หอหมื่นอักษร

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ดยินดีต้อนรับ... คุณพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับเราแล้วหรือยัง?

บทที่ 23 ตราหยกขาว (3)

ชื่อตอน : บทที่ 23 ตราหยกขาว (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 592

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2562 15:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23 ตราหยกขาว (3)
แบบอักษร

แต่ชายผู้นั้นรีบเดินออกไปในทันทีที่ลั่วชิวหันกลับมามองเขา

โยวเย่ที่เห็นอย่างนั้นก็ขมวดคิ้ว คิดจะตามชายผู้นั้นไป แต่ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวขาออกไป กลับถูกลั่วชิวดึงแขนไว้ “ไม่ต้องแล้ว เขาไม่ได้คิดร้าย”

ดูเหมือนว่าตัวลั่วชิวเองก็จะไม่เข้าใจคำพูดของตนเองเมื่อครู่นี้ ลั่วชิวครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ช่วงนี้ชักจะรู้สึกว่าสัมผัสทางด้านนี้นับวันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น”

โยวเย่จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงเบาๆ ว่า “หากเป็นเจ้าของสมาคม แต่ไม่สามารถอ่านใจคนออก ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วค่ะ”

ลั่วชิวอึ้งไปครู่หนึ่ง เขารู้ว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในพลังอันแปลกประหลาดที่เขาได้รับมาจากการเป็นเจ้าของสมาคม

เขาไม่ได้รู้สึกว่าการอ่านใจคนออกจะมีอะไรไม่ดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีดีตรงไหนเช่นกัน อาจจะดูกำกวม ลั่วชิวรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจอะไรเลย

ลั่วชิวส่ายหัวแล้วพูดว่า “เราเข้าไปนั่งกันเถอะ...ในสมุดภาพได้เขียนรายละเอียดบอกว่าตราหยกจะเป็นสินค้าชิ้นท้ายๆ ที่ทำการประมูล แต่จะว่าไปแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาเข้าร่วมงานแบบนี้ ได้ดูอย่างอื่นไปก่อนก็ไม่เลวเหมือนกัน”

ลั่วชิวยิ้มแล้วพูดขึ้นด้วยความสงสัยว่า “เคยได้ยินว่าผู้ประมูลจะควักเงินออกมาประมูลสู้กันอย่างดุเดือด ไม่รู้ว่าวันนี้จะได้เห็นภาพแบบนั้นหรือเปล่า”

ความจริงแล้วลั่วชิวกับโยวเย่เป็นคู่ที่ดูแปลกมาก

ผู้หญิงนั้นสวยเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย ราวกับมีเวทมนตร์ที่สามารถสะกดใจคน ส่วนผู้ชายนั้นดูออกว่าอายุอ่อนกว่า ถึงแม้ว่าจะหน้าตาดี แต่ชายหน้าตาดีก็เห็นได้ทั่วไป และยิ่งตอนที่เดินประกบกับสาวสวย ทำให้เขาดูธรรมดาไปเลย

แต่ผู้ชายเป็นฝ่ายเดินนำตลอด ส่วนหญิงสาวงดงามคนนั้นกลับเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างช้าๆ แล้วชายหญิงคู่นี้ก็เดินไปนั่งที่มุมหนึ่งของห้องประมูล

และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่อยากให้ใครมารบกวน

มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากมองสิ่งสวยงามมากกว่า และด้วยความสวยดุจสาวในเทพนิยายของโยวเย่ก็ได้ดึงดูดสายตาคนจำนวนมาก แต่ในทางกลับกันไม่มีใครสนใจชายชรากับศิษย์ผู้ติดตามของเขาเลยแม้แต่น้อย

“ท่านอาจารย์ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีผู้หญิงที่งดงามได้ถึงขนาดนี้” เด็กหนุ่มผู้ติดตามพูดพร้อมกับมองดูโยวเย่ด้วยความหลงใหล

