เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 19 ผลัดเนื้อเปลี่ยนกระดูก

ชื่อตอน : บทที่ 19 ผลัดเนื้อเปลี่ยนกระดูก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 527

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 18:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19 ผลัดเนื้อเปลี่ยนกระดูก
แบบอักษร

พิษ!

ใบหน้าของทุกผู้คนในห้องโถงนั้นต่างก็ตื่นตะลึงกับเรื่องราวนี้ รวมถึงบางคนยังคงหวาดกลัวต่อพิษร้ายที่เกิดกับชาวบ้านทั้งหลาย ฉวี่กังเองก็ได้ใช้สายตาสอดส่องพิษที่ถูกกลั่นออกมาเป็นผงทรายบนนั้น แต่เขาก็ได้บนเรื่องราวแปลกประหลาดเช่นกันบนนั้น

“ท่านหมอนี่มัน...” ฉวี่กังเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย

“ดูเหมือนพี่ฉวี่กังจะสังเกตเห็นแล้ว ถูกต้อง...พิษนี้ไม่ได้ถูกแพร่ใส่ในบ่อน้ำทั้งหมดของเมือง มีเพียงบางที่เท่านั้นที่มีพิษปนเปื้อนอยู่ ท่านสามารถเห็นได้จากผงพิษที่กระจายตัวอยู่บนแผนที่นี้” ถังเฟยหู่ชี้นิ้วไปยังจุดต่างๆที่ถูกแพร่พิษในเมืองซึ่งทุกคนได้มองตามนิ้วมือของชายหนุ่มที่ชี้นำไป

“หากข้าคาดเดาไม่ผิด เหตุที่ทำให้แหล่งน้ำบางแห่งปนเปื้อนพิษ บางแห่งกลับไม่โดนแพร่พิษใส่...นั่นก็เป็นเพราะว่าแหล่งน้ำบาดาลใต้ดินนั้นมีต้นกำเนิดมาจากหลากหลายแหล่งที่มา หากพวกเราทราบแหล่งที่มาของเหล่าบ่อน้ำที่โดนแพร่พิษใส่ บางทีพวกเราอาจสามารถทราบถึงที่อยู่ของคนร้ายได้”

“เป็นเช่นนี้เอง” เจ้าเมืองพยักหน้าอย่างเข้าใจในสิ่งที่ถังเฟยหู่อธิบาย

“จริงสิ หากข้าจำไม่ผิด เมื่อประมาณหลายสิบปีก่อน เจ้าเมืองในสมัยนั้นได้เคยส่งคนจำนวนมากออกไปสำรวจทางน้ำใต้ดินรวมถึงแหล่งน้ำทั้งหลาย เอกสารในยุคนั้นอาจจะมีเก็บไว้อยู่ในห้องหนังสือของศาล อากัง เจ้าจงส่งคนออกไปค้นหาเอกสารเหล่านี้ในทันที สิ่งนี้คือเบาะแสสำคัญที่จะทำให้เราสามารถเข้าใกล้พวกพรรคอสูรได้มากขึ้น และอาจจะทำให้พวกเราสามารถกำจัดมันออกไปจากเมืองได้” เจ้าเมืองหันไปสั่งกับฉวี่กังลูกชาย ซึ่งหัวหน้ามือปราบผู้นี้ก็ได้นำลูกน้องออกไปยังห้องหนังสือในทันที ซึ่งเหล่ามือปราบร่วมกับเจ้าหน้าที่ศาลส่วนหนึ่งเร่งกันตามหาอย่างไม่หยุดหย่อน เพียงเวลาไม่นานมากนักฉวี่กังก็ค้นพบเอกสารนี้อยู่ที่ซอกหนึ่งภายในห้องหนังสือ

ในมือของฉวี่กังนั้นคือแผนที่หนึ่งที่กระดาษเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาจนฝุ่นจับไปทั่วทั้งแผนที่ ฉวี่กังและลูกน้องเร่งกลับไปยังห้องรับรองอีกคราซึ่งทุกคนกำลังรอคอยอยู่ และเมื่อมาถึงแล้วฉวี่กังจึงได้ใช้ปราณของตนเองยกเหล่าแร่ธาตุและผงพิษบนแผนที่ให้ลอยขึ้นมากลางอากาศโดยไม่ขยับเขยื้อนตำแหน่งแม้สักฉื่อเดียว

