Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

พ่ายรักครั้งที่ 15 ทดสอบน้องเขย + บทส่งท้าย

ชื่อตอน : พ่ายรักครั้งที่ 15 ทดสอบน้องเขย + บทส่งท้าย

คำค้น : HEART , Trap , หัวใจพ่ายรัก , โซ่วา , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.พ. 2562 21:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พ่ายรักครั้งที่ 15 ทดสอบน้องเขย + บทส่งท้าย
แบบอักษร



Part 15Wa ทดสอบน้องเขย

“ฝันดีนะครับเด็กดื้อ”

หลังจากที่ขับรถมาส่งผมที่หน้าบ้านพี่โซ่ก็พูดขึ้น จากนั้นก็ก้มหน้าลงมาจุ๊บเบาๆ ที่หน้าผากของผม เล่นเอาผมทำตัวไม่ถูกเลยเนี่ยว่าจะมองค้อนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กดื้อ หรือจะเขินที่ถูกพี่เขาจุ๊บที่หน้าผากดี แต่ก็เอาเถอะ ตอนนี้ผมทั้งเหนื่อยและง่วงจนไม่มีกะจิตกะใจจะไปคิดเรื่องอะไรแล้ว

“พี่ก็ฝันดีเหมือนกันนะครับ ผมเข้าบ้านแล้วนะ บ๊ายบาย” ผมโบกมือให้พี่โซ่แล้วเปิดประตูลงจากรถ จริงๆ ในตอนนี้พี่โซ่จะขับรถออกไปเลยก็ได้ แต่พี่เขาก็ยังจอดรอจนแน่ใจว่าผมเข้าบ้านอย่างปลอดภัย

เป็นแฟนที่น่ารักชะมัดเลยอะ!

“ยิ้มหน้าระรื่นเชียวนะ กลับบ้านดึกขนาดนี้ไม่คิดจะตีหน้าสลดแอ๊บสำนึกผิดหน่อยรึไง” ตอนแรกผมก็ยิ้มหน้าระรื่นอย่างที่ว่านั่นแหละ แต่พอถูก (ไอ้) พี่เพลิงพูดใส่แบบนี้ ต่อให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ผมก็คงจะยิ้มไม่ออก!

“ทีเวลาพี่ออกไปแรดข้างนอก ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องยังไม่เห็นสำนึกผิดเลย” ผมลอยหน้าลอยตาพูด แต่ยังไม่พอหรอก นี่แน่ะ แลบลิ้นใส่ด้วย

“ไอ้น้องเวร! พูดแบบนี้เกิดเมียกูเข้าใจผิดก็ฉิบหายพอดีสิวะ!” พี่เพลิงตีหน้ายักษ์พร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ผม ก่อนจะรีบมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวงว่าพี่พายจะมาได้ยินที่ผมพูดรึเปล่า ซึ่งก็โชคดีที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพี่พายจะอยู่ในห้อง คงจะนอนไปแล้วล่ะมั้งเพราะนี่ก็เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ แล้ว

“เกือบบ้านแตกไปแล้วมั้ยกู” พี่เพลิงถอนหายใจออกมา จากนั้นก็ตรงเข้ามาหาผมแล้วใช้นิ้วจิ้มๆๆ มาที่กบาลของผมใหญ่ “แกต้องระบุลงไปด้วยโว้ยว่านั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้พี่ว่านอนสอนง่ายอยู่ในโอวาทเมียจะตาย ทุกวันนี้พูดเลยว่าแทบจะกราบเมียก่อนนอนแทนกราบพระอยู่แล้ว”

“จ้าาาาา” ผมลากเสียงยาวพลางทำหน้าแบบนางเอกดังที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในขณะนี้ คือพี่เพลิงนี่พูดได้เวอร์มาก แทบจะอยากมอบโล่พ่อบ้านดีเด่นแห่งปีให้เลย (ประชด!)

“แล้วเมื่อกี้นี้ใครมาส่ง รถไม่คุ้น หรือว่าธามเปลี่ยนรถใหม่?” ผมชะงักเล็กน้อยที่ถูกพี่เพลิงถามแบบนี้ แต่ผมก็ตอบกลับอย่างเป็นปกติ เพราะคิดเอาไว้แล้วอาจจะว่าจะต้องถูกใครสักคนเห็น

“เปล่าหรอก คนที่มาส่งผมเป็นพี่เลี้ยงที่ฝึกงาน”

“หืม? แค่นั้นจริงดิ? ไม่ใช่ว่าแกแอบกิ๊กกับไอ้พี่เลี้ยงนั่นหรอกนะ?” พี่เพลิงหรี่ตามองผมด้วยความสงสัย คนอะไรเซนส์แรงชะมัด!

“กิ๊กบ้ากิ๊กบออะไรกันเล่า! ผมจะไปกิ๊กกับพี่เขาได้ยังไง! อย่ามั่วดิพี่เพลิง!” ผมทำเป็นโวยวายเล่นใหญ่ แต่ว่าผมก็ไม่ได้โกหกนะ ผมไม่ได้เป็นกิ๊กกับพี่โซ่สักหน่อย เป็นแฟนกันต่างหาก

“แหม แซวนิดแซวหน่อยทำเป็นขึ้น ร้อนตัวปะเนี่ยแก” อย่ามาจับผิดนักเดะ! นี่ผมชักร้อนๆ หนาวๆ แล้วนะเฮ้ย!

“ผมไม่พูดกับพี่เพลิงแล้ว!” ผมแยกเขี้ยวใส่แล้วหาทางเปลี่ยนเรื่องซะ “ว่าแต่พี่ภูล่ะ อย่าบอกนะว่านอนแล้ว ปกติเห็นนอนเกือบเช้า”

“ก็วันนี้ปกติที่ไหนล่ะ พรุ่งนี้วันหยุดของตะวัน พอกินข้าวเสร็จก็พากันเข้าห้องตั้งแต่หัวค่ำ เช้านู่นแหละมั้งถึงจะพากันออกมา” พี่เพลิงยิ้มที่มุมปาก ส่วนผมก็พยักหน้าพร้อมกับอมยิ้มหน่อยๆ เป็นอันรู้กันว่าพี่ภูกับพี่ตะวันเข้าห้องไปทำอะไร

“ว่าแต่พี่เถอะ คืนนี้ไม่พาพี่พายไป ‘ทัวร์’ ที่ไหนหรอ”

คำว่า ‘ทัวร์’ ของผมไม่ได้หมายถึงพาไปเที่ยวที่ไหนนะ แต่หมายถึงพาไปทำตรงไหนในบ้านต่างหาก พูดเลยว่าช่วงแรกๆ ผมแทบไม่กล้าลงจากห้องตอนดึกๆ เลยนะ ถึงจะหิวข้าว อยากดื่มน้ำ หรือต้องการเอาของผมก็จะตัดใจไม่ลงมา เพราะถ้าลงมา 99.99% ได้เห็นพี่เพลิงกับพี่พายเล่นหนังสดให้ดูแน่นอน

แค่เห็นครั้งเดียวที่โซฟาภาพก็ยังติดตาจนถึงทุกวันนี้!

“ถามทำไม หรือจะจดเอาไว้ไปทำตาม?”

“รู้ได้ยังไง...เอ๊ย! เรื่องแบบนั้นใครจะเอาไปทำตามกันเล่า! ผมแค่แซวเล่นเฉยๆ ต่างหาก!”

“ถามจริงว่านี่เล่นมุกหรือว่าแกหลุด?” เออ นั่นน่ะสิ ผมก็ชักไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน

“มันก็ต้องเล่นมุกแน่นอนอยู่แล้ว!” รึเปล่านะ? “ผมว่าผมไปนอนดีกว่า ตาชักจะลืมไม่ขึ้นแล้วเนี่ย ฝันดีนะพี่เพลิง” ผมพูดจบก็แกล้งทำเป็นหาวแล้วเดินขึ้นห้องไปเลย ขึ้นอยู่นานกว่านี้มีหวังได้หลุดหรือเผลอพูดอะไรแน่ๆ ผมยังไม่อยากให้เรื่องที่คบกับพี่โซ่แดงขึ้นมาตอนนี้หรอกนะ

แต่ถึงจะหวังเอาไว้แบบนั้น วันหนึ่งหลังจากที่คบกันได้ 2 อาทิตย์พวกผมก็ถูกจับได้ซะแล้ว...

วันนั้นผมมีฉลองสอบเสร็จกับเพื่อนที่ร้านหมูกระทะ หลังจากกินเสร็จผมก็โทรบอกให้พี่โซ่ไปรับ จริงๆ ผมก็กะจะแวะคอนโดพี่เขาก่อนนั่นแหละ แต่พวกเพื่อนของผมเมาท์สนั่นกันนานกว่าที่คิดก็เลยยิงยาวยันเกือบปิดร้าน

แล้วประเด็นคือตอนนั้นมันก็ 5 ทุ่มกว่าๆ พี่ภูย้ำว่าอย่ากลับดึกผมก็เลยไม่กล้าแวะที่ไหน พี่โซ่ก็เข้าใจไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมอยากสวีทกับพี่เขาสักหน่อยเลยมุ้งมิ้งกันอยู่ในรถ ซึ่งก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายหรอก แค่กอด หอม จุ๊บ นิดๆ หน่อยๆ คือคิดว่ามันมืดแล้วไงคงไม่มีใครเห็น แต่ว่ามันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะ (ไอ้) พี่เพลิงดันเห็นซะเต็มตา!

ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าพี่เพลิงมาทำลับๆ ล่อๆ อะไรที่รั้วบ้าน หรือจะมาหาโลเคชั่นพาพี่พายมา ‘ทัวร์’ ก็ไม่แน่ใจ แต่เรื่องนั้นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่พี่เพลิงแหกปากเรียกชื่อผมซะดังจนคนทั้งบ้านพากันรีบออกมา แถมยังเล่าเป็นฉากๆ อีกต่างหากว่าเห็นผมกับพี่โซ่ทำอะไรกันบ้าง

เรื่องนี้ผมควรจะโทษตัวเองที่ประมาท โทษพี่โซ่ที่ไม่รู้จักติดฟิล์มดำที่รถ หรือจะโทษพี่เพลิงที่ปากมากแฉผมซะหมดเปลือกดีเนี่ย!

“เรื่องที่เพลิงพูดเราทำจริงมั้ย” พี่ภูกอดอกถามผมด้วยเสียงเย็นเยียบ

“เอ่อ...คือ...” ผมอึกอักไม่กล้าตอบ แหงล่ะ ถูกคนตั้ง 8 คนรุมล้อมแถมยังจ้องเขม็งมามันก็ต้องทำตัวไม่ถูกเป็นธรรมดา

ซึ่งตอนแรกผมก็กะจะแถอยู่หรอกเผื่อว่าจะรอด เพราะคำพูดของพี่เพลิงมีความน่าเชื่อถือต่ำจะตาย แต่พี่โซ่ก็กุมมือผมเอาไว้ ความหนักแน่นและมั่นคงพร้อมเผชิญทุกอย่างที่สัมผัสได้ มันก็ทำให้ผมเปลี่ยนใจไม่อยากหนีอีกต่อไปแล้ว

เอาวะ! เป็นไงกัน! ความรักต้องชนะอุปสรรคทุกอย่างสิน่า!

“ผมขอโทษครับ” พี่โซ่พูดออกมาก่อนที่ผมจะได้พูดอะไร พี่ภูเลยปรายตาไปมองพร้อมกับพูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า

“ใครถามความเห็นของแก” พี่โซ่ที่ได้ยินแบบนั้นก็แอบหน้าถอดสีไป แต่ถึงอย่างนั้นพี่โซ่ก็ยังยิ้มรับไม่ได้ตอบโต้แม้แต่น้อย เป็นผมเองต่างหากที่ทนอยู่เฉยไม่ได้

“ผมกับพี่โซ่เป็นแฟนกัน จะกอด จะหอม จะจูบกันมันผิดตรงไหน ทำไมพวกพี่ต้องไม่พอใจด้วยครับ” พี่ภูคงไม่คิดแหละว่าผมจะพูดแบบนี้เลยแทบอ้าปากค้าง

“ยังมีหน้ามาถามอีกนะ! ลืมแล้วหรอว่าเมื่อ 7 ปีที่แล้วมันทำอะไรกับเราไว้บ้าง!”

“แต่นั่นมันเรื่องเข้าใจผิด! ความจริงแล้วพี่โซ่ก็รักผม!”

“แล้วแกก็เชื่อว่างั้น?”

“ครับ! ผมเชื่อ! ถ้าพี่ตะวันพูดแบบนี้พี่ภูก็ต้องเชื่อเหมือนกันจริงมั้ยล่ะครับ!” แล้วพี่ภูก็ชะงัก ก่อนจะปิดปากเงียบ ไม่พูดไม่ตอบอะไรผมทั้งนั้น พี่ธารเลยเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาแทน

“ต้องโดนหลอกอีกกี่ครั้งแกถึงจะจำ คำพูดของคนแบบนั้นมันเชื่อถือได้ที่ไหน เลิกกันซะก่อนที่แกจะเสียใจอีกเป็นครั้งที่สอง”

“แต่ผมไม่ได้หลอกวานะครับ ผมรักวาจริงๆ” พี่โซ่รีบแย้งออกไปทันที แต่ก็โดนพี่เพลิงสวนกลับทันควันเช่นกัน

“นี่มันเรื่องในครอบครัว คนนอกอย่างมึงอย่าเสือก!”

“คนนอกที่ไหน! พี่โซ่เป็นแฟนผมก็ต้องถือเป็นคนในครอบครัวด้วยเหมือนกัน!”

“คนในครอบครัว? ถุ้ย! ใครจะยอมรับมันกันวะ!”

“ถ้างั้นผมก็ไม่ยอมรับพี่พายเหมือนกัน!” เท่านั้นแหละพี่เพลิงก็ถึงกับชะงัก ส่วนพี่พายก็เหวอหน่อยๆ ซึ่งพวกพี่คนอื่นๆ ก็ด้วย ผิดกับพี่ซ่าที่ดันหลุดขำออกมาอยู่คนเดียว

“อุปส์! เอาแล้วววว ชักมันส์ว่ะ น้องวาแม่งเจ๋ง” แต่พอเห็นพี่ภูทำหน้าดุใส่ พี่ซ่าก็รีบแอบไปหลบอยู่หลังพี่พฤกษ์ทันที แต่เอาจริงๆ ผมว่าพี่ซ่าก็ไม่ได้กลัวอะไรมากหรอก ไม่งั้นคงไม่แอบหัวเราะต่อจนไหล่สั่นขนาดนี้

“เอ่อ...ผมว่าทุกคนใจเย็นๆ กันก่อนดีมั้ย เถียงกันแบบนี้เรื่องมันมีแต่จะยิ่งบานปลายนะ” พี่พฤกษ์ที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น ถึงแม้ดูจากสีหน้าพี่พฤกษ์ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยโอเคกับพี่โซ่สักเท่าไหร่ แต่ยังไงพี่พฤกษ์ก็เหมือนเป็นเทวดามาโปรดสำหรับผมอยู่ดี

“นี่มึงเข้าข้างไอ้เวรนั่นหรอ!” พี่เพลิงตีหน้ายักษ์ใส่

“กูบอกตอนไหนว่ากูเข้าข้างโซ่” พี่พฤกษ์ทำหน้าเหนื่อยใจ

“ก็พูดอยู่เมื่อกี้นี้ไง! งั้นไปเลยพวกมึงสองคน ไปอยู่ฝั่งนู้นแล้วเป็นศัตรูกับพวกกู!” พี่เพลิงพูดจบก็ดันพี่พฤกษ์กับพี่ซ่ามาทางนี้ ซึ่งพี่พฤกษ์ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจมาเท่าไหร่ ถ้าหากพี่ซ่าไม่ดึงไว้คงจะเดินกลับไปที่เดิมแล้วล่ะ

“เชื่อกู ดูจากโหงวเฮ้งแล้วน้องคนนี้ท่าจะเป็นคนรวย...เอ๊ย! เป็นคนดี” คำพูดของพี่ซ่าทำเอาพี่พฤกษ์ต้องกลอกตามองบน

“เมื่อไหร่มึงจะเลิกบัญญัติในพจนานุกรมว่าคนรวยเท่ากับคนดีสักที”

“เอาน่า ทฤษฎีนี้ของกูก็ถูกอยู่คนนึงอย่างมึงนี่ไง” เจอไม้นี้เข้าไปมีรึพี่พฤกษ์จะไม่ยิ้ม

“เออๆ กูจะลองเชื่อมึงดูก็ได้” และแล้วในที่สุดผมก็ได้พรรคพวกมาแล้ว 2 คน พี่เพลิงที่เห็นว่าผมเริ่มมีความหวังขึ้นมาเลยรีบเผาให้วายวอดซะ

“อย่าพึ่งได้ใจไปไอ้วา ถึงไอ้พฤกษ์กับไอ้ซ่ามันจะอยู่ข้างแก แต่แล้วไง คนอื่นใช่ว่าจะเข้าข้างแกอยู่ดี”

“ผมก็ไม่ได้ขอให้เข้าข้างนี่! พี่โซ่คบกับผมไม่ได้คบกับพวกพี่สักหน่อย!”

“วา...” พี่โซ่ปรามเมื่อเห็นผมเริ่มเสียงดัง “เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา วาต้องให้เวลาพวกพี่เขา”

“ต่อให้ทั้งชีวิตกูก็ไม่ยอมรับมึงหรอก!”

“พี่เพลิง!” ให้ตายสิ! พี่ภูว่าหัวร้อนแล้ว แต่พี่เพลิงนี่ยิ่งกว่าซะอีก ซึ่งอันที่จริงผมก็ไม่ต่างหรอก แต่ร้อนเจอร้อนได้วายวอดกันพอดี

“เอางี้นะครับ ถ้าหากมีใครเข้าข้างผมอีก อย่างน้อยก็สักครึ่งนึง พวกพี่จะยอมให้ผมคบกับพี่โซ่ต่อไปมั้ย” ผมเริ่มต่อรอง แต่ถึงจะไม่ยอมผมก็ไม่คิดจะเลิกคบกับพี่โซ่หรอก แล้วผมก็มั่นใจด้วยว่าพวกพี่ๆ ต้องไม่โหดร้ายขนาดที่จะตัดพี่ตัดน้องกับผมแน่

“ท่าทางแกจะมั่นใจว่าจะดึงใครเป็นพวกได้สินะ” พี่ธารเหยียดยิ้ม ส่วนผมก็ยักไหล่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ในใจผมคิดว่ายังไงพี่ตะวัน พี่หมอก แล้วก็พี่พายต้องยอมใจอ่อนเป็นพวกผมได้แน่ แต่ก็ดูเหมือนว่าผมจะคำนวณพลาด

“ถ้าเราคิดว่าจะเอาตะวันเป็นพวกก็เสียใจด้วยนะ เพราะตะวันน่ะอยู่ข้างพี่” แล้วพี่ภูก็รวบเอวของพี่ตะวันให้เข้าไปประชิดตัว

“อ๊ะ! เดี๋ยวสิครับคุณภูผา ผมยังไม่...”

