เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 18 ทะลวงขั้นลมปราณ

ชื่อตอน : บทที่ 18 ทะลวงขั้นลมปราณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 513

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 18:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 ทะลวงขั้นลมปราณ
แบบอักษร

เป็นดั่งที่ถังเฟยหู่คาดเดา...

เมื่อเกี้ยวอสรพิษได้เดินทางมาถึงตระกูลถัง ไม่ได้มีการชื่นชมใดๆอีกต่อไป ทุกคนต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามทาง อีกทั้งยังมีผู้คนมากมายที่ไปร่วมขบวนแห่นั้นทำหน้าไม่พอใจใส่ชายหนุ่มเป็นอย่างมาก ในมุมมองของพวกเขาแล้ว ถังเฟยหู่เป็นเพียงขยะตนหนึ่งในตระกูล ไม่ควรค่าแก่เกียรติเยี่ยงนี้ที่รองผู้นำตระกูลมอบให้

แม้จะไม่พอใจแต่เมื่อเป็นคำสั่งก็ย่อมต้องทำตาม ในโลกที่พลังอำนาจเป็นใหญ่นั้น ผู้คนส่วนมากจะให้คุณค่าแก่ผู้มีพรสวรรค์และพลังยุทธ์ที่ควรค่าแก่การให้เกียรติ แต่ชื่อเสียงและหน้าตาเองก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยเช่นกัน และรองผู้นำตระกูลถังเองก็เล็งเห็นถึงจุดสำคัญนี้เช่นกัน เขาได้ทราบข่าวเรื่องถังเฟยหู่สามารถรักษาโรคร้ายและปกป้องชาวเมืองเป็นจำนวนมาก กลายเป็นวีรบุรุษท่ามกลางภัยร้าย

นายผู้เฒ่าแห่งตระกูลจึงได้มีคำสั่งให้ผู้อาวุโสคุมกฎและผู้คนในตระกูลจำนวนมากออกไปรับถังเฟยหู่กลับตระกูลพร้อมทั้งยังใช้โอกาสนี้ประกาศศักดาว่าวีรบุรุษผู้นี้ได้มาจากตระกูลถัง เมื่อเสียงจากมวลชนส่วนมากอยู่ข้างตระกูลถัง อำนาจและชื่อเสียงของตระกูลอันดับหนึ่งอย่างสกุลหลิวจักต้องสั่นคลอน

ถังเฟยหู่ได้กลับไปยังบ้านของตนในทันทีเมื่อได้กลับมาถึงตระกูล หากยังอยู่ท่ามกลางผู้คนในตระกูลจำนวนมากเช่นนี้จะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน เขาสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของผู้คนจำนวนมาก ไม่มีใครแม้แต่สักคนเดียวที่ได้สังเกตว่าพลังยุทธ์ของเขาได้พัฒนาสูงขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเทียบความเร็วในการฝึกฝนกับผู้อื่น แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดที่จะอวดอ้างความก้าวหน้านี้กับใคร เพราะหากเทียบกับยอดฝีมือที่แท้จริงในรุ่นเดียวกันอย่างเช่นหม่าหยางจงนับว่ายังอ่อนแอจนเกินไป

เมื่อมาถึงบ้านพักของตนเองเขาก็ได้เข้าไปในห้องทำงานของถังหยางหลิวผู้เป็นตาเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการรักษาที่ผ่านมา ซึ่งถังเฟยหู่ได้สกัดพิษหนึ่งหยดที่ดูดกลืนมาจากเหล่าชาวบ้านออกมาจากตันเถียนของตนเองและใส่ลงในขวดใส่ยาขนาดเล็กขวดหนึ่งและนำมันยื่นไปให้แก่ตาของตนเอง

“นี่ขอรับท่านตา พิษนี้ถูกเจือจางไปอย่างมากในร่างของชาวบ้าน แต่มันก็ร้ายแรงเป็นอย่างมากเช่นกัน แต่ข้าไม่ทราบเช่นกันว่าวิธีแพร่กระจายพิษนี้เป็นเช่นไรถึงได้มีผู้ติดพิษเป็นจำนวนมากในเวลาไม่กี่วัน”

