หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 25 ทุกภพทุกชาติ

ชื่อตอน : บทที่ 25 ทุกภพทุกชาติ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 15:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 25 ทุกภพทุกชาติ
แบบอักษร

นอกจากสัตว์ประหลาดกับนักพรตแล้ว อาณาจักรตะวันออกที่เต็มไปด้วยความลึกลับนี้ยังมีเรื่องของการกลับชาติมาเกิดอยู่อีกด้วย

ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปอาจจะไม่เชื่อ แต่ลั่วชิวเป็นคนประเภทที่ชอบเชื่ออะไรโดยไม่มีหลักฐาน

โยวเย่บอกว่า อีกหน่อยเขาจะอ่านใจคนออก...ลั่วชิวก็ไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะเป็นเหมือนที่โยวเย่บอกหรือไม่ แต่ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าชายผู้นั้นยังไม่ได้อ้าปากพูดอะไรเลย

ก็เหมือนกับตอนที่เขาเจอชายคนนี้ในงานประมูล ตอนนั้นเขาสัมผัสถึงความประสงค์ร้ายไม่ได้เลย

เขายื่นมือออกไปพยุงชายคนนั้นลุกขึ้น อีกมือหนึ่งก็จับตราหยกในมือของเขาไว้ พร้อมกับฟังเรื่องราวของชายผู้นี้ไปด้วย

ชายผู้นี้อายุ 34 ปี มีชื่อว่าซูโฮ่วเต๋อ แต่เดิมเป็นพนักงานส่งของของบริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง ยังไม่แต่งงานและไม่มีครอบครัว

ตั้งแต่เด็กๆ เขามักจะฝันถึงเรื่องราวประหลาดในพระราชวังอันกว้างใหญ่ ที่นั่นมีฮ่องเต้สีหน้ากริ้วโกรธ อีกทั้งยังมีคนถือดาบที่ดูโหดเหี้ยมยืนอยู่เต็มวังนั้น

เมื่อเด็กน้อยฝันร้าย ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะใช้วิธีโบราณในการขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป แต่พอยิ่งโตขึ้นเรื่องราวที่ฝันก็ยิ่งมากขึ้นและยิ่งเหมือนความจริงขึ้นทุกที จนกระทั่งตอนเขาอายุ 30 ปี ซูโฮ่วเต๋อก็รู้ว่าสิ่งที่เขาฝันมาตลอดคืออะไร และตัวเขาคือใคร

“ถ้าอย่างนั้น...คุณเป็นคนทำตราหยกคู่นี้ขึ้นเหรอ?” ลั่วชิวมองหน้าซูโฮ่วเต๋อด้วยความตกตะลึง “เป็นนักแกะสลักหยกในสมัยราชวงศ์หมิงคนนั้นเหรอ?”

ซูโฮ่วเต๋อยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า “ไม่เชื่อใช่ไหม? ตอนแรกฉันเองก็ไม่เชื่อ แต่ไม่ใช่แค่แผ่นตราหยกนี้เท่านั้น ยังมีสิ่งที่ถูกค้นพบอื่นๆ อีกที่ฉันยังจำได้อย่างแม่นยำ!”

ซูโฮ่วเต๋อกำแผ่นตราหยกเอาไว้ในมือของเขา และแสดงท่าทางที่หลงใหลในหยกอันนี้ออกมา พลางพูดว่า “พวกมันมาจากหินก้อนไหน ผ่านการขัด แกะสลักมาอย่างไร ฉันจำมันได้อย่างแม่นยำ”

ลั่วชิวกล่าวขึ้นว่า “ในเมื่อคุณซูรู้ว่าตัวเองกลับชาติมาเกิด แล้วทำไมยังต้องติดตามตราหยกอันนี้อีกล่ะ ในเมื่อคุณได้กลับมาเกิดในชาตินี้ คุณมีทั้งคนในครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย ทำเรื่องเสี่ยงขนาดนี้...คุณไม่กลัวเหรอ?”

“ฉันไม่รู้...” ซูโฮ่วเต๋อส่ายหัว กล่าวด้วยความอมทุกข์ว่า “ฉันเคยสับสันและลังเล...ลังเลมาโดยตลอด แต่ตอนที่ฉันเห็นตราหยกนี้ในห้องประมูล ฉันเหมือนถูกมนต์สะกดบางอย่าง ให้ฉันไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ฉันรู้ว่าฉันคือซูโฮ่วเต๋อ ไม่ใช่คนโบราณเมื่อห้าร้อยปีก่อน แต่มีอีกเสียงหนึ่งคอยบอกฉันว่า ฉันจะยอมให้ซานเหนียงถูกคนอื่นชิงไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ เราแยกจากกันมาเป็นเวลาห้าร้อยปีแล้ว จะได้เจอกันอีกหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้”

“ซานเหนียง?”

