หอหมื่นอักษร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 53 จอมราชันย์แห่งตำหนัก

ชื่อตอน : บทที่ 53 จอมราชันย์แห่งตำหนัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 15:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 53 จอมราชันย์แห่งตำหนัก
แบบอักษร

​หากจะให้อ้ายฮุยสรรหาคำศัพท์มาอธิบายความรู้สึกของตนในตอนนี้ คำคำนั้นจะต้องเป็น “หมื่นศรทะลุใจ” เป็นแน่!

พลังธาตุทองที่แหลมคมแทรกผ่านเข้ามาภายในร่างของเขาจากทั่วทุกมุม เขารู้สึกเหมือนกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกแทงจนพรุนเป็นรังผึ้ง เคราะห์ไม่ดีที่เวลาเช่นนี้ความรู้สึกมึนชาทั้งหมดกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เขาเจ็บปวดอย่างหาใดเปรียบ

หากไม่ใช่เพราะตอนอยู่ที่เจดีย์เสวียนจินได้คุ้นชินกับความเจ็บปวดเช่นนี้แล้ว ในตอนนี้เขาคงจะต้องร้องโหยหวนไม่หยุดอย่างแน่นอน

การฝึกที่เจดีย์เสวียนจินทำให้เขามีความอดทนต่อความเจ็บปวดรูปแบบนี้ที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งอยู่พอสมควร

“ความอดทนของศิษย์ค่อนข้างจะร้ายกาจอยู่นะ” ผู้เฒ่าตกตะลึง หลังจากสร้างชุดเกราะทองแดงสำหรับทดสอบพวกนี้ เขาเป็นผู้ทดลองเพียงคนเดียว ตัวเขาเองก็เคยได้ทดลองกับรุ่นที่เป็นธาตุไฟ แต่ทว่าเขานั้นร้องโหยหวนครวญครางจนทำให้อาจารย์ที่เขาเรียกมาช่วยตกใจจนมือไม้สั่น ถึงกับโยนแผงควบคุมออกไปไกลหลายเมตร

แต่ในตอนนี้อ้ายฮุยกลับไม่ได้ร้องเลยสักแอะ ไม่เสียทีที่เป็นสัตว์ร้ายในร่างคนที่สามารถรอดออกมาจากแดนร้างได้!

นัยน์ตาทั้งสองข้างของผู้เฒ่าเปล่งประกายขึ้น ในฐานะของอาจารย์ที่มีความคิดอยู่นับไม่ถ้วน จะไปมีอะไรสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่เป็นทั้งตัวทดลองและลูกศิษย์ที่ทั้งแข่งแกร่งและทนทานเช่นนี้ เขาจินตนาการได้เลยว่าการมีลูกศิษย์ที่อดทนเช่นนี้จะทำให้ทฤษฎีและแนวคิดของตนก้าวหน้ารวดเร็วเพียงใด และไม่นานจะต้องบรรลุถึงแก่นแท้เป็นแน่

ช่างเป็นเป้าหมายในการทำการศึกษาที่สมบูรณ์แบบยิ่งนัก!

เขาเลียริมฝีปากประหนึ่งว่าได้เห็นอาหารเลิศรสก็ไม่ปาน ในปากก็พึมพำพูดกับตัวเอง “เพิ่มระดับความเข้มข้นสักหน่อย พลังธาตุก็ให้ละเอียดยิ่งขึ้นอีกนิด พลังธาตุทองนี่ไม่ค่อยคุ้นอยู่บ้างนะนี่ ไม่เป็นไร ทดลองให้มากเสียหน่อย...”