ถังหยางหลิวนำขวดยาเล็งนั้นมาตรวจสอบดู ใบหน้าของชายชรากลับแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นซีดขาว ชายชราถึงกับพูดไม่ออกเป็นเวลานานก่อนจะหันกลับมามองหน้าของหลานชายด้วยความหวาดกลัว ในดวงตาของชายชราเต็มไปด้วยแววตาแห่งความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ

“เฟยหู่! จะ..เจ้าห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวนี้! มันจะนำเพศภัยมาสู่ตัวเจ้าและพวกเราทั้งหมด พิษนี้เป็นของเซียนตู๋(เซียนพิษ)...ข้าไม่ทราบว่าทำไมคนผู้นี้ถึงได้มาเมืองที่ห่างไกลเช่นนี้....แต่คนผู้นี้ทางที่ดีอย่าได้พบเจอจะดีกว่า” ถังหยางหลิวดูเคร่งเครียดอย่างมากเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ในดวงตาของชายชรานั้นสลับซับซ้อน ถูกทับถมไปด้วยความรู้สึกผิด ความสำนึกเสียใจ ความคิดถึงหรือแม้แต่ความกลัว

“ท่านตา...เซียนตู๋ผู้นี้ ที่แท้คือใครกันแน่” ถังเฟยหู่กล่าวถามอย่างงุนงง เขาไม่เคยพบเห็นอาการเช่นนี้ของท่านตาตนเองมาก่อน

“คนผู้นี้...ไม่อาจนับเป็นศัตรู และไม่ใช่ทั้งมิตร ครอบครัวของเราไม่อาจพบเจอคนผู้นี้ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาที่ไม่สิ้นสุดตามมา ตาขอเตือนหลานว่าอย่าได้ค้นหาเซียนตู๋ผู้นี้เป็นอันขาด อีกทั้งไม่อาจเอ่ยถามแม่เจ้าได้เช่นกัน นางทั้งสุขภาพอ่อนแอและขี้ระแวงหวาดกลัวมากนัก หากได้รับรู้เรื่องนี้อาจจะคิดมากและกระวนกระวายจนอาการกลับมาหนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม” ถังหยางหลิวกล่าวอย่างจริงจังกับหลานชายของตน

“ข้าทราบแล้วขอรับท่านตา”

“…งั้นก็ดีแล้ว หลานจงไปพักผ่อนเสียเถิด เจ้านั้นเหนื่อยมาหลายวันแล้ว จงไปพักเอาแรงกลัวมา แล้ววันหลังจงอย่าทำอะไรเกินตัวอีกละ” ถังหยางหลิวได้ปิดขวดยาพิษนั้นด้วยจุกผ้าและกลับไปนั่งตรงโต๊ะทำงานของตนเอง

“ขอรับท่านตา งั้นข้าขอตัวไปพักก่อน” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงได้ประสานมือคาราวะถังหยางหลิวผู้เป็นตาเพื่ออำลาและได้ออกมาจากห้องทำงานนั้นเพื่อกลับไปพักผ่อนยังห้องนอนของตนเอง

เมื่อถังเฟยหู่กลับมาถึงและก็จัดแจงทำธุระส่วนตัวทั้งหลาย ชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่หลังจากลงทุนรักษาชาวเมืองมาอย่างหนักถึงหลายต่อหลายวัน เมื่อกลับมายังห้องของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มได้ตรงไปยังเตียงนอนของตนเองลและนั่งสมาธิอยู่บนนั้นเพื่อฝึกฝนพลังยุทธ์ของตนเองอีกครั้ง

การฝึกฝนลมปราณห้าพิษ...