ชายชราลืมตาขึ้นในทันที นัยน์ตาขอเขามีแสงประกายออกมาแวบหนึ่ง แล้วใช้ฝ่ามือกวาดไปยังหน้าอกของตน จากนั้นก็เอาไปแตะบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม แล้วถอนหายใจออกมา

“ท่านอาจารย์ ผม...” เด็กหนุ่มพูดด้วยท่าทางที่หวาดกลัว

ชายชราขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “เงียบแล้วตั้งสมาธิท่องบทคัมภีร์ในใจของเจ้าไป อย่าวอกแวก อย่าให้สิ่งเร้าภายนอกมามีอิทธิพลต่อจิตใจใฝ่ธรรมะของเจ้า”

เด็กหนุ่มไม่กล้าขัดคำสั่งของอาจารย์ จึงรีบหลับตาลง

ดวงตาของชายชราดุจดั่งแสงไฟฉายที่ได้ละสายตาจากศิษย์ของตัวเอง แล้วมองไปยังมุมที่โยวเย่กับลั่วชิวนั่งอยู่ พลางนึกคิดในใจด้วยความสงสัยว่า “เสน่ห์อันน่าหลงใหลนี้...หญิงสาวผู้นี้เป็นเทพมาจากแห่งหนใดกัน? ไม่ใช่พวกภูติผีซาตาน และดูไม่เหมือนปีศาจ...”

ในเวลาเพียงสั้นๆ ชายชราก็คิดไปต่างๆ นานา การที่เขามาในครั้งนี้ก็หวังจะได้ของบางอย่างกลับไป ตำนานเล่าว่าของสิ่งนั้นได้สูญหายไปเป็นเวลากว่าร้อยปี และครานี้ชายชราได้ค้นพบสิ่งของนี้โดยบังเอิญ แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีคนมางานนี้ด้วยจุดประสงค์เดียวกับเขา

ชายชราสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วใช้สองนิ้วถูไปที่เปลือกตาเบาๆ จากนั้นก็ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นอีกครั้ง ก่อนมองไปมุมที่โยวเย่กับลั่วชิวยืนอยู่

แต่ครั้งนี้ที่มองไปทางนั้น เขาก็เห็นสายตาของโยวเย่กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน

เพียงแค่ได้สัมผัสกับดวงตาสีฟ้าดุจไพลินของเธอ ชายชราก็เหมือนตกเข้าไปอยู่ในวังน้ำวนขนาดใหญ่ สีหน้าซีดเซียวขึ้นมาทันที ตอนนั้นเขาทำได้เพียงกัดลิ้นตัวเอง เพื่อให้หลุดออกมาจากวังน้ำวนนั้น

แต่ตอนนี้เขาเหมือนคนป่วยหนักที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นเร็ว และหายใจไม่เป็นจังหวะ

ชายชรารีบตั้งสติ ปากขยับ แล้วใช้กระแสจิตเอ่ยกับโยวเย่ “ข้ามีนามว่าหยางไท่จื่อ ไม่ทราบว่าสหายเป็นผู้ใดกัน?”

“นักพรตจากตะวันออกใช่หรือไม่? เก็บเอาความหวาดระแวงอันน่าเวทนาของท่านไปเถอะ อย่าได้มาทำให้เจ้านายของฉันเสียอารมณ์ มิเช่นนั้นฉันจะไม่ปล่อยท่านไว้แน่ ฮึ!”

เสียงฮึของหญิงสาวผู้นั้นดังกึกก้องราวกับเสียงระฆัง และดังเข้าไปถึงข้างในจิตใจของหยางไท่จื่อซึ่งยากจะให้มันสงบลงได้ เขาแทบจะกระอักเลือดออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะการบำเพ็ญเพียรกว่าหกสิบเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา ตัวเขาคงจะตกอยู่ในสภาพที่แย่กว่านี้

เวลานี้ความรู้สึกกลัวเมื่อกี้นี้ได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง แต่สีหน้าของหยางไท่จื่อยังคงไม่ค่อยดีนัก ในขณะที่เขานั่งพักไปก็คิดในใจไปด้วย ผู้ที่มากด้วยอำนาจคนนี้มาจากแห่งหนใดกัน?

