โซซอล

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 21

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2562 09:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21
แบบอักษร

โชคดีที่อียูจองและคิมฮันบยอลตอบตกลงอย่างอ่อนโยน เหมือนจะเป็นบางอย่างที่เชื่อมโยงกันระหว่างพวกผู้หญิง อันซลกลัวที่จะต้องไปคนเดียวจึงดื้อดึงให้พี่ชายไปด้วย แต่อันฮยอนส่งเธอไปคนเดียวอย่างเลือดเย็น

อียูจองยิ้มออกมาเมื่อเห็นอันซลถูกพี่ชายบ่นและเดินตัวสั่นไปคนเดียว หญิงสาวนั่งลงไปกับพื้น

“จะไม่เป็นไรเหรอ พวกนั้นอาจจะโผล่มาอีกก็ได้นะ”

“เราระวังตัวกันอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างเธออายุสิบเก้าแล้ว ถ้ายังไปเข้าห้องน้ำคนเดียวไม่ได้ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ว่าแต่เธออายุเท่าไหร่ถึงได้พูดจาเป็นกันเองฮะ”

“ฉันเหรอ ยี่สิบสอง นายก็พูดแบบกันเองเหมือนกันนี่ แต่นายเด็กกว่าฉันใช่มั้ยล่ะ ดูแล้วน่าจะอายุยี่สิบหรือยี่สิบเอ็ด”

“ฉันก็อายุยี่สิบสองแล้ว”

“เอ๋ อายุเท่ากันนี่ ไหนๆ ก็เป็นแบบนี้แล้ว แนะนำตัวกันหน่อยดีมั้ย”

อียูจองพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงกว่าก่อนหน้านี้ หล่อนมองทุกคน คิมฮันบยอลเองก็ลดความตึงเครียดลง หล่อนนั่งลงอย่างระมัดระวัง ผมและอันฮยอนพยักหน้าให้กันก่อนจะนั่งลงไปบนพื้นเย็นเฉียบ

“ถ้าน้องสาวฉันกลับมา เราจะออกเดินทางต่อทันที เพราะงั้นแนะนำตัวแบบง่ายๆ ก็แล้วกัน ฉันชื่ออันฮยอน อายุยี่สิบสอง”

“ก่อนมาที่นี่นายทำอะไรอยู่เหรอ”

อันฮยอนขมวดคิ้วกับคำถามของอียูจองเล็กน้อย แต่ก็ตอบคำถามอย่างง่ายดาย

“ก็เป็นหัวโจกแถวบ้าน แล้วก็ทำงานพาร์ทไทม์ด้วย เธอล่ะ”

“ฉันเหรอ ชื่ออียูจอง อายุยี่สิบสองเหมือนกัน ฉันพักการเรียนอยู่แล้วก็เตรียมตัวสอบตำรวจ”

สอบตำรวจงั้นเหรอ ถ้างั้นก็คงฝันอยากเป็นตำรวจหญิงสินะ ผมรู้สึกว่าอียูจองก็เหมาะกับเครื่องแบบตำรวจอยู่พอสมควร จากนั้นหัวโจกและตำรวจที่กำลังคุยกันก็หันมามองผมกับคิมฮันบยอล เมื่อไม่สามารถเอาชนะสายตาอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาได้ คิมฮันบยอลจึงพูดขึ้นมาก่อน

“คิมฮันบยอล อายุยี่สิบเอ็ด เป็นนักศึกษาค่ะ”

“เด็กกว่าแฮะ เรียนมหาวิทยาลัยไหนล่ะ”

“มหาวิทยาลัยยอนเซค่ะ”

“ว้าว~ ท่าทางจะเรียนเก่งนะ อิจฉาจัง”

ทั้งสองคนส่งแววตาชื่นชมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็หันมาหาผมที่เหลืออยู่คนเดียว คิมฮันบยอลเองก็มองมาด้วยสีหน้าคาดหวัง ผมรู้สึกอึดอัดกับสายตาแบบนั้น แต่ก็ทำหน้านิ่งตอบไปตามที่พวกเขาคาดหวัง