ชายหนุ่มเพ่งจิตสำนึกของตนเองเพื่อจมดิ่งลงไปยังตันเถียนของตนเองเพื่อเฝ้าสังเกตพิษของเซียนตู๋ที่ได้ดูดกลืนมา เขาได้ทำการกลั่นสกัดพิษทั้งหลายอีกครั้งหนึ่งเพื่อเพิ่มความเข้มข้นและความร้ายกาจของพิษนี้ ถังเฟยหู่ใช้เวลาอีกหลายชั่วยามเพื่อสกัดพิษนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะขับเคลื่อนพิษร้ายนี้ให้ไหลเวียนไปตามจุดชีพจรพิษทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดตามเคล็ดวิชาแห่งปราณห้าพิษ

เมื่อพิษเข้มข้นและร้ายกาจนี้ไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายแล้ว ผิวกายของถังเฟยหู่ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นจุดสีม่วงแพรกระจายไปตามจุดต่างๆของร่างกายก่อนที่มันจะลุกลามไปเรื่อยๆจนผิวกายทั้งของเขากลายเป็นสีม่วงเหมือนที่ชาวบ้านที่ติดพิษเป็น การเร่งไหลเวียนพิษที่เข้มข้นกว่าของที่ชาวบ้านทั้งหลายโดนเข้าไปนับพันนับหมื่นเท่านี้ทำใหอาการของพิษส่งผลบนตัวของชายหนุ่มรวดเร็วยิ่งนัก ใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วยามเดียวนั้นร่างของชายหนุ่มก็กลับกลายเป็นรูปแบบการติดพิษในขั้นสุดท้าย ผิวกายเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มไปทั่วทั้งร่าง ผิวกายของเขาปริแตกจนมีเลือดสีดำเข้มไหลออกมาจากรอยแตกนี้และยังคงไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้า

ถังเฟยหู่แบกรับความเจ็บอย่างมากมายมหาศาล ความเจ็บปวดที่มากมายจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ร่างของชายหนุ่มแทบจะแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ธาตุทั้งห้าหักล้างทำลายกันเองภายใน แต่ชายหนุ่มก็ยังคงไม่ยอมแพ้ให้กับพิษของเซียนตู๋นี้ เขายังคงใช้พลังที่หลงเหลืออยู่ในร่างขับเคลื่อนพิษไปตามชีพจรพิษเพื่อย่อยสลายพิษร้ายทั้งหลายให้กลายเป็นพลังของตนเอง พิษร้ายยิ่งผ่านชีพจรพิษไปนานเท่าไหรความร้ายกาจของมันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไป

ราวกับมีม้าป่าพยศวิ่งพล่านอยู่ภายในเส้นชีพจรของถังเฟยหู่ ยิ่งชายหนุ่มพยายามกำราบพิษนี้เท่าไหร มันก็เหมือนยิ่งกระตุ้นความร้ายกาจของพิษนี้ยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพิษนี้ถูกเจือจางและอยู่ในร่างของชาวเมือง มันมีพลังที่อ่อนแอยิ่งนักจนชายหนุ่มสามารถกำราบมันได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อพิษนี้ถูกสกัดจนเข้มข้นและมีพลังใกล้เคียงกับต้นกำเนิดพิษนี้อย่างมาก พิษนี้กลับทวีความร้ายกาจมากมายยิ่งนัก และเพื่อฝึกฝนลมปราณห้าพิษจำต้องรับความเจ็บปวดอย่างมหาศาลของพิษเซียนตู๋

เทียบกับผู้ฝึกตนทั่วไปแล้วการฝึกฝนเช่นเดียวกับถังเฟยหู่นับว่าเป็นการกระทำที่บ้าคลั่งยิ่งนัก การฝึกตนทั่วไปแล้วจำต้องค่อยๆฝึกฝนไปทีละก้าว ทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของพลังวิญญาณและกฎเกณฑ์ต่างๆในธรรมชาติจึงจะมีความก้าวหน้า การฝึกฝนที่ทรมานตนเองเช่นนี้คงมีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะกระทำ

ถังเฟยหู่ต่อสู้กับความเจ็บปวดเช่นนี้เป็นเวลากว่าเจ็ดวันหกคืน และแล้วในที่สุดเขาก็สามารถเอาชนะความเจ็บปวดนี้ได้และย่อยสลายพลังของพิษร้ายนี้เป็นของตัวเอง หยุดยั้งการทำลายล้างหลักห้าธาตุในร่างกายได้ในที่สุด เขาใช้เวลาในค่ำคืนของวันที่เจ็ดนี้ในการฟื้นคืนการทำงานต่างๆของอวัยวะภายในร่างกาย รวมถึงรวบรวมและก่อร่างพลังวิญญาณขึ้นใหม่เพื่อเติมเต็มพลังที่เสียไปและถูกทำลายจากพิษของเซียนตู๋ ขนตาของชายหนุ่มขยับไปมาก่อนที่หนังตาจะมีการขยับและเปิดเปลือกตาขึ้นมา ดวงตาสองสีเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันลึกลับประเภทหนึ่ง ดวงตาขวาเปล่งรัศมีสีเขียวเข้มแปลกตาเหมือนสีของปราณห้าพิษอันลี้ลับ

ระดับพลังปราณขั้นสี่ระดับสูง!