แต่ฟังจากสิ่งที่เธอพูดแล้ว เหมือนว่าเธอจะเป็นเพียงแค่สาวใช้

ชายชราสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนเข้าไปในแอพคิวคิวแล้วพิมพ์ถามเพื่อนในกลุ่มลัทธิเต๋าว่า [สหายทั้งหลายเคยได้ยินเรื่องเล่าขานถึงหญิงงามดุจนางฟ้า ดวงตาสีฟ้าดุจไพลิน เส้นผมสีดำสลวย มีพลังจิตสูง และเป็นหญิงสาวที่มากด้วยเสน่ห์หรือไม่?]

......

......

[ค่ำๆ หน่อยก็กลับแล้ว...ไม่ต้องทำกับข้าวรอนะ...]

ลั่วชิวตอบกลับข้อความที่เริ่นจื่อหลิงส่งมาไม่รู้ตั้งกี่ฉบับ และเวลานี้ลั่วชิวก็เงยหน้าขึ้น พร้อมพูดด้วยความสงสัยว่า “โยวเย่ เมื่อกี้เธอได้พูดอะไรไหม? ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงประหลาดบางอย่าง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงอะไร”

“อืม ฉันยังไม่ทันได้อ้าปากเลย” โยวเย่ยิ้มแล้วกล่าวขึ้น

“อย่างนั้นเหรอ?” ลั่วชิวพยักหน้า

ตอนนี้ผู้ควบคุมการประมูลก็เดินขึ้นเวที ถือไมค์แล้วพูดว่า “ขอขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ให้เกียรติมาในวันนี้ กระผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก งานประมูลในครั้งนี้ผมจะเป็นคน...” [1] 

เมื่อคำกล่าวของผู้ควบคุมการประมูลจบลง ก็เริ่มประมูลสินค้าชิ้นแรก ลั่วชิวเห็นราคาประมูลเริ่มต้นของสินค้าชิ้นนี้อยู่ที่สามหมื่น

อยู่ๆ ลั่วชิวก็คิดกับตัวเองว่า คนที่เปิดราคาประมูลเริ่มต้นที่หลักล้านหรือสิบล้าน คงไม่ได้หาดูกันง่ายๆ...เคยได้ยินมาว่าการประมูลที่ต่างประเทศบางแห่งประมูลกันถึงหลักพันล้าน รอให้วิชาข้ามมิติแข็งแกร่งกว่านี้ก่อน ค่อยหาเวลาไปดูหน่อยดีกว่า?

ลั่วชิวเริ่มตื่นเต้นกับข้อมูลสิ่งของประมูลต่างๆ ที่พิธีกรกล่าวแนะนำ และในทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งแล่นมาในหัว จะว่าไปแล้วถ้าตัวเองมีความรู้ด้านนี้ก็ดีเหมือนกันนะ

‘หรือจะให้จางชิ่งหรุ่ยแนะนำหนังสือระดับเบื้องต้นของผู้ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านของเก่าเลยดี นี่คงจะไม่เป็นปัญหาอะไรล่ะมั้ง?’