ฉวี่กังได้ใช้ปราณของตนยกแผนที่เมืองให้ลอยตามขึ้นมาอยู่กลางอากาศ จากนั้นจึงค่อยปล่อยแผนที่แหล่งน้ำใต้ดินออกไปให้ลอยอยู่ระหว่างกลางของทั้งสองสิ่งก่อนหน้า จากนั้นจึงค่อยบังคับให้ทั้งสามสิ่งประกบกันกลางอากาศ ต่อมาฉวี่กังจึงได้จุดปราณเพลิงของตนเองขึ้นมาบนฝ่ามือของตนเองและยื่นมือไปยังใต้แผนที่ทั้งสองนั้นเพื่อใช้ปราณเพลิงนี้ส่องแสงสว่าง

แสงสว่างจากเปลวเพลิงได้ส่องจนทะลุเนื้อกระดาษทั้งสอง ทำให้ด้านบนสุดของแผนที่ทั้งสองสามารถมองเห็นเนื้อหาบนแผนที่ทั้งสองซ้อนทับกันจนเป็นภาพออกมา ในคลองจักษุของผู้คนทั้งหมดนั้น สามารถเห็นภาพของเมืองและแหล่งน้ำใต้ดินอยู่ทับซ้อนกันได้อย่างถนัดตา โดยแร่ธาตุและผงพิษทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นที่นั้นต่างก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับแหล่งน้ำใต้ดิน

“เป็นตามที่คาด แหล่งน้ำของแต่ละบ่อน้ำมาจากแหล่งที่มาต่างกัน และบ่อน้ำที่มีพิษก็มาจากแหล่งเดียวกันทั้งหมด” ถังเฟยหู่ชี้ไปบนแผ่นที่ซึ่งตรงนั้นปรากฎภาพแหล่งน้ำใต้ดินที่เชื่อมโยงกันไป ทุกคนต่างมองตามแหล่งน้ำนี้ไปย้อนขึ้นไปถึงต้นกำเนิดแหล่งน้ำนี้ ซึ่งต้นกำเนิดแหล่งน้ำใต้ดินนี้....ปรากฎว่ามันมาจากป่าอสูรนอกเมือง สถานที่อันน่ากลัวและกว้างใหญ่นี้กลับกลายเป็นที่ๆพรรคอสูรแพร่พิษใส่เมืองไปเสียได้ เหล่ามือปราบทั้งหลายต่างก็มีสีหน้าที่หนักใจยิ่งนัก ป่าอสูรนับว่าเป็นฝันร้ายสำหรับพวกเขาที่จะตามหาคนร้ายจากพื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ไหนจะมีสัตว์อสูรจำนวนมากมายอีก

“...นับว่ายากเอาการอยู่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราก็จำกัดพื้นที่ของพวกพรรคอสูรให้เหลืออยู่แค่บริเวณป่าอสูร” ฉวี่กังปลดปล่อยปราณของตนเองออกไปให้สิ่งของที่ลอยอยู่ในอากาศทั้งหลายล่วงหล่นลงมาบนโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง

“อากัง...เช่นนั้นเจ้าจงรีบนำคนออกไปไล่ล่าพวกต่ำช้าพรรคอสูรซะ!” ฉวี่ฮุ่ยสั่งการลงไปในทันที ซึ่งมือปราบทั้งหลายในห้องต่างประสานมือคาราวะเป็นการทราบ

“น้อมรับบัญชา!” เสืองของมือปราบดังสะท้านก้องไปทั่วทั้งศาล

“งั้นผู้น้อยขอตัวลาทุกท่านก่อน หวังว่าคงจะได้ฟังข่าวดีจากทุกๆท่านในเร็ววัน” เมื่อกล่าวอำลาเสร็จแล้วถังเฟยหู่จึงได้กลับออกมาจากศาล เมื่อมองท้องฟ้าก็พบว่าเวลาได้ล่วงเลยไปจนถึงตอนเย็นแล้ว ไม่นึกเลยว่าการตระเวนหาข่าวสารและการปรึกษาหารือกับคนของทางการจะกินเวลาอย่างยาวนานเช่นนี้