ถังเฟยหู่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นก็สามารถทะลวงข้ามหลายขั้นพลังมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ผู้อื่นใช้เวลาอย่างยาวนานกลับถูกทำได้โดยชายหนุ่มผู้นี้ วิชาลมปราณห้าพิษอันร้ายกาจนี้ช่างฝืนกฎเกณฑ์อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถังหยางหลิวผู้ครอบครองวิชานี้มาก่อนนั้น ในสมัยก่อนหน้านี้จะมีพลังในระดับไหนกันแน่ เคยข้ามผ่านความเจ็บปวดเช่นนี้เหมือนกับตนหรือไม่

ชายหนุ่มได้ใช้พิษของเซียนตู๋ไปจนหมดสิ้นแล้ว แต่ก็ยังพัฒนาได้ถึงเพียงระดับปราณขั้นสี่ระดับสูง ส่วนลมปราณห้าพิษก็ยังคงค้างอยู่ในขั้นสามเช่นเดิม วิชานี้ยิ่งฝึกฝนยิ่งจำต้องใช้พิษที่ร้ายแรงและจำนวนมหาศาลมากขึ้นยิ่งนัก ไม่ทราบว่าต่อไปเขาจะสามารถหาพิษพวกนี้มาจากไหนเพื่อฝึกฝนวิชา

แต่คิดไปก็เพียงเท่านั้น เรื่องของอนาคตยากจะคาดเดาได้ ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นมาจากนั้นจึงค่อยออกไปเดินภายในเมืองเพื่อสืบข่าวคร่าวต่างๆรวมทั้งยังมีเป้าหมายที่ต้องการจะไปยังศาลแห่งฟูเจี้ยนเพื่อสอบถามว่าทางการสืบข่าวเกี่ยวกับคนร้ายที่ลอบวางยาพิษใส่ผู้คนภายในเมืองว่าได้ความว่าอย่างไรบ้าง

ระหว่างที่เดินอยู่ภายในเมืองมีผู้คนจำนวนมากที่จดจำเขาได้และเข้ามาทักทายเป็นจำนวนมาก เขาได้กลายเป็นผู้โด่งดังภายในเมืองเพียงชั่วเวลาไม่กี่วันเท่านั้น ชาวบ้านต่างก็ต้องการตอบแทนสิ่งต่างๆให้ชายหนุ่มโดยต้องการจะมอบของต่างๆไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินและสิ่งของทั้งหลาย แต่ถังเฟยหู่ก็ได้ปฏิเสธอย่างสุภาพและจากมาอย่างนั้น

ถังเฟยหู่ได้ตระเวนไปยังโรงเตี๊ยมต่างๆเพื่อรับฟังข่าวสารรวมถึงโรงเตี๊ยมประตูมังกรซึ่งเขาได้ไปเยือนมาหลายต่อหลายครั้ง ทั้งหมดนั้นก็ได้รับทราบข่าวลือมามากมายเช่นกันเกี่ยวกับโรคร้ายนี้ บ้างก็มีข่าวคร่าวว่ามันเป็นคำสาปร้ายจากภูตผีปีศาจ บ้างก็ว่ามันมาจากสัตว์อสูรลึกลับในท้องทะเล แต่ความอย่างโรคร้ายนี้มาจากทะเลก็ทำให้ชายหนุ่มได้ความคิดบางอย่างขึ้นมา มีความเป็นไปได้ว่าแหล่งน้ำใต้ดินนั้นเป็นต้นตอของโรคร้ายนี้ ในความคิดของชายหนุ่มแล้ว มีความเป็นไปได้สูงอย่างมากนั่นก็เพราะว่าชาวเมืองธรรมดาส่วนใหญ่จะใช้น้ำและการดื่มกินจากบ่อน้ำบาดาลขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกัน หากมีการแพร่พิษใส่แหล่งน้ำนี้แล้วก็จะสามารถอธิบายเรื่องที่ไม่มีตระกูลสูงศักดิ์ใดในเมืองนี้ที่ติดพิษร้ายนี้แม้แต่คนเดียว นั่นก็เพราะตระกูลเหล่านั้นจะใช้แหล่งน้ำจากน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองนี้นัก และบ้างจากน้ำฝนที่เชื่อว่าเป็นน้ำจากสวรรค์ พวกตระกูลสูงศักดิ์ไม่ต้องการที่จะใช้แหล่งน้ำร่วมกับคนธรรมดาหรือขยะไร้ค่าผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนวิถีแห่งยุทธ์