“ชื่อคิมซูฮยอน อายุยี่สิบสาม เป็นทหารครับ”

“เราได้พี่ชายแล้ว! ถ้างั้นพูดสบายๆ ก็ได้นะคะพี่ ว่าแต่พี่เป็นทหารบก ทหารอากาศ หรือทหารเรือคะ”

“เป็นพี่สินะครับ พูดสบายๆ ได้เลยนะครับ พี่ ยศอะไรเหรอครับ”

เมื่อครู่ผมคิดว่าหล่อนเป็นคนดื้อรั้น แต่ดูเหมือนอียูจองจะมีนิสัยร่าเริง ในขณะเดียวกันเมื่ออันฮยอนได้ยินเรื่องทหารก็ถามขึ้นมาด้วยวคามอยากรู้อยากเห็น

“ทหารบกยศสิบเอก”

“น่าเสียดายจัง ถ้ารออีกหน่อยก็ได้ปลดประจำการแล้วนะคะ”

ผมมองดูอียูจองที่หัวเราะคิกคักพลางยิ้มขมขื่น

“ฉันปลดประจำการแล้ว ฉันถือใบปลดประจำการไว้ตอนที่มาถึงที่นี่”

“...”

“...”

“...”

อะไรกัน แววตาเห็นอกเห็นใจนี่มันอะไร แล้วยังบรรยากาศที่น่าสลดใจนี่อีก

“ทำไมทุกคนมองฉันแบบนั้นล่ะ ฉันไม่เป็นไร ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เลิกมองแบบนั้นได้แล้ว”

แม้ว่าผมจะบอกไปว่าไม่เป็นไร แต่ความเงียบที่น่าอึดอัดก็ล้อมรอบพวกเรา อันฮยอนหันไปมองทางอื่น อียูจองมองผมด้วยสีหน้าเห็นใจ แม้แต่คิมฮันบยอลก็ยังมองผมด้วยความสงสาร ผมไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ

เพื่อทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดนี่หายไป อียูจองจึงเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยน้ำเสียงสดใส

“ตอนนี้ฉันยังคิดว่าการได้มาอยู่ที่นี่เป็นแค่ความฝันอยู่เลย ถ้าเป็นปกติฉันคงจะอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด จากนั้นปิดหนังสือและออกไปข้างนอก โทรหาเพื่อน นั่งคุยกันที่หอพัก ออกไปกินของอร่อยๆ แล้วก็กลับบ้าน บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ต้องตั้งใจเรียนนะ มันควรจะเป็นแบบนี้สิ”

พอได้ฟังแบบนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป อันฮยอนยิ้มและออกความคิดเห็นเพิ่ม

“ฉันก็อาจจะไปทำพาร์ทไทม์ที่ร้านอินเทอร์เน็ต ทะเลาะกับลูกค้าที่พยายามจะผ่อนจ่าย จับคนที่ไม่จ่ายแล้วพยายามจะหนี ด่าเจ้าของร้านที่ไม่ทำความสะอาดให้ดี แล้วก็เอาไก่ที่คุณนายให้มาหนึ่งตัวไปไว้ที่เคาน์เตอร์ รอจนเลิกงานก็ไปรับซล แล้วพี่ล่ะครับ ถ้าได้กลับบ้านจะทำอะไรก่อน”

“ฉันเหรอ”

จู่ๆ อันฮยอนก็หันมายิงคำถาม ผมเอียงคอไปมา อืม ผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว ผมจึงนึกอะไรไม่ค่อยออก หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ตัดสินใจตอบไปแบบธรรมดาๆ

“นั่นสินะ บางทีระหว่างทางกลับบ้านฉันก็คงจะหายใจให้เต็มปอด แล้วนึกได้ว่าตอนนี้ฉันเป็นอิสระแล้ว จากนั้นก็กลับบ้านไปเคารพแม่ โทรหาพ่อ กินอาหารแสนอร่อยที่แม่ทำ แช่ตัวในน้ำอุ่นๆ จากนั้นก็... นี่ ทำไมมองฉันแบบนั้นล่ะ อย่ามองฉันด้วยความสงสารแบบนั้นสิ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”