ถังเฟยหู่นั้นยังคงไม่ได้ตรงกลับไปยังบ้านของตนเลยในทันที ชายหนุ่มยังเดินสอดส่องไปทั่วทั้งเมืองและยังได้พูดคุยแก่ชาวบ้านว่าบ่อน้ำในเมืองอาจเป็นต้นตอของโรคร้ายที่ชาวบ้านเชื่อกัน และได้แนะนำชาวบ้านว่าไม่ควรใช้น้ำจากบอน้ำบาดาลในเร็ววันนี้ เขาแนะนำให้ผู้คนทั้งหลายใช้น้ำที่รองจากฝนมาใช้จะดีกว่า ซึ่งเขาได้บอกชาวบ้านทั้งหลายไปเรื่อยๆในบริเวณที่มีบอน้ำปนเปื้อนพิษเท่าที่เขาสามารถจะทำได้ และที่เหลือนั้นปล่อยให้ชาวบ้านนั้นบอกเล่าปากต่อปากกันไปเอง ซึ่งไม่นานนักข่าวสารนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองในเวลาไม่นาน

ชายได้มองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้งก็พบว่าเวลานี้ได้มืดค่ำไปเสียแล้ว เขาได้เดินไปยังตรอกหนึ่งที่ไม่มีผู้คนใดสัญจรผ่านไปมา จากนั้นจึงได้เรียกทาสอสูรของตนเองมา ที่เบื้องหลังของถังเฟยหู่ปรากฎเงาดำขนาดใหญ่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า มันคือค้างคาวโลกันต์ซึ่งมีผิวกายสีม่วงดำกลมกลืนไปกับยามค่ำคืน ถังเฟยหู่กระโดดลอยขึ้นกลางอากาศและม้วนตัวลงมายืนอยู่บนหลังของทาสอสูรตนนี้ จากนั้นชายหนุ่มจึงสั่งให้ค้าวคาวนี้บินสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าและแฝงตัวไปกับความมืดโดยไม่มีใครพบเห็น หนึ่งคนหนึ่งค้างคาวบินตรงออกไปนอกเมืองฟูเจี้ยนด้วยเวลาเพียงไม่นาน

สายลมและเมฆในยามค่ำคืนเข้าปะทะใบหน้าของชายหนุ่ม ยิ่งเข้าสู่จุดหมายที่เขาต้องการจะไปเท่าไหร อากาศและบรรยากาศยิ่งหนาวเย็นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่ถูกต้อง ความรู้สึกนี้ไม่อาจบรรยายด้วยคำพูดว่าหนาวเย็นอย่างปกติธรรมดาได้ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ด้วยร่างกาย...แต่มันกลับเป็นหนาวเย็นจากภายใน ลึกลงไปจนถึงวิญญาณของตัวเขาเอง เขาสัมผัสได้ถึงความกลัว ความเจ็บปวด ความรู้สึกด้านลบทั้งหลายจากภายในได้ แต่ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดมาจากตัวของเขา ความรู้สึกพวกนี้วนเวียนอยู่ภายในอากาศและเขาเพียงแต่สัมผัสมันไปเท่านั้น

ความรู้สึกด้านลบในอากาศราวกับเป็นหนอนที่ชอนไชเข้าไปภายในร่างกายและทะลวงเข้าไปยังวิญญาณของเขา แม้แต่ค้างคาวโลกันต์ยังแสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมา ราวกับมันขยะแขยงต่อความรู้สึกนี้ที่อยู่ในอากาศ ไม่สิ..ไม่ใช่แค่มันเท่านั้นที่ขยะแขยงต่อความรู้สึกเหล่านี้ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้ต่างก็ต้องหวาดกลัวและขยะแขยงต่อความรู้สึกสะอิดสะเอียนในห้วงบรรยากาศนี้

นั่นก็เพราะว่านี่ก็คือ...ห้วงอเวจี

แต่แปลกยิ่งนักที่แม้ถังเฟยหู่จะสัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้แล้ว แต่เขากลับไม่ได้บังเกิดความรู้สึกขยะแขยงแต่อย่างใด มันราวกับเป็นความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดจากส่วนลึกภายในห้วงวิญญาณของตนเอง ราวกับเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานานจากช่วงเวลาที่ห่างไกล