ชายหนุ่มได้ออกจากโรงเตี๊ยมมาทั้งอย่างนั้นและตรงไปบ่อน้ำที่ใกล้ที่สุดเพื่อยืนยันความคิดของตนเอง เขาได้ตระเวนไปทั่วทั้งเมืองและได้เก็บตัวอย่างน้ำของแต่ละบ่อใส่ขวดยาขนาดเล็กของตนที่พกไว้หลายต่อหลายขวด ซึ่งเมื่อเก็บตัวอย่างทั้งหมดได้แล้วตนเองจึงค่อยตรงไปยังศาลเมืองฟูเจี้ยนเพื่อขอพบเจ้าเมืองอีกครั้งหนึ่งเพื่อสอบถามเกี่ยวกับข่าวคร่าวที่ทางฝั่งทางการได้ไปสืบหามา

เมื่อชายหนุ่มได้เดินมาถึงหน้าศาลแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ทั้งหลายต่างต้อนรับขับสู้ชายหนุ่มเป็นอย่างดี และเมื่อได้ทราบจุดประสงค์ที่ถังเฟยหู่ได้มาเยือนนั้น เจ้าหน้าที่ศาลที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าจึงได้นำพาถังเฟยหู่เข้าสู่ภายในศาลและตรงไปยังห้องรับรองของศาล

“ขอเชิญท่านหมอถังรอที่ห้องรับรองสักครู่ ข้าน้อยจะไปตามท่านเจ้าเมืองมาพบท่านเองขอรับ” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเอ่ยอย่างสุภาพ

“รบกวนท่านแล้ว” ถังเฟยหู่ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม

รอเพียงไม่นานมากนัก ฉวี่ฮุ่ยผู้เป็นเจ้าเมืองได้ก้าวเข้ามาในห้องรับรองพร้อมกับผู้คนหลากหลาย ด้านช้างของฉวี่ฮุ่ยนั้นมีสตรีอยู่สองนาง หนึ่งเป็นสตรีซึ่งมีอายุประมาณสามสิบกว่าปี อีกหนึ่งเป็นดรุณีผู้งดงามนางหนึ่งซึ่งมีอายุพอๆกับถังเฟยหู่ นางมีผิวกายที่ขาวดุจหยกอันกระจ่างใส ผมมีสีดำดุจหมึกและดวงหน้าอันงดงาม ส่วนด้านหลังของฉวี่ฮุ่ยนั้นมีผู้คนมากมายในชุดสีดำและแดง ทุกคนนั้นต่างพกพากระบี่กันคนละหนึ่งเล่มโดยผู้ที่นำหน้าเหล่าคนด้านหลังนั้นสวมใส่ชุดสีดำปักด้วยลายปักษาสีแดง ส่วนด้านหลังนั้นคือผู้คนที่สวมใส่ด้วยชุดสีแดงและปักลายปักษาสีดำ

“คาราวะท่านเจ้าเมืองและทุกๆท่าน” ถังเฟยหู่เมื่อเห็นขบวนคนจำนวนมากเข้ามาจึงได้ลุกขึ้นแล้วประสานมือคาราวะทุกๆคนที่ได้เข้ามา