“หรือคืนนี้อยากโดนลงโทษ?” เท่านั้นแหละ จากที่กำลังจะพูดอะไรออกมา พี่ตะวันก็รีบรูดซิปปิดปากทันที

“ก็ตามนี้ล่ะนะ” พี่ภูยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ

หนอย...เจ็บใจโว้ยเจ็บใจ แต่ก็เอาเถอะ ถึงจะชวดไม่ได้พี่ตะวันมาเป็นพวก แต่ผมก็ยังเหลือพี่หมอกกับพี่พายอยู่นี่นา!

“เหมือนแกจะมั่นใจว่าจะดึงหมอกเป็นพวกได้ว่างั้น?” พี่ธารที่รู้ความคิดของผมเหยียดยิ้ม จากนั้นก็ดึงพี่หมอกที่กำลังทำหน้างงๆ เข้าไปใกล้ๆ เท่านั้นยังไม่พอ พี่ธารยังโอบรอบลำคอของพี่หมอกแล้วยืดตัวขึ้นไปใกล้จนจมูกแทบจะชนกันอีกต่างหาก

“นายจะอยู่ข้างฉันใช่มั้ย?”

“อ่า...ครับ” ซึ่งพอพี่หมอกตอบรับและพยักหน้าลง พี่ธารก็มอบจูบหวานๆ เป็นรางวัลให้ทันที ขี้โกงชะมัดเลย!

“หึ!” พี่ธารยกยิ้มที่มุมปากเย้ยผม ส่วนพี่หมอกก็มองมาที่ผมพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ซึ่งพี่ตะวันก็เช่นกัน

“หวายยยย ทีนี้จะเอายังไงล่ะแก” พี่เพลิงทำหน้าเย้ยผม จากนั้นก็วาดแขนไปกอดคอพี่พายเอาไว้ “พี่รู้นะว่าแกคิดอะไร จะเอาพายเป็นพวกใช่มั้ย งั้นก็ใสเจียเสียใจนาจา พายอยู่ข้างกูเว่ย! ฮ่าๆๆๆ” แล้วพี่เพลิงก็หัวเราะร่า ผมนี่เตรียมง้างปากใส่เลยครัช! แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรพี่พายก็ดันพูดขึ้นมาซะก่อน

“เราบอกตอนไหนว่าจะอยู่ข้างนาย” ไม่พูดเปล่า พี่พายยังแกะแขนของพี่เพลิงออกไปแล้วเดินมาทางผมอีกต่างหาก “พี่อยู่ข้างวานะ”

“อ้าวเชี่ยยยยย! แหกสิแหก! หน้ากูแหกหมดแล้วเนี่ยยยยย!” ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าจะต้องดีใจที่พี่พายมาอยู่ข้างผมดี หรือจะสมน้ำหน้าพี่เพลิงที่แหกปากโวยวายก็ไม่รู้

“แต่ถึงพายจะอยู่ข้างแก แกก็แพ้อยู่ดีเพราะมีคนอยู่ข้างแกไม่ถึงครึ่ง!” พี่เพลิงพูดขึ้นหลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้ จะว่าไปก็จริงนั่นแหละ ตอนนี้คะแนนเสียงอยู่ที่ 3 : 5 ถ้าผมได้มาอีกคนถึงจะเสมอ

แต่ว่าผมจะไปหาอีกคนมาจากไหนล่ะ?

“พี่ช่วยวาได้นะ” และทันใดนั้นเองก็มีเสียงสวรรค์ดังขึ้นอยู่ที่ข้างหูของผม

“จริงหรอครับพี่ซ่า!” ผมรีบหันไปถามด้วยดวงตาลุกวาว แต่ก็ดูเหมือนว่าคนที่ตาลุกวาวมากกว่าจะเป็นพี่ซ่านะเนี่ย

“พี่ซ่าจะเอาเท่าไหร่” ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือตอนนี้นิสัยบ้าเงินของพี่ซ่าก็ไม่หายสักที ขนาดว่าตอนนี้เงินเดือนตั้งหลายหมื่น แถมพี่พฤกษ์ยังยกกระเป๋าตังให้ถืออีกด้วยนะ

“กับน้องกับนุ่งพี่ไม่เอาเงินหรอกน่า แค่แบบว่า...พี่ยังหาบัตรคอนแบล็กพิงค์ไม่ได้ ถ้าหากน้องวาพอจะหาให้พี่ได้สักใบ...”

“ผมให้ 2 ใบเอาไปดูกับพี่พฤกษ์เลยครับ!”

“โอเคงั้นดีล!” พี่ซ่าดีดนิ้วดังเป๊าะ ส่วนเรื่องที่ผมบอกผมไม่ได้พูดไปส่งๆ หรอกนะ ผมสามารถหาบัตรคอนเสิร์ตให้พี่ซ่าได้จริงๆ เพราะมีเพื่อนคนนึงในเอกของผมมันแชร์หน้าฟี้ดว่าประกาศขายพอดี เห็นว่าติดธุระต้องไปต่างจังหวัดกะทันหัน

“พี่ซ่าจะช่วยผมยังไง จะดึงใครมาเป็นพวกผมหรอครับ” บอกตามตรงเลยว่าผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะยอมย้ายข้างมา อย่างพี่ตะวันกับพี่หมอกที่ผมตั้งความหวังเอาไว้ยังไม่สามารถขัดใจพี่ภูกับพี่ธารได้เลย

“หึหึ” พี่ซ่าไม่ยอมตอบอะไรแต่กลับไปกระซิบบางอย่างที่หูของพี่พาย ซึ่งตอนแรกพี่พายก็ดูจะงงๆ และตกใจนิดหน่อย แต่หลังจากนั้นก็แอบอมยิ้มนิดๆ และหัวเราะคิกคักกับพี่ซ่า เล่นเอาผม พี่พฤกษ์ แล้วก็พี่โซ่หันมองหน้ากันอย่างงงๆ เพราะไม่รู้ว่าสองคนนั้นกำลังหัวเราะเรื่องอะไร

“เอาตามนี้เลยนะพาย”

“อืม อย่าลืมพาเราไปเลี้ยงข้าวด้วยล่ะ” พี่พายพูดยิ้มๆ จากนั้นก็หันไปหาพี่เพลิงที่ขมวดคิ้วจ้องมองมาทางนี้อยู่พักใหญ่แล้ว

“คืนนี้อยากนอนนอกห้องหรือว่าในห้อง”

“ห้ะ?” พี่เพลิงทำหน้างง

“ถ้าอยากนอนนอกห้องคนเดียวก็ยืนอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าอยากนอนกอดเราก็มายืนตรงนี้ เราจะนับแค่ 1 ถึง 5”

“อ้าวเชี่ย! เดี๋ยวสิพาย! เรื่องของเรามันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของสองคนนั้น!”

“...1...”

“นี่มึงได้ยินกูมั้ยยยยย”

“...2...”

“ที่ร้ากกกกก ใจเย็นๆ มาคุยกันก่อนนนนน” เสียงพี่เพลิงเริ่มจะโหยหวนขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสติก็เริ่มจะแตกเพราะไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี ส่วนพี่พายก็โนสนโนแคร์นับเลขต่อไป

“...3...”

“พายยยยยย” พี่เพลิงที่เห็นท่าไม่ดีเลยทำท่าจะรีบเดินมาทางนี้ แต่พี่ภูกับพี่ธารก็รีบเรียกชื่อพี่เพลิงเอาไว้ซะก่อน

“เพลิง!!” เรียกอย่างเดียวไม่พอ ยังจ้องซะน่ากลัวด้วยอีกต่างหาก

“โว้ยยยยยย! ข้างนั้นก็เมียข้างนึงก็พี่! เอายังไงกับชีวิตดีวะเนี่ยกู!” พูดเลยว่าถ้าผมเป็นพี่เพลิงก็คงจะประสาทกินเหมือนกัน ไอ้สงสารก็สงสารล่ะน่ะ แต่ตอนนี้คนที่น่าสงสารมากกว่ามันคือผมต่างหากเล่า

“...4...”

“โอเค! จะเอาแบบนี้ใช่มั้ยพาย!” จู่ๆ พี่เพลิงที่ดูเหมือนว่าจะตัดสินใจได้แล้วก็โพล่งขึ้นมา หน้าของพี่เพลิงตอนนี้ดูขึงขังและจริงจังจนผมเริ่มจะหวั่นใจเลยล่ะ

“ประกาศให้ชัดๆ ไปเลยเพลิงว่าแกยืนอยู่ข้างไหน” พี่ธารพูดจบก็ยิ้มที่มุมปากด้วยความมั่นใจ

“ได้! คนอย่างผมน่ะมีจุดยืนชัดเจนอยู่แล้ว!” พอได้ยินแบบนี้ผมกับพี่พายก็เริ่มเหงื่อตก ต่างจากพี่ภูกับพี่ธารที่มั่นใจสุดๆ ว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายชนะ

แต่ปรากฏว่า...