เมื่อบินต่อไปได้อีกไม่นาน ค้างคาวโลกันต์ราวกับมีสีหน้าที่เจ็บปวดฉายอยู่บนใบหน้าของมัน ห้วงอเวจีเริ่มที่จะทำลายพลังชีวิตของทุกสิ่งที่เข้าใกล้มันแล้ว แม้แต่ชายหนุ่มบนหลังของมันเองก็เช่นกัน แม้จะไม่ได้ขยะแขยงต่อห้วงอเวจีนี้ แต่มันก็ยังคงทำลายพลังชีวิตของเขาอยู่เช่นกัน เมื่อเห็นว่าท่าจะไม่ดีแล้ว ชายหนุ่มจึงได้สั่งให้ค้างคาวโลกันต์ร่อนลงบนผืนดิน เมื่อทะลุชั้นเมฆออกมา บนพื้นดินอันห่างไกลตรงหน้านั้นช่างแปลกประหลาดเสียเหลือเกิน ต้นไม้ต่างก็แห้งเหี่ยวและตาย พื้นดินแห้งแตกและเป็นสีดำราวกับแปดเปื้อนความชั่วร้ายบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ดินแดนตรงหน้านี้ราวกับเป็นนาเหลาเจี๋ยอันเป็นดินแดนของคนตายตามความเชื่อของคนชาวซื่อหลิง

เมื่อค้างคาวโลกันต์ร่อนลงมาจนถึงใกล้พื้นดิน ถังเฟยหู่ก็ได้กระโดดลงมาจากหลังของมันลงมายืนบนพื้นพร้อมกับเก็บมันเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนอีกครั้ง แม้ค้างคาวโลกันต์จะเป็นเพียงทาสอสูรตนหนึ่งก็ตาม แต่เขาก็ไม่อยากที่จะให้มันได้ผลกระทบจากห้วงอเวจีมากจนเกินไป เขาไม่ทราบว่ามันจะสามารถทนรับห้วงอเวจีนี้ได้มากน้อยแค่ไหน อีกอย่างหนึ่งคือทาสอสูรทั้งหลายที่เขามีคือสมบัติที่ได้รับจากผู้เป็นตา เขาจำต้องรักษาพวกมันไว้ให้เป็นอย่างดี

ถังเฟยหู่ได้เดินลมปราณสู่ฝ่าเท้าของตนเองจากนั้นจึงค่อยพุ่งทะยานออกไปด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับ เขาพุ่งทะยานตรงไปเรื่อยๆก็ยิ่งพบกับสภาพโดยรอบที่ยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆจนไปถึงจุดหนึ่งที่หนักหน่วงราวกับเขาได้พุ่งทะยานผ่านผิวน้ำเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งที่แตกต่าง เมื่อมองไปบนท้องฟ้าก็พบเห็นเมฆหมอกดำทมิฬปกคลุมท้องฟ้า ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดไม่ว่างจะแสงดาวหรือแสงจันทร์

“นี่คงเป็นการเข้าสู่ห้วงอเวจีที่แท้จริงสินะ สุสานคงอยู่ไม่ไกลแล้ว”

ชายหนุ่มพุ่งทะยานต่อไปอีกเพียงครึ่งลี้เท่านั้น ที่ด้านหน้าของเขาก็พบกับซุ้มป้ายที่ทำจากหินเก่าแก่ ที่ด้านบนนั้นสลักอักษรอันใหญ่โตว่าสุสาน ถังเฟยหู่ได้มาถึงสุสานร้างที่เป็นต้นกำเนิดห้วงอเวจีแล้ว เขาได้ยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาดู ร่างของเขานั้นกลับซีดเซียวลงไปหลายส่วน ห้วงอเวจีส่งผลต่อร่างกายของเขาจริงๆอย่างที่คาดเดาไว้