“ท่านหมอถังไม่ต้องมากพิธีการหรอก เชิญท่านนั่งก่อน” ฉวี่ฮุ่ยเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มที่จริงใจให้แก่ถังเฟยหู่พร้อมกับได้เชิญให้เขานั่งลงยังที่เดิม จากนั้นเจ้าตัวและสตรีสองนางด้านข้างจึงได้นั่งลงตรงที่นั่งตรงกลางด้านในสุดของห้อง ส่วนผู้คนที่เหลือนั้นมีเพียงชายหนุ่มในชุดดำปักลายแดงเท่านั้นที่ได้เข้ามานั่งอยู่กับกลุ่มของฉวี่ฮุ่ย ส่วนผู้อื่นนั้นได้ยืนรออยู่รอบข้าง

ถังเฟยหู่ลอบสังเกตลักษณะของชายชุดดำผู้นี้ เขามีอายุราวๆยี่สิบปีเพียงเท่านั้นแต่ก็มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก แถมชายผู้นี้ยังได้นั่งอยู่กับกลุ่มของเจ้าเมืองอีกด้วย ดูท่าแล้วชายหนุ่มผู้นี้จะมีฐานะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

“ท่านหมอมาในวันนี้ก็ดีแล้ว ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นครั้งแรก ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จักครอบครัวของข้าไว้ นี่คือฮูหยินของข้าจิวซูฉี” ฉวี่ฮุ่ยผายมือไปทางด้านข้างตัวและแนะนำสตรีผู้มีอายุราวสามสิบกว่าปีด้านข้างตัวจากนั้นจึงค่อยแนะนำสตรีวัยเยาซืด้านข้างของตนเองต่อ “และนี่ก็คือบุตรสาวของข้า..มีนามว่าฉวี่ซูฮวา ส่วนคนสุดท้ายนี้คือบุตรชายคนโตของข้าฉวี่กัง” ฉวี่ฮุ่ยแนะนำชายชุดดำที่นั่งถัดไปให้ถังเฟยหู่ได้รู้จัก ซึ่งฉวี่กังเองก็พยักหน้าให้แก่ชายหนุ่มเป็นการทักทายเช่นกัน

“ฉวี่กังบุตรชายของข้าเป็นหัวหน้ามือปราบแห่งเมืองฟูเจี้ยน คราก่อนหน้านี้เหล่ามือปราบได้ออกไปตามล่าคนร้ายที่ทางการต้องการตัวจึงไม่ได้พบกัน ขอให้พวกท่านได้รู้จักกันไว้ อ่อ..จริงสิ หน้าที่ของมือปราบในครานี้ก็คือการสืบข่าวคราวเกี่ยวกับผู้ที่แพร่พิษใส่เมืองของเรา พวกเขาออกไปสืบข่าวคราวมาหลายวันน่าจะได้เรื่องราวอันใดบ้าง ตอนนี้ทุกคนที่ทราบเกี่ยวกับภัยที่เมืองเราได้เจอมารวมตัวกันหมดแล้ว เอาละอากัง เจ้าจงบอกเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเจ้าได้ไปสืบมาให้แก่พวกเราได้ทราบเถอะ” ฉวี่ฮุ่ยเอ่ยกับฉวี่กังซึ่งชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้ามือปราบได้ลุกขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกล่าวขึ้น

“เรียนท่านเจ้าเมืองและท่านหมอ...จากที่ข้าสืบข่าวคราวในครั้งนี้มา ได้มีการติดต่อกับมือปราบของเมืองอื่นๆเป็นจำนวนมากรวมถึงยังได้ซื้อข่าวคราวจากพรรคพิราบขาวซึ่งได้วางตัวเป็นกลางในยุทธภพและขายข่าวลึกลับทั้งหลายในแผ่นดิน....พวกเราได้พบการตายเป็นจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน แม้มองผิวเผินจะเป็นการฆ่ากันตายของคนในยุทธภพที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เรื่องราวไม่ใช่แค่นั้นเพราะเราได้สืบทราบว่าผู้ที่ตายใกล้เขตเมืองฟูเจี้ยนเมื่อย้อนรอยกลับไป...จะพบว่ามันผู้นั้นกลับเป็นฆาตกรของคดีในเมืองถัดกัน ส่วนผู้ตายผู้นั้นก็เป็นฆาตกรที่ได้ฆ่าคนตายในเมืองถัดไป วนเวียนไปดุจสายโซ่ที่คล้องต่อกัน คดีทุกคดีนั้นมีความเชื่อมโยงถึงกัน....เมื่อย้อนกลับไปแล้ว คดีแรกที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่จงหยวน ข้าเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆอย่างแน่นอน และจากข่าวคร่าวของพรรคพิราบขาว มีข่าวลือในยุทธภพว่าพรรคอสูรได้กลับมาอีกครั้ง! เรื่องราวในครานี้มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นฝีมือพรรคอสูรเช่นกัน” เมื่อนามของพรรคอสูรถูกพูดถึง ทั้งเจ้าเมืองและฮูหยินต่างก็มีสีหน้าที่ดูแปลกพิกล ราวกับหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