“ผมก็ต้องยืนข้างเมียสิครัช! พายที่ร้ากกกกก คืนนี้ต้องให้กูนอนในห้องด้วยน้าาาาา” ไม่พูดเปล่า พี่เพลิงยังรีบถลามากอดพี่พายเอาไว้อีกต่างหาก

หมดกัน ‘อัณฑะพาลจอมเกรี้ยวกราด’ ในอดีต พูดเลยว่าปัจจุบันพี่เพลิงนี่มันพ่อบ้านเกลียมัว (กลัวเมีย) ชัดๆ ผมว่าผมคงต้องทำโล่พ่อบ้านดีเด่นแห่งปีให้พี่เพลิงจริงๆ แล้วนะเนี่ย

“ตอนนี้เสียงของเราก็เท่ากันแล้วนะครับ หวังว่าพี่ภูกับพี่ธารจะยอมให้ผมคบกับพี่โซ่ได้แล้วนะ” แต่คำตอบที่ผมได้รับก็คือ...

“พี่บอกตอนไหนว่าจะให้เราคบกับมัน”

“พี่ภู!”

“เออ พี่ก็ไม่เคยบอกแกเหมือนกัน”

“พี่ธาร!”

ผมอยากจะบ้าตาย! แบบนี้ก็ได้หรอ! ถ้าไม่ยอมรับข้อตกลงทำไมไม่บอกตั้งแต่ทีแรก! จะปล่อยให้ผมพยายามหาพวกแทบตายทำไมตั้งนาน!

“จะดีหรอครับคุณภูผา แบบนี้ก็สงสารน้องวาออก เป็นพี่แต่แกล้งน้องมันไม่ดีนะครับ” พี่ตะวันพูดขึ้น สีหน้าแอบดุพี่ภูหน่อยๆ พี่หมอกที่เห็นด้วยเลยพูดขึ้นบ้าง

“นั่นสิ ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

“อะไรเล่า นายพูดอย่างกับว่าฉันเป็นคนใจยักษ์ใจมาร” พี่ธารบ่นอุบพลางมองค้อนพี่หมอก “ฉันเป็นห่วงวาต่างหาก ไม่อยากให้โดนคนเลวๆ หลอกอีกเป็นครั้งที่สอง”

“ใช่ ตอนนั้นวาเกือบฆ่าตัวตายเลยนะ ถ้าหากวาโดนมันหลอกซ้ำจนต้องฆ่าตัวตายอีกจะทำยังไง” แล้วทุกคนก็เงียบ ไม่มีใครตอบอะไรพี่ภูทั้งนั้น แม้แต่ผมก็ยังพูดอะไรไม่ออก แต่นั่นไม่ใช่เพราะผมไม่เชื่อใจพี่โซ่ ผมเชื่อว่าพี่เขารักผมจริงๆ ไม่ได้หลอกผมแน่นอน แต่ที่ผมพูดอะไรไม่ออกก็เพราะผมพึ่งเข้าใจว่าทำไมพี่ภูกับพี่ธารถึงได้คัดค้านจนหัวชนฝาขนาดนี้

เพราะพวกพี่เขารักและเป็นห่วงผมมากยังไงล่ะ...

“ผมสาบานด้วยชีวิตเลยครับว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง” พี่โซ่ที่หน้าเศร้าลงไปเมื่อกี้พูดขึ้นอย่างหนักแน่น สายตาที่มองตรงไปที่พี่ภูมีแต่ความจริงใจ ส่วนมือที่กุมมือของผมเอาไว้ก็มีแต่ความมั่นคง แต่ถึงอย่างนั้นพี่ภูก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อให้อยู่ดี

“แค่คำพูด ใครมันก็พูดได้”

“ถ้าอย่างนั้นจะให้ผมพิสูจน์แบบไหนยังไงก็ได้ ผมพร้อมยอมทำทุกอย่าง”

“ให้โอกาสพี่โซ่เถอะนะครับพี่ภู” ผมพูดเสริมก่อนจะหันไปทำตาปริบๆ ให้พี่ซ่าและพี่พาย พวกพี่เขาทั้งสองคนเลยช่วยผมขอร้องพี่ภูอีกแรง

“นะครับพี่ภู” เท่านั้นไม่พอ พวกพี่เขายังมีการใช้ศอกกระทุ้งพี่พฤกษ์กับพี่เพลิงให้มาช่วยกันอีกต่างหาก ซึ่งพี่พฤกษ์ก็ยอมทำตามแต่โดยดี แต่พี่เพลิงเนี่ยก็แอบบ่นแอบสบถออกมาหน่อยๆ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ท้ายที่สุดก็ยอมทำตามอย่างช่วยไม่ได้ (สมแล้วที่เป็นพ่อบ้านแห่งปี)

“ยอมๆ ไปเหอะพี่ภู ไว้ตอนที่มันออกลายพวกเราค่อยยำตีนสั่งสอนแม่งก็ได้ ส่วนไอ้วา เดี๋ยวผมนี่แหละจะเป็นแกนนำสมน้ำหน้ามันเอง” ให้ตาย! พูดแบบนี้นี่ผมควรจะขอบคุณไอ้พี่เพลิงดีมั้ยเนี่ย!

“การให้โอกาสคนเป็นสิ่งที่ดีนะครับ คุณภูผายังจำตอนที่ขอโอกาสจากผมได้รึเปล่า” พี่ตะวันที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้น ถึงจะไม่ได้ทำหน้าดุอะไร แต่คนที่เคยทำผิดต่อพี่ตะวันอย่างพี่ภูก็มีจุกเหมือนกัน

“จำได้สิ” แหม...เสียงอ่อยเชียวนะ พี่ภูคนที่เสียงแข็งเมื่อกี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ถึงจะจุกที่โดนพี่ตะวันพูดแบบนั้นพี่ภูก็ยังไม่ยอมถอยง่ายๆ เพราะได้แอบส่งสายตาไปขอความช่วยเหลือจากพี่ธาร

“เอางี้แล้วกัน ที่ตะวันพูดก็ถูก การให้โอกาสคนมันก็เป็นสิ่งที่ดี” ตอนแรกที่ได้ยินแบบนี้ผมก็ดีใจอยู่หรอก แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัย ผมก็ชักหวั่นๆ แล้วว่าพี่ธารจะต้องมีแผนร้ายหรือวางกับดักเอาไว้แน่ๆ

“แกจะให้โอกาสมันยังไง”

“หึหึ ก็ไม่มีอะไรมาก ถ้าโซ่สามารถผ่านการทดสอบจากพวกเราทั้ง 4 คนได้ ก็ถือว่าโซ่มีคุณสมบัติที่จะเป็นเขยของบ้านหลังนี้”

แล้วพี่ธารก็อธิบายต่อว่า พี่โซ่จะต้องแข่งกับพวกพี่ๆ ของผมทั้ง 4 คนแบบ 1:1 กติกาการแข่งก็แล้วแต่เลยว่าพวกพี่ของผมจะตั้งอะไร พี่โซ่ไม่มีสิทธิ์เลือกและไม่มีสิทธิ์ออกเสียง แต่ต้องชนะให้ได้ทุกคน หากแพ้ให้พี่ผมคนใดคนหนึ่งก็จะถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ

“โคตรโกง! โคตรไม่แฟร์! โคตรไม่ยุติธรรม! นี่มันให้โอกาสตรงไหน! แบบนี้พี่โซ่ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแข่งน่ะสิครับ!” ยังไงพวกพี่ๆ ของผมก็ต้องแข่งเรื่องที่ตัวเองถนัดทั้งนั้น แถมยังต้องชนะทุกคนด้วยอีก แล้วอย่างนี้พี่โซ่จะเอาอะไรไปสู้กันเล่า!

“โกงหรอ? โกงตรงไหน? แข่งกัน 1:1 ยุติธรรมจะตาย แต่ถ้าแกคิดว่าโกงจะไม่รับโอกาสนี้ก็ได้นะ อ้อ แต่บอกไว้ก่อนว่านี่เป็นโอกาสครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย” พี่ธารยักไหล่พลางยิ้มที่มุมปาก แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรพี่โซ่ก็ตอบรับข้อเสนอไปซะแล้ว

“ตกลงครับ ผมรับข้อเสนอ”

“พี่โซ่! แต่ผมว่า...”