ซูโฮ่วเต๋อยิ้มแห้งๆ พลางกล่าวต่อว่า “ฉันเป็นนักแกะสลักหยกในสมัยนั้น ทั้งชีวิตของฉันก็หมกมุ่นอยู่กับหยกตลอด ตอนนั้นจักรพรรดิเซี่ยนจงเรียกฉันเข้าวัง มีรับสั่งให้คนแกะสลักตราหินหยกคู่นี้ แล้วสลักบทคัมภีร์ลงในตราหยกด้วย แต่ฉันไม่สามารถดูบทคัมภีร์นั้นได้ ทำได้เพียงแต่ให้คนมาอ่านอยู่ข้างๆ แล้วสลักมันลงไป และซานเหนียงก็เป็นผู้ที่ถูกฮ่องเต้เลือกให้มาอ่านบทคัมภีร์อยู่ข้างๆ ฉัน”

“ต่อมาหลังจากนั้นถึงได้รู้ว่าซานเหนียงไม่ใช่หญิงสาวธรรมดาในวังหลวง แต่เป็นเธอสนมของจักรพรรดิเซี่ยนจง ซึ่งก่อนหน้าที่จะเข้ามาในวังหลวงเธอเคยไปร่ำเรียนวิชาในป่าลึก จักรพรรดิเซี่ยนจงอยากมีอายุยืนยาวจึงไปขอให้นักพรตมากวิชาบนภูเขาสูงช่วย แต่นักพรตมากวิชาไม่รู้จะรับปากฮ่องเต้อย่างไรดี ถึงได้ส่งซานเหนียงตามฮ่องเต้เข้าวังไปด้วย ในสายตาของคนอื่นๆ แล้ว ซานเหนียงเป็นนางสนมของฮ่องเต้ แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นนักพรตที่คอยสอนและให้คำปรึกษาฮ่องเต้”

“และการก่อกำเนิดของตราหยกคู่นี้มาจากหินประหลาดที่ถูกค้นพบทางทะเลจีนตะวันออก ซึ่งมีพลังวิเศษบางอย่างแฝงอยู่ ซานเหนียงให้ฮ่องเต้ใช้หินแปลกอันนี้แกะสลักทำเป็นแผ่นตราหยก และสลักจารึกบทคัมภีร์จักรพรรดิหยกขั้นสูงลงบนตราหยกนี้ เอาให้ฮ่องเต้ติดตัวไว้ตลอดเวลา ท่องบทคัมภีร์นี้สม่ำเสมอ เพื่อให้การฝึกวิชาสำเร็จเร็วขึ้น”

ซูโฮ่วเต๋อเปลี่ยนเป็นพูดเสียงต่ำในทันที “วันเวลาเหล่านั้น ซานเหนียงอยู่เคียงข้างฉันมาโดยตลอด เธอเป็นนักพรตผู้ถือศีล แต่เมื่อได้มาพบกับฉัน...จิตใจฝ่ายธรรมของเธอก็สับสนวุ่นวาย แต่ทว่านั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุด น่าเสียดายที่วันเวลาเหล่านั้นผ่านไปเร็วเหลือเกิน และแล้ววันที่ตราหยกนี้จะทำเสร็จก็มาถึง”

“ฉันรู้ว่าเมื่อทำตราหยกคู่นี้เสร็จ ซานเหนียงก็จะต้องกลับไปอยู่ข้างกายฮ่องเต้อย่างเคย และฉันก็รู้ดีว่า ถึงเราทั้งสองจะมีใจให้กันมากแค่ไหนก็ไม่มีวันลงเอยกันได้” ซูโฮ่วเต๋อถอนหายใจแล้วพูดว่า “ฉันแอบสลักชื่อของฉันและซานเหนียงลงบนตราหยกคู่นี้ เพื่อหวังให้ซานเหนียงรู้สึกอุ่นใจเมื่อเห็นตราหยกนี้”

ซูโฮ่วเต๋อคลายมือที่กำตราหยกขาวนั้นออก “หยกนี้ใช้วิธีการแกะสลักแบบหยิน ที่ได้สลักชื่อของฉันเอาไว้ตามความเคยชิน ส่วนที่อยู่ในมือของคุณใช้วิธีแกะแบบหยาง ซึ่งจะต้องใช้ไฟส่องถึงจะเห็นชื่อของซานเหนียงที่สลักเอาไว้ การที่ช่างทำหยกจะสลักชื่อของตนลงบนหยกที่ตัวเองทำนั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะฉัน ที่เห็นว่าการสลักชื่อของช่างทำหยกลงไปเป็นเรื่องปกติ เพราะฉันเป็นช่างทำหยกที่เก่งที่สุดในตอนนั้น...แต่ฉันกลับลืมไปว่านี่เป็นของที่จะต้องถวายให้ฮ่องเต้ ฮ่องเต้จะมาสวมใส่ตราหยกที่สลักชื่อของคนอื่นติดตัวไว้ตลอดอย่างนั้นหรือ? ”

