โซซอล
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 20

คำค้น : Memorize นิยายเกาหลี นิยายแฟนตาซี เกม ต่อสู้ แอคชั่น

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2562 13:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20
แบบอักษร

ไร้การตอบรับ แต่ผมรู้สึกได้ถึงสายตาที่บอกมาว่าให้ผมพูดต่อ พัคดงกอลใช้เล่ห์เหลี่ยม แต่ผมไม่สามารถปล่อยคิมฮันบยอลไปได้ ดังนั้นผมจึงตั้งใจจะอธิบายทีละเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่หล่อนกำลังกังวล

“การโกหกหรือพูดความจริงจะต้องมีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง ก็คือจะสามารถรักษาคำพูดของตัวเองได้หรือไม่ คุณลุงคนนั้นดูเหมือนคนที่รักษาคำพูดของตัวเองได้หรือเปล่าล่ะครับ”

“ไม่ค่ะ”

คิมฮันบยอลตอบได้ทันที

“ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันจนกระทั่งตอนนี้ ภาพลักษณ์ของเขาไม่น่าประทับใจและการกระทำของเขาก็กำลังทำลายความสามัคคีของทีม ผมคิดว่าการอยู่กับคนที่เหลือดีกว่าที่จะเชื่อคำพูดเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเขา ดังนั้นผมจะอยู่กับคนที่เหลือครับ”

เมื่อหันกลับไปมอง คิมฮันบยอลกำลังครุ่นคิดกับคำพูดของผม ผ่านไปไม่ถึงนาที เมื่อทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเห็นพวกเรา หญิงสาวก็กระซิบจากด้านหลัง

“ฉันเป็นห่วงสองคนที่เลือกฝั่งเขาไปก่อนจังเลยค่ะ”

นั่นหมายความว่าคิมฮันบยอลเองก็ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่าการค่อยๆ พูดหว่านล้อมน่าจะดีกว่าการพูดออกไปตรงๆ

‘เจ้าบ้าพัคดงกอลพยายามจะดึงอีโบริมและอีชินอูไป ดังนั้นอย่าเลือกฝั่งเขาเลย ถ้าคุณเลือกฝั่งเขา คุณก็จะถูกใช้ประโยชน์เหมือนกัน’ ถ้าผมใช้วิธีนี้ตั้งแต่แรก หล่อนเองก็จะไม่ไว้วางใจผมเช่นกัน หล่อนดูเป็นคนฉลาดและจากคำใบ้เล็กๆ ก็คงเดาความหมายจากคำพูดของผมได้

หลังจากนั้นผมก็เห็นพวกเขาแบ่งกันเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนบนเนินเขา สถานการณ์ไม่ต่างอะไรกับตอนล่าสุดที่ผมเห็น

ฝั่งหนึ่งมีอันฮยอน อันซล และอียูจอง ส่วนอีกฝั่งมีอีโบริมและอีชินอูยืนขนาบข้างพัคดงกอล และเมื่อขึ้นไปบนเนินเขา สายตาหกคู่ก็พุ่งมาที่ผมและคิมฮันบยอล


“มาแล้วสินะ ขอบคุณที่อุตส่าห์ไปคอยดูลาดเลาให้”


เห็นพัคดงกอลที่เอาแต่พูดอะไรตั้งแต่เมื่อกี้แล้วผมก็รู้สึกรังเกียจขึ้นมา แต่ก็ทำได้แค่เก็บไว้ในใจ แววตาของอันฮยอนนิ่งสงบ แววตาของอันซลดูไม่สบายใจ แววตาของอียูจองดูเป็นกังวล แววตาของอีชินอูหวาดหวั่น และแววตาของอีโบริมดูอ่อนล้า ดวงตาหลากหลายอารมณ์ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