“พรรคอสูร! อากัง เรื่องนี้ห้ามให้ราชสำนักรับทราบเป็นอันขาด! ไม่ทราบว่าหากราชสำนักได้รับรู้เรื่องนี้อาจจะถึงขั้น...” ฉวี่ฮุ่ยตะโกนขึ้นด้วยใบหน้าหวาดกลัวเมื่อนึกถึงสิ่งที่ราชสำนักจะทำหากรับทราบเรื่องนี้

ถังเฟยหู่เองก็สังเกตถึงท่าทีที่แปลกไปของทุกคนในห้องนี้เมื่อได้กล่าวถึงพรรคอสูร แม้เขาจะสงสัยเกี่ยวกับท่าที่ของทุกคนแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา เพราะเมื่อสังเกตถึงท่าทีของทุกคนแล้ว...คงไม่มีใครบอกเรื่องราวเกี่ยวกับพรรคอสูรแก่เขาแน่ เขาจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำไว้เสียจะดีกว่า

“งั้นข้าขอบอกข่าวคร่าวที่ข้าได้ไปสืบทราบมาบ้างแล้วกันขอรับ” เมื่อถังเฟยหู่กล่าวเสร็จแล้วจึงได้นำขวดยาขนาดเล็กออกมาเป็นจำนวนมากออกมาซึ่งเจ้าเมืองได้สั่งคนให้นำโต๊ะเข้ามาวางไว้ตรงกลางห้องในทันทีเพื่อที่ถังเฟยหู่จะได้วางของพวกนั้นไว้ตรงกลางและทุกคนสามารถที่จะมองเห็นได้อย่างถนัดตา เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลได้นำโต๊ะมาวางตรงกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถังเฟยหู่จึงได้ร้องขอให้นำแผนที่เมืองฟูเจี้ยนมาด้วยอีกอย่างหนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้กางแผนที่นั้นลงบนโต๊ะจากนั้นจึงค่อยนำขวดยาขนาดเล็กจำนวนมากในตัววางในจุดต่างๆบนแผนที่นั้น

“เชิญท่านเจ้าเมืองมาดูนี่ก่อน ขวดยาที่ข้าวางไว้ในจุดต่างๆนั้นแทนตำแหน่งของบ่อน้ำซึ่งขุดลงไปถึงแหล่งน้ำบาดาลใต้ดิน” เมื่อชายหนุ่มกล่าวเสร็จแล้ว ทุกคนในที่นั้นจึงรีบมามุงดูโต๊ะตรงกลางนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะพูด

เมื่อทุกคนได้มารวมตัวกันแล้ว ชายหนุ่มจึงได้หันไปถามผู้คนโดยรอบในทันที “ในที่นี้มีใครสามารถสร้างเปลวเพลิงหรือความร้อนได้บ้าง”

“ข้าเอง เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไรละ” ฉวี่กังเอ่ยตอบขึ้นมา

“รบกวนพี่ฉวี่กังช่วยใช้เปลวเพลิงเผาน้ำในแต่ละขวดให้ละเหยไปให้หมดด้วย และถ้าหากข้าคิดถูกต้อง รบกวนท่านช่วยป้องกันไม่ให้ไอน้ำจากแต่ละขวดหลุดรอดออกมาหาพวกเรา ไม่งั้นอาจเกิดอันตรายได้”