“พี่จะทำทุกอย่าง แล้วก็จะพยายามสุดความสามารถ วาเชื่อในตัวพี่นะครับ” พี่โซ่กันมายิ้มให้ผมพร้อมกับกุมมือผมเอาไว้แน่น คือผมก็เชื่อนะว่าพี่โซ่จะทำทุกอย่างและจะพยายามสุดความสามารถ แต่เรื่องที่จะเอาชนะพวกพี่ๆ ของผมทุกคนได้นั้นโอกาสมันน้อยซะยิ่งกว่าน้อยอีก

“โฮ่! ดูท่ามึงจะมั่นใจมากเลยนะ มาต่อยกับกูสักยกเป็นไง ใครนอนใต้ตีนก่อนแพ้!” ไอ้พี่เพลิงไม่รู้ผีเข้ารึไงจู่ๆ ถึงได้บ้าขึ้นมา แถมยังทำท่าจะพุ่งเข้าใส่พี่โซ่ด้วยนะ ดีที่พี่พายจับพี่เพลิงไว้ทันไม่งั้นนี่ไม่อยากคิดต่อเล้ยยยย

“เราชอบคนใช้สมองมากกว่ากำลังนะเพลิง” พอเห็นพี่พายกอดอกทำหน้าดุหูก็ลู่หางก็ตกอย่างไว ฮ่าๆๆๆ สาแก่ใจจริงๆ ทีนี้จะได้เลิกห้าวสักที แต่จะว่าไป พอเห็นพี่เพลิงอยู่ในโอวาทพี่พายแบบนี้ ผมก็ปิ๊งไอเดียที่จะช่วยพี่โซ่ได้ขึ้นมา

“เพื่อความยุติธรรม ผมขอเปลี่ยนกติกานิดนึง ทุกอย่างเหมือนเดิมยกเว้นคนที่พี่โซ่ต้องแข่งด้วย”

“แกหมายความว่าไง?” ไม่ใช่แค่พี่ธารที่สงสัย เพราะทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็สงสัยเหมือนกันทั้งนั้น ผมจึงยิ้มออกมาก่อนจะเฉลยให้ฟัง

“คนที่แข่งกับพี่โซ่ต้องเป็นพี่ตะวัน พี่หมอก พี่ซ่า แล้วก็พี่พาย นี่เป็นบททดสอบพี่โซ่ว่าเหมาะจะเป็นเขยของบ้านนี้มั้ย เพราะงั้นก็ต้องให้เขยกับสะใภ้ของบ้านเป็นคนทดสอบสิถูกมั้ยครับ” พอได้ยินแบบนั้นพี่ธารก็รีบแย้งขึ้นมาทันที

“ถ้าแข่งกับพวกนั้น...!”

“แล้วทำไมครับพี่ธาร? หรือแข่งกับพวกพี่ตะวันพี่โซ่จะมีโอกาสชนะมากกว่า? ถ้าอย่างนั้นพี่ธารก็ยอมรับแล้วใช่มั้ยว่ากติกาที่พี่บอกตั้งแต่แรกน่ะมันโกง พี่โซ่โคตรจะเสียเปรียบเลย” พี่ธารที่โดนผมไล่ต้อนแบบนี้ก็ถึงกับไม่เป็น ได้แต่จิ๊ปากทำหน้าไม่สบอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น

“ยอมน้องวาเถอะธาร อย่าโหดนักเลย ผมว่าพี่โซ่ก็ดูไม่ใช่คนเลวร้าย ไม่สิ...ผมว่าก็ดูเป็นคนดีแล้วก็รักน้องวาจริงๆ นะ” พี่หมอกที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้น พี่ธารถึงค่อยใจอ่อนยอมลงให้ผมได้สักที

“โอเคๆ ฉันยอมก็ได้ แต่นายต้องรับปากนะว่าจะแข่งกับโซ่เต็มที่ ห้ามอ่อนข้อแกล้งแพ้ให้เด็ดขาด”

“ได้เลยครับผม” แล้วพี่หมอกก็จุ๊บที่ขมับของพี่ธารไปหนึ่งที ผมนี่อยากจะกลอกตาวน 360 องศาจริงๆ เวลาแบบนี้ยังมีอารมณ์หวานกันได้อีกนะ

“ตอนนี้พี่ธารยอมแล้ว พี่ภูคงไม่มีปัญหาใช่มั้ยครับ” พี่ภูไม่ตอบอะไรแต่ก็ทำหน้าประมาณว่าช่วยไม่ได้ ส่วนพี่พฤกษ์กับพี่เพลิงผมคงไม่ต้องถาม สองคนนั้นน่ะอยู่ข้างเมียแน่นอนอยู่แล้ว

พอไม่มีใครคัดค้านอะไร การแข่งขันเพื่อทดสอบพี่โซ่ก็เริ่มต้นขึ้นทันที ซึ่งอันที่จริงผมก็ไม่คิดหรอกว่าจะแข่งกันวันนี้และเดี๋ยวนี้ เพราะนี่มันก็ดึกมากแล้ว ไม่คิดจะพักผ่อนนอนหลับกันบ้างรึไงก็ไม่รู้

ยกที่ 1 เป็นการแข่งขันระหว่างพี่โซ่กับพี่ตะวัน หัวข้อการแข่งขันก็คือทำอาหาร ซึ่งพี่ตะวันก็เลือกเมนูง่ายๆ อย่างไข่เจียว ส่วนผู้ตัดสินก็จะเป็นทุกคนที่เหลือยกเว้นผม ถึงพี่ภูจะอ้างว่าเพราะอยากให้คนตัดสินเป็นเลขคี่ เพื่อที่คะแนนออกมาจะได้ไม่ต้องมีเสมอ แต่เฮอะ! คิดว่าผมไม่รู้รึไงว่านั่นเป็นการจงใจตัดคะแนนของพี่โซ่!

“ตะวันนะตะวัน ทำไมไม่ยอมกำหนดเมนูยากๆ ก็ไม่รู้” พี่ธารบ่นอุบโดยมีพี่ภูพยักหน้าเห็นด้วย ผิดกับผมที่แอบพนมมือแล้วไหว้ขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

“นี่มันก็ดึกมากแล้ว ขืนผมกำหนดเมนูยากๆ ที่ต้องทำนานๆ กว่าโซ่จะแข่งกับทุกคนเสร็จคงได้โต้รุ่งกันพอดี”

“เข้าใจอ้างเหตุผลนะ” พี่ธารจิกตาใส่เบาๆ ส่วนพี่ตะวันก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่อมยิ้มหน่อยๆ แล้วก็พาพี่โซ่เข้าไปในครัว

“สู้ๆ นะครับ” ผมให้กำลังใจพี่โซ่ ก่อนจะเดินไปนั่งรวมกับพวกพี่ๆ ที่โซฟา เรื่องเข้าครัวทำอาหารผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอก เพราะพี่โซ่ก็เข้าครัวบ่อยแถมฝีมือก็ใช้ได้อยู่ แต่ก็แน่นอนว่าคงสู้พี่ตะวันที่ฝีมือขั้นเทพไม่ได้ ถึงอย่างนั้นผมก็หวังว่าพี่ตะวันจะออมมือให้จนพี่โซ่ชนะล่ะนะ

เกือบ 10 นาทีหลังจากที่พี่ตะวันกับพี่โซ่เข้าครัว ทั้งสองคนก็ถือจานไข่เจียวที่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอมาวางไว้ที่โต๊ะอาหาร แต่ว่ามองจากที่ไกลๆ ไม่มีใครมองเห็นหรอกนะว่าใครถือจานไหน เมื่อทุกคนชิมและลงคะแนนเสร็จค่อยพลิกดูเฉลยที่ใต้จาน ซึ่งหลังจากที่ลองชิม...

ทุกคนต่างก็เทใจให้จานเดียวอย่างเป็นเอกฉันท์! ไม่มีเสียงแตกเลยแม้แต่หนึ่งเสียง!

ถามว่าจานนั้นมันอร่อยเวอร์วังจนต้องหลังน้ำตา?

เปล่า! รสชาติก็ธรรมดาทั่วไป แต่อีกจานนี่ไม่ไหวจะเคลียร์ เพราะมันหวานเลี่ยนจนผมคิดว่ารถขนน้ำตาลมาคว่ำใส่จาน!

“เอ๊ะ? แปลกจัง? หวานหรอ? หรือผมจะง่วงจนเบลอเลยมองกระปุกน้ำตาลเป็นกระปุกเกลือกันนะ?” พี่ตะวันพูดขึ้นด้วยท่าทางงงๆ อ๊องๆ เล่นเอาทุกคนถึงกับเหวอ เพราะไม่คิดว่าคนที่ทำไข่เจียวจานนี้จะเป็นพี่ตะวัน

“นี่นายจงใจช่วยมันใช่มั้ย!” พี่ภูขึ้นเสียง แต่พอเห็นพี่ตะวันทำหน้าหงอยๆ พลางส่ายหน้าไปมา แถมยังช้อนตาขึ้นมองปริบๆ น้ำเสียงที่แข็งๆ เมื่อกี้ก็อ่อนยวบลงไปเลย

“คุณภูผาไม่เชื่อที่ผมพูดหรอครับ”

“ปะ...เปล่า เชื่อสิเชื่อ”

“ถ้างั้นการที่พี่โซ่แข่งชนะพี่ตะวันครั้งนี้ พี่ภูก็ไม่มีอะไรคัดค้านใช่มั้ยครับ” ผมพูดแทรกขึ้นพร้อมกับอมยิ้มจนแก้มแทบแตก

“เออ!” พี่ภูพูดอย่างเซ็งๆ และไม่สบอารมณ์ “แต่อย่าพึ่งได้ใจไปล่ะ ยังเหลือหมอก ซ่า แล้วก็พาย เอาชนะทั้ง 3 คนให้ได้ก็แล้วกัน”

“คร้าบบบบบ” ผมตอบอย่างลั้นลา ขนาดพี่ตะวันที่ปกติจะว่านอนสอนง่ายอยู่ในโอวาทพี่ภูยังแอบก่อกบฏ แล้วพี่หมอก พี่ซ่า พี่พายจะเหลือหรอ ผมคิดว่ายังไงพวกพี่เขาก็ต้องช่วยผมแน่ๆ ซึ่งผมก็คิดถูก!

ยกที่ 2 เป็นการแข่งขันระหว่างพี่โซ่กับพี่หมอก หัวข้อการแข่งขันคือการงัดข้อ เพราะมันง่ายไม่ต้องเตรียมการให้ยุ่งยากวุ่นวาย ซึ่งเวลาที่ใช้ในการแข่งก็สั้นจนน่าใจหาย เพราะเพียงไม่ถึงครึ่งนาทีก็ตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว!