เสียงจอแจเงียบลงเมื่ออันซลที่เสร็จธุระกลับมา เธอผงกศีรษะอย่างมีมารยาทพลางบอกว่า 'กลับมาแล้วค่ะ' มองแล้วรู้สึกได้ว่าเป็นเด็กสาวที่น่ารักดี

แต่เสียงของเธอก็ไม่ต่างจากสัญญาณที่พาพวกเรากลับเข้าสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง ระหว่างที่เราต่างก็แนะนำตัวและแบ่งปันเรื่องราวกัน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็อยากจะไปให้พ้นจากสถานที่ที่เหมือนกับนรกแห่งนี้ อันฮยอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาลุกขึ้นอย่างอิดออด

พวกเราที่หยุดพักในช่วงเวลาสั้นๆ อันแสนหอมหวานเริ่มออกเดินไปในป่ามืดอีกครั้ง แม้ว่าผมและอันฮยอนจะอยู่ด้านหน้า แต่คนที่เดินนำก็คือผม เพราะเราต้องหลบเลี่ยงสถานที่ที่มีพวกเดดแมนอยู่ด้วย หลังจากตรวจสอบแถวนี้ผมก็ยังไม่พบพวกมันสักตัว

แต่เราก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ตลอดไป เพราะยิ่งเราเข้าใกล้เขตชายป่ามากเท่าไหร่ พวกเดดแมนก็ยิ่งกระจายตัวกันออกไป สิ่งที่ผมทำได้คือการนำพาทุกคนไปยังทิศทางที่มีเดดแมนอยู่น้อยที่สุด

คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในบรรดาพวกเราก็คืออันซล แม้ว่าจะอยากไปในทิศทางที่มีพวกมันน้อยที่สุด แต่ก็อาจจะปะทะเข้ากับกับเดดแมนหลายสิบตัวก็ได้ ผมรู้สึกไม่สบายใจเพราะว่าในสถานการณ์นั้นซลอาจจะไม่สามารถรับมือได้อย่างใจเย็น ตอนนั้นเองอันฮยอนก็หยุดเดินและร้องออกมา

“มีอะไร”

“ชู่”

เมื่อผมและอียูจองหันไปมองตามทางที่อันฮยอนชี้ เราก็เห็นเดดแมนสามตัวเดินไปเดินมาบริเวณนี้ การที่มันสูดจมูกฟุดฟิดและเลียปากนั้นแปลว่ามันต้องได้กลิ่นของพวกเราแน่ ผมหันไปมองอันซลโดยอัตโนมัติ เธอปิดปากด้วยสองมือและกำลังหลับตา อย่างน้อยเราก็พ้นวิกฤตไปแล้วหนึ่งอย่าง

“พวกมันรู้ได้ว่าเราอยู่ไหนจากการรับกลิ่น ไม่ใช่แค่การมองเห็นกับการได้ยินอย่างเดียวงั้นเหรอ”

“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ ก่อนอื่นก้มลงก่อนเถอะ”

อันฮยอนรีบซ่อนร่างของของเขาหลังต้นไม้ใหญ่และโอบกอดอันซลไว้ในอ้อมแขน อียูจอง คิมฮันบยอล และผมก็รีบซ่อนตัวตามเขาเพื่อรอให้พวกมันผ่านไป

อันฮยอนยกโล่ของเขาขึ้นมาแต่ผมส่ายหน้า จะดีกว่าถ้าเราค่อยๆ ฝึกฆ่าเดดแมนหลังจากที่ออกจากป่าไปได้ ผมจำเหตุผลที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไม แต่เพราะในบรรดาเรื่องราวที่ผมได้ยินมาจากพวกผู้เล่นในพิธีเปลี่ยนสภาวะ พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอย่าเข้าไปในป่าเด็ดขาด