ในขณะที่ลั่วชิวคิดอะไรไปต่างๆ นานานั้น ในที่สุดก็มาถึงตาของสินค้าที่เป็นวัตถุประสงค์ในการมางานครั้งนี้เสียที

จอโปรเจคเตอร์บนเวทีแสดงภาพในมุมต่างๆ ของตราหยกขาว และขณะเดียวกันนั้นผู้ควบคุมการประมูลก็พูดแนะนำตราหยกขาวว่า “ต่อไปเป็นสินค้าการประมูลชิ้นที่ยี่สิบเจ็ด จากร้านกูเย่ว์ไจ! เชื่อว่าผู้ที่ให้ความสนใจกับสินค้าชิ้นนี้จะต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตราหยกขาวนี้มาบ้างแล้ว ขอให้ทุกท่านมองไปด้านหลังของตราหยกขาว ที่ได้จาลึกคำว่า ‘จื่อกัง’ เอาไว้”

ดูเหมือนว่าทุกคนในห้องประมูลจะตื่นเต้นกับตราหยกขาวนี้ แสงไฟก็ได้สาดส่องมายังตำแหน่งของตราหยกขาว และแขกที่มาก็ไม่รอช้า ต่างคนต่างยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพ

ผู้ควบคุมการประมูลยิ้มพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “เชื่อว่าทุกคนในที่นี้คงจะคุ้นเคยกับของสิ่งนี้เป็นอย่างดี และตอนนี้ผมบอกกับทุกคนได้อย่างมั่นใจเลย ว่าตราหยกขาวนี้มาจากคนทำหยกในสมัยราชวงศ์หมิง ถ้าจะให้พูดถึงประวัติศาสตร์ของมันคงจะยาก แต่ถ้าให้ประเมินอายุตามสิ่งที่จาลึกไว้ รับรองได้ว่ามันมีอายุราวๆ ห้าร้อยปีเลยทีเดียว...” [2] 

เมื่อผู้ควบคุมการประมูลดูหนังสือคู่มือการประเมินราคาของตราหยกขาวแล้วก็เคาะไม้เพื่อเริ่มทำการประมูล “ราคาประมูลเริ่มต้นของตราหยกขาวอยู่ที่ห้าแสนห้าหมื่น บิดละหนึ่งหมื่น...ห้าแสนห้าหมื่นครั้งที่หนึ่ง! ทันใดนั้นก็มีคนยกป้ายแล้ว! เป็นหญิงสาวที่ถือป้ายหมายเลข A66 ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านโน้นนะครับ”

เมื่อลั่วชิวเห็นโยวเย่ชูป้ายหมายเลขขึ้น เขาก็ได้แค่ดู...แต่ไม่ได้พูดอะไร

เงินในบัตรของเขาส่วนมากก็เป็นเงินเก็บของช่วงหลายปีที่ผ่านมา บวกกับเงินแต๊ะเอียอีกนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

ถึงแม้ว่าสมาคมจะมีเงินเยอะมหาศาล จนกระทั่งจะต้องตะลึงเมื่อเห็นตัวเลขของจำนวนเงินนั้น แต่เงินนี่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ จึงทำได้เพียงแค่ดูเท่านั้น

ดังนั้น ตอนนี้เงินที่เขามีอยู่ในบัตรก็มีอยู่แค่หมื่นกว่าๆ

“โยวเย่ หรือที่จริงแล้วเธอจะรวยมาก”

โยวเย่ยิ้มให้กับความสงสัยของลั่วชิวแล้วพูดว่า “ของของโยวเย่ก็คือของของนายท่าน”

ลั่วชิวอึ้งไปชั่วครู่แล้วพูดว่า “ผู้ชายส่วนใหญ่คงชอบที่จะฟังคำนี้สินะ? แต่ว่า...”

เขาส่ายหัวแล้วพูดต่อว่า “...ไหนๆ ก็ยกป้ายแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ก็ประมูลมันมาให้ได้แล้วกัน”

ลั่วชิวไม่ได้เป็นคนลังเล ครั้งนี้ใช้วิธีใสสะอาดซื้อมันกลับมาก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำไม่ได้

เขาไม่ได้รู้สึกว่าการใช้เงินโยวเย่จะเป็นอะไร

เพราะเรื่องที่เธอมีเงินมากมายขนาดนั้นไม่น่าแปลกใจเลย โยวเย่อยู่มาสามร้อยกว่าปี เธอผ่านยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปไม่รู้ตั้งเท่าไร และที่สำคัญเธออยู่ในสมาคมทราฟฟอร์ด สถานที่ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้