“หมอก! ฉันจำไม่เห็นได้เลยว่านายแรงน้อยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”

“ก็คงตั้งแต่เมื่อคืนมั้งธาร ผมอุ้มคุณเกือบทั้งคืนเลยนะ จำไม่ได้หรอ” พอได้ยินพี่หมอกพูดแบบนั้นพี่ธารก็ถึงกับชะงัก จากนั้นแก้มขาวๆ ก็มีเลือดฝาดขึ้นมาจนแดงระเรื่อ แต่เชื่อมะ พี่ธารแค่นึกถึงฉากเลิฟซีนเมื่อคืน ไม่ได้เขินที่ถูกผมแซวหรอก

“อื้อหือ เล่นท่ายากไม่เบานะพี่” ประโยคนี้ผมไม่ได้เป็นคนพูดนะ คนที่พูดน่ะนู่นนนน พี่เพลิงเลย

“ก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่นี่ ท่าทั่วไปใครๆ ก็ทำกัน” พี่ธารยักไหล่ ซึ่งก่อนที่ทั้งสองคนจะคุยกันไปไกลกว่านั้น ผมเลยพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่หน้าและหูจะร้อนไปมากกว่านี้

“อะแฮ่ม! เรื่องบนเตียงไว้ค่อยไปคุยกันนอกรอบเนอะ ส่วนการแข่งรอบนี้พี่โซ่ก็ชนะพี่หมอกไปนะคร้าบบบ” แล้วพี่ธารก็ทำหน้าเซ็งขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ว่าหรือแย้งอะไร เพราะงั้นการแข่งขันรอบต่อไปจึงได้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ยกที่ 3 เป็นการแข่งขันระหว่างพี่โซ่กับพี่ซ่า ซึ่งโจทย์การแข่งขันก็ง่ายแสนง่าย เพราะพี่ซ่าบอกว่าจะถามพี่โซ่แค่ 1 คำถามง่ายๆ แต่ให้ตอบได้ครั้งเดียว ถ้าตอบถูกก็ถือว่าชนะไปเลย

“คำถามก็คือ...อะไรคือสิ่งที่พี่ชอบมากที่สุด” โอ้โห! ถ้าจะถามคำถามแบบนี้ให้พี่โซ่ชนะไปเลยก็ได้ครับพี่ซ่า!

“มันไม่ง่ายไปหน่อยหรอสาดดดดด” พี่เพลิงออกปากประท้วง โดยมีพี่ภูกับพี่ธารพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่ พี่ว่ามันง่ายไปหน่อยนะ มองจากดวงจันทร์ลงมายังรู้เลยว่าซ่าชอบอะไร”

“นั่นสิ เรื่องแบบนี้มีใครไม่รู้ด้วยหรอ”

“แต่ผมว่าอาจจะมีนะครับ” พี่พฤกษ์ที่ยืนเงียบๆ เอาแต่ฟังอย่างเดียวมานานพูดขึ้น ซึ่งตอนแรกผมก็หัวเราะอยู่แหละว่าคนแบบนั้นมันจะมีได้ยังไง แต่พอหันไปมองข้างตัวแล้วเห็นพี่โซ่ทำหน้างงๆ พลางขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม ผมก็เริ่มเห็นลางหายนะปรากฏขึ้นมา

“จริงสิ! ไอ้โซ่มันไม่เคยสุงสิงกับไอ้ซ่านี่หว่า ฮ่าๆๆๆ ฉิบหายแล้วมึง” พี่เพลิงหัวเราะร่าอย่างสะใจใส่ผม ให้ตายสิ ไอ้พี่บ้านี่จะหมั่นไส้อะไรพี่โซ่นักหนาก็ไม่รู้

“พี่โซ่ครับ คือ...”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะวา! ถ้าแกบอกคำตอบโซ่พี่จะปรับให้โซ่แพ้ทันที!” พี่ธารโพล่งเสียงดังแถมยังทำหน้าดุใส่ แล้วอย่างนี้ผมจะทำอะไรได้ล่ะ ก็ต้องรูดซิปปากให้สนิทเท่านั้นน่ะสิ

“พี่ให้เวลาคิด 1 นาที คิดดีๆ ก่อนตอบนะน้องโซ่” พี่ซ่าพูดขึ้น ดูจากสีหน้าก็รู้แหละว่าพยายามช่วยผมเต็มที่แล้ว แต่ก็คงจะลืมคิดไปว่าพี่โซ่ที่พึ่งเคยเจอกันครั้งแรกจะรู้เรื่องนี้ได้ยังไง แล้วแบบนี้พี่โซ่จะตอบคำถามถูกมั้ยล่ะเนี่ย

“เหลืออีก 30 วิ” พี่ภูที่จ้องนาฬิกาจับเวลาพูดขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้พี่โซ่ทำหน้าคิดหนักและกดดันมากขึ้นไปอีก

“อีก 10 วินาทีสุดท้าย” ตอนที่พูดประโยคนี้พี่ภูนี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ตรงข้ามกับผมและพี่โซ่คนละขั้ว จนกระทั่ง 5 วินาทีสุดท้ายพี่ภูก็เริ่มนับถอยหลัง

“5...4...3...2...1...”

“พี่พฤกษ์”

“หืม?” พี่ซ่าทำหน้างง

“ที่พี่ซ่าชอบที่สุดก็ต้องเป็นพี่พฤกษ์ ผมพูดถูกมั้ยครับ”

“หา? อะ...เอ่อ...” พี่ซ่าถึงกับอ๊องไปชั่วขณะ ส่วนผมกับพวกพี่ๆ คนอื่นๆ ก็มีอาการไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ยกเว้นก็แค่พี่พฤกษ์คนเดียวเท่านั้น

“จะอึกอักทำไมล่ะ โซ่ก็ตอบถูกแล้วนี่ หรือว่ามีอะไรที่มึงชอบมากกว่ากู?” พี่พฤกษ์พูดพลางขมวดคิ้วหน่อยๆ พี่ซ่าที่เห็นแบบนั้นเลยหัวเราะออกมาแบบโคตรจะเฟคสุดๆ

“ฮ่าๆๆๆ มันจะไปมีได้ยังไง กูก็ต้องชอบมึงที่สุดอยู่แล้ว เพราะงั้นคำตอบข้อนี้น้องโซ่ก็ตอบถูกนาจา!” พี่ซ่ายิ้มหวานแล้วตรงเข้าไปกอดแขนพี่พฤกษ์ ผมและคนอื่นๆ จึงหัวเราะตามโดยไม่มีใครคัดค้านเพราะกลัวครอบครัวจะร้าวฉาน

 จะให้พี่พฤกษ์รู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าพี่ซ่าตั้งใจจะเฉลยว่าเงิน!

“เอาล่ะ ต่อไปก็ตาพาย คิดเอาไว้แล้วใช่มั้ยว่าจะแข่งอะไร ถ้างั้นก็รีบบอกน้องโซ่ไปเลย” พี่ซ่าที่เหงื่อแตกพลั่กรีบโยนไม้ต่อไปให้พี่พาย

“เอ่อ...อื้ม เราคิดไว้แล้ว” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ผมฟันธงเลยว่าพี่พายยังไม่ได้คิดเอาไว้ชัวร์ เพราะงั้นหวยเลยออกที่การแข่งขันง่ายๆ อย่างการจ้องตา

กติกาก็ไม่มีอะไรมาก แค่ให้พี่โซ่กับพี่พายมานั่งตรงข้ามแล้วจ้องตากัน ใครกะพริบตาก่อนคนนั้นแพ้แค่นั้นเลย

“แน่ใจนะพายว่ามึงเซียนเกมนี้?” พี่เพลิงถามย้ำพลางขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยมั่นใจ

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่นี่เป็นเกมเดียวที่เราเคยเล่นกับเพื่อนน่ะ” พี่พายตอบเสียงอ่อย ท่าทางเรื่องที่พี่พายเป็นคนมีเพื่อนน้อยคงจะจริงนะเนี่ย

“แล้วมึงเคยแพ้เกมนี้สักครั้งมั้ย”

“ก็...ไม่เคยนะ” พอได้ยินแบบนี้เท่านั้นแหละ ไฟในตัวของพี่เพลิงก็ลุกโชนขึ้นมาทันที (แต่พี่เพลิงหารู้ไม่ ที่พี่พายบอกว่าไม่เคยแข่งแพ้ เป็นเพราะว่าเคยแข่งจ้องตากับเพื่อนแค่ครั้งเดียวนั่นแหละ!)

“โอเคงั้นจัดไป! จ้องมันให้นานที่สุดนะที่รัก เอาให้มันแสบตากับออร่าความสวยของมึงไปเลย!” เอาแล้วไง จากที่ผมเคยคิดว่าแข่งครั้งนี้หมูๆ มันก็อาจจะไม่หมูซะแล้ว

“ไฟท์ติ้งนะครับพี่โซ่” ผมชูกำปั้นขึ้น ซึ่งก็ได้รอยยิ้มที่บ่งบอกว่าพร้อมสู้ไม่ถอยกลับมา ศึกครั้งนี้ก็ต้องมาลุ้นกันแล้วว่า ระหว่างพี่โซ่กับพี่พายใครจะเป็นฝ่ายชนะ!