ถังเฟยหู่เดินตรงไปอีก เขาได้เดินลอดผ่านซุ้มประตูหินนั้นไป เดินไปตามทางเรื่อยๆไม่ไกลนักก็พบเข้ากับอาคารหลังหนึ่งที่มีสภาพทรุดโทรมยิ่งนัก ตัวอาคารนี้สร้างขึ้นจากหินและปูนที่ดูเก่าแก่เพราะกาลเวลาที่ผ่านมานาน อีกทั้งหลังคาที่ถล่มหายไปส่วนหนึ่งเพราะขาดการดูแลมาอย่างยาวนาน เขาเดินต่อไปเพื่อเข้าไปยังด้านในอาคารหลังนั้น เขาได้มาจุดศูนย์กลางของห้วงอเวจีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้ามาด้านในนั้น เขาได้พบเห็บโลงศพของศพไร้ญาติที่ยังคงถูกทิ้งไว้อยู่ในที่แห่งนี้เป็นจำนวนมาก เขาได้เลือกที่แห่งหนึ่งที่อยู่ด้านในอาคารนี้จากนั้นเขาจึงค่อยๆนั่งสมาธิลงบนพื้นตรงนั้น

ชายหนุ่มได้หลับตาลงแล้วทำสมาธิในทันที เขาพยายามที่จะสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายของร่างกายที่เกิดขึ้นเพราะห้วงอเวจี พลังชีวิตของเขาค่อยๆถดถ่อยไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อน ร่างของเขาซีดขาวลงไปเรื่องๆ อุณภูมิร่างกายเริ่มเย็นขึ้นทุกขณะ แม้แต่ลมหายใจของเขาที่ปล่อยออกมายังจับตัวเป็นไอ

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ในสถานที่เดียวกันกับที่ถังเฟยหู่นั่งสมาธิอยู่ตรงนั้น ในภพภูมิของวิญญาณที่ซ้อนทับกันอยู่บนโลกนั้น วิญญาณจำนวนมากมายที่มีร่างกายสะอิดสะเอียนและชั่วร้าย บางตนก็มีเลือดและน้ำหนองไหลออกมาตามร่างกาย บ้างก็มีตุ่มพุพองไปทั่วทั้งร่าง วิญญาณเหล่านั้นมีท่าทีหิวกระหายเป็นอย่างมาก พวกมันจับจ้องไปยังชายหนุ่มตรงหน้านี้อย่างหิวโหย

แม้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในที่แห้งนี้จะมองไม่เห็นตัวของพวกมัน แต่พวกมันกลับสามารถเห็นชายหนุ่มผู้นี้ พวกมันเฝ้ารอช่วงเวลานี้มาอย่างยาวนาน เวลาที่จะมีสิ่งมีชีวิตสักตนหลงเข้ามาในดินแดนของพวกมัน พวกมันทุกตนต่างก็พุ่งทะยานเข้าหมายจะกัดกินวิญญาณของชายหนุ่มผู้นี้ให้เหลือเพียงเศษซาก น้ำลายของพวกมันไหลออกมาจากปากและไหลย้อยผ่านคางและหยดลงมาจนเจิ่งนองไปทั่ว

บังอาจ!

ในทันใดนั้นเองได้มีเสียงอันทรงอำนาจเปล่งออกมาจากเบื้องหลังของชายหนุ่มตรงหน้าของพวกมัน เสียงนี้ช่างทรงอำนาจอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่เสียงนี้ก็สั่นสะท้านไปถึงวิญญาณของพวกมันจนแทบจะแตกสลายไป พวกมันมองตรงไปยังอาหารมื้อดึกของพวกมันตรงหน้าก็พบกับเงาดําทะมึนที่พริ้วไหวไปมาดุจเปลวเพลิงสีดำอยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม เงาดำนี้ไม่อาจจะมองเห็นรูปร่างที่แท้จริงของมันได้ ที่สามารถเห็นได้เพียงอย่างเดียวนั้นก็คือดวงตาของเงาดำนี้ที่ลุกไปด้วยเปลวเพลิงแดงดุจเลือดอันชั่วร้าย

เมื่อพบเห็นสิ่งน่ากลัวนี้ พวกวิญญาณร้ายทั้งหลายต่างก็พยายามจะหลบนี้ให้พ้นไปเสียให้ได้ในทันที แต่พวกมันวิ่งหนีได้เพียงไม่นานนัก ร่างกายของพวกมันก็หยุดตรึงอยู่กับที่ไม่อาจก้าวออกไปได้มากกว่านั้นอีก เมื่อพวกมันได้หันกลับไปก็พบกับเงาดำนั้นยืนมือของมันออกมาหยุดตรงของพวกมันไว้ จากนั้นกลางฝ่ามือของเงาดำทะมึนนั้นก็บังเกิดแรงดึงดูดอันมหาศาลดึงดูดร่างของพวกมันให้กลับไปหาเงาดำนั้น