ผมหยุดเดินและไม่ได้เข้าไปหาพวกเขา คิมฮันบยอลที่ตามหลังผมมาก็หยุดเดินเช่นกัน

“ฉันนึกว่าจะรีบกลับมาเสียอีก ระหว่างที่เดินมาก็คงได้ฟังคร่าวๆ แล้วใช่มั้ย”

“ฟังแล้วครับ”

“ก็เป็นแบบนี้แหละ อาจจะลำบากใจแต่ช่วยเข้าใจฉันหน่อยนะ นี่จะทำให้พวกเราทั้งหมดรอดไปได้”

เมื่อพัคดงกอลพูดจบ ผมก็ได้ยินอียูจองสบถออกมาเบาๆ พัคดงกอลขยับเข้ามาใกล้ผมและยื่นมือมาตรงหน้า

“มาอยู่ทีมเราสิ พวกเราร่วมมือกันได้ ถ้าเป็นนายกับสาวน้อยด้านหลังฉันก็ยินดีต้อนรับ”

บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นมา ทุกคนกำลังรอคอยคำตอบของผม โดยที่ไม่สนใจความวิตกกังวลของคนอื่น ผมปัดมือของเขาออกและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ผมติดสินใจเองได้ว่าจะร่วมมือกับใคร ขอบคุณสำหรับคำเชิญ แต่ผมขอปฏิเสธ”

พัคดงกอลไม่แม้แต่จะกะพริบตาและหันไปถามคิมฮันบยอลทั้งที่ยังไม่ได้ตอบรับกลับมา

“แล้วเธอล่ะ”

“ฉันไม่เชื่อใจคุณค่ะ”

แน่นอนว่าคิมฮันบยอลเมินหน้าหนีเขา พัคดงกอลมองพวกเราสองคนที่เพิ่งปฏิเสธเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“อ๋อ~ เลือกแบบนั้นงั้นเหรอ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายไปได้ยินอะไรมาจากนังจิ้งจอกนี่ แต่นายจะต้องเสียใจแน่”

“ถ้าคุณรู้จักคุณค่าของชีวิต ผมก็หวังว่าคุณจะรู้ว่าชีวิตของคนอื่นก็มีค่าเหมือนกัน”

“พูดจาไร้สาระอะไรเนี่ย จะลองคิดก็แล้วกัน ตามใจ ฉันเองก็ไม่คิดจะบังคับคนที่เกลียดฉันหรอกนะ หลังจากนี้อย่ามาอ้อนวอนขอร่วมทีมก็แล้วกัน”

“ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก”

“ชินอู โบริม ไปกันเถอะ! อยู่กับเจ้าคนเสแสร้งพวกนี้ต่อไป ชีวิตของเราก็คงไม่เหลือ”

คงแนะนำตัวกันไปแล้วสินะ เมื่อเห็นเขาลากอีชินอูกับอีโบริมออกไป ผมก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ผมเดินไปหยุดตรงหน้าคนที่เหลือด้วยท่าทีสงบนิ่ง สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความโล่งอกระคนเป็นมิตร อันฮยอนถอนหายใจยาวพลางหันมาพูดกับผม


“เหนื่อยหน่อยนะครับ ก็อย่างที่เห็น... จู่ๆ ก็กลายมาเป็นแบบนี้ไปเสียแล้วครับ”

“หึ ก็ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียใจนี่นา พวกเขาอยากจะไปก็ให้เขาไป ปล่อยให้เขาทำตามใจ จะอยู่หรือตายก็จัดการกันเองเถอะ”

ผมยิ้มให้กับคำพูดเจ็บแสบของอียูจองโดยไม่รู้ตัว อย่างที่หล่อนพูด พวกเขาคือคนที่จากไปและพวกเราคือคนที่เหลือ ไม่ใช่คนที่ถูกทิ้ง

สองคำนี้แตกต่างกันมาก

“แทนที่จะกังวลกับคนที่จากไป ตอนนี้เรากังวลเรื่องคนที่เหลืออยู่กันดีกว่า ก่อนอื่นเราลงจากเขาและออกไปจากป่านี้ดีมั้ย”