“ตกลง” ฉวี่กังเมื่อกล่าวเสร็จก็เรียกจิตวิญญาณของตนเองออกมา เขาปลดปล่อยละอองแสงสีส้มออกมาและมันรวมตัวกันอยู่บนไหล่ของฉวี่กัง จิตวิญญาณของเขาคือเหยี่ยวตนหนึ่งซึ่งมีขนเป็นสีส้มสลับแดงไปทั่วทั้งตัว ดวงตาของมันเป็นสีส้มดุจดั่งเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน นี่คือจิตวิญญาณของฉวี่กัง เหยี่ยวเพลิง

ฉวี่กังได้สั่งให้เหยี่ยวเพลิงจ้องไปยังขวดแต่ละอันทีละขวดโดยเมื่อขวดยานั้นถูกเหยี่ยวเพลิงจับจ้อง ราวกับอุณภูมิของขวดนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขวดยาเล็กนั้นเปล่งรัศมีสีส้มเรืองรองออกมา โดยพร้อมกันนั้นฉวี่กังก็ได้ใช้ลมปราณของตนเองห่อหุ้มขวดยาทั้งหลายและอากาศด้านบนขวดนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ไอน้ำนั้นสัมผัสอากาศด้านนอกตามที่ถังเฟยหู่ได้ร้องขอ รวมทั้งยังได้ปกป้องโต๊ะไม้ตัวนี้และแผนที่เมืองไปด้วยในตัว

รอเพียงไม่นานนัก ขวดยาที่ถูกเผาด้วยความร้อนจากดวงตาของเหยี่ยวเพลิงก็ได้ส่งไอน้ำจำนวนมากออกมาจากปากขวด ซึ่งเมื่อเหยี่ยวเพลิงได้เผาขวดยาทั้งหมดที่วางอยู่บนโต๊ะจนหมดสิ้นแล้ว ฉวี่กังก็ได้ใช้ปราณของตนเองที่ห่อหุ้มไอน้ำที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นกักขังไอน้ำเหล่านั้นไว้ซึ่งเมื่อมองไปทางถังเฟยหู่แล้วเขาก็ได้กล่าวว่าให้ทำลายมันเสีย เขาจึงได้ให้เหยี่ยวเพลิงเผาไอน้ำนั้นจนเป็นจุลด้วยความร้อนที่เหนือยิ่งกว่าก่อนหน้านี้

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหลายแล้ว ฉวี่กังจึงได้สลายลมปราณที่ห่อหุ้มขวดยาไว้ทั้งหมดออกไป จากนั้นถังเฟยหู่จึงได้เข้าไปที่โต๊ะนั้นแล้วเทสิ่งที่อยู่ในขวดยานั้นออกมาซึ่งบางขวดนั้นก็มีผงบางอย่างสีเงินและสีต่างๆ แต่บางขวดกลับมีทรายสีม่วงออกมาแทน

“เป็นไปตามที่ข้าคาดเดา ขอให้ทุกท่านโปรดดูสิ่งนี้ ตามแต่ละขวดจะมีแร่ธาตุต่างๆซึ่งอยู่ในชั้นใต้ดิน มันผสมปนกับน้ำขึ้นมา ซึ่งเมื่อพี่ฉวี่กังเผาทำลายส่วนที่เป็นน้ำทิ้งไปจึงได้หลงเหลือแร่ธาตุพวกนี้ไว้ แต่ทรายสีม่วงส่วนนี้ไม่ใช่แร่ธาตุ!” ถังเฟยหู่ได้กล่าวพร้อมกับชี้ไปยังทรายม่วงบนแผนที่ ซึ่งทุกคนนั้นรอรับฟังถังเฟยหู่อย่างใจจดใจจ่อเพราะความอยากรู้และต้องการทราบถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการแพร่พิษในเมืองฟูเจี้ยน

“พวกมันคือพิษที่ถูกแพร่ใส่ชาวเมือง...แหล่งน้ำบาดาลของเมืองถูกปนเปื้อนไปด้วยพิษร้าย!” เสียงของชายหนุ่มสะก้องเข้าหูของทุกคนในที่นั้น ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไม่อาจพูดออกเมื่อได้รับทราบได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองของตนนี้

ความคิดเห็น