เงาดำนั้นได้อ้าปากของตนออกมาจากนั้นมันจึงได้กลืนกินวิญญาณทั้งหลายทั้งมวลในอาคารหลังนี้เข้าสู่ปากของมัน วิญญาณทั้งหลายที่ได้เข้าใกล้เงาดำนั้นต่างก็แตกดับกลายเป็นละอองวิญญาณในอากาศและตรงเข้าสู่ปากของเงาดำนั้นในทันที เมื่อเงาดำนั้นได้ดูดกลืนวิญญาณจนหมดสิ้นแล้ว มันก็ค่อยๆกลับหลอมรวมเข้ากับร่างของถังเฟยหู่อีกครั้งหนึ่งโดยที่ชายหนุ่มนั้นไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในโลกของวิญญาณแม้แต่น้อย

ส่วนวิญญาณร้ายตนอื่นในห้วงอเวจีที่หลบรอดไปได้รวมถึงไม่ได้ปรากฎในคราแรกนั้น เมื่อได้พบเห็นสิ่งที่เกิดตรงหน้านี้ พวกมันต่างก็หวาดกลัวจนขวัญกระเจิง ไม่กล้ารบกวนชายหนุ่มผู้นี้อีกต่อไป

ทางด้านถังเฟยหู่นั้น เมื่อได้อาบร่างอยู่ภายในห้วงอเวจีเป็นเวลาหลายชั่วยาม ร่างของเขาก็หนาวเย็นเป็นอย่างที่สุด เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ชายหนุ่มจึงได้เริ่มฝึกฝนวิชาอย่างที่ตนเองหวังไว้ เขาได้เดินปราณจากตันเถียนของตนเองออกมาเพื่อไหลเวียนไปตามจุดต่างๆภายในร่างกายตามเคล็ดวิชาปราณเก้าเยือกแข็งในห้วงความจำของตนเอง

แต่ก่อนที่จะได้ทันทำอะไรต่อไป สติสัมปชัญญะของเขากลับถูกดึงดูดสู่ห้วงวิญญาณของตนอีกครั้งหนึ่ง ร่างของเขาได้ลอยอยู่ตรงหน้าจิตวิญญาณอสูรทมิฬอันลึกลับ ดวงตาที่ลุกไปด้วยเปลวเพลิงอันแดงฉานนั้นจับจ้องมายังตัวของชายหนุ่ม อสูรทมิฬได้อ้าปากของมันออกมาและปลดปล่อยเปลวไฟแดงฉานให้ลุกท่วมร่างของถังเฟยหู่ก่อนที่มันจะซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขา จากนั้นภายในหัวของถังเฟยหู่จึงบังเกิดความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดมาแขนงหนึ่ง

กรงเล็บมารกระดูกขาว

เมื่อวิชาความรู้นี้ซึบซับเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มโดยตรงเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นดวงจิตของเขาจึงได้ถูกขับไล่ออกมาจากห้วงวิญญาณของตนเองกลับมาสู่ภายนอกอีกครั้งหนึ่ง จากการตรวจสอบโดยคร่าวๆชองเขาแล้วก็พบว่าวิชาความรู้นี้เขาไม่อาจที่จะคาดคะเนระดับขั้นของมันออกมาได้ เขาจึงจัดมันให้อยู่ในหมวดหมู่วิชาไร้ระดับในห้วงความทรงจำของตนเอง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจมันมากเท่าไหรในตอนนี้ นั่นก็เพราะตอนนี้ตรงหน้าของเขานั้นมีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ารออยู่

ร่างกายของเขายังคงถูกทำลายพลังชีวิตลงไปเรื่อยๆ เขาจำต้องรีบฝึกฝนวิชาปราณเก้าเยือกแข็งต่อไปโดยเร็ว ในตอนนี้ถังเฟยหู่ก็ประดุจดั่งคนขึ้นหลังเสือ เมื่อก้าวขาขึ้นไปแล้วไม่อาจลงได้โดยง่าย ลมปราณของถังเฟยหู่นั้นไหลเวียนอย่างไม่หยุดหย่อนตามหลักเคล็ดวิชาสุดเยือกเย็น