“จะนับแล้วนะ 3...2...1...เริ่มได้!” พอพี่เพลิงให้สัญญาณ พี่โซ่กับพี่พายต่างก็จ้องตากันอย่างเอาจริงเอาจังทันที ผมที่เห็นอย่างนั้นก็ชักใจคอไม่ดี กลัวว่าการแข่งครั้งนี้พี่โซ่จะแพ้เพราะพี่พายดูตั้งใจมาก แต่แล้วมันก็ผิดคาด เพราะทันทีที่พี่โซ่ยิ้ม...

“อ๊า!” พี่พายกลับร้องขึ้นมาแล้วหลับตาลงพร้อมกับหันหน้าหนี ทำเอาผมและพวกพี่ๆ พากันตกใจไปตามๆ กัน

“เป็นอะไรไปน่ะพาย!” พี่เพลิงรีบพุ่งเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง แต่พอได้ยินคำตอบจากพี่พายเท่านั้นแหละ จากความเป็นห่วงก็เปลี่ยนไปกลายเป็นความโมโหจนไฟลุกท่วมตัว

“น้องโซ่หล่อเกินไป ยิ่งยิ้มให้แบบนี้เราก็ใจละลายน่ะสิเพลิง” พูดอย่างเดียวไม่พอ พี่พายยังทำท่าเขินสุดๆ อีกต่างหาก ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าใช่มุก พี่พายดูท่าทางจะเขินพี่โซ่จริงๆ นะเนี่ย

“พาย!” ส่วนพี่เพลิงก็ดูท่าทางจะโกรธพี่พายจริงๆเหมือนกัน เพราะหลังจากนั้นก็ฉุดพี่พายให้ลุกขึ้นแล้วลากไปบนห้องทันที

“ขอไปเคลียร์กับเมียแป๊บ!” ถึงจะพูดว่าแป๊บก็เถอะ แต่เชื่อเถอะว่ายาวววววววยันเช้าแน่ๆ

“เอ่อ...สรุปว่าเมื่อกี้พี่โซ่ก็ชนะพี่พายไปใช่มั้ยครับ” ผมถามความเห็นจากทุกคนหลังจากที่พากันนิ่งอยู่พักหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ผมถามก็ยังพากันงงๆ อยู่เลย

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นนั่นแหละน้องวา” พี่ซ่าตอบผมโดยมีพี่พฤกษ์ยืนพยักหน้าอยู่ข้างๆ ผมจึงหันไปหาพี่ธารว่าคิดเห็นยังไง

“ช่วยไม่ได้ ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่โซ่ก็ชนะพายจริงๆ ล่ะนะ”

“แล้วพี่ภูละครับ?” ผมหันไปถามพี่ภูต่อ โดยที่ลุ้นด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะได้รับคำตอบแบบไหน

ซึ่ง...

“เออ โซ่ชนะ สมใจแล้วล่ะสิ” พี่ภูพูดด้วยสีหน้าสุดเซ็ง ต่างจากผมที่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วรีบพุ่งเข้าไปกอดพี่โซ่

“ไชโย!!” ในที่สุดก็ผ่านไปได้ด้วยดี พี่โซ่สามารถฝ่าด่านสุดหินจากพวกพี่ๆ ของผมได้สำเร็จแล้ว!

“ขอบคุณนะครับที่ให้โอกาสผม ขอบคุณจริงๆ ครับ” พี่โซ่หันไปมองพี่ภูด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างท่วมท้น แน่นอนว่าพี่ภูกับทุกคนนั้นก็รับรู้ได้

“เออ แต่ถ้าวันไหนแกทำวาร้องไห้ วันนั้นก็จะเป็นวันตายของแก จำไว้!” แต่พี่ภูก็ยังเป็นพี่ภู ถึงแม้จะยอมรับพี่โซ่แล้ว (นิดนึง) แต่ก็ยังวางฟอร์มทำเป็นเข้มด้วยใบหน้าดุๆ เช่นเดิม ส่วนทางด้านพี่ธาร ก็กำลังทำหน้าไม่ต่างกับพี่ภูสักเท่าไหร่

แต่ก็เอาเถอะ ถึงแม้ตอนนี้พวกพี่ๆ ของผมอาจจะยังไม่ค่อยยอมรับในตัวของพี่โซ่ แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตพวกพี่เขาต้องยอมรับอย่างหมดใจ แล้วก็ต้องรักคนดีๆ อย่างพี่โซ่เหมือนที่ผมรักอย่างแน่นอน

ผมขอเอาหัวใจเป็นประกันเลยเอ้า!



บทส่งท้าย


               “เฮ้อออออ เสร็จสักที!” ผมพูดจบก็ทิ้งตัวลงบนที่นอน

ตอนนี้ผมทั้งเหนื่อยแล้วก็เมื่อยตัวสุดๆ เพราะตั้งแต่เช้าผมต้องขนของเข้าห้องแล้วก็จัดให้เข้าที่ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยดีก็ปาเข้าไปเกือบหัวค่ำ

               “เมื่อยมั้ย ปวดตรงไหนรึเปล่า เดี๋ยวพี่นวดให้” ถึงจะบอกว่าเดี๋ยว แต่พี่โซ่ก็นั่งลงบนเตียงแล้วนวดที่ไหล่ของผมให้ซะแล้ว

“อื้ม...พี่โซ่...ดีจังครับ...” แรงบีบที่กำลังพอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อของผมที่มันปวดเมื่อยดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “พี่นี่เก่งไปซะทุกเรื่องเลยนะครับ”

“วาก็พูดเกินไป เก่งทุกเรื่องที่ไหน ยังมีตั้งหลายเรื่องที่พี่ทำไม่ได้”

“แต่แค่เอาชนะใจพวกพี่ๆ ของผมได้ก็ถือว่าเก่งสุดยอดแล้วล่ะครับ”

การจะทำให้พวกพี่ๆ ของผมรู้สึกโอเคว่ายากแล้ว แต่การจะทำให้ชอบจากที่รู้สึกติดลบมันยากมากกว่าหลายเท่าเลยนะ ยิ่งไปกว่านั้นพี่โซ่ยังใช้เวลาแค่เพียง 3 เดือนเท่านั้นเอง พูดเลยว่าตอนนี้พวกพี่ๆ ของผมแทบจะรักพี่โซ่มากกว่าผมด้วยซ้ำแล้วเนี่ย แถมคนที่เป็นแกนนำคะยั้นคะยอให้พี่โซ่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันที่บ้านยังเป็นพี่ภูด้วยอีกต่างหาก

ใช่ครับ ทุกคนฟังไม่ผิดหรอก คนที่เป็นคนชวนให้พี่โซ่มาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ก็คือพี่ภูที่เคยเกลียดพี่โซ่จนเข้าไส้นั่นแหละ!

“ว่าแต่พี่โซ่เมื่อยมั้ยครับ ของหนักๆ เอาไปยกคนเดียวเลยนี่นา มาครับมา เดี๋ยวผมนวดให้พี่โซ่บ้างดีกว่า” ผมพูดจบก็ลุกขึ้นเพื่อที่จะนวดให้ แต่จังหวะที่ดันพี่เขาลงไป ผมกลับถูกกอดที่เอวเอาไว้จนต้องลงไปนอนด้วยกัน ตอนนี้ตัวของผมนั้นอยู่บนตัวของพี่โซ่อีกที

“เปลี่ยนจากนวดเป็นนาบดีกว่านะ” พี่โซ่ยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วยื่นหน้ามาจุ๊บที่ริมฝีปากของผมเบาๆ ดูพูดแล้วก็ทำเข้า เขินไปตามระเบียบสิผม ถึงจะคบกันมานานเกือบปีแต่ถ้าถูกพี่โซ่พูดแบบนี้ผมก็เขินทุกรอบนั่นแหละ

“ทะลึ่งแล้วพี่”

“แล้วชอบมั้ยล่ะ”

“ไม่ชอบครับ แต่รักมากกกกกกกก” หลังจากที่ลากเสียงยาวเพื่อให้รู้ว่ารักแค่ไหน ผมก็ก้มหน้าลงไปจุ๊บที่ริมฝีปากของพี่โซ่ด้วย จูบมาจูบกลับไม่โกง

ซึ่งขณะที่กำลังมุ้งมิ้งกันอยู่นั้น ผมกับพี่โซ่หารู้ไม่ว่าได้มีใครคนหนึ่งกำลังยืนกอดอกพิงประตูห้องอยู่ด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อ

“กับพี่นี่เสียงแข็งยังกะสาก แต่กับผัวนี่เสียงอ้อนเสียงหวานเชียวนะแก” แน่นอนว่าคำพูดนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...

