว้” ผู้นำกลุ่มเอ่ยกับบุรุษปีศาจผู้นั้น “ข้าน้อยมีนามว่าจิ้นฝาน เป็นผู้นำกลุ่มชาวยุทธ์ไร้สังกัดในเมืองซึ่งขอเข้ามาลองเสี่ยงโชคภาคในป่าอสูรดูสักครั้ง” จิ้นฝานประสานมือคาราวะให้กับบุรุษปีศาจ “ไม่ทราบว่านามอันสูงส่งของพี่ชายท่านนี้คือ?”

“เรียกข้าว่าเทียนเหยา” บุรุษปีศาจประสานมือคาราวะตอบกลับไปทางจิ้นฝานและทุกๆคนโดยรอบซึ่งเขาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“ฮ่าๆๆๆ นามเทียนเหยาของท่านช่างเหมาะสมยิ่งนัก ปีศาจสวรรค์...ช่างเป็นนามอันสูงส่ง แต่เมื่อมองดูจากฝีมืออันร้ายกาจของท่านก็นับว่าเข้ากันอย่างยิ่ง” จิ้นฝานหัวเราะชอบใจดังลั่นโดยไม่สนใจใคร

“เอาอย่างนี้เป็นไง พี่เทียนเหยาสนใจจะเข้าร่วมกลุ่มผู้ตกยากอย่างพวกเราหรือไม่ ถึงพวกเราจะมีคนน้อยนิดจนไม่อาจเทียบเท่าทัพใหญ่อย่างพวกตระกูลถังหรือตระกูลหลิว แต่อย่างน้อยสมบัติที่พวกเราได้มาก็แบ่งกันเอง จะดีจะเลวก็อยู่ที่ความสามารถของพวกเรา หากไปอยู่กับพวกตระกูลใหญ่นั่นก็คงหนีไม่พ้นถูกพวกมันเอาเปรียบจนไม่เหลืออะไร ของดีๆพวกมันก็คงเอาไปหมดแล้วเหลือแต่ของคุณภาพต่ำให้ เป็นไง ท่านสนใจจะเข้าร่วมกลุ่มกับเราหรือไม่?” จิ้นฝานยิ้มอย่างจริงใจให้เทียนเหยาท่ามกลางแรงสนับสนุนจากผู้คนโดยรอบ

“ตกลง ข้าขอเข้ารวมกลุ่มของท่านด้วยแล้วกัน” เทียนเหยาประสานมือคาราวะให้กับชาวยุทธ์รอบตัว ซึ่งทุกคนต่างก็ผลัดกันมาทำความรู้จักกัน ถึงแม้ทุกคนต่างสงสัยว่าทำไมบุรุษปีศาจเทียนเหยาถึงได้ใส่หน้ากากปิดบังโฉมหน้าแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากความเมื่อเทียนเหยาได้บอกต่อทุกคนว่าเขามีรูปโฉมอัปลักษณ์ไม่อยากให้ใครได้พบเห็น

จากนั้นกลุ่มพันธมิตรชาวยุทธ์ไร้สังกัดต่างก็ออกเดินทางต่อเพื่อหวังเข้าสู่ใจกลางป่าอสูร โดยที่เบื้องหน้าของพวกเขาห่างออกไปหลายลี้นั้นคือหนึ่งในกลุ่มอำนาจใหญ่ภายในป่าอสูรซึ่งมีผู้นำเป็นสตรีรูปโฉมงดงามนางหนึ่ง นางคือหลิวจิวเลี่ยนผู้เป็นทายาทสายตรงของดาบทองสกุลหลิว หลิวจิวเลี่ยนขับขี่อยู่บนจิตวิญญาณหมาป่าทองคำของนางเอง นางขับขี่จิตวิญญาณทองนี้นำหน้าขบวนของชาวยุทธ์ตระกูลหลิวและชาวยุทธ์ไร้สังกัดซึ่งขอเข้าร่วมกับกองทัพตระกูลหลิว