ยิ่งเดินลมปราณนานเข้ามันยิ่งกลับไหลเวียนโดยเร็วขึ้นเท่านั้น ความหนาวเย็นจากร่างของเขาถูกดึงดูดเข้าสู่เส้นลมปราณของตนเองจนมันแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเยือกแข็ง ยิ่งนานเข้าเส้นลมปราณยิ่งบังเกิดความเย็นสุดขั้วขึ้นจากภายใน ราวกับมีน้ำแข็งบังเกิดขึ้นจากภายในร่างกายของชายหนุ่มโดยมีเส้นลมปราณเป็นจุดกำเนิด

น้ำแข็งจากภายในนั้นเริ่มที่จะกัดกินส่วนอื่นๆของร่างกายเข้าไปเรื่อยๆ น้ำแข็งจากเส้นลมปราณกัดกินแล้วทำลายกล้ามเนื้อของเขาไปเรื่อยๆ ทำลายทั้งกระดูกต่างๆภายในร่างจากนั้นค่อยสร้างขึ้นใหม่ด้วยความเร็วที่เท่ากันไปทีละส่วนจากภายใน

นี่นับเป็นวิธีการผลัดเนื้อเปลี่ยนกระดูกที่ถูกร่ำลือกันในยุทธภพ เป็นอีกหนึ่งการฝึกตนในมรรคาแห่งยุทธ์ที่หล่อหลอมขึ้นมาจากความเจ็บปวดมหาศาล แต่สำหรับชายที่ชื่อถังเฟยหู่แล้วนี่ไม่นับว่าเป็นอันใด นั่นก็เพราะเขาเคยผ่านความเจ็บปวดมาอย่างมากมายมหาศาลจากการฝึกฝนลมปราณห้าพิษอันร้ายกาจ

ราวกับว่าวิถียุทธ์ของถังเฟยหู่นั้นหล่อหลอมขึ้นมาจากเลือดและเนื้อที่ผ่านความเจ็บปวดมหาศาล เขาไม่หวาดเกรงต่อหนทางที่ยากลำบากเพื่อที่จะแข็งแกร่ง เพราะเขารู้ว่าทุกสิ่งที่เขาได้กระทำไปนั้นมีเป้าหมาย และเป้าหมายหนึ่งเดียวของเขาก็คือการปกป้องครอบครัวของตนเอง เขายอมกระทำทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อมารดาของตนเอง ชายหนุ่มกัดฟันทนรับความเจ็บปวดต่อไปและเร่งเดินปราณของตนให้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม หากเพียงแค่ปราณเก้าเยือกแข็งขั้นแรกจากเก้ายังไม่อาจฝึกสำเร็จ เขาจะทำอะไรต่อไปได้อีก

ยิ่งชายหนุ่มเร่งเดินลมปราณเร็วมากขึ้นเท่าไหร น้ำแข็งยิ่งกัดกินและเกาะกุมร่างของเขามากมายเท่านั้น จนมาถึงจุดหนึ่งที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้ความหนาวเย็นจากการทำลายชีวิตตัวเองด้วยการอยู่ในห้วงอเวจีอีกต่อไป นั่นก็เพราะร่างของเขานั้นได้สร้างความเย็นอันร้ายกาจยิ่งกว่าออกมาได้เอง

โดยไม่ทันรู้ตัวนั้นเอง เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าสามวันแล้ว น้ำแข็งที่ถูกสร้างโดยเส้นลมปราณของเขานั้นได้ปกคลุมทั่วทั้งร่างของชายหนุ่มไว้ภายในจนแทบไม่เห็นร่างกายของเขาอีกต่อไป ราวกับถังเฟยหู่นั้นได้กลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง

“อ๊ากกกก!” เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดั่งสะท้อนก้องไปทั่วทั้งป่าอสูร เสียงโหยหวนนี้เป็นของมือปราบคนหนึ่งจากเมืองฟูเจี้ยนเอง ชายในชุดมือปราบสีแดงวิ่งหนีอยู่ท่ามกลางป่าเขาพงไพร แต่มือปราบหนุ่มผู้นี้ก็วิ่งหนีไปได้ไม่นานเขาก็ล้มลงกลิ้งไปกับพื้นตรงนั้น เขาหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน...ไม่สิ เขาไม่สามารถที่จะหายใจได้อีกต่อไป