หมื่นศรทะลุใจได้เปลี่ยนเป็นมดนับหมื่นที่กัดกินร่างในทันที

ร่างกายของอ้ายฮุยได้เริ่มสั่นสะท้านขึ้นมา

ผู้เฒ่าเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า อารมณ์พลุ่งพล่านที่สะสมมาหลายสิบปีได้ปลดปล่อยออกมาพร้อมกันทีเดียวนั้นเป็นอย่างไร สายตาของเขาบ้าคลั่ง ในปากพึมพำคำในลำคอ จ้องมองไปที่แผงควบคุมที่อยู่ในมือ โดยไม่หยุดที่จะปรับแต่งพลังธาตุของชุดเกราะทองแดง หรือเงยหน้าจ้องมองแสงสว่างบนชุดเกราะเป็นพักๆ

ชุดเกราะทองแดงเปล่งประกายแสงออกมาตามการควบคุมที่ไม่หยุด

อ้ายฮุยรู้สึกราวกับว่าตนนั้นตกลงไปในขุมนรก อีกทั้งยังเป็นนรกในขุมที่ลึกกว่าขุมที่สิบแปดอีกด้วย

พลังธาตุที่ทิ่มแทงร่างของเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง เกิดความรู้สึกชา คัน เจ็บ ร้อน ปวด และอีกหลายความรู้สึก เป็นความรู้สึกทั้งหมดที่แตกต่างกันนี้ปรากฏขึ้นบนร่างกายในตำแหน่งที่ต่างกัน วันก่อน ไม่สิ ก่อนที่จะสวมชุดเกราะทองแดง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังธาตุทองบนโลกนี้จะมีหลากหลายประเภทและจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากมายถึงเพียงนี้

ทุกๆ ประเภทของการเปลี่ยนแปลง ล้วนเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว

รสชาตินั้นเรียกได้ว่า...เจ็บปวดอย่างสุดหัวใจ

ภายใต้ผมที่ยุ่งเหยิงของผู้เฒ่า ดวงตาของเขาคู่นั้นช่างบ้าคลั่งและจดจ่อ

ประกายแสงที่อยู่บนชุดเกราะเปลี่ยนแปลงไปมาไม่หยุด ผู้เฒ่ายืนอยู่ด้านข้างจดอะไรบ้างอย่างอยู่ ปากก็พูดพึมพำคำศัพท์เฉพาะที่อ้ายฮุยล้วนไม่เข้าใจ

ในตอนนี้อ้ายฮุยไม่ได้มีความคิดอื่นแม้แต่น้อยแล้ว เขาคิดเพียงแค่ว่าอยากจะจบการทดสอบที่ราวกับตกนรกตรงหน้านี้โดยเร็ว

ชุดเกราะทองแดงชุดนี้ไม่ได้มีค่าอะไรให้เผยแพร่ออกไป อ้ายฮุยนั้นคิดว่าความอดทนของตนได้อยู่ในระดับที่สูงแล้ว แต่ก็ยังมีหลายครั้งที่เขาเกือบจะหมดสติไป จิตใจว่างเปล่าขาวโพลนอยู่หลายหน เขาสงสัยว่าหากเป็นนักเรียนที่ร่างกายอ่อนแอกว่านี้สักเล็กน้อย มีโอกาสเกิดอันตรายขึ้นได้ ต่อให้ไม่มีอันตราย ก็เกิดการบอบช้ำทางจิตใจขึ้นและมีผลกระทบต่อการฝึกฝนในภายหลัง

ช่างเป็นชิ้นงานที่แสนจะสุดโต่งเสียจริง...

ในสมองของอ้ายฮุยปรากฏความคิดเช่นนี้ แต่ที่มีมากยิ่งกว่าก็คือความนับถือในตัวอาจารย์

ถึงแม้ในระหว่างการทดสอบจะอยู่ไม่สู้ตายไปเสีย เหมือนกับตกนรกก็ไม่ปาน แต่ว่าอ้ายฮุยก็ยังรับรู้ได้ถึงความน่าทึ่งอยู่ภายใน

ลำพังเพียงแค่รายละเอียดเล็กๆ ที่แตกต่างกันมากของพลังธาตุทองนั้น ก็ถือว่าร้ายกาจอย่างมากแล้ว!