“หยุด!” หลิวจิวเลี่ยนตะโกนขึ้นพร้อมกับสะบัดมือโบกออกไปข้างลำตัวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ขบวนของนางหยุดลง และที่ตอนนั้นเองที่ด้านข้างของนางนั้นมีบุรุษผู้ขับขี่จิตวิญญาณเสือเขี้ยวดาบออกมาหยุดอยู่ด้านข้างของนาง

“คุณหนูระวังตัวด้วย” หลิวฮวนที่ด้านข้างหลิวจิวเลี่ยนเอ่ยขึ้นเตือน

สวบ สวบ สวบ

เสียงใบไม้เสียดสีกันดังขึ้นที่บริเวณด้านหน้าของกองทัพสกุลหลิว ในตอนนั้นเองที่มีเงาหนึ่งแหวกออกจากพงหญ้านั้น ขาข้างหนึ่งของสัตว์อสูรก้าวเดินออกมาจากหลังพงหญ้าสูงนั้น ขาของสัตว์อสูรตนนี้มีขนหยาบแข็งกระด้างสีน้ำตาลมีลายพาดกลอนสีเหลืองประดับอยู่บนตัวของมัน

สวบ สวบ สวบ

เสียงแหวกพงหญ้าดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในครานี้ร่างอันใหญ่โตของมันโผล่ออกมาให้เห็นด้วยสายตาตื่นตะลึงของผู้คนสกุลหลิว ร่างอันใหญ่โตของมันช่างสูงใหญ่เสียเหลือเกิน ดวงตาสีเหลืองลูกโตดุจดั่งกระดิ่งยักษ์ เขี้ยวยาวแหลมดุจปีศาจของมันมีน้ำลายไหลย้อยยืดยาวออกมาน่าเกลียดน่ากลัว แผงคอยาวสีเหลืองทองพลิ้วไหวไปมาราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน

หลิวฮวนสีหน้าดำคล้ำ น้ำลายหนืดข้นอยู่ในคอแทบจะพูดไม่ออก “สิงโตลายพยัคฆ์ สัตว์อสูรระดับสี่ขึ้นไป...เป็นสัตว์อสูรชั้นพิภพ” หลิวฮวนรีบกระโดดลงจากจิตวิญญาณเสือเขี้ยวดาบของตนเองและแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณรูปร่างดาบในมือของตนเอง เขารีบพุ่งเข้าไปยืนขวางอยู่ข้างหน้าของคุณหนูหลิวในทันทีพร้อมกับตะโกนสั่งออกไป “เจ้าพวกสวะที่ติดตามมา จงไปเป็นแนวหน้าหลอกล่อมันให้พวกข้า!”

เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดที่ติดตามมาต่างก็มีสีหน้าซีดเผือด พวกเขาได้รับรู้ในวินาทีนั้นแล้วว่าทำไมตระกูลอันดับหนึ่งถึงได้ยินดีนักที่จะให้พวกเขาเข้าร่วมกลุ่มด้วยง่ายดายขนาดนี้ นั่นก็เพื่อสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ เอาพวกเขามาเป็นแพะบูชายัญเพื่อให้เป็นตัวตายตัวแทน ให้พวกเขาไปรับดาบแทนพวกตน แม้ในใจพวกเขาจะโกรธแค้นเป็นอย่างมากแต่ก็เข้าใจสถานะการณ์ดี หากไปสู้กับสิงโตลายพยัคฆ์ก็เท่ากับตายแต่หากไม่ไปก็เท่ากับตายเช่นกัน สกุลหลิวคงไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่นอน

“ตายเป็นตายว่ะ! อย่างน้อยช่วยกันสู้ก็ยังมีโอกาสรอดละว่ะ แต่หากไม่ไปต้องถูกพวกมันฆ่าตายแน่” หนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดเอ่ยขึ้นมาซึ่งที่เหลือก็เห็นพ้องกัน พวกเขาต่างเรียกจิตวิญญาณของตนออกมาพร้อมกับกำอาวุธไว้ในมือและตรงดิ่งไปล้อมรอบร่างของสิงโตลายพยัคฆ์โดยพร้อมเพรียง