ผมพุ่งเป้าไปที่อันฮยอนมากกว่าที่จะพูดกับทุกคน เมื่อสายตาของผมมองไปทางอันฮยอน ทั้งอียูจองและคิมฮันบยอลก็มองไปทางอันฮยอนโดยอัตโนมัติ เขาน่าจะเคยมีประสบการณ์จากการเป็นหัวโจก ดูเหมือนอันฮยอนจะไม่ใช่คนที่รู้สึกอึกอัดเมื่อถูกจับจ้อง เขาแสดงท่าทีเห็นด้วยพลางลุกขึ้นแล้วมองไปด้านล่างของเนินเขา

“ลงไปจากที่นี่ก็ดีนะ แต่ผมกังวลว่าเราควรจะไปทางไหนดี ตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่...”

อันฮยอนเงยหน้าขึ้น เขายังมองไปทางพื้นที่ว่างที่มีพวกเดดแมนสลับกับทางที่กลุ่มของพัคดงกอลเดินไป ทางที่พัคดงกอลไปนั้นเป็นเส้นทางที่ตรงข้ามกับพื้นที่ว่าง ท่าทางพัคดงกอลจะคิดตามที่ตัวเองเข้าใจ แต่ผมไม่คิดว่านั่นเป็นทางเลือกที่ดี

“ไปทางนี้ไม่ดีกว่าเหรอคะ”

คิมฮันบยอลที่เงียบมาตั้งแต่แรกชี้ไปอีกทางหนึ่ง เมื่อมองตามนิ้วของหล่อนไป หล่อนกำลังชี้ไปประมาณ 90 องศาจากพื้นที่ว่าง อียูจองทำหน้าอึกอักหลังจากประเมินเส้นทางจากพื้นที่ว่าง

“ไปทางที่ตรงข้ามกับพื้นที่ว่างไม่ดีกว่าเหรอ ทางนั้นกับพื้นที่ว่างเหมือนจะห่างกันไม่เท่าไหร่เองนะ”

มีคนคิดเหมือนพัคดงกอลอยู่ตรงนี้อีกหนึ่งคน

อันฮยอนครุ่นคิดอย่างรอบคอบ จากนั้นเขาก็ส่งเสียง ‘อ๋อ’ ออกมา ท่าทางของเขาห่างไกลจากคำว่าฉลาด แต่ดูเหมือนจะค่อนข้างหัวไว คิมฮันบยอลเริ่มอธิบายอย่างใจเย็นเมื่อเห็นอียูจองเอียงคอไปมา

“ง่ายๆ เลยนะคะ ตอนนี้เจ้าพวกนั้นรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ว่าง สมมติว่าถ้าพวกนั้นกระจายตัวไปทั่วป่านี้ พวกมันก็ต้องไปรวมตัวกันในที่ว่างแห่งอื่น ถ้าเป็นแบบนั้น สถานที่ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือที่นี่ค่ะ”

“ทางที่อยู่ตรงข้ามกับพื้นที่ว่างยังไม่เคยมีเสียงดังอึกทึกจึงยังสามารถอยู่ที่นั่นได้ แต่ว่าก็อาจจะอันตรายมากกว่านี้ก็ได้”

อันฮยอนอธิบายเพิ่มเติม คิมฮันบยอลพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการบอกว่าเขาพูดถูกแล้ว ไม่เหมือนการหนีที่ผมคิดไว้ แต่ก็เรียกได้ว่าเกือบจะคล้ายคลึงกัน เมื่อเห็นว่าอะไรๆ ในตอนนี้เป็นไปในแบบที่ควรจะเป็น ผมก็ยิ้มอย่างพอใจอยู่ภายในใจ

“แบบนั้นเองเหรอเนี่ย ถ้างั้นทางที่ไอ้หมอนั่นไปเมื่อกี้ก็อาจจะอันตรายที่สุดใช่มั้ย”

“ใช่แล้วล่ะ เอาเป็นว่าพวกเราลงไปข้างล่างและออกจากป่ากันเถอะ ซล ลุกขึ้นได้แล้ว”

“เอ๋ อื้อ!”