“ฮ่องเต้ไม่เพียงแต่เห็นชื่อฉันที่สลักไว้ ทั้งยังเห็นชื่อของซานเหนียงสลักไว้อีกด้วย ฮ่องเต้จึงกริ้วหนัก” ซูโฮ่วเต๋อกล่าวขึ้นด้วยเสียงแหบๆ ต่ออีกว่า “ฉันรู้ว่า ฮ่องเต้อยากได้ชีวิตอมตะ แต่ก็หลงรักซานเหนียงตั้งแต่แรกพบ ฮ่องเต้จะประหารฉัน แต่ซานเหนียงก็ขอให้ไว้ชีวิตฉัน ซึ่งนี่ยิ่งทำให้ฮ่องเต้กริ้วหนักไปอีก จึงเชิญอาจารย์หมอผีมาคนหนึ่ง ให้นำสามจิตเจ็ดวิญญาณ***** ของซางเหนียงผูกไว้กับตราหยกขาวคู่นี้ และประหารฉันที่นอกวัง ตัวและหัวของฉันถูกแยกออกจากกัน แล้วถูกส่งไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้...”

“ฉันเคียดแค้นมากจึงสาบานว่า ถึงแม้ตนจะเกิดเป็นภูตผีก็ไม่มีวันหยุดจองเวร! ขอเพียงแค่ฉันกลับมาเกิดในโลกใบนี้ ก็จะขอฆ่าฮ่องเต้ด้วยมือของตนเอง และหาซานเหนียงให้พบ”

“แต่ตอนนี้ฮ่องเต้ก็ตายไปแล้ว แผ่นตราหยกก็ไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใด”

“ฉันหามันมาโดยตลอด ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ”

“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาเกิดใหม่กี่ครั้งแล้ว”

“แต่ในที่สุดฉันก็หามันเจอ!”

สายตาของซูโฮ่วเต๋อเปลี่ยนไปทันที เขาคว้ามือทั้งสองข้างของลั่วชิวมาจับไว้ พร้อมกล่าวขึ้นด้วยความโหดเหี้ยมว่า “คืนหยกมาให้ฉัน! ฉันจะปลดปล่อยซานเหนียงออกมา! ห้าร้อยปี! ห้าร้อยปีเต็มๆ! จิตและวิญญาณของเธอถูกจองจำอยู่ในตราหยกคู่นี้! เธอทุกข์ทรมานแค่ไหน คุณไม่รู้หรอก!”

พฤติกรรมของเขาตอนนี้ไม่ได้ทำให้ลั่วชิวรู้สึกโกรธแต่อย่างใด เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความโกรธและความทุกข์ระทมที่ออกมาจากใจของซูโฮ่วเต๋อจริงๆ

แต่พฤติกรรมแบบนี้ของเขากลับทำให้โยวเย่โกรธมาก

เธอผลักซูโฮ่วเต๋อล้มลงกับพื้นในทันที ทำให้ตราหยกที่เขาถืออยู่ในมือหลุดกลิ้งไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

เวลานั้นซูโฮ่วเต๋อตกใจและพยายามจะคลานไปเก็บตราหยกนั้น แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตราหยกนั้นได้ลอยขึ้นมาในทันใด แล้วไปอยู่ในมือของชายชราท่านหนึ่ง

ข้างกายชายชรามีผู้ติดตามเด็กหนุ่มอยู่คนหนึ่ง

เมื่อตราหยกอยู่ในกำมือของชายชรา เขาก็พูดว่า “ของสิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่ถือครองโดยท่านอาจารย์ของข้า ในจารึกไม่ได้บันทึกไว้ผิดแต่ประการใด”

“ท่านนั่นเอง!”

ซูโฮ่วเต๋อจำชายชราผู้นี้ได้ดี เพราะเป็นคนที่ช่วยเขาไว้ตอนอยู่ในงานประมูล

ลั่วชิวเองก็จำชายชราผู้นี้ได้เช่นกัน

สีหน้าชายชราแดงขึ้นมา พร้อมตะโกนพูดว่า “ส่งหยกที่อยู่ในมือของเจ้ามาให้ข้า!”

และในเวลานั้น ลั่วชิวก็รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวดูหนักหน่วงไปหมด ทั้งยังรู้สึกหายใจไม่คล่อง

“กล้ามาแตะต้องเจ้านายของฉันเหรอ แก...มันรนหาที่ตาย”

น้ำเสียงของโย่วเย่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเย็นเยือก ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยแสงสีฟ้า เส้นผมปลิวพริ้วขึ้นมาโดยไร้ลม จากนั้นตัวเธอก็ค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้น

*สามจิตเจ็ดวิญญาณ เป็นสิ่งที่รวมกันในร่างให้เป็นคนสมบูรณ์

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น