โฮกกกกก

สิงโตลายพยัคฆ์คำรามอย่างโกรธเกรี้ยวเมื่อพบว่าพวกมนุษย์นั้นได้เข้ามารุมล้อมร่างกายของมันไว้ มันเปล่งพลังเทียบเท่ากับปราณขั้นแปดระดับสูงออกมาจนชาวยุทธ์ไร้สังกัดโดยรอบต่างถอยหลังกันคนละหลายก้าว พลังระดับนี้นับว่าสูงส่งกว่าพลังของผู้คนทั้งหมดในกองทัพตระกูลหลิวเสียอีก พลังระดับนี้นับว่าเกือบเทียบเท่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองอย่างหลิวจิวฮุ่ยแต่น่าเสียดายนักที่คนผู้นี้ไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มของสกุลหลิวด้วย

หากจะพูดถึงการบ่มเพาะของสัตว์อสูรแล้วจะต้องดูระดับของสัตว์อสูรตัวนั้นๆว่าอยู่ในระดับไหน หากเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงสามจะถูกนับว่าเป็นชั้นมนุษย์ สัตว์อสูรระดับสี่ถึงหกจะถูกนับว่าเป็นชั้นพิภพ สัตว์อสูรระดับเจ็ดถึงเก้าจะถูกเรียกขานว่าเป็นสัตว์อสูรชั้นนภา ส่วนสัตว์อสูรระดับสูงกว่านั้นจะถูกบันทึกอยู่เพียงในตำนานเท่านั้น

สัตว์อสูรชั้นมนุษย์นั้นจะมีพลังปราณหล่อเลี้ยงในร่างกายตั้งแต่กำเนิด ทำให้พวกมันมีพละกำลังและพลังกายเหนือกว่ามนุษย์มากมายนัก หากเป็นสัตว์อสูรชั้นพิภพขึ้นไปนั้นจะสามารถใช้ปราณที่หล่อเลี้ยงภายในร่างกายนั้นมากักเก็บไว้ในผลึกอสูรแทนได้ เปรียบเสมือนผลึกอสูรนั้นเป็นจุดตันเถียนในร่างกายของมนุษย์ซึ่งเชื่อมต่อกับเส้นเลือด ลมปราณและชีพจรต่างๆภายในร่างกายของพวกมันแต่นั่นก็เป็นเพียงปราณดิบเถื่อนที่ไม่ผ่านการฝึกฝนที่เป็นระบบระเบียบ ยิ่งระดับของสัตว์อสูรสูงขึ้นเท่าไหรความสามารถในการพัฒนาของพวกมันก็ยิ่งรวดเร็วมากยิ่งขึ้นราวกับว่าระดับชั้นของพวกมันตั้งแต่กำเนิดเป็นตัวบ่งบอกพรสวรรค์ของพวกมัน นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมผลึกอสูรระดับสี่ขึ้นไปนั้นเป็นที่ต้องการของผู้คนจำนวนมาก

หากดูๆไปแล้วสิงโตลายพยัคฆ์ตนนี้มีอายุเพียงไม่กี่ปีก็เท่านั้น ยังอยู่ในช่วงเยาว์วัยยิ่งนัก แต่พลังของมันกลับอยู่ในระดับเทียบเท่ากับยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมือง หากนับรวมกำลังกายที่มากมายและความคงทนของร่างสัตว์อสูรไปแล้ว ไม่แน่ว่าสัตว์อสูรตนนี้อาจจะเหนือยิ่งกว่าหลิวจิวฮุ่ยเสียด้วยซ้ำไป

“ระวัง!” หนึ่งในชาวยุทธ์ไร้สังกัดผู้มีจิตวิญญาณหมีร้องเตือนเพื่อนของตนแต่มันก็สายไปเสียแล้ว กรงเล็บของสิงโตลายพยัคฆ์วาดผ่านมาอย่างรวดเร็วจนตามองไม่ทัน เล็บอันแหลมคมของมันถูกห่อหุ้มไว้ด้วยปราณอันมหาศาล เมื่อเล็บนี้วาดผ่านร่างของสิงโตลายพยัคฆ์ไปแล้ว ร่างของคนผู้นั้นกลับกลายเป็นเหมือนเนื้อบดในพริบตา เศษเลือดและเนื้อปลิวกระจายไปทั่วทิศทาง พร้อมกับเมื่อคนผู้นั้นตายไปจิตวิญญาณของชายคนนั้นก็ร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดก่อนจะสลายหายไปเป็นเศษธุลี