ตามการรับรู้ของผม ถ้าเราเดินไปอีกครึ่งทางของระยะทางในตอนนี้ พวกเราก็จะออกจากป่าได้ จนถึงตอนนี้พวกเราหลีกเลี่ยงได้ดี แต่ถ้าเราฆ่าพวกมันในตอนนี้ก็เป็นไปได้สูงว่าเราจะถูกโอบล้อมอีกครั้ง เมื่อเดดแมนได้รับสัญญาณและมารวมตัวกัน ตอนนั้นพวกเราก็จะไม่มีทางรอด

ถึงแม้ว่าจะจัดการก่อนที่มันจะโอกาสส่งสัญญาณแต่การจะจัดการเดดแมนสามตัวด้วยโล่หรือก้อนหินในครั้งเดียวเป็นเรื่องยาก

ดาบที่เอวของผมสั่นเบาๆ ก่อนหน้านี้ผมคิดจะยกมันให้อันฮยอนและในขณะเดียวกันเดดแมนก็ดมกลิ่นและเดินมาทางต้นไม้ที่เราอยู่

พวกเดดแมนสูดจมูกพลางเดินโยกเยกมาทางพวกเรา เนื้อหนังฉีกขาดรุ่งริ่งและใบหน้าที่มีกระดูกเน่าเปื่อยยื่นออกมาทำให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาด

แววตาของทุกคนหวาดกลัวเมื่อเห็นพวกมัน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างคนธรรมดาจนถึงเมื่อวันก่อน การจะคาดหวังให้พวกเขาเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับเดดแมนด้วยเวลาน้อยกว่าหนึ่งวันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


ครืด ครืด


เดดแมนตรงหน้าพวกเราส่งเสียงแหบต่ำ พวกมันเคลื่อนไหวเชื่องช้า ท่าทางคงยังไม่พบพวกเรา ผมขมวดคิ้วเมื่อเห็นเดดแมนตัวหนึ่งที่หันไปทางอื่นและโหยหวนอยู่ด้านหลัง การจัดการทั้งสามตัวในเวลาเดียวกันไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปทิ้ง


ครืด ครืด


ต้นไม้สั่นทุกครั้งที่เดดแมนส่งเสียงร้อง เมื่อผมหันไป ต้นเหตุก็คืออันซลนั่นเอง ร่างกายของเธอที่พิงอยู่กับต้นไม้สั่นสะท้านอย่างหนัก


ฟืด ฟืด


เสียงหญ้าถูกแหวกพร้อมกับเดดแมนสองตัวที่มาถึงหน้าต้นไม้ พวกมันหยุดเดิน เอียงคอไปมา แล้วก็เริ่มเดินอีกครั้งอย่างช้าๆ

เนื่องจากต้นไม้บริเวณที่พวกเราซ่อนอยู่นั้นใหญ่พอสมควร ผมจึงส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ ทุกครั้งที่เดดแมนก้าวมาหนึ่งก้าว พวกเราก็ขยับตามไปด้านข้าง แม้ว่าโอกาสที่เดดแมนจะเห็นพวกเรามีสูงมาก แต่พวกมันมักจะเดินตรงไปข้างหน้า จึงมีความเป็นไปได้ที่พวกมันจะไม่ทันเห็นเรา


ใกล้เข้ามาหนึ่งก้าว ก็ถอยห่างไปอีกหนึ่งก้าว

ใกล้เข้ามาหนึ่งก้าว ก็ถอยห่างไปอีกหนึ่งก้าว

ใกล้เข้ามาหนึ่งก้าว ก็ถอยห่างไปอีกหนึ่งก้าว


เมื่อลองทำแบบนั้นอยู่สามสี่ครั้ง พวกเราก็เคลื่อนที่รอบต้นไม้ได้ครึ่งทาง เดดแมนก็เข้าไปในบริเวณที่สามารถมองเห็นตำแหน่งที่พวกเราเคยอยู่

รอบตัวของเราเงียบสงัด ทุกคนพยายามหายใจให้เงียบที่สุด พวกเดดแมนส่ายหัวไปมามองรอบๆ ส่งเสียงราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะเริ่มออกเดินไปข้างหน้าอีก ถ้าเราอดทนอีกสักหน่อยก็จะรอดไปได้ ใบหน้าของทุกคนจึงผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย


แกร๊บ! กร๊อบ!


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น