อ้ายฮุยมีความรู้สึกแรงกล้าอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าการทดสอบในครั้งนี้จะไม่ให้ผลลัพธ์อะไร แต่การได้มีประสบการณ์กับพลังธาตุทองที่แตกต่างกันมากมายเช่นนี้ ก็มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนในอนาคตของตนอย่างมากแล้ว

หากว่าไม่ได้มาลองด้วยตัวเอง เขาก็จะไม่มีทางรู้ถึงรายละเอียดเล็กๆ ที่แตกต่างกันเหล่านี้ หากเป็นพลังธาตุทองเหมือนกัน มีรายละเอียดเล็กๆ ที่ต่างกัน ก็จะแสดงถึงคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

พลังธาตุทองมีส่วนที่เหมือนกัน แต่ก็มีส่วนที่แตกต่างของแต่ละชนิดเช่นกัน

ทฤษฎีของอาจารย์ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก

อ้ายฮุยรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ หากให้ตนไปจับจุดด้วยตัวเองละก็ เป็นไปได้ว่าจะไม่มีวันได้เข้าถึง

ทันใดนั้น คลังชีวิตของเขาก็ได้สั่นไหวอย่างรุนแรง เป็นตอนนี้เองที่ผู้เฒ่าได้เงยหน้าขึ้น “ตอนนี้พวกเรามาทดสอบห้าคลังแปดตำหนักของเจ้าเสียหน่อย มาดูกันมาตำหนักไหนแข็งแกร่ง ตำหนักไหนอ่อนแอ”

อ้ายฮุยอึ้งไปสักพัก เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่า ห้าคลังแปดตำหนักมีบางตำหนักที่แข็งแกร่ง และบางตำหนักที่อ่อนแอ

ผู้เฒ่าราวกับรับรู้ได้ถึงความสงสัยในใจของอ้ายฮุย จึงกล่าวอธิบาย “อาจารย์โดยทั่วไปจะไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากมีนักเรียนอยู่มากมายและปัญหาที่ผัวพันกับสิ่งนี้ก็มีมาก มันจึงค่อนข้างจะซับซ้อน เอาเป็นว่าให้เจ้าเข้าใจเช่นนี้ โลกเรามีคนถนัดมือขวาและคนถนัดมือซ้าย มีคนที่ตั้งแต่เกิดมาก็มีขาขวาที่แข็งแรงและว่องไวยิ่งกว่าขาซ้าย ร่างกายของมนุษย์นั้นมีทั้งความสมดุล และความไม่สมดุล ห้าคลังแปดตำหนักเองก็เป็นเช่นนี้ มีตำหนักบางตำหนักที่แข็งแกร่ง และบางตำหนักที่อ่อนแอ ในสมัยก่อนสิ่งเหล่านี้เป็นความลับที่ถ่ายทอดสืบมาในตระกูลใหญ่บางตระกูล แต่ในตอนนี้ได้แพร่กระจายออกไปแล้ว พวกตระกูลใหญ่นั้นเก่งกาจทีเดียว พวกเขาทำการวิจัยอย่างลึกซึ้ง การรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของแปดตำหนักอย่างชัดเจนนั้น จะมีประโยชน์ในการฝึกฝนของเจ้าในภายหลังเป็นอย่างมาก”

อ้ายฮุยกระจ่างขึ้นมาในทันที การอธิบายของผู้เฒ่านั้นมีพลังในการโน้มน้าวใจอย่างเหลือเชื่อ

“คลังชีวิตของเจ้านั้นไม่เลว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เจ้าฝึกพลังธาตุจนเอ่อล้นแล้วค่อยทะลวงคลังชีวิต เมื่อก่อนข้าเคยพูดเอาไว้ การปล่อยให้พลังธาตุเอ่อล้นแล้วค่อยทะลวงประตูคลังชีวิตจะมีข้อดีอย่างมากในภายหลัง มันจะทำให้คลังชีวิตของเจ้ามั่นคงยิ่งขึ้น แต่ว่าคนทั่วไปล้วนไม่มีความอดทนในส่วนนี้” ผู้เฒ่าพูดไปพลาง ปรับแผงควบคุมที่อยู่ในมือไปพลาง