สีหน้าของชายผู้มีจิตวิญญาณหมีนั้นหวาดกลัวเป็นอย่างมาก หัวใจของเขาถูกบีบรัดด้วยความขลาดเขลาจากก้นบึ้งของหัวใจ เขาเก็บจิตวิญญาณของตนเข้าสู่ห้วงวิญญาณและวิ่งหนีไปแต่เขากลับหนีได้เพียงไม่เท่าไหร

ฉัวะ!

เสียงดาบฟาดฟันดังขึ้นผ่าเลือดเนื้อออกไปจนขาด ภาพที่ชายคนนั้นเห็นกลับหมุนคว้างอยู่ในอากาศเมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ไปกองอยู่บนพื้นแล้ว ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับกลายเป็นร่างกายของเขาไปเสียได้ ไม่นานนักร่างกายนั้นก็หล่นพับลงกองอยู่บนพื้นตรงนั้นเลือดไหลพุ่งออกจากคอราวกับน้ำพุ ไม่นานนักภาพที่เขาเห็นก็ได้ดับวูบลงไป ไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป นี่สินะคือสิ่งที่เรียกว่าความตาย

ท่ามกลางสายตาตื่นตกใจของชาวยุทธ์ไร้สังกัดที่ได้จับจ้องไปยังหลิวฮวน ดาบในมือของชายผู้นี้ได้ฟาดฟันออกไปในแนวขวางเพียงดาบเดียวฆ่าชาวยุทธ์ผู้นั้นตายได้อย่างง่ายดาย “ไอ้พวกขยะ! หากพวกแกคิดหักหลังอีกจะต้องตาย จงสู้ไปสะ! เป็นเกียรติแค่ไหนแล้วที่พวกแกได้รับใช้ตระกูลหลิว!!” หลิวฮวนมีสีหน้าเดือดดาลเมื่อพบเห็นชาวยุทธ์พวกนี้คิดหลบหนี สำหรับตระกูลใหญ่แล้วพวกชาวยุทธ์พวกนี้ก็ไม่ต่างจากเศษขยะที่ใช้แล้วทิ้ง

ชาวยุทธ์ที่เหลือต่างกัดฟันกรอดอย่างโกรธแค้น แต่ก็ต้องจำใจสู้กับสิงโตลายพยัคฆ์ต่อไป ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างผลัดกันโจมตีฟาดฟันด้วยอาวุธทั้งหลายในมือรวมถึงใช้จิตวิญญาณของแต่ละคนร่วมในการโจมตี แต่ก็มีบ้างที่พวกเขาบาดเจ็บล้มตายกันไปหลายต่อหลายคน ชาวยุทธ์ไร้สังกัดต่างก็ตายกันไปเป็นจำนวนมากแต่ทางฟากฝั่งตระกูลหลิวกลับไม่มีใครตายเลยแม้แต่คนเดียว

เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามที่ชาวยุทธ์ผลัดกันโจมตีอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้สิงโตลายพยัคฆ์จะบาดเจ็บหนักจนเลือดไหลอาบไปทั่วทั้งร่างกาย แต่ชาวยุทธ์ไร้สังกัดก็ได้ตายลงไปเพราะสิงโตลายพยัคฆ์กว่าสามสิบส่วน แม้พวกที่เหลือจะไม่ตายก็ตามแต่ก็ต่างบาดเจ็บหนักไม่ก็จิตวิญญาณตายไประหว่างการต่อสู้