“พี่เพลิง! จะเข้าห้องผมทำไมไม่รู้จักเคาะประตู!” ผมแยกเขี้ยวใส่พร้อมกับรีบลุกขึ้นจากตัวของพี่โซ่ ส่วนพี่โซ่ก็ลุกขึ้นตามด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ

“ก่อนจะแว้ดๆๆ แกช่วยแหกตาดูด้วยว่าได้ปิดประตูมั้ย แหม่! กูอยากดูตาย!” พอพี่เพลิงพูดแบบนี้ผมก็เลยนึกออกว่าไม่ได้ปิดประตูจริงๆ อายสิผมทีนี้ เปลี่ยนเรื่องพูดไปเลยแล้วกัน

“แล้วนี่พี่เพลิงขึ้นมาหาผมที่ห้องทำไม”

“ตะวันอยากได้ลูกมือช่วยทำอาหาร แกไปช่วยหน่อยไป”

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมช่วยก็แล้วกัน” พี่โซ่อาสา

“ให้ไอ้วาไปนั่นแหละ ส่วนมึงน่ะตามกูมา บอสจะเกิดแล้วไปเป็นแทงค์ชนบอสให้หน่อย” แล้วพี่เพลิงก็กอดคอของพี่โซ่พาเดินลงไปข้างล่าง โดยไม่มองหรือสนใจผมที่อยู่ในห้องด้วยเลยสักนิด หลังๆ มานี้พี่เพลิงพูดกับพี่โซ่มากกว่าผมด้วยซ้ำล่ะมั้ง

ถามว่าสองคนนี้ไปซี้กันได้ยังไง?

เกมครับเกม เพราะเกมตัวเดียวเลยครับ!

คืองี้ มีวันนึงที่พี่โซ่มารับผมที่บ้านแต่ผมตื่นสาย พี่โซ่เลยเล่นเกมในมือถือเพื่อฆ่าเวลา จังหวะนั้นพี่เพลิงมาเห็นพอดี แถมตัวละครของพี่โซ่นั้นโคตรเทพก็เลยชวนเข้ากิลด์แล้วจัดปาร์ตี้ล่าบอสซะเลย ซึ่งในปาร์ตี้นอกจากจะมีพี่เพลิงก็ยังมีพี่หมอกกับพี่ซ่าด้วย ถ้า 4 คนนี้รวมตัวกันเมื่อไหร่พูดเลยว่าบ้านแทบแตก!

“แตกกูแตก! ชุบกูเร็วโว้ยหมอก!” ผมขอมอบตำแหน่งจอมโวยวายอันดับหนึ่งให้พี่เพลิงไปเลย

“บอสใบ้ผม! แป๊บครับพี่เพลิง!”

“เชี่ยๆๆ กูก็จะแตก! โซ่ดึงบอสไว้อย่าให้หลุดมาทางนี้นะเว่ย!” ส่วนพี่ซ่าผมขอยกให้เป็นจอมโวยวายอันดับสอง

“ผมดึงบอสไว้อยู่! น่าจะยืนได้อีกสักพัก!”

บทสนทนาของทั้ง 4 คนก็จะประมาณนี้วนไปจนกว่าจะแยกย้ายไปทำอย่างอื่น ซึ่งผมก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักหรอก แต่เห็นพวกพี่เขาเข้ากับพี่โซ่ได้ดีผมก็ดีใจแล้ว คือเข้ากันได้ดีมากจนพี่เพลิงกับพี่ซ่าบอกให้พี่โซ่เลิกเรียกตัวเองว่าพี่เลยอะคิดดู ก็ไม่รู้ว่าสองคนนั้นยังทำตัวเป็นเด็กหรือพี่โซ่นั้นเป็นผู้ใหญ่ล่ะนะ

ส่วนถ้าถามว่าเรื่องอะไรที่ทำให้พี่โซ่เอาชนะใจพี่ภูกับพี่ธารได้ ก็คงจะเป็นความดี การดูแลเอาใจใส่ผมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แล้วก็ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถทำได้ล่ะมั้ง อย่างวันนั้นคอมพิวเตอร์ของพี่ภูมีปัญหาพี่โซ่ก็สามารถแก้ได้ อย่างพี่ธารก็มีวันนึงที่จู่ๆ รถก็สตาร์ทไม่ติด ต้องรีบออกไปทำธุระข้างนอกด้วย ก็ได้พี่โซ่นี่แหละที่ช่วยจัดการให้

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องเลยที่พี่โซ่ทำให้พวกพี่ๆ ของผมประทับใจ แต่ถ้าจะให้เล่าทั้งหมดก็คงไม่ไหว เพราะมันเยอะมากจนเล่าทั้งวันก็ไม่หมด พี่โซ่ของผมน่ะเป็นผู้ชายที่เฟอร์เฟคที่สุดในโลกเลย

“อ๊ะ! ลงมาแล้วหรอน้องวา มาช่วยพี่กับตะวันทำนี่หน่อยเร็ว” พี่พายที่สังเกตเห็นกวักมือเรียกผมไปหา ผมเลยเลิกสนใจแก๊ง 4 จตุรเทพแล้วเข้าไปช่วยงานในครัว ซึ่งก็จะมีพี่ตะวัน พี่พาย แล้วก็พี่ธารอยู่ในนั้น

ก่อนหน้านี้พี่ตะวันจะเป็นคนทำอาหารคนเดียว แต่หลังจากที่ครอบครัวเรามีสมาชิกมากขึ้นก็เลยต้องมีคนมาเป็นลูกมือพี่ตะวันด้วย แต่ก็ไม่ได้กำหนดหรอกว่าต้องเป็นใคร ขอแค่มาช่วยสักคนสองคนก็พอ นอกจากกรณีพิเศษแบบวันนี้ที่ต้องมาช่วยกันเยอะหน่อย

เกือบชั่วโมงที่พวกผมอยู่ในครัวในที่สุดอาหารกว่า 10 อย่างก็เสร็จเรียบร้อย ซึ่งแก๊ง 4 จตุรเทพก็ปราบบอสแทบจะล้างกระดานเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน ผมเลยเรียกแก๊งนั้นเข้ามายกอาหาร แล้วให้เอาไปวางที่โต๊ะตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน ที่พี่ภูกับพี่พฤกษ์จัดสถานที่เตรียมเอาไว้รอแล้ว

“เอาล่ะเด็กๆ หิวกันแล้วรึยัง” พี่ภูที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะเอ่ยปากถาม แน่นอนว่าที่ทุกคนยกตำแหน่งนี้ให้นอกจากจะเพราะแก่...เอ๊ย! อาวุโสที่สุดแล้ว ยังเป็นเพราะพี่ภูเป็นเจ้ามือเลี้ยงทุกคนในวันนี้ด้วยครัช

“หิวมากกกกกกกกก” ผมพวกทุกคนพร้อมใจกันประสานเสียง อาหารที่หน้าตาน่ากินพร้อมกับกลิ่นหอมๆ ที่ลอยขึ้นมา มันก็ทำให้กระเพาะของพวกเราแทบจะคลั่งกันอยู่แล้ว

“ถ้างั้นก่อนที่จะกินเรามาชนแก้วให้สมาชิกใหม่ของครอบครัวกันก่อนดีกว่า” พอพี่ภูพูดแบบนี้พวกเราทุกคนก็ชูแก้วน้ำที่อยู่ตรงหน้าขึ้น จากนั้นก็มองไปที่พี่โซ่พร้อมกับชนแก้วกระทบกันดังกริ๊ง

“ยินดีต้อนรับสู่บ้านหทัยภักดิ์!” บ้านที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ซึ่งผมก็หวังว่าบ้านของทุกคนจะมีแต่ความสุขแบบบ้านของผมนะครับ!



จบบริบูรณ์


​สวัสดีค่า ในที่สุดความรักของพี่โซ่กับน้องวาก็ดำเนินมาจนถึงบทส่งท้าย ถึงจะดีใจที่ในที่สุดทั้ง 2 คนก็ลงเอยกันด้วยดีหลังจากที่ลุ้นกันอยู่นาน แถมยังฝ่าดราม่าฝ่าด่านมากมาย แต่ก็แอบใจหายเหมือนกันเนอะเพราะนี่ก็เป็นเรื่องปิดท้ายของซีรีส์ H.E.A.R.T. แล้ว ​แต่ยังไงก็ตามเราต้องขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้ อยู่ด้วยกันมาเป็นปีเลย นี่ผูกพันกับครอบครัวนี้จนแอบมโนว่าตัวเองเป็นคนในบ้านแล้วนะคะเนี่ย เป็นหนึ่งในพี่น้องไม่ได้ให้เป็นคนสวนก็เอา 55555 ​ส่วนคู่พี่เชนกับพี่ธามที่แอบลุ้นกัน อันนี้ต้องมาลุ้นตอนพิเศษในเล่มแล้วล่ะค่า แต่ก็มีแค่ตอนเดียวนะคะ ต่อยอดแรงได้จิ้นนิดนึง ส่วนถ้าถามถึงการจะเปิดเรื่องของคู่นี้คือไม่มีค่า แฮ่ ​สุดท้ายนี้เราก็ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งนะคะที่อยู่ด้วยกันมาตลอด ซึ่งพักหลังๆนี่เค้าลงช้ามากๆ หายไปเป็นอาทิตย์หรือหลายอาทิตย์ก็มี อย่างที่เคยบอกไปน่ะค่ะว่าดวงตาเค้ามีปัญหา รอบล่าสุดที่หายไปนานคือมีเลือดซึมออกมาน่ะค่ะเลยต้องพักยาวเลย หมอบอกไม่งั้นจะไม่หาย ยังไงก็ต้องขอโทษจริงๆนะคะที่ปล่อยให้รอกัน ​ส่วนโปรเจคเรื่องหน้าจะเป็นสายเกรียนสายฮานะคะ เมะชนเมะกันไป แต่เรากะจะพักสายตาต่อสักเดือน คงเป็นเดือนหน้านะคะถึงจะได้เริ่มลง ยังไงก็ขอฝากทุกคนติดตามกันด้วยน้า รักทุกคนมากๆเลยค่า จุ๊บบบบบ ​(8 ก.พ. 62)  


http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}