นั่นก็เพราะปอดของเขาได้สลายหายไปแล้ว มันกลายเป็นเถ้าทุลีไปเสียแล้ว เมื่อเข้าก้มลงไปมองที่ขาของตนเองสีหน้าของเขาก็แตกตื่นเป็นอย่างมาก “ว๊ากกกกก” มือปราบหนุ่มหวีดร้องอย่างหวาดกลัว นั่นก็เพราะในคลองจักษุของเขานั้นพบเห็นขาของตนเองได้เน่าไปและหลุดออกไปจากร่างกาย เขาหันกลับไปมองบนมือและแขนของตนเองก็พบว่ามันได้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงไปเสียหมดแล้ว

“ชะ..ช่วย....ด้วย.......” เขาเอื้อมมือไขว่คว้าไปทางด้านหน้าของตน มองกลับไปยังเส้นทางกลับเมืองฟูเจี้ยน..มองกลับไปยังเส้นทางที่จะกลับไปยังบ้านเกิดของตนเอง หวังว่าจะบังเกิดความหวังสักประกายหนึ่งช่วยให้เขาหลุดรอดไปจากขุมนรกตรงหน้านี้ได้ ไกลออกไปทางด้านหน้าของเขา เขาได้มองเห็นจุดดำอยู่ไกลลิบตา พวกนั้นคือพรรคพวกของตนเองที่สามารถหนีรอดจากมารร้ายที่พวกตนกลับพบเจอในป่านี้ได้ อย่างน้อยก็ยังมีคนที่สามารถกลับไปได้ กลับไปบอกเล่าเรื่องราวของตนให้อยู่ต่อไป ได้กลับไปบอกเล่าเรื่องราวแก่ครอบครัวของตน ภรรยาของตนและบุตรของตนเองว่าเขาได้พยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะต่อกรกับภัยร้ายของเมือง....ให้ชื่อของเขายังคงอยู่ต่อไปแม้ชีพของเขาจะจบสิ้นลงตรงนี้

“...ข้า....ยังไม่อยาก.....ตาย.....” พูดได้อีกเพียงเท่านั้น มือของชายหนุ่มที่คว้าไปทางด้านหน้านั้นก็สลายหายไปเหลือเพียงแต่กระดูก ไม่เพียงแต่แขนของเขาเท่านั้น ตลอดทั่วทั้งร่างของมือปราบผู้นี้ได้สลายไปทั้งหมด หลงเหลือเพียงก็แต่โครงกระดูกหนึ่งที่นอนตายอยู่ตรงนั้น ไม่นานนักแม้แต่กระดูกที่เหลืออยู่นั้นก็ถูกละลายหายไปจนหลอมเหลวกลายเป็นซากอยู่ตรงพื้น ไม่หลงเหลือร่องรอยชีวิตใดๆอีกต่อไป

ตุบ ตุบ ตุบ

เสียงฝีเท้าหนึ่งกระทบพื้นดังขึ้นเรื่อยๆ ที่ทางจากด้านลึกของป่าอสูรได้มีคนผู้หนึ่งเดินออกมา คนผู้นี้แต่งกายด้วยผ้าคลุมสีดำทะมึนอันลึกลับ ที่ด้านหลังของคนผู้นี้คือเงาดำขนาดใหญ่ที่คอยตามติดอยู่ไม่ห่างจากด้านหลัง คนผู้นี้ยิ้มอย่างชั่วร้ายเมื่อเห็นภาพที่บังเกิดตรงหน้านี้ด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก

“หนีเข้าไปไอ้พวกสวะซื่อหลิง ไม่ว่าพวกแกจะหนีไปแค่ไหนก็ตาม สายลมแห่งความตายของพรรคอสูรจะตามติดแกไปทุกที่ไม่ห่าง เมืองของพวกแกจะเหลือเพียงเศษธุลีใต้ฝ่าเท้าของพวกข้าชาวซีเซี่ย ฮ่าๆๆๆ!!”

ความคิดเห็น