ตุบ ตุบ ตุบ

ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงแหวกพงหญ้ามาจากชายป่าอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ออกมาจากป่าด้านนั้นก็คืออีกฝ่ายอำนาจภายในป่าอสูร เป็นกองทัพของตระกูลถังโดยการนำของสี่อสรพิษซึ่งมีผู้ติดตามเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดเช่นกัน ในสายตาของชาวยุทธ์ไร้สังกัดที่ติดตามตระกูลถังต่างก็ซีดเผือดลงไปอย่างถนัดตา พวกเขาสามารถเข้าใจสถานะการณ์ตรงหน้านี้ได้อย่างไม่ยากเลย พวกเขาราวกับรับรู้ชะตากรรมในอนาคตของพวกตนว่าจะเป็นเช่นไรหากอยู่ในกำมือของพวกตระกูลใหญ่

ในตอนนั้นเองที่ถังชิงจ้องมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโลภไปทางสิงโตลายพยัคฆ์ เขาเรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตของตนเองออกมาก่อนที่จะเปลี่ยนให้มันกลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณในมือ อสรพิษมรกตกลายเป็นละอองแสงสีเขียวและรวมตัวกันอยู่ในมือขวาของถังชิงอย่างรวดเร็ว อาวุธจิตวิญญาณที่ก่อร่างในมือของถังชิงคือกระบี่เล่มหนึ่งซึ่งมีรูปลักษณ์แปลกประหลาด ด้ามกระบี่เป็นสีเขียวมรกตประดับไว้ด้วยเกล็ดงูส่วนตัวใบกระบี่นั้นกลับคดโค้งไปมาราวกับอสรพิษตนหนึ่ง นี่เป็นหนึ่งในอาวุธจิตวิญญาณระดับสามที่เลื่องชื่อซึ่งถูกถ่ายทอดกันมาภายในตระกูลถังนามกระบี่พิษงูเขียว

“หึๆ ตระกูลหลิวเนื้อชิ้นใหญ่มาครอบครองเช่นนี้ หากไม่ว่าอะไรขอข้าถังชิงได้ลิ้มลองเนื้อชิ้นโตนี้บ้างได้หรือไม่” ถังชิงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์จากนั้นปลดปล่อยปราณหกสังหารซึ่งมีสีน้ำเงินเข้มออกมาจากร่างกายก่อนจะใช้มันห่อหุ้มกระบี่พิษงูเขียวในมือ ถังชิงพุ่งตัวออกไปทางสิงโตลายพยัคฆ์หมายชิงฆ่ามันตัดหน้าเหล่าตระกูลหลิวที่ทำให้มันอ่อนแอไว้อยู่ก่อนแล้ว

“ฝันไปเถอะ!” หลิวฮวนตะโกนออกมาพร้อมพุ่งเข้าไปขัดขวางไว้ หนึ่งดาบหนึ่งกระบี่กระทบกันกลางอากาศก่อเกิดเสียงก้องกังวาลไปทั่ว หลังจากการปะทะกันนั้นถังชิงถูกผลักดันให้ถ่อยหลังออกไปไกลหลายก้าว เมื่อเห็นดังนั้นสี่อสรพิษที่เหลืออีกสามคนต่างก็พุ่งเข้าไปช่วยถังชิงไว้

ถังเหยียนผู้มีรูปร่างกำยำเรียกใช้อาวุธจิตวิญญาณรูปร่างสนับมือขนาดใหญ่ ส่วนถังหลิวและถังฝูนั้นต่างใช้อาวุธจิตวิญญาณรูปร่างกระบี่แต่พวกเขานั้นไม่ได้ใช้อาวุธจิตวิญญาณระดับสามเช่นเดียวกันกับถังชิง

“ตั้งค่ายกลสี่อสรพิษ” ถังชิงตะโกนขึ้นมา จากนั้นทั้งสี่คนจึงได้ล้อมร่างของหลิวฮวนไว้ตรงกลาง พวกเขาเดินลมปราณหกสังหารเชื่อมต่อกันราวกับเป็นวงจรอันแปลกประหลาดบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกัน เคล็ดปราณหกสังหารอันน่าหวาดกลัวนั้นสามารถสร้างความเสียหายสะสมไว้ในร่างของคู่ต่อสู้ สามารถสะสมความเสียหายได้สูงสุดถึงหกชั้น แต่เมื่อใช้ค่ายกลสี่อสรพิษร่วมแล้วจะสามารถสะสมความเสียหายไว้ได้รวมกันถึงกว่าสิบชั้นในร่างของคู่ต่อสู้ หากร่วมกันสู้เช่นนี้นับว่ามีพลังเพียงพอในการต่อสู้กับคนในขอบเขตปราณขั้นเจ็ดระดับสุดยอดอย่างหลิวฮวนแล้ว