ผ่านไปได้สักพัก ฝ่ามือข้างซ้ายของอ้ายฮุยก็เปล่งแสงส่องสว่างขึ้นมาก้อนหนึ่ง

“ไม่เลว ตำหนักแขนซ้ายของเจ้าไม่เลวเลย เป็นตำหนักที่แข็งแกร่ง”

ผ่านไปอีกสักพัก ฝ่ามือข้างขวาของอ้ายฮุยก็เปล่งแสงส่องสว่างขึ้น

“ตำหนักแขนขวาก็เป็นตำหนักที่แข็งแกร่ง ไม่เลวนะ แขนทั้งซ้ายขวามีความสมดุล มีกระบวนท่าบางท่าที่ต้องใช้ความสมดุลของแขนซ้ายขวาถึงจะสามารถเรียนได้”

“ตำหนักขาซ้ายเป็นตำหนักที่แข็งแกร่ง!” “โอ้โฮ ตำหนักขาขวาเองก็เป็นตำหนักที่แข็งแกร่งเช่นกัน ขาทั้งสองข้างมีความสมดุล แขนขาทั้งสี่มีความสมดุล!” ผู้เฒ่าร้องขึ้นอย่างประหลาดใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ลูกศิษย์ เจ้านี่เป็นตัวอ่อนของนักสู้เลยนะ! แขนขาทั้งสี่สมดุล ช่างเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สมบูรณ์แบบนัก ข้ารู้จักกระบวนท่าที่ร้ายกาจอยู่หลายท่าที่ต้องมีสี่ตำหนักประสานกัน เมื่อสองร้อยปีก่อน หัวหน้าหน่วยทหารราบอู๋เหยียนก็มีตำหนักแขนขาทั้งสี่ที่สมดุลและเป็นตำหนักที่แข็งแกร่ง รู้หรือเปล่าว่าฉายาของเขาคืออะไร [ปลาหมึกเหล็ก]! ฮ่า ฮ่า ฮ่า สมแล้ว ไม่เสียทีที่เป็นลูกศิษย์ของข้า” สัตว์เลื้อยคลาน...

อ้ายฮุยไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร แต่ว่า... มันควรจะฟังดูน่าเกรงขามอย่างนั้นเหรอ แล้วก็คำว่า “ปลาหมึก” ที่มี “เหล็ก” เข้าไปอีกนี้ ก็ไม่ได้ดูทรงพลังเลยแม้แต่น้อย

“ตำหนักปฐพีก็แข็งแกร่ง!”

“ตำหนักมหาสมุทรก็แข็งแกร่ง!”

“ตำหนักประตูก็แข็งแกร่ง! อา อา อา เจ้าลูกศิษย์หากตำหนักนภาก็แข็งแกร่งอีกละก็ เจ้าก็ไร้เทียมทานแล้ว! มีตำหนักที่แข็งแกร่งทั้งร่าง! ตำหนักที่แข็งแกร่งสมบูรณ์! ไม่มีจุดตายอย่างสิ้นเชิง! เป็นห้าคลังแปดตำหนักที่สมบูรณ์แบบ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร จอมราชันย์แห่งตำหนัก!”

ตำหนักนภาก็อยู่ตรงหว่างคิ้ว เมื่อเห็นอาจารย์ที่ท่าทางตื่นเต้นขนาดนั้นแล้ว อ้ายฮุยเองก็พลอยรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย จอมราชันย์แห่งตำหนัก! แค่พลังก็ดูทรงพลังอย่างมาก แต่ว่า...ทำไมตนถึงได้รู้สึกถึงการฝืนทำอะไรสักอย่าง...

การมีตำหนักที่แข็งแกร่งทั้งร่าง ได้ยินอย่างนี้ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

“ตำหนักนภา ตำหนักนภา จะต้องเป็นตำหนักที่แข็งแกร่งแน่...เอ๋” อยู่ๆ ผู้เฒ่าก็หยุดชะงักลง นิ่งอึ้งมองไปที่บริเวณหมวกของอ้ายฮุย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น