เหตุผลเดียวกัน

และถ้าลั่วชิวมีความคิดแบบนี้ ในอนาคตข้างหน้า เขาก็สามารถเก็บเงินได้มหาศาลเช่นกัน

ดังนั้นถ้าให้คนอื่นได้ไปเพราะโกง ทีนี้เรื่องก็จะยุ่งยาก โดยปกติแล้วลั่วชิวเองก็เป็นคนที่กลัวความยุ่งยากอยู่แล้ว

“ห้าแสนหกหมื่น ! A45 ได้บิดไปอยู่ที่ห้าแสนหกหมื่น! มีใครให้มากกว่าห้าแสนหกหมื่นไหม? ห้าแสนหกหมื่นครั้งที่หนึ่ง!”

“ห้าแสนเจ็ดหมื่น ! A66! ได้บิดไปอยู่ที่ห้าแสนเจ็ดหมื่น! ยังมีอีกไหม? มีใครให้มากกว่านี้อีกไหม?!”

“ห้าแสนแปดหมื่น! A51 ห้าแสนแปดหมื่นครั้งที่หนึ่ง!”

โยวเย่ที่ทนฟังการพากย์เสียงของผู้ควบคุมการประมูลไม่ไหว จึงลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยเสียงนิ่งๆ ว่า “อย่าได้ลำบากเลย ฉันให้ในราคาหนึ่งล้าน!”

ในสายตาของคนรวย ตัวเลขนี้อาจจะดูไม่มากนัก

เวลานี้หญิงสาวที่งดงามเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายผู้นี้ ได้ดึงดูดสายตาของผู้ชายทุกคนไปจนยากจะละสายตาจากเธอผู้นี้ได้ และแม้กระทั่งผู้หญิงด้วยกันเองยังแอบกระซิบชม ว่าเธอสวยมากจริงๆ

ชายชราที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง เขาอยากจะยกป้ายประมูลอยู่หลายหน แต่ก็เหมือนถูกบางสิ่งกดทับไว้ ทำเอาเหงื่อไหลไปทั่วตัว ในขณะเดียวกันในใจก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

ชายชราสัมผัสได้ถึงมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ทุกคนหลงใหลมาจากตัวของผู้หญิงคนนี้ และตอนนี้ดูเหมือนจะมีเพียงผู้ควบคุมการประมูลคนเดียวที่ไม่ได้รับอิทธิพลใดๆ จากมนต์เสน่ห์นี้เลย วิชาสะกดจิตที่โยวเย่ใช้กับชายชรานี้มันควบคุมร่างของเขาไปจนหมดแล้ว และไม่เพียงเท่านี้ เขายังรู้สึกว่าจิตของเขาถูกกดทับด้วยอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนว่าเขาจะรับมือกับพลังนี้ไม่ไหว

“...หนึ่งล้านครั้งที่สาม! อนุมัติขาย! ตราหยกอันนี้ตกเป็นของคุณผู้หญิงที่ถือป้ายประมูลหมายเลข A66 ท่านนี้”

แค่คำเดียวก็เป็นอันเสร็จสิ้นการประมูลสินค้าชิ้นนี้

และทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งพุ่งตรงไปบนเวทีและถือตราหยกนี้ไว้ในกำมือ จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปทางบันไดหนีไฟ

หน่วยรักษาความปลอดภัยวิ่งตามชายคนนั้นไป

ลั่วชิวขมวดคิ้ว และเขาก็เห็นว่าโยวเย่เริ่มจะโกรธแล้ว...

และคนที่ชิงตราหยกขาวนั้นไป ก็คือชายสวมแว่นดำที่โยวเย่เคยสังเกตเห็นในงานก่อนหน้านี้ถึงสองครั้ง!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น