แต่สกุลหลิวเองก็ไม่ใช่หมูในอวยที่จะถูกเคี้ยวได้ง่ายๆเช่นกัน หลิวฮวนปล่อยในมือของตนเองออกให้ตกลงสู่พื้นก่อนจะแปรเปลี่ยนมันกลับไปเป็นจิตวิญญาณเสือเขี้ยวดาบที่ข้างกายของตนเองพร้อมกับเรียกทาสอสูรเสือดำลายดาวออกมาที่ด้านข้างของตนเอง มันเป็นเสือตนหนึ่งซึ่งมีขนดกดำไปทั่วทั้งตัวแต่กลับมีลายเป็นสีขาวเล็กกระจายไปทั่วทั้งตัวดุจดั่งดาวบนท้องฟ้า ทาสอสูรตนนี้เป็นทาสอสูรระดับสามซึ่งหลิวฮวนใช้สมบัติจำนวนมากกว่าที่จะหาซื้อมันมาได้

ฟุบบบ

แต่ยังไม่ทันทีคนทั้งสองฝ่ายจะได้ปะทะกันอย่างจริงจังได้มีเงาสองเงาพุ่งทะยานออกมาจากชายป่าอีกด้านหนึ่ง เงาทั้งสองต่างก็พุ่งทะยานไปยังสิงโตลายพยัคฆ์ที่ได้ยืนรอคอยความตายอยู่ด้วยร่างกายอันอ่อนล้า หนึ่งเงาบนหนึ่งเงาล่างทั้งสองเงาต่างแยกย้ายกันจู่โจมโดนไว เงาด้านล่างนั้นคือบุรุษซึ่งไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าท่อนบน มันของเขาพุ่งชกไปยังหน้าอกของสิงโตลายพยัคฆ์ มันร้องอย่างเจ็บปวดราวกับขาดใจ

กรงเล็บมารกระดูกขาว หักกระดูกสะบั้นใจ

เทียนเหยาผู้ไม่มีใครรู้ตัวจริงลอยอยู่กลางอากาศก่อนที่จะปลดปล่อยลมปราณสีเขียวเข้มอันน่าหวาดกลัวออกมาพร้อมกับฟาดกรงเล็บของตนเองลงไปยังกระดูกสันหลังของสิงโตลายพยัคฆ์อย่างถนัดถนี่ จุดที่ถูกฟาดไปนั้นกระดูกแตกออกเป็นเสี่ยงๆและกระทบกระเทือนไปยังหัวใจของมัน แม้ร่างกายของมันจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน หากแต่ถูกรุมโจมตีในสถาพที่อ่อนแอเช่นนี้ก็ไม่อาจรอดไปได้เช่นกัน โดยเฉพาะลมปราณสีเขียวเข้มที่แฝงมากับการโจมตีนี้

มันได้แทรกซึมเข้าไปทำลายอวัยวะทุกส่วนภายในร่างของมันอย่างรวดเร็ว ร่างของมันดำคล้ำก่อนจะสลายกลายเป็นธุลีในเวลาไม่นานซึ่งในตอนนั้นเองก่อนที่ปราณพิษจะเข้าไปทำลายผลึกอสูรระดับสี่อันล้ำค่า เทียนเหยาได้มองหาจุดที่มีผลึกอสูรและใช้เคล็ดดูดกลืนพิษปกป้องบริเวณนั้นไว้ เทียนเหยาร่อนลงบนพื้นพร้อมกับก้อนเนื้อชิ้นหนึ่งภายในมือซึ่งมีแสงสีเหลืองส่องลอดออกมาจากเศษเนื้อนั้น

ความคิดเห็น