อันซลที่เอาแต่ดูดนิ้วราวกับดูดกิมจิหัวไชเท้าพลางมองดูพวกเราสนทนากันยืนขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินอันฮยอน ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครคัดค้านการตัดสินใจของผมกับอันฮยอน สีหน้าและบรรยากาศผ่อนคลายกว่าตอนที่พัคดงกอลอยู่เสียอีก โดยเฉพาะอียูจองที่กำลังยิ้มเยาะเส้นทางอันยากลำบากของพัคดงกอล

คนที่เหลืออยู่อย่างผมและทุกคนจึงลงเขาไปอย่างเร่งรีบ


หลังจากกำหนดเส้นทางหนี เราใช้ลงจากเนินเขาราวๆ สองชั่วโมง เพราะต้นไม้เขียวชอุ่มสูงเสียดฟ้า ภายในป่าจึงมืดกว่าที่เห็นจากบนเนินเขา

ตลอดเวลาสองชั่วโมงในป่ามืดพวกเราเดินกันไม่ได้หยุดพัก ในทุกย่างก้าวที่พวกเราก้าวเดินจะได้ยินเสียงโคลนและต้นหญ้า ผมรักษาอัตราการหายใจให้คงที่ในขณะที่เดินตามหลังอันฮยอนซึ่งอยู่ข้างหน้าสุด

ป่ามืดมิด เงียบสงัดและใหญ่กว่าที่คิดเอาไว้มาก แต่ตามความทรงจำของผม ถ้าเรารักษาความเร็วของฝีเท้าในตอนนี้ไว้ก็จะออกจากป่าได้ก่อนเย็นวันนี้

ด้วยจำนวนคนที่มีความสามารถมารวมตัวกัน ผมคิดว่าทูตสวรรค์อาจจะประทานความลำบากลงมากลางป่าก็เป็นได้

เป็นการดีที่เราจะออกไปจากป่าก่อนเย็นวันนี้ เพราะในห้องเตรียมตัวมีเพียงเสื้อผ้าและอาวุธ แต่ไม่มีอาหารและน้ำ

มีสถานที่ที่มีของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันแยกออกมาต่างหาก มีห้องพักที่สามารถหยุดพักได้ครึ่งวันและมีจุดเซฟที่สามารถนอนได้ทั้งคืน นอกจากนั้นแล้วอาจปล้นจากผู้เล่นคนอื่นๆ หรือไม่ก็ตามร้านค้าต่างๆ ในหมู่บ้านได้

“...พี่คะ”

“หืม”

ตอนนี้ด้านหน้ามีอันฮยอนและผม ด้านหลังมีอันซล คิมฮันบยอล และอียูจองอยู่ท้ายขบวน พวกเราระมัดระวังบริเวณโดยรอบอยู่ตลอด ในระหว่างนั้นอันซลก็ดึงเสื้อของอันฮยอนและพึมพำด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“ฉันปวดฉี่...”

“...”

ทุกคนทำหน้าประหลาดเมื่อได้ยินคำพูดเขินอายของอันซล


‘บ๊องหรือเปล่าเนี่ย’


เธอก็ดูเป็นธรรมชาติดีหรอก แต่ว่าขนาดนี้เลยเหรอ ผมสงสัยว่าเธอใช้ชีวิตอย่างไรในยุคปัจจุบัน

อันฮยอนหยุดเดินและสบตาพวกเราพลางถามขึ้นมา

“เราหยุดตรงนี้สักครู่ได้มั้ยครับ น้องสาวของผมมีเรื่องต้